การตัดป่าอเมซอนทำให้เกิดความแห้งแล้งในบราซิล

ในอดีตเมืองเซาเปาโล พื้นที่เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ประเทศบราซิล เคยได้รับการขนานนามว่า "เมืองแห่งน้ำฝน” แต่ปัจจุบันเซาเปาโลมีสภาพไม่ต่างจากทะเลทราย ในฤดูกาลที่ควรจะมีฝนตกแต่กลับแห้งแล้งจนทำให้ประชาชนว่า 20 ล้านชีวิตเผชิญกับสภาวะขาดแคลนน้ำ

ระบบกักเก็บน้ำขนาดยักษ์ Cantereiraซึ่งคอยส่งน้ำให้กับประชาชนราว 9 ล้านคน กลับหลงเหลือปริมาณเพียงร้อยละ 5 ของปริมาณกักเก็บทั้งหมด และคาดว่าจะไม่มีน้ำหลงเหลือภายในเดือนเมษายนนี้ ส่วนระบบกักเก็บน้ำ Alto Trietê ซึ่งส่งน้ำให้กับประชาชน 3 ล้านคนในเมืองก็มีสภาพไม่ดีกว่ากันมากนัก เนื่องจากเหลือปริมาณราวร้อยละ 15 ของปริมาณกักเก็บทั้งหมด และเมื่อเข้าถึงฤดูร้อน ก็ไม่มีทางเลือกใดนอกจากการส่งน้ำปริมาณมหาศาลมาเพื่อแก้ปัญหาก่อนที่เมืองจะขาดน้ำอุปโภคบริโภค และรอให้ฝนเริ่มตกอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน

ปัจจุบันภาครัฐได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยสามารถลดปริมาณน้ำที่ส่งมาจากแหล่งสำรองได้ร้อยละ 22 โดยจำกัดการส่งน้ำให้กับประชาชนบางส่วนวันละ 8 ชั่วโมง แต่นโยบายดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ และในอนาคตอันใกล้ประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่อาจใช้น้ำได้เพียง 2 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งผู้คนที่ร่ำรวยได้จัดการปัญหาโดยซื้อถังน้ำขนาดใหญ่และหวังว่าจะช่วยในการเก็บน้ำได้ บางแห่งก็เลือกที่จะขุดเจาะบ่อน้ำส่วนตัว แต่ประชาชนส่วนมากยังไม่อาจดำเนินการตามทางเลือกเหล่านั้นได้ ทำให้วิกฤติและความวุ่นวายจากการขาดแคลนน้ำน่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า



สาเหตุหนึ่งของปัญหาการขาดแคลนน้ำเกิดจากความไม่ใส่ใจ เนื่องจากการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปีกลายและการเลือกตั้งที่จัดขึ้นภายหลังฟุตบอลโลกไม่นาน สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ปริมาณน้ำขาดการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร นอกจากนี้ มีการประมาณการว่าปริมาณน้ำราวร้อยละ 40 ของบราซิลรั่วไหลออกจากระบบเนื่องจากท่อส่งน้ำและระบบสาธารณูปโภคที่ล้าสมัยและขาดการบำรุงรักษา

นอกจากปัจจัยดังกล่าว ปริมาณประชากรที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้เกิดภาวะความแห้งแล้ง ทั้งนี้เนื่องจากเมืองใหญ่ได้ใช้พลังงานปริมาณมหาศาลจนเกิดสภาวะเกาะความร้อน (heat islands)ที่ลดความชุ่มชื้นในอากาศ แต่สาเหตุหลักที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดคือการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรงในอเมซอนทางตอนเหนือของบราซิล

มีการศึกษาวิจัยหลายต่อหลายครั้งที่ยืนยันว่าป่าอเมซอนนั้นคือแหล่งกำเนิดฝน เนื่องจากป่าทึบสามารถสร้างความชุ่มชื้นซึ่งจะถูกพัดพาโดยกระแสลมจากแอตแลนติก ความชุ่มชื้นนั้นเดินทางไปทางทิศตะวันตก ปะทะกับเทือกเขาแอนดีสและพัดต่อมายังทิศใต้ ก่อนจะกลายเป็นฝนตกมายังพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศบราซิลและเมืองเซาเปาโล ป่าอเมซอนซึ่งเปรียบได้กับเครื่องผลิตฝนขนาดใหญ่ได้ถูกทำลายลงเนื่องจากพื้นที่ป่าที่หดหายไป



อย่างน้อยที่สุด เหตุการณ์นี้ก็ย้ำเตือนให้ชาวบราซิลได้สติและเผชิญหน้ากับปัญหา โดยมีการรวมตัวระหว่างภาคประชาสังคมและกลุ่มองค์กร ร่วมมือกับนักสิ่งแวดล้อมที่เรียกร้องให้หยุดกระบวนการตัดไม้ทำลายป่า เนื่องจากความหายนะของระบบนิเวศกำลังจะนำมาซึ่งความยากจนเชิงประจักษ์ แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะสามารถยับยั้งวิกฤตการณ์และทันเวลาหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครสามารถตอบได้

ถอดความจาก “How razing the rainforest has created a devastating drought in Brazil”โดยGeoffrey Lean เข้าถึงได้ที่ http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/southamerica/brazil/11410081/How-razing-the-rainforest-has-created-a-devastating-drought-in-Brazil.html
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

แหล่งที่มา : http://www.seub.or.th/



อย่างน้อยที่สุด เหตุการณ์นี้ก็ย้ำเตือนให้ชาวบราซิลได้สติและเผชิญหน้ากับปัญหา โดยมีการรวมตัวระหว่างภาคประชาสังคมและกลุ่มองค์กร ร่วมมือกับนักสิ่งแวดล้อมที่เรียกร้องให้หยุดกระบวนการตัดไม้ทำลายป่า เนื่องจากความหายนะของระบบนิเวศกำลังจะนำมาซึ่งความยากจนเชิงประจักษ์ แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะสามารถยับยั้งวิกฤตการณ์และทันเวลาหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครสามารถตอบได้

ถอดความจาก “How razing the rainforest has created a devastating drought in Brazil”โดยGeoffrey Lean เข้าถึงได้ที่ http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/southamerica/brazil/11410081/How-razing-the-rainforest-has-created-a-devastating-drought-in-Brazil.html
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

แหล่งที่มา : http://www.seub.or.th/


สําหรับใครหลายๆ คน ที่วาดฝันเอาไว้ว่าเมื่อเรียนจบอยากเข้าเมืองหลวง ทั้งหางานทํา เรียนหนังสือ หรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ที่มีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยสูง มี แสง สี ตื่นตา
ตื่นใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนแล้วละก็!! หยุดคิดสักนิด!! เพราะภายใต้ความสวยงามที่ทันสมัยนั้นกลับมีภัยเงียบแอบจ้องจะทําร้ายสุขภาพของผู้ที่มาเยือนอยู่ตลอดเวลา 

ซึ่งหนึ่งในนั้น เห็นทีจะเป็น “มลภาวะทางอากาศ” ที่ไม่มีใครสามารถหลีกหนีมันได้หากยังต้องหายใจอยู่ จากข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในเมืองใหญ่ทั่วประเทศของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม
แห่งชาติ พบว่า อากาศที่เราหายใจเข้าไปทุกวันนี้อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก เพราะสภาพอากาศที่มีความเข้มข้นของสภาพมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงต้องไม่เกิน 100 ส่วนในพันล้านส่วน เพราะเมื่อเกินก็จะทําให้มีผลต่อการทําลายเยื่อบุระบบทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง และทําให้เกิดโรคเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจ ยิ่งประกอบกับการได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยต่ํากว่า 2.5 ไมครอนด้วยแล้ว
 
สถานที่ที่เรามักพบว่ามีมลภาวะทางอากาศ ส่วนใหญ่จะเป็นชุมชนเมือง ย่านธุรกิจ ที่เหล่านี้มักเป็นแหล่งที่มีการจราจรคับคั่ง ทําให้เกิดปริมาณฝุ่นละอองและควันดําในระดับที่สูงมากเกินขีดที่ร่างกายจะทนได้ 
แถมตอนนี้ในเมืองใหญ่ๆเองยังเกิดแก๊สเสียต่างๆที่เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของเราทั้งสิ้น 

หากหายใจรับสารเหล่านี้เข้าไปมากๆจะมีผลกระทบอะไรกับร่างกายของเรา ??? 
อันดับแรก จะป่วยเป็นโรคติดเชื้อในหลอดลมและปอดได้ง่าย ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ระบบทางเดินหายใจของคนเราจะมีเยื่อบุผนังหลอดลม ซึ่งเยื่อบุนี้คอยดักจับเชื้อโรคที่เราหายใจเข้าไป ฉะนั้น ถ้าเราสูดเอาฝุ่น ควันดํา และแก๊สเสียต่างๆ เข้าไปในปริมาณมากๆ สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวจะระคายเคือง และทําลายเยื่อบุเหล่านี้ ทําให้หน้าที่ของมันเสียไป แล้วจะเกิดอะไรขึ้นละ...ก็จะทําให้ป่วยด้วยโรคหวัด โรคหลอดลมอักเสบ โรคปอดอักเสบ โรคภูมิแพ้ต่างๆ ได้ง่ายกว่าปกติ ต่อมาก็จะเป็นโรคหลอดลมตีบแคบและถุงลมปอดโป่งพอง เกิดจากการระคายเคือง หรือการติดเชื้อในเยื่อบุของหลอดลมนานๆ ทําให้หลอดลมเกิดการตีบแคบ การหายใจลําบากเหมือนกับที่พบในคนที่เป็นโรคหืดเลยทีเดียว แถมถุงลมที่เคยยืดขยายและหดได้ ก็จะเสียสภาพไปกลายเป็นถุงลมโป่ง การฟอกเลือดจะเสียไปด้วย ส่งผลทําให้เป็นคนเหนื่อยหอบง่าย ไม่สดชื่นแจ่มใสเหมือนแต่ก่อน…ยิ่งคนที่มีอาการของโรคหัวใจ หืด อยู่แล้วถ้ามาเจออากาศที่มีฝุ่นควันดํามากๆอาการจะยิ่งกําเริบและทําให้ตายเร็วและง่ายกว่าเดิมมาก เพราะอะไรรู้ไหม...ก็เพราะว่าระบบหายใจหรือการไหลเวียนของเลือดล้มเหลวนั้นเอง ถ้าไม่ป้องกันตัวเองดีๆโรคมะเร็งจะถามหาคุณได้ เนื่องจากรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ปล่อยควันเสีย ซึ่งมีสารที่เรียกชื่อว่า เบนโซไพรีน ออกมาด้วย สารตัวนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทําให้สัตว์ทดลองเป็นมะเร็งปอดได้ และนักวิทยาศาสตร์เองก็สังเกตว่าคนในเมืองมีอัตราการเป็นมะเร็งในปอดสูง
กว่าคนชนบท ยิ่งเมืองที่มีมลพิษมากยิ่งมีคนเป็นมะเร็งปอดมาก โดยที่คนเหล่านี้ไม่ได้สูบบุหรี่ อันเป็นสาเหตุก่อมะเร็งที่สําคัญ แต่มลพิษในอากาศก็ทําให้เป็นมะเร็งปอดได้ 
แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าอะไรเป็นตัวบั่นทอนให้ชีวิตคนที่อาศัยอยู่ตามเมืองใหญ่สั้นลง ตามข้อมูล
ของสํานักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตัวการที่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศที่สําคัญ คือ รถยนต์ โดยเฉพาะรถเมล์ทั้งใหญ่และเล็ก รถบรรทุก และคนทั่วไปที่ขยันนํารถส่วนตัวออกมาใช้เพื่อความ
สะดวกสบายของตัวคุณเองแต่กลับเป็นการทําร้ายร่างกายของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว 
 
เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับมลพิษ สิ่งเดียวที่จะเป็นการป้องกันตัวเองได้ดีที่สุด
คือ การดูแลรักษาตัวของเราเอง ด้วยวิธีง่ายๆต่อไปนี้ 
 
สําหรับคนทํางานออฟฟิต หรือมีบ้านอยู่ในแหล่งที่มีมลพิษมาก ต้องปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดไม่ให้มลพิษอากาศเข้ามาสะสมในอาคาร หากมีเครื่องฟอกอากาศ หรือเครื่องปรับอากาศที่สามารถกรองอากาศได้ ให้เปิดใช้งาน และสําหรับผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาโรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด รวมทั้งเด็กเล็กที่ภูมิต้านทานน้อย ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด ควรป้องกันและดูแลตัวเองให้ดี และควรหลีกเลี่ยง
การไปทํากิจกรรมนอกอาคารหากไม่จําเป็น แต่หากมีความจําเป็นต้องไปทํากิจกรรมนอกอาคาร ก็ควร
สวมหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ หรือสวมหน้ากากผ้าชุบน้ําให้ชุ่ม แล้วปิดจมูกเพื่อกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก สวมแว่นตาเพื่อปกป้องดวงตาจากลมและหมอกควัน ที่สําคัญ...หลีกเลี่ยงการออกกําลังนอกอาคารในช่วงที่มีหมอกควันมาก เพราะจะเป็นอันตรายต่อปอดในระยะยาวมากกว่าเป็นผลดีต่อร่างกาย

แหล่งที่มา : reo3



สําหรับใครหลายๆ คน ที่วาดฝันเอาไว้ว่าเมื่อเรียนจบอยากเข้าเมืองหลวง ทั้งหางานทํา เรียนหนังสือ หรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ที่มีความเจริญทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยสูง มี แสง สี ตื่นตา
ตื่นใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนแล้วละก็!! หยุดคิดสักนิด!! เพราะภายใต้ความสวยงามที่ทันสมัยนั้นกลับมีภัยเงียบแอบจ้องจะทําร้ายสุขภาพของผู้ที่มาเยือนอยู่ตลอดเวลา 

ซึ่งหนึ่งในนั้น เห็นทีจะเป็น “มลภาวะทางอากาศ” ที่ไม่มีใครสามารถหลีกหนีมันได้หากยังต้องหายใจอยู่ จากข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในเมืองใหญ่ทั่วประเทศของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม
แห่งชาติ พบว่า อากาศที่เราหายใจเข้าไปทุกวันนี้อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก เพราะสภาพอากาศที่มีความเข้มข้นของสภาพมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงต้องไม่เกิน 100 ส่วนในพันล้านส่วน เพราะเมื่อเกินก็จะทําให้มีผลต่อการทําลายเยื่อบุระบบทางเดินหายใจ ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง และทําให้เกิดโรคเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจ ยิ่งประกอบกับการได้รับฝุ่นละอองขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยต่ํากว่า 2.5 ไมครอนด้วยแล้ว
 
สถานที่ที่เรามักพบว่ามีมลภาวะทางอากาศ ส่วนใหญ่จะเป็นชุมชนเมือง ย่านธุรกิจ ที่เหล่านี้มักเป็นแหล่งที่มีการจราจรคับคั่ง ทําให้เกิดปริมาณฝุ่นละอองและควันดําในระดับที่สูงมากเกินขีดที่ร่างกายจะทนได้ 
แถมตอนนี้ในเมืองใหญ่ๆเองยังเกิดแก๊สเสียต่างๆที่เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของเราทั้งสิ้น 

หากหายใจรับสารเหล่านี้เข้าไปมากๆจะมีผลกระทบอะไรกับร่างกายของเรา ??? 
อันดับแรก จะป่วยเป็นโรคติดเชื้อในหลอดลมและปอดได้ง่าย ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ระบบทางเดินหายใจของคนเราจะมีเยื่อบุผนังหลอดลม ซึ่งเยื่อบุนี้คอยดักจับเชื้อโรคที่เราหายใจเข้าไป ฉะนั้น ถ้าเราสูดเอาฝุ่น ควันดํา และแก๊สเสียต่างๆ เข้าไปในปริมาณมากๆ สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวจะระคายเคือง และทําลายเยื่อบุเหล่านี้ ทําให้หน้าที่ของมันเสียไป แล้วจะเกิดอะไรขึ้นละ...ก็จะทําให้ป่วยด้วยโรคหวัด โรคหลอดลมอักเสบ โรคปอดอักเสบ โรคภูมิแพ้ต่างๆ ได้ง่ายกว่าปกติ ต่อมาก็จะเป็นโรคหลอดลมตีบแคบและถุงลมปอดโป่งพอง เกิดจากการระคายเคือง หรือการติดเชื้อในเยื่อบุของหลอดลมนานๆ ทําให้หลอดลมเกิดการตีบแคบ การหายใจลําบากเหมือนกับที่พบในคนที่เป็นโรคหืดเลยทีเดียว แถมถุงลมที่เคยยืดขยายและหดได้ ก็จะเสียสภาพไปกลายเป็นถุงลมโป่ง การฟอกเลือดจะเสียไปด้วย ส่งผลทําให้เป็นคนเหนื่อยหอบง่าย ไม่สดชื่นแจ่มใสเหมือนแต่ก่อน…ยิ่งคนที่มีอาการของโรคหัวใจ หืด อยู่แล้วถ้ามาเจออากาศที่มีฝุ่นควันดํามากๆอาการจะยิ่งกําเริบและทําให้ตายเร็วและง่ายกว่าเดิมมาก เพราะอะไรรู้ไหม...ก็เพราะว่าระบบหายใจหรือการไหลเวียนของเลือดล้มเหลวนั้นเอง ถ้าไม่ป้องกันตัวเองดีๆโรคมะเร็งจะถามหาคุณได้ เนื่องจากรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ปล่อยควันเสีย ซึ่งมีสารที่เรียกชื่อว่า เบนโซไพรีน ออกมาด้วย สารตัวนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทําให้สัตว์ทดลองเป็นมะเร็งปอดได้ และนักวิทยาศาสตร์เองก็สังเกตว่าคนในเมืองมีอัตราการเป็นมะเร็งในปอดสูง
กว่าคนชนบท ยิ่งเมืองที่มีมลพิษมากยิ่งมีคนเป็นมะเร็งปอดมาก โดยที่คนเหล่านี้ไม่ได้สูบบุหรี่ อันเป็นสาเหตุก่อมะเร็งที่สําคัญ แต่มลพิษในอากาศก็ทําให้เป็นมะเร็งปอดได้ 
แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าอะไรเป็นตัวบั่นทอนให้ชีวิตคนที่อาศัยอยู่ตามเมืองใหญ่สั้นลง ตามข้อมูล
ของสํานักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตัวการที่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศที่สําคัญ คือ รถยนต์ โดยเฉพาะรถเมล์ทั้งใหญ่และเล็ก รถบรรทุก และคนทั่วไปที่ขยันนํารถส่วนตัวออกมาใช้เพื่อความ
สะดวกสบายของตัวคุณเองแต่กลับเป็นการทําร้ายร่างกายของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว 
 
เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับมลพิษ สิ่งเดียวที่จะเป็นการป้องกันตัวเองได้ดีที่สุด
คือ การดูแลรักษาตัวของเราเอง ด้วยวิธีง่ายๆต่อไปนี้ 
 
สําหรับคนทํางานออฟฟิต หรือมีบ้านอยู่ในแหล่งที่มีมลพิษมาก ต้องปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดไม่ให้มลพิษอากาศเข้ามาสะสมในอาคาร หากมีเครื่องฟอกอากาศ หรือเครื่องปรับอากาศที่สามารถกรองอากาศได้ ให้เปิดใช้งาน และสําหรับผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาโรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด รวมทั้งเด็กเล็กที่ภูมิต้านทานน้อย ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด ควรป้องกันและดูแลตัวเองให้ดี และควรหลีกเลี่ยง
การไปทํากิจกรรมนอกอาคารหากไม่จําเป็น แต่หากมีความจําเป็นต้องไปทํากิจกรรมนอกอาคาร ก็ควร
สวมหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ หรือสวมหน้ากากผ้าชุบน้ําให้ชุ่ม แล้วปิดจมูกเพื่อกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก สวมแว่นตาเพื่อปกป้องดวงตาจากลมและหมอกควัน ที่สําคัญ...หลีกเลี่ยงการออกกําลังนอกอาคารในช่วงที่มีหมอกควันมาก เพราะจะเป็นอันตรายต่อปอดในระยะยาวมากกว่าเป็นผลดีต่อร่างกาย

แหล่งที่มา : reo3


ปัจจุบันโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เทคโนโลยีต่าง ๆ มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น “มนุษย์”เราต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก ต้องการความสบาย แต่สิ่งที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า หรือแม้แต่การทำมาหากิน กลับส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้อย่างเสียมิได้ ผลกระทบที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ทรัพยากรป่าไม้ ที่ลดน้อยลงไปเป็นอย่างมาก การตัดถนนและการวางเสาไฟฟ้าแรงสูงผ่านพื้นที่ป่าเขา การบุกรุกป่า เพื่อใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม เช่นการปลูกข้าวโพดส่งให้กับโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมในทุกวันนี้นั้น กำลังขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ป่าหมด น้ำหาย ภัยพิบัติตามมา” เพราะเมื่อป่าหมดไปความชุ่มชื้นก็หมดไปด้วย ส่งผลต่อการรวมตัวของก้อนเมฆที่จะเข้ากระบวนการกลั่นตัวออกมาเป็นเม็ดฝน เมื่อไม่มีฝน ก็ขาดน้ำ ภัยแล้งจึงตามมาอย่างที่หลาย ๆ พื้นที่ต้องเผชิญกันอยู่ในปัจจุบันนี้ นอกจากนั้น การที่ไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้ ภูเขากลายเป็นภูเขาหัวโล้น ไม่มีรากจากต้นไม้ใหญ่คอยยึดผิวดิน เมื่อถึงฤดูฝน ปัญหาน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มก็ตามเข้ามาสร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนของประชาชน จากปัญหาที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการทำลายป่าไม้ ได้ส่งผลกระทบมากมาย ซึ่งนอกจากผลกระทบที่กล่าวมาแล้ว การทำลายป่าไม้ยังส่งผลกระทบโดยรวมต่อโลกใบนี้คือ เมื่อไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้ ก็เหมือนโลกใบนี้ขาดปอด ที่คอยดูดซับกรองอากาศที่เป็นพิษ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จึงเป็นการเร่งให้เกิดสภาวะเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกร้อนขึ้น สภาวะอากาศแปรปรวนอย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

แม้ว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพัฒนาประเทศ เช่นการมีถนนหนทางอำนวยความสะดวกให้กับเราจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อส่วนรวมแต่ต้องไม่ลืมว่าเราต้องแลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ไปบางส่วน ซึ่งหากกระทำในขอบเขตของความพอดีเท่าที่จำเป็นก็มีเหตุผลที่ยอมรับได้แต่สำหรับการบุกรุกป่าไม้เพื่อประโยชน์ส่วนตนมิใช่เรื่องควรจะเกิดขึ้น การบุกรุกป่าไม้เพื่อใช้เป็นที่ทำกิน หรือขยายที่ทำกินการทำไร่เลื่อนลอยอย่างไม่มีขอบเขตเป็นเรื่องที่ต้องยุติลงเสียแต่บัดนี้  อย่าทำลายธรรมชาติจนบอบช้ำหรือมากจนเกินกว่าจะเยียวยา เพราะยิ่งธรรมชาติบอบช้ำมากเท่าไหร่ ภัยธรรมชาติที่เป็นผลจากน้ำมือมนุษย์ก็จะกลับย้อนมาทำลายมนุษย์เรามากเท่านั้น ดังนั้น พวกเราต้องหันกับมาร่วมกันดูแลธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม ร่วมกันปลูกป่า ปลูกต้นไม้ หยุดการตัดไม้ทำลายป่า ตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าธรรมชาติพร้อมที่จะดูแลรักษามนุษย์เรา รวมถึงลูกหลานในวันข้างหน้า จะได้ไม่ต้อง  เผชิญกับภัยแล้ง น้ำป่าและดินโคลนถล่ม หรือปัญหาโลกร้อนต่อไป



นามปากกา รัตน์สุบรรณ



ปัจจุบันโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เทคโนโลยีต่าง ๆ มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น “มนุษย์”เราต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก ต้องการความสบาย แต่สิ่งที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นถนน ไฟฟ้า หรือแม้แต่การทำมาหากิน กลับส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้อย่างเสียมิได้ ผลกระทบที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ทรัพยากรป่าไม้ ที่ลดน้อยลงไปเป็นอย่างมาก การตัดถนนและการวางเสาไฟฟ้าแรงสูงผ่านพื้นที่ป่าเขา การบุกรุกป่า เพื่อใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม เช่นการปลูกข้าวโพดส่งให้กับโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมในทุกวันนี้นั้น กำลังขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ป่าหมด น้ำหาย ภัยพิบัติตามมา” เพราะเมื่อป่าหมดไปความชุ่มชื้นก็หมดไปด้วย ส่งผลต่อการรวมตัวของก้อนเมฆที่จะเข้ากระบวนการกลั่นตัวออกมาเป็นเม็ดฝน เมื่อไม่มีฝน ก็ขาดน้ำ ภัยแล้งจึงตามมาอย่างที่หลาย ๆ พื้นที่ต้องเผชิญกันอยู่ในปัจจุบันนี้ นอกจากนั้น การที่ไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้ ภูเขากลายเป็นภูเขาหัวโล้น ไม่มีรากจากต้นไม้ใหญ่คอยยึดผิวดิน เมื่อถึงฤดูฝน ปัญหาน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มก็ตามเข้ามาสร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนของประชาชน จากปัญหาที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการทำลายป่าไม้ ได้ส่งผลกระทบมากมาย ซึ่งนอกจากผลกระทบที่กล่าวมาแล้ว การทำลายป่าไม้ยังส่งผลกระทบโดยรวมต่อโลกใบนี้คือ เมื่อไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้ ก็เหมือนโลกใบนี้ขาดปอด ที่คอยดูดซับกรองอากาศที่เป็นพิษ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จึงเป็นการเร่งให้เกิดสภาวะเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกร้อนขึ้น สภาวะอากาศแปรปรวนอย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

แม้ว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพัฒนาประเทศ เช่นการมีถนนหนทางอำนวยความสะดวกให้กับเราจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อส่วนรวมแต่ต้องไม่ลืมว่าเราต้องแลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ไปบางส่วน ซึ่งหากกระทำในขอบเขตของความพอดีเท่าที่จำเป็นก็มีเหตุผลที่ยอมรับได้แต่สำหรับการบุกรุกป่าไม้เพื่อประโยชน์ส่วนตนมิใช่เรื่องควรจะเกิดขึ้น การบุกรุกป่าไม้เพื่อใช้เป็นที่ทำกิน หรือขยายที่ทำกินการทำไร่เลื่อนลอยอย่างไม่มีขอบเขตเป็นเรื่องที่ต้องยุติลงเสียแต่บัดนี้  อย่าทำลายธรรมชาติจนบอบช้ำหรือมากจนเกินกว่าจะเยียวยา เพราะยิ่งธรรมชาติบอบช้ำมากเท่าไหร่ ภัยธรรมชาติที่เป็นผลจากน้ำมือมนุษย์ก็จะกลับย้อนมาทำลายมนุษย์เรามากเท่านั้น ดังนั้น พวกเราต้องหันกับมาร่วมกันดูแลธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม ร่วมกันปลูกป่า ปลูกต้นไม้ หยุดการตัดไม้ทำลายป่า ตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าธรรมชาติพร้อมที่จะดูแลรักษามนุษย์เรา รวมถึงลูกหลานในวันข้างหน้า จะได้ไม่ต้อง  เผชิญกับภัยแล้ง น้ำป่าและดินโคลนถล่ม หรือปัญหาโลกร้อนต่อไป



นามปากกา รัตน์สุบรรณ


น้ำมันทรายของแคนาดาจะต้องถูกทิ้งไว้ใต้ดิน เช่นเดียวกับแหล่งน้ำมันใต้ทะเลอาร์กติก รวมถึงถ่านหินส่วนใหญ่ในโลกที่จะต้องถูกทิ้งไว้เช่นนั้น โดยไม่นำมาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิจัยซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

รายงานนี้แตกต่างจากการประเมินความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา โดยได้ระบุอย่างชัดเจนว่าแต่ละภูมิภาคควรจะหยุดการผลิตถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นปริมาณเท่าใด โดยงานวิจัยดังกล่าวถูกเผยแพร่ก่อนการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญที่จะจัดขึ้น ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งอาจจะเป็นความหวังสุดท้ายที่เราจะได้ข้อตกลงร่วมกันในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจะต้องอยู่ภายใน ‘งบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget)’ หรือราว 1,100 กิกะตันภายในปี ค.ศ. 2050 เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการควบคุมอุณฟภูมิให้เพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยเปรียบเทียบกับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม และตามที่ระบุในคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) ซึ่งดูแลโดยองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ทางออกเดียวที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายคือต้องลดการใช้พลังงานฟอสซิล

หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายทั่วโลกเช่นการเก็บภาษีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การศึกษาชี้ว่าเป้าหมายที่ 2 องศาเซลเซียสนั้นเป็นไปไม่ได้

นอกจากความจำเป็นที่จะต้องทิ้งปริมาณถ่านหินสำรองทั่วโลกร้อยละ 80 โดยไม่นำขึ้นมาใช้ กลุ่มนักวิจัยยังอธิบายว่าจะต้องหยุดการผลิตน้ำมัน 1 ใน 3 และครึ่งหนึ่งของปริมาณก๊าซธรรมชาติภายในปี ค.ศ. 2050

แน่นอนว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นแตกต่างจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้มาก เพราะสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency)ได้ทำการประมาณการว่า โลกจะมีคาร์บอนเกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 2040 โดยความต้องการใช้พลังงานและพลังงานฟอสซิลต่างมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในงานวิจัยฉบับดังกล่าวยังกล่าวถึงเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS)โดยระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ภูมิอากาศได้ แต่ก็ทำให้เราสามารถเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานฟอสซิลได้เพียงร้อยละ 6 เพื่อป้องกันไม่ให้โลกเข้าสู่สภาวะวิกฤติ



น้ำมันทรายของแคนาดาจะต้องถูกทิ้งไว้ใต้ดิน เช่นเดียวกับแหล่งน้ำมันใต้ทะเลอาร์กติก รวมถึงถ่านหินส่วนใหญ่ในโลกที่จะต้องถูกทิ้งไว้เช่นนั้น โดยไม่นำมาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิจัยซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

รายงานนี้แตกต่างจากการประเมินความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา โดยได้ระบุอย่างชัดเจนว่าแต่ละภูมิภาคควรจะหยุดการผลิตถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นปริมาณเท่าใด โดยงานวิจัยดังกล่าวถูกเผยแพร่ก่อนการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญที่จะจัดขึ้น ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งอาจจะเป็นความหวังสุดท้ายที่เราจะได้ข้อตกลงร่วมกันในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจะต้องอยู่ภายใน ‘งบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget)’ หรือราว 1,100 กิกะตันภายในปี ค.ศ. 2050 เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการควบคุมอุณฟภูมิให้เพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยเปรียบเทียบกับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม และตามที่ระบุในคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) ซึ่งดูแลโดยองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ทางออกเดียวที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายคือต้องลดการใช้พลังงานฟอสซิล

หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายทั่วโลกเช่นการเก็บภาษีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การศึกษาชี้ว่าเป้าหมายที่ 2 องศาเซลเซียสนั้นเป็นไปไม่ได้

นอกจากความจำเป็นที่จะต้องทิ้งปริมาณถ่านหินสำรองทั่วโลกร้อยละ 80 โดยไม่นำขึ้นมาใช้ กลุ่มนักวิจัยยังอธิบายว่าจะต้องหยุดการผลิตน้ำมัน 1 ใน 3 และครึ่งหนึ่งของปริมาณก๊าซธรรมชาติภายในปี ค.ศ. 2050

แน่นอนว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นแตกต่างจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้มาก เพราะสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency)ได้ทำการประมาณการว่า โลกจะมีคาร์บอนเกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 2040 โดยความต้องการใช้พลังงานและพลังงานฟอสซิลต่างมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในงานวิจัยฉบับดังกล่าวยังกล่าวถึงเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS)โดยระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ภูมิอากาศได้ แต่ก็ทำให้เราสามารถเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานฟอสซิลได้เพียงร้อยละ 6 เพื่อป้องกันไม่ให้โลกเข้าสู่สภาวะวิกฤติ


หาดทรายหายไปไหน ... สู่คำตอบ “ สำนึกพลเมือง ”

การพัฒนาเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ไม่ได้ทำให้เด็กโตขึ้นแบบมีคุณภาพ แต่โตแบบแยกส่วน และมีไม่น้อยที่ยังสนใจ “เรื่องตัวเอง” เหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ “ตัวเยาวชน” หากอยู่ที่ตัวกระบวนการ และ “วิธีการ” ที่ไม่ได้บ่มเพาะให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสสนใจเรื่องอื่นๆ นอกจากเนื้อหาทางวิชาการในห้องเรียน

“การเรียนรู้ในห้องเรียน และการอบรมในครอบครัวเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ” ปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร์ ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชณ์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนไปสู่ความเป็น Active Citizen กล่าวบนฐานความเชื่อที่ว่า หากเยาวชนได้มีโอกาสทำงานเพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาให้ชุมชน สิ่งนี้จะช่วยทำให้เด็กเยาวชน และคนหนุ่มคนสาวได้ประสบการณ์ชีวิต เกิดความเข้าใจในชุมชนตนเอง และค่อยๆ เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงตัวเองเข้าถึงชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ และในท้ายที่สุด คนหนุ่มสาวก็จะลุกขึ้นมาเอาธุระและใส่ใจเรื่องของบ้านเมือง

ทั้งนี้ การสร้างสำนึกพลเมืองจะเกิดขึ้นได้นั้น มีปัจจัยประกอบหลายประการ สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของ “ความเชื่อ” ที่ว่า “มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพและพัฒนายกระดับได้” ประการต่อมาคือหาทฤษฎีมาทดสอบ ทดลองและพิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์พัฒนาได้จริง

ความเชื่อดังกล่าวได้ทำการทดลอง พิสูจน์ผล จนเกิดความสำเร็จแล้วที่จังหวัดสงขลา โดยสงขลาฟอรั่มที่ถือว่าเป็น active citizen รุ่นใหญ่ ที่มีใจอยากทำงานกับเยาวชน อยากเห็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ มีสำนึกความเป็นพลเมืองรักท้องถิ่น



“มูลนิธิพบว่า กระบวนการนี้ได้ผลดี เพราะนอกจากจะทำให้เด็กเยาวชนและคนหนุ่มสาวได้มีโอกาสทำงานเพื่อบ้านเกิดของตัวเองแล้ว ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชุมชนก็ได้รับการเอาใจใส่ และคลี่คลายลงได้ ที่สำคัญคือ โครงการนี้ยังเป็นเครื่องมือในการร้อยคนให้เข้ากับพื้นที่ ซึ่งสำนึกความเป็นพลเมืองจะเกิดขึ้นตรงนี้”

พรรณิภา โสตถิพันธุ์ ผู้อำนวยการสงขลาฟอรั่ม กล่าวว่า จากการดำเนินงานตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า เด็กส่วนมากรักดี แต่พวกเขาแค่ไม่มีโอกาส ไม่มีคนหนุน และไม่มีคนให้คำปรึกษา

“หน้าที่เราคือต้องเปิดโอกาสให้เด็ก เพราะฉะนั้นโครงการที่ส่งเข้ามาเกือบทุกโครงการ เราจะไม่คัดออกแม้แต่โครงการเดียว กรณีโครงการไหนยังไม่เข้าเกณฑ์ เราก็จะส่งพี่เลี้ยงลงไปชวนคุย ตั้งคำถามเพื่อให้เยาวชนเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองจะทำ และเมื่อเขาเข้าใจและเห็นว่านี่คือโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตัวเอง ก็จะรวมกลุ่มกันเขียนข้อเสนอโครงการเข้ามา เล็กบ้างใหญ่บ้าง แล้วแต่มุมมองของแต่ละทีม และโครงการที่เสนอเข้ามาพี่ๆ คณะทำงานของแต่ละพื้นที่จะอ่านด้วยความตั้งใจ เพื่อทำความเข้าใจความฝันของน้องๆ ทุกโครงการ”

ความฝันของ “น้ำนิ่ง” อภิศักดิ์ ทัศนีย์ ก็คล้ายๆ กับ “น้ำฝน” อลิสา บินดุส๊ะ ที่อยากเห็นหาดทรายที่เขาผูกพันมาตั้งแต่วัยเด็กกลับมาสวยงามเช่นเดิม ที่ทำโครงการ Beach For Life และ Low Long Beach กับสงขลาฟอรั่ม
เป็นเวลานับปีที่น้ำนิ่งเดินเล่นบนหาดสมิหลา เพื่อพักผ่อนอิริยาบถ และเขาไม่เคยสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งวันหนึ่งเริ่มเห็นว่า ผืนทรายที่เคยเดินย่ำมันหดหายไป พร้อมกับเห็นสิ่งแปลกปลอมบนชายหาดนั่นคือ โครงสร้างแข็ง ทั้งกระสอบทรายและหินขนาดใหญ่ที่วางเรียงรายกองทับกันอยู่

“เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันเกี่ยวกันหรือไม่ จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลทำให้รู้ว่า กระสอบทรายที่วางอยู่ที่เราเรียกว่าโครงสร้างแข็งมีผลอย่างมากต่อการทำลายหาดทราย”

แต่สิ่งที่น้ำนิ่งให้ความสนใจขณะนั้นกลับไม่ใช่ “ชายหาด” แต่เป็นพวกแพลงก์ตอนในทะเล หรือ Micro Biology

“ตอนนั้นมีการเก็บข้อมูลโครงการการกัดเซาะทรายหาดต่อประชากรแพลงก์ตอนเป็นงานวิจัยของ YSC หรือโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ผมชอบพวกสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เลยไปช่วยเขาส่องกล้องนับแพลงก์ตอนเราได้ความรู้จากการเขียนรายงานจาก YSC โดยเฉพาะเรื่องการเขียนรายงาน 5 บท ตอนนั้นเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเริ่มศึกษาอย่างจริงจังมากขึ้น”



ถึงกระนั้นก็ตาม ความรู้เรื่องการกัดเซาะชายฝั่งก็ยังไม่ทำให้ “น้ำนิ่ง” เห็นว่าจะนำไปสู่การขับเคลื่อนได้อย่างไร จนกระทั่งมีโอกาสเข้าอบรมกับสงขลาฟอรั่มอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ในฐานะผู้ก่อตั้งบางกอกฟอรั่ม เป็นวิทยากร

“อาจารย์ชวนคุยเรื่องรากเหง้าของจังหวัดสงขลา แล้วก็ให้ทำผังเครือญาติพบว่าบรรพบุรุษเราเคยร่วมจัดตั้งศาลเจ้าเมือง ก็รู้สึกอิน เพราะเราสนุกกับทะเลมาตั้งแต่เด็กๆ เลยรู้สึกว่าอยากรักษามันไว้ และผมเห็นว่า เมืองสงขลาเราโชคดีที่บรรพบุรุษเราเลือกพื้นที่ได้ถูกต้อง มีทั้งป่า ทั้งทะเล ภูเขา เราจึงอยากจะปกป้องไว้ให้คงอยู่ให้สวยงามเหมือนเดิม”

หลังเรียนรู้เรื่องการกัดเซาะ และเห็นความเป็นมาของรากเหง้าตัวเอง น้ำนิ่งสนใจโครงการ “พลังพลเมืองเยาวชนสงขลา” จึงรวมเพื่อน 5 คนแล้วก็เขียนโครงการเสนอไป และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา นักเรียนชั้น ม.5 ซึ่งเรียนสายวิทย์ และอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสิ่งมีชีวิตแห่งท้องทะเล ก็เบนเข็มทิศตัวเองจาก “นักชีววิทยาทางทะเล” ไปเป็น “นักพัฒนา” ด้วยการเข้าไปศึกษาวิชา “พัฒนาชุมชน” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

ส่วน “น้ำฝน” จากเด็กที่สงสัยว่า “ชายหาด” หายไปไหน และพยายามค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง และพบว่า เอาเข้าจริงการหายไปของหาดทรายไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติดังที่ข้อมูลในคอมพิวเตอร์บอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าร่วมกับเพื่อนๆ Beach For Life ทำให้เธอเปลี่ยนเป้าหมายการดำเนินชีวิตก็ไม่น่าจะผิดนัก

จากเด็กนิ่งๆ เงียบๆ ไม่ค่อยพูด กลายเป็นคนที่มายืนถือไมค์หรือโทรโข่งนำกระบวนการน้องๆ รุ่น 2 และรุ่น 3 เพื่อการฟื้นฟูแนวชายหาด บางจังหวะต้องเดินทางไกลเพื่อเข้าฝึกอบรม “ผู้นำแห่งอนาคต” เพื่อนำทักษะความรู้ มาถ่ายทอดให้กับน้องๆ เพื่อนๆ ในการทำงานเกี่ยวกับชายหาด

นั่นหมายความว่า น้ำฝนในวันนี้ ไปไกลกว่าเด็กมหาวิทยาลัยที่เรียนระดับปริญญาตรีและเพื่อนๆ ของเธอ เพราะนอกจากการเรียนหนังสือที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยหวังว่าจะนำความรู้ทางกฎหมาย มาปกป้องและพิทักษ์หาดทราย ซึ่งต่อมาก็มี“ธรรมนูญหาด” ที่เยาวชนสงขลา และเครือข่ายร่วมกันจัดทำขึ้นมา และการทำธรรมนูญหาดนี้เอง ทำให้น้ำฝนค้นพบสาขาวิชาที่ต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาตรี

“พอร่วมกันทำโครงการ ทำให้รู้ว่าเรายังไม่มีกฎหมายปกป้องหาดทรายโดยตรง จึงตัดสินใจเข้าไปเรียนกฎหมายที่ มอ. ก่อนนี้ไม่รู้จักเลยว่านิติศาสตร์คืออะไร ไม่สนใจด้วยว่าจะเรียนกฎหมาย ไม่สนใจเลย ที่บ้านก็ไม่ชอบด้วย ตอนเรียน ม.5 ได้เรียนวิชากฎหมายเบื้องต้น ค่อนข้างที่จะสนุก พอมาทำเรื่องธรรมนูญหาดก็เลยทำให้ตัดสินใจเรียนวิชากฎหมาย ไม่ยาก”

อย่างไรก็ตาม Beach For Life และ Law Long Beach เป็นโครงการเล็กๆ ของเด็กกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะหาคำตอบว่า “ทรายหายไปไหน” และเส้นทางของการตามหาทรายได้ก่อให้เกิด “ความรู้” มากมายหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนา “คนรุ่นใหม่”เพราะนอกจากแกนนำ “รุ่นแรก” ที่ถูกฝึกฝนจาก “สงขลาฟอรั่ม” อย่างเข้มข้นแล้ว ยังมีน้องๆ แกนนำรุ่น 2 ตามมา ยังคงเดินไปบนเส้นทางสายงานพัฒนาที่มารับช่วงต่อจากรุ่นพี่
สำหรับชาวสงขลา แม้ว่าจะสูญเสียหาดสมิหลาที่สวยงามซึ่งเคยเป็นสถานที่เชิดหน้าชูตา แต่สิ่งที่ได้กลับมาในวันนี้คือ “คนรุ่นใหม่” ที่สนใจเรื่องบ้านเกิดเมืองนอน ในการเดินหน้าหาประสบการณ์ ความรู้ และเครือข่ายอื่นๆ เพื่อที่จะมาร่วมกันปกป้องรักษาแผ่นดินถิ่นเกิดของพวกเขานั่นเอง.

CREDIT : thaipost.net

แผงพลังแสงอาทิตย์ลอยน้ำ ทางเลือกในประเทศญี่ปุ่น



แผงพลังแสงอาทิตย์ลอยน้ำ ทางเลือกในประเทศญี่ปุ่น



ในปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากพื้นที่รอบๆ ผืนน้ำ แต่สามารถใช้พื้นที่ผิวน้ำเป็นทางเลือกในการก่อสร้าง แผงพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนมหาศาลซึ่งกำลังเป็นกระแสในปัจจุบัน

บริษัทพลังงานหมุนเวียนกำลังมองหาทะเลสาบ พื้นที่ชุ่มน้ำ สระน้ำ หรือลำคลอง เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้โครงสร้างที่ลอยน้ำได้ โดยมีการทดลองแล้วในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย และอิตาลี

โรงงานผลิตแสงอาทิตย์ลอยน้ำที่มีกำลังการผลิตเยอะที่สุดในโลกกำลังจะถูกก่อสร้างเหนืออ่างเก็บน้ำในเขื่อนยามากูระ (Yamakura Dam)เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว โดยคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จในเดือนมีนาคม พ.ศ.2559 โดยมีแผงพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 50,000 แผงผลิตพลังงานให้กับครอบครัวราว 5,000 หลังคาเรือนและจะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 8,000 ตันต่อปี

ส่วนทำไมต้องไปสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนน้ำแทนที่จะสร้างบนผืนดิน? ก็เพราะสร้างบนผืนน้ำจะช่วยให้พื้นที่โดยรอบแหล่งน้ำสามารถนำไปใช้ในการเกษตร การอนุรักษ์ หรือการพัฒนาอื่นๆ

“นี่ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ และหากทำได้สำเร็จก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ แต่ผมก็ยังกังวลถึงความปลอดภัยในกรณีเกิดพายุ หรือภัยธรรมชาติ ยังไม่นับเรื่องการผุพังเพราะโดนกัดกร่อนโดยน้ำ”Yang Yang อาจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แสดงความเห็น

การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนผืนน้ำนั้น แตกต่างจากการติดตั้งบนดินหรือบนหลังคา เพราะต้องเผชิญกับความยากลำบากเนื่องจากทุกชิ้นส่วนต้องกันน้ำ ทั้งแผงพลังงานและสายเชื่อมต่อ นอกจากนี้ โครงสร้างดังกล่าวก็ไม่ใช่ว่าจะนำไปลอยน้ำได้เฉยๆ เพราะต้องมีการทำการศึกษาเรื่องผลกระทบต่อคุณภาพน้ำก่อนการติดตั้ง และสำหรับญี่ปุ่น อีกหนึ่งประเด็นที่น่าห่วงคือสารพัดภัยธรรมชาติ เพราะญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่ประสบภัยธรรมชาติค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นไต้ฝุ่น แผ่นดินไหว โคลนถล่ม หรือคลื่นยักษ์

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีดังกล่าวนับว่าเหมาะกับประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด เนื่องจากภูมิศาสตร์ของญี่ปุ่นที่เป็นหมู่เกาะและเต็มไปด้วยภูเขา ทำให้ญี่ปุ่นประสบปัญหาขาดแคลนที่ดินเนื่องจากปริมาณที่มีอยู่จำกัด ทางเลือกในการก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์จึงแทบจะตัดทิ้งไป แต่โชคดีที่ประเทศญี่ปุ่นนับว่ามีอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก เนื่องจากการพัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตร ดังนั้นบริษัทพลังงานในญี่ปุ่นจึงสนใจผืนน้ำมากกว่าผืนดินในการลงทุน

“ญี่ปุ่นกำลังต้องการแหล่งพลังงานหมุนเวียนแห่งใหม่ หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ที่ฟุกุชิมาที่ทำให้ต้องปิดโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ไปและจำเป็นต้องพึ่งพิงการนำเข้าแก๊สเหลวเพื่อผลิตพลังงาน”Eva Pauly ผู้จัดการด้านธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท Cielet Terre บริษัทจากประเทศฝรั่งเศสที่รับผิดชอบในด้านการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์กล่าว

อย่างไรก็ดี การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนผิวน้ำจะดูดซับแสงอาทิตย์และค่อยๆ ทำให้น้ำด้านล่างเย็นขึ้นและมืดขึ้น ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสาหร่าย ซึ่ง LiseMesnager ผู้บริหารโครงการแสดงความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า “นี่อาจเป็นผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เพราะปริมาณสาหร่ายในน้ำมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อน้ำ ดังนั้นการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ย่อมมีประโยชน์ แต่ถ้าแผงดังกล่าวถูกติดตั้งในพื้นที่ที่มีชนิดพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์ ก็อาจจะส่งผลเสียได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องรู้ก่อนว่า ในบริเวณนั้นมีสัตว์ชนิดใดอาศัยอยู่บ้าง”

โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่น โดยจะทำการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ใจกลางอ่างเก็บน้ำ ห่างจากพื้นที่ริมตลิ่งที่มีสัตว์และพืชหลายชนิด นอกจากนี้บริษัทผู้ดำเนินการโครงการยังมองว่า พื้นที่อ่างเก็บน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการก่อสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากจะกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่น้อยกว่า

นอกจากพื้นที่น้ำจืดแล้ว พื้นที่น้ำเค็มก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งเพราะกว่า 3 ใน 4 ของพื้นผิวโลกถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทรและการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ก็คงไม่ต่างจากจุดเล็กบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ แต่การย้ายแผงพลังงานลอยน้ำไปในทะเลก็ยังถือเป็นแนวคิดในอนาคต เพราะจำเป็นต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยเช่นคลื่น และการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจก่อความเสียหายและทำให้แผงพลังงานแสงอาทิตย์ต้องหยุดดำเนินการ นอกจากนี้ การติดตั้งแผงพลังงานนอกชายฝั่งยังมีต้นทุนสูง และขัดต่อแนวคิดที่ว่าแหล่งผลิตพลังงานควรจะอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ที่ใช้พลังงาน

ถอดความบางส่วนจาก ‘Solar Panels Floating on Water Will Power Japan's Homes’ โดย Bryan Lufkinเข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/energy/2015/01/150116-floating-solar-power-japan-yamakura/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์



Credit : seub.or.th

'สะพานระบายน้ำ' แก้น้ำท่วมสนามบินสุวรรณภูมิ
ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นสะพานระบายน้ำ ซึ่งสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 100 ลบ.ม./วินาที เป็นอย่างไรไปดูกัน




'สะพานระบายน้ำ' แก้น้ำท่วมสนามบินสุวรรณภูมิ
ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นสะพานระบายน้ำ ซึ่งสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 100 ลบ.ม./วินาที เป็นอย่างไรไปดูกัน





จากการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และการก่อสร้างสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับการเปิดบริการปัญหาสำคัญซึ่งต้องเร่งแก้ไข คือการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมบริเวณโดยรอบและพื้นที่ส่วนใต้ถึงฝั่งทะเลอ่าวไทย เพราะบริเวณที่ทำการก่อสร้างสนามบินเป็นบริเวณที่ลุ่มต่ำและเป็นแหล่งรับน้ำปริมาณสูงพร้อมกับเป็นทางน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนและปริมาณน้ำหลากจากบริเวณด้านตะวันออกไหลเข้ามารวมตัวเป็นเสมือนแก้มลิง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงพระราชทานแนวทางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เนื่องจากปัญหาพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง เป็นพื้นที่ลุ่มมีระดับพื้นดินต่ำ บางแห่งมีลักษณะพื้นที่เป็นแอ่งท้องกระทะ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ พื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นพื้นที่ชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ จึงเป็นสถานที่รองรับการขยายตัวจากความหนาแน่นของประชากรในเขตเมืองหลวง การสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณทางน้ำหลาก ทำให้สูญเสียพื้นที่รองรับน้ำกว่า 20,000 ไร่

การสร้างและการขยายถนน โครงการบริการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การสูบน้ำบาดาล ตลอดจนการปลูกสร้างที่พักอาศัย โรงเรือนต่างๆ รวมถึงการขยายตัวและการพัฒนาพื้นที่อย่างรวดเร็ว ไม่เป็นไปตามผังเมืองรวมอย่างเป็นระบบ ย่อมจะส่งผลต่อสาธารณะเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดสภาวะน้ำท่วมขังในพื้นที่ส่วนนี้ต่อเนื่องลึกเข้าสู่พื้นที่ชั้นกลางและชั้นในของกรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑล






จากการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และการก่อสร้างสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับการเปิดบริการปัญหาสำคัญซึ่งต้องเร่งแก้ไข คือการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมบริเวณโดยรอบและพื้นที่ส่วนใต้ถึงฝั่งทะเลอ่าวไทย เพราะบริเวณที่ทำการก่อสร้างสนามบินเป็นบริเวณที่ลุ่มต่ำและเป็นแหล่งรับน้ำปริมาณสูงพร้อมกับเป็นทางน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนและปริมาณน้ำหลากจากบริเวณด้านตะวันออกไหลเข้ามารวมตัวเป็นเสมือนแก้มลิง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงพระราชทานแนวทางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เนื่องจากปัญหาพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง เป็นพื้นที่ลุ่มมีระดับพื้นดินต่ำ บางแห่งมีลักษณะพื้นที่เป็นแอ่งท้องกระทะ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ พื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นพื้นที่ชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ จึงเป็นสถานที่รองรับการขยายตัวจากความหนาแน่นของประชากรในเขตเมืองหลวง การสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณทางน้ำหลาก ทำให้สูญเสียพื้นที่รองรับน้ำกว่า 20,000 ไร่

การสร้างและการขยายถนน โครงการบริการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การสูบน้ำบาดาล ตลอดจนการปลูกสร้างที่พักอาศัย โรงเรือนต่างๆ รวมถึงการขยายตัวและการพัฒนาพื้นที่อย่างรวดเร็ว ไม่เป็นไปตามผังเมืองรวมอย่างเป็นระบบ ย่อมจะส่งผลต่อสาธารณะเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดสภาวะน้ำท่วมขังในพื้นที่ส่วนนี้ต่อเนื่องลึกเข้าสู่พื้นที่ชั้นกลางและชั้นในของกรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑล





กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการบรรเทาภัยทางน้ำได้รับมอบหมายให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อจะแก้ไขปัญหาการระบายน้ำและการจัดการน้ำหลากในพื้นที่บริเวณโดยรอบสนามบินและการจัดการน้ำหลากในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออกเป็นแบบบูรณาการทั้งลุ่มน้ำโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่เพื่อเร่งระบายน้ำจากคลองสำโรงและน้ำหลากบริเวณด้านเหนือคลองสำโรงไปยังชายทะเล และสูบระบายน้ำออกทะเลโดยตรง

นอกจากนั้นเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำหลากทั้งพื้นที่เร่งด่วนและพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการวางและติดตั้งระบบโทรมาตรอุทกวิทยาเพื่อติดตามและเฝ้าระวังสภาพน้ำหลากและการทำงานของเครื่องสูบน้ำด้วย จึงได้ทำการว่าจ้างสถาบันที่ปรึกษา ประกอบด้วย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อดำเนินงานศึกษาสำรวจและออกแบบเบื้องต้น แล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเปิดโครงการเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2547 ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี (ปี พ.ศ. 2548–ปี พ.ศ. 2553)

สะพานนี้เป็น โครงการระบายน้ำบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นคลองระบายน้ำสายหลักของพื้นที่บริเวณโดยรอบสนามบิน โดยการเร่งระบายน้ำจากคลองสำโรงไปยังชายทะเล และสูบระบายออกสู่ทะเลโดยตรง ทำให้สามารถลดสภาวะน้ำท่วมและความเสียหายจากอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิผล 

โดยลักษณะเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กยกสูงจากถนนสุขุมวิทประมาณ 6 เมตร มีความกว้าง 25 เมตร กำแพงสูงข้างละ 3.15 เมตร และใช้เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมย่านชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ตามแนวทางพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สะพานนี้ออกแบบให้สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 100 ลบ.ม./วินาที มีงบประมาณในการก่อสร้าง 10,465.089 ล้านบาท 






กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการบรรเทาภัยทางน้ำได้รับมอบหมายให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อจะแก้ไขปัญหาการระบายน้ำและการจัดการน้ำหลากในพื้นที่บริเวณโดยรอบสนามบินและการจัดการน้ำหลากในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออกเป็นแบบบูรณาการทั้งลุ่มน้ำโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่เพื่อเร่งระบายน้ำจากคลองสำโรงและน้ำหลากบริเวณด้านเหนือคลองสำโรงไปยังชายทะเล และสูบระบายน้ำออกทะเลโดยตรง

นอกจากนั้นเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำหลากทั้งพื้นที่เร่งด่วนและพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการวางและติดตั้งระบบโทรมาตรอุทกวิทยาเพื่อติดตามและเฝ้าระวังสภาพน้ำหลากและการทำงานของเครื่องสูบน้ำด้วย จึงได้ทำการว่าจ้างสถาบันที่ปรึกษา ประกอบด้วย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อดำเนินงานศึกษาสำรวจและออกแบบเบื้องต้น แล้วเสร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเปิดโครงการเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2547 ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี (ปี พ.ศ. 2548–ปี พ.ศ. 2553)

สะพานนี้เป็น โครงการระบายน้ำบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นคลองระบายน้ำสายหลักของพื้นที่บริเวณโดยรอบสนามบิน โดยการเร่งระบายน้ำจากคลองสำโรงไปยังชายทะเล และสูบระบายออกสู่ทะเลโดยตรง ทำให้สามารถลดสภาวะน้ำท่วมและความเสียหายจากอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิผล 

โดยลักษณะเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กยกสูงจากถนนสุขุมวิทประมาณ 6 เมตร มีความกว้าง 25 เมตร กำแพงสูงข้างละ 3.15 เมตร และใช้เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมย่านชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ตามแนวทางพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สะพานนี้ออกแบบให้สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 100 ลบ.ม./วินาที มีงบประมาณในการก่อสร้าง 10,465.089 ล้านบาท 





สามารถติดตามสภาพน้ำหลากและการทำงานของเครื่องสูบน้ำในการบริหารจัดการน้ำหลากทั้งระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง ช่วยบริหารจัดการน้ำหลากมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยการนำเอาระบบโทรมาตร หรือ Telemetering System ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการรายงานข้อมูลสภาพน้ำฝน และอัตราการไหลของน้ำหรืออื่นๆ ณ เวลาจริงจากพื้นที่ทั้งหมด 49 สถานี โดยใช้ระบบ GPRS 14 สถานี ระบบวิทยุสื่อสาร 12 สถานี และระบบไฟเบอร์ออฟติก 23 สถานี ส่งข้อมูลมายังสถานีแม่ข่ายหรือห้องควบคุม ซึ่งข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังสภาพน้ำหลาก การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของระดับน้ำทะเลหนุน เพื่อคาดการสถานการณ์น้ำที่อาจเกิดขึ้นและสามารถวางแผนการระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว






สามารถติดตามสภาพน้ำหลากและการทำงานของเครื่องสูบน้ำในการบริหารจัดการน้ำหลากทั้งระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง ช่วยบริหารจัดการน้ำหลากมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยการนำเอาระบบโทรมาตร หรือ Telemetering System ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการรายงานข้อมูลสภาพน้ำฝน และอัตราการไหลของน้ำหรืออื่นๆ ณ เวลาจริงจากพื้นที่ทั้งหมด 49 สถานี โดยใช้ระบบ GPRS 14 สถานี ระบบวิทยุสื่อสาร 12 สถานี และระบบไฟเบอร์ออฟติก 23 สถานี ส่งข้อมูลมายังสถานีแม่ข่ายหรือห้องควบคุม ซึ่งข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ในการติดตามและเฝ้าระวังสภาพน้ำหลาก การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของระดับน้ำทะเลหนุน เพื่อคาดการสถานการณ์น้ำที่อาจเกิดขึ้นและสามารถวางแผนการระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว





อีกทั้งได้มีการสร้างถนนคันคลอง และสะพานสำหรับรถยนต์เชื่อมโยงจากถนนสุขุมวิท-เทพารักษ์ ไปจนถึงบางนาตราดจำนวน 2 ช่องจราจร เพื่อเตรียมไว้รองรับการขยายถนน เป็น 4 ช่องจราจร ในอนาคตถนนทั้งสองฝั่งของคลองระบายน้ำเป็นผิวจราจรแบบ Asphaltic Concrete ทั้งสองฝั่งของคลองระบายน้ำ รวมความยาวประมาณ 23.60 กิโลเมตร






อีกทั้งได้มีการสร้างถนนคันคลอง และสะพานสำหรับรถยนต์เชื่อมโยงจากถนนสุขุมวิท-เทพารักษ์ ไปจนถึงบางนาตราดจำนวน 2 ช่องจราจร เพื่อเตรียมไว้รองรับการขยายถนน เป็น 4 ช่องจราจร ในอนาคตถนนทั้งสองฝั่งของคลองระบายน้ำเป็นผิวจราจรแบบ Asphaltic Concrete ทั้งสองฝั่งของคลองระบายน้ำ รวมความยาวประมาณ 23.60 กิโลเมตร





ทำให้สามารถช่วยลดปัญหาการจราจรของจังหวัดสมุทร ปราการซึ่งปัจจุบันมีปัญหาค่อนข้างมาก และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อสนามบินสุวรรณภูมิเปิดดำเนินการ และช่วยให้มีแหล่งน้ำจืดสำหรับทำการเกษตรหรือกิจกรรมอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง โดยสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งถึง 2 ล้านลูกบาศก์เมตร อีกทั้งยังเป็นการช่วยเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและระบบนิเวศของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย


ที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/606252
วิชัย ประพฤติดี : รายงาน
เฉลิมชัย 
อ่อนละออ : ภาพ 



การสัมผัสธรรมชาติ





การสัมผัสธรรมชาติ






การพัฒนาอะไรก็ตามที่ทำให้ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น มักนำไปสู่ความเสื่อม แต่การพัฒนาที่ทำให้ง่ายขึ้น เบาขึ้น ถือเป็นการทำให้ดีขึ้น การดูแลใจของเราก็เช่นกัน วิถีธรรมชาติที่พาให้เราสงบ เบา สบาย ย่อมทำให้เราเกิดสุขภาวะทางปัญญาได้

แม้มนุษย์และธรรมชาติจะพึ่งพาอาศัยกันมาเนิ่นนาน ทว่าวิถีการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบันกลับกำลังค่อยๆ แยกมนุษย์ให้ห่างไกลออกจากธรรมชาติไปทุกที จนหลายครั้งทำให้เราหลงลืม วิ่งวนเพื่อค้นหาวิธีเอาชนะ ขัดขืน ฝืนธรรมชาติ จนลืมไปว่านั่นคือหนทางที่พาเราให้ออกห่างจากความสุขที่แท้จริงไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว

คำว่า ‘ธรรมชาติ’ ในที่นี้นั้น มิได้มีความหมายเพียงแค่ป่าเขาลำเนาไพร แต่หมายถึงทุกสิ้งที่อยู่รายรอบตัวเราทั้งภายนอกและภายในจิตใจ ดังที่เคยมีคำกล่าวว่า ‘ดินที่ดีที่สุดในโลกนี้ ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล หากอยู่ในใจของตัวเราเอง’







การพัฒนาอะไรก็ตามที่ทำให้ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น มักนำไปสู่ความเสื่อม แต่การพัฒนาที่ทำให้ง่ายขึ้น เบาขึ้น ถือเป็นการทำให้ดีขึ้น การดูแลใจของเราก็เช่นกัน วิถีธรรมชาติที่พาให้เราสงบ เบา สบาย ย่อมทำให้เราเกิดสุขภาวะทางปัญญาได้

แม้มนุษย์และธรรมชาติจะพึ่งพาอาศัยกันมาเนิ่นนาน ทว่าวิถีการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบันกลับกำลังค่อยๆ แยกมนุษย์ให้ห่างไกลออกจากธรรมชาติไปทุกที จนหลายครั้งทำให้เราหลงลืม วิ่งวนเพื่อค้นหาวิธีเอาชนะ ขัดขืน ฝืนธรรมชาติ จนลืมไปว่านั่นคือหนทางที่พาเราให้ออกห่างจากความสุขที่แท้จริงไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว

คำว่า ‘ธรรมชาติ’ ในที่นี้นั้น มิได้มีความหมายเพียงแค่ป่าเขาลำเนาไพร แต่หมายถึงทุกสิ้งที่อยู่รายรอบตัวเราทั้งภายนอกและภายในจิตใจ ดังที่เคยมีคำกล่าวว่า ‘ดินที่ดีที่สุดในโลกนี้ ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล หากอยู่ในใจของตัวเราเอง’






เมื่อวิถีการดิ้นรนของชีวิตดำเนินมาถึง ณ จุดหนึ่ง หากเราเพียงแต่ลองหยุดนิ่ง และหันกลับมาหาธรรมชาติ เราจะพบว่าการได้อยู่กับธรรมชาติจะทำให้เกิดความเงียบสงบ ยิ่งเราพิจารณาธรรมชาติจนเห็นความเป็นจริงว่า ธรรมชาติเป็นอย่างนั้นเอง มีสายลม แสงแดด นกร้อง มีความงดงามตามอย่างที่ธรรมชาติเป็น ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะตกผลึกจนเกิดเป็นความเงียบสงบจากภายใน เป็นภาวะที่ไม่ฝืน ไม่หนี ไม่ผลักดัน ไม่วิ่งหา เพราะรู้ว่าทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง


โจน จันใด หนึ่งในผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในวิถีธรรมชาติ ได้กล่าวถึงความสุขจากการสัมผัสธรรมชาติไว้ว่า

“ถ้าเราอยากได้รถคันหนึ่ง เราซื้อมันมาได้ เราจะตื่นเต้นยินดีกับมันมากในวันสองวันแรก แต่พอเราใช้ไปสักพักหนึ่ง ความพอใจจะลดลงๆ อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเราได้อยู่กับธรรมชาติที่เย็นสบาย งดงาม สงบเยือกเย็น เราจะรู้สึกถึงความยั่งยืน นิ่ง ไม่เสื่อมลง และไม่แปรเปลี่ยนง่าย เพราะเป็นสิ่งที่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นจริง โอกาสที่จะพลิกเปลี่ยนเป็นไปได้ยากมาก ชีวิตเรามั่นคงมากขึ้น แม้ว่าเราจะไม่มีเงิน แต่เรารู้สึกมั่นใจ และมั่นคงในวิถีของเรามากขึ้น”

ว่ากันว่า การพัฒนาอะไรก็ตามที่ทำให้ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น มักจะเป็นการพัฒนาที่นำไปสู่ความเสื่อม แต่การพัฒนาที่ทำให้ง่ายขึ้น เบาขึ้น เพลิดเพลินขึ้น ถือเป็นการทำให้ดีขึ้น การดูแลใจของเราก็เช่นกัน การสัมผัสธรรมชาติที่พาให้เรารู้สึกสงบ เบา สบาย ย่อมทำให้เราเกิด ‘สุขภาวะทางปัญญา’ มองเห็นความสุขในชีวิตที่แท้จริงได้ในที่สุด







เมื่อวิถีการดิ้นรนของชีวิตดำเนินมาถึง ณ จุดหนึ่ง หากเราเพียงแต่ลองหยุดนิ่ง และหันกลับมาหาธรรมชาติ เราจะพบว่าการได้อยู่กับธรรมชาติจะทำให้เกิดความเงียบสงบ ยิ่งเราพิจารณาธรรมชาติจนเห็นความเป็นจริงว่า ธรรมชาติเป็นอย่างนั้นเอง มีสายลม แสงแดด นกร้อง มีความงดงามตามอย่างที่ธรรมชาติเป็น ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะตกผลึกจนเกิดเป็นความเงียบสงบจากภายใน เป็นภาวะที่ไม่ฝืน ไม่หนี ไม่ผลักดัน ไม่วิ่งหา เพราะรู้ว่าทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง


โจน จันใด หนึ่งในผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในวิถีธรรมชาติ ได้กล่าวถึงความสุขจากการสัมผัสธรรมชาติไว้ว่า

“ถ้าเราอยากได้รถคันหนึ่ง เราซื้อมันมาได้ เราจะตื่นเต้นยินดีกับมันมากในวันสองวันแรก แต่พอเราใช้ไปสักพักหนึ่ง ความพอใจจะลดลงๆ อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเราได้อยู่กับธรรมชาติที่เย็นสบาย งดงาม สงบเยือกเย็น เราจะรู้สึกถึงความยั่งยืน นิ่ง ไม่เสื่อมลง และไม่แปรเปลี่ยนง่าย เพราะเป็นสิ่งที่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นจริง โอกาสที่จะพลิกเปลี่ยนเป็นไปได้ยากมาก ชีวิตเรามั่นคงมากขึ้น แม้ว่าเราจะไม่มีเงิน แต่เรารู้สึกมั่นใจ และมั่นคงในวิถีของเรามากขึ้น”

ว่ากันว่า การพัฒนาอะไรก็ตามที่ทำให้ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้น มักจะเป็นการพัฒนาที่นำไปสู่ความเสื่อม แต่การพัฒนาที่ทำให้ง่ายขึ้น เบาขึ้น เพลิดเพลินขึ้น ถือเป็นการทำให้ดีขึ้น การดูแลใจของเราก็เช่นกัน การสัมผัสธรรมชาติที่พาให้เรารู้สึกสงบ เบา สบาย ย่อมทำให้เราเกิด ‘สุขภาวะทางปัญญา’ มองเห็นความสุขในชีวิตที่แท้จริงได้ในที่สุด







อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวเมืองที่ไม่ได้มีโอกาสอาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเขียวขจี ก็ใช่ว่าจะไร้โอกาสในการเข้าถึงความสุขจากการสัมผัสธรรมชาติ เพราะแม้แต่ในดอกหญ้าเพียงหนึ่งดอก ใบไม้เพียงหนึ่งใบ หนอนผีเสื้อเพียงหนึ่งตัว หากเราเพ่งพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว ก็สามารถทำให้เรามองเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และพาเราไปถึงความสุขที่แท้จริงได้เช่นกัน ดังเช่นคำกล่าวของ ท่านอังคาร กัลยาณพงษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ที่เคยกล่าวไว้ว่า

…..”เราต้องอ่านธรรมชาติให้ออก ถึงจะมีความสุข”……


ขอขอบคุณ

ข้อมูล : หนังสือสุขแท้กลางใจเรา เครือข่ายพุทธิกา

ภาพ : www.freepik.com, www.pixabay.com

อนาคตของโลก อยู่ที่สิ่งแวดล้อมวันนี้



สวัสดีครับเพื่อนๆ… เพื่อนๆ เคยคิดไหมว่า “โลกของเราในอนาคตจะเป็นยังไง?” แต่จากที่นัทตี้รู้มานะครับ ตอนนี้โลกของเราน่าสงสารมากเลย




สวัสดีครับเพื่อนๆ… เพื่อนๆ เคยคิดไหมว่า “โลกของเราในอนาคตจะเป็นยังไง?” แต่จากที่นัทตี้รู้มานะครับ ตอนนี้โลกของเราน่าสงสารมากเลย



เพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกชีวิตที่อยู่บนโลกใบนี้ล้วนแต่พึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตกันทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือพืช รวมไปถึงพฤติกรรมของมนุษย์เอง แต่ที่ผ่านมา มนุษย์เราสร้างเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมาเพื่อความอำนวยความสะดวกสบาย และทิศทางการพัฒนาประเทศต่างๆ ก็มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมเป็นหลักเลย

จากที่นัทตี้เล่ามาทั้งหมดนี้นะครับ ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดภาวะมลพิษ และการใช้สิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกเองก็มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้เราได้ยินข่าวต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมกันมากมาย อาทิเช่น ปัญหาโลกร้อนซึ่งทุกประเทศทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก หรือจะเป็นปัญหาการขาดแคลนน้ำซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ครับ




เพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกชีวิตที่อยู่บนโลกใบนี้ล้วนแต่พึ่งพาอาศัยสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตกันทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือพืช รวมไปถึงพฤติกรรมของมนุษย์เอง แต่ที่ผ่านมา มนุษย์เราสร้างเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมาเพื่อความอำนวยความสะดวกสบาย และทิศทางการพัฒนาประเทศต่างๆ ก็มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมเป็นหลักเลย

จากที่นัทตี้เล่ามาทั้งหมดนี้นะครับ ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดภาวะมลพิษ และการใช้สิ่งแวดล้อมอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกเองก็มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้เราได้ยินข่าวต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมกันมากมาย อาทิเช่น ปัญหาโลกร้อนซึ่งทุกประเทศทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก หรือจะเป็นปัญหาการขาดแคลนน้ำซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ครับ





ด้วยเหตุนี้เองทำให้ทั่วโลกตื่นตัวในวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น และได้จัดตั้งวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปีครับ ซึ่งเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2515 โดยมีการจัดการประชุมที่เรียกว่า การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อม (UN Conference on the Human Environment) ที่มีจุดประสงค์เพื่อร่วมกันหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต่างๆ กำลังเผชิญอยู่อย่างเร่งด่วน โดยแต่ละประเทศก็ต้องหาวิธีดูแลเยียวยาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมไปถึงให้ความตื่นตัวกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นของทุกภูมิภาคทั่วโลกอย่างจริงจังด้วย ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ครับ

ผลจากการประชุมครั้งนั้นนะครับ ก็ได้มีข้อตกลงร่วมกันหลายอย่าง โดยเฉพาะการจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP: United Nations Environment Programme) ขึ้น ซึ่งรัฐบาลประเทศต่างๆ ก็ได้รับข้อตกลงจากการประชุมคราวนั้นไปจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตนเอง

ฉะนั้น วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี จึงเป็นวันที่กระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกหันมาช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกของเราครับ เพราะการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ ถือเป็นหน้าที่ของทุกๆ คนครับ ที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นัทตี้ว่า….มันถึงเวลาแล้วนะครับที่พวกเราทุกคนจะต้องเห็นคุณค่าและรู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดอย่างประหยัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พวกเราควรร่วมรณรงค์ โดยการช่วยกันเสริมสร้างปลูกจิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม สร้างทัศนคติในการอนุรักษ์ทรัพยากรกลับมาใช้อย่างรู้คุณค่า และร่วมมือร่วมใจกันรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีต่อไปในอนาคต

หันกลับมาใส่ใจโลกของเราด้วยการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมกันเยอะๆ นะครับ

 

แหล่งอ้างอิง

http://www.vcharkarn.com/varticle/40815


เราแยกขยะไปทำไม




เราแยกขยะไปทำไม





มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นว่า ทำไมคนบ้านเขาถึงแยกขยะในบ้านกันอย่างเอาจริงเอาจัง บางเมืองแยกกันถึง 16 ประเภทเลย แถมยังมีคู่มือสำหรับนักแยกขยะอีกต่างหาก ทำไมเขาไม่โยนๆ ใส่ถังขยะหมดแบบบ้านเราล่ะง่ายกว่าตั้งเยอะ อันที่จริงการที่เขาแยกขยะกันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไม่ใช่เพื่อความเป็นระเบียบอย่างเดียว เพราะการแยกขยะในบ้านที่มีทั้งกระดาษ พลาสติก แก้ว โลหะ เศษอาหาร หรือแม้แต่ขยะมีพิษ มีประโยชน์มากกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก นั่นคือ

1. ช่วยลดปริมาณขยะลง ::: เพราะเมื่อแยกวัสดุส่วนที่ยังมีประโยชน์ เช่น แก้ว กระดาษ พลาสติก แก้ว โลหะ ฯลฯ จะเหลือขยะจริงๆ เพื่อนำไปกำจัดน้อยลง
2. ประหยัดงบประมาณที่ใช้เพื่อการกำจัดขยะ ::: เมื่อขยะที่ต้องกำจัดลดลง เช่น กทม. ต้องเก็บขยะวันละเกือบ 9,000 ตัน ใช้งบประมาณถึง 2,000 ล้านบาทต่อปี ใช้เจ้าหน้าที่กว่า 10,000 คน ใช้รถเก็บขยะกว่า 2,000 คัน เรือเก็บขนขยะหลายสิบลำ ถังขยะนับหมื่นใบ ต้องจ้างฝังกลบขยะตันละกว่า 100 บาท และใช้เป็นเงินเดือนเจ้าหน้าที่อีกมหาศาล เมื่อใช้งบประมาณน้อยลง สามารถนำไปพัฒนาด้านอื่นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
3. ช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานและทรัพยากร ::: ด้วยการนำวัสดุประเภท แก้ว กระดาษ โลหะ พลาสติก ฯลฯ ไป Recycle หมุนวียนใช้ใหม่ ซึ่งบางอย่างสามารถขายได้ช่วยเพิ่มรายได้เล็กๆ น้อยๆ เข้ากระเป๋าด้วย
4. ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมเกิดมลพิษต่อโลกน้อยลง ::: ช่วยลดการเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงลง

เมื่อเห็นประโยชน์ของการแยกขยะแล้ว ก็เกิดคำถามตามมาอีกว่าต้องแยกขยะอย่างไร ซึ่งบอกเลยว่าง่ายมาก หลักๆ แล้วก็จะแยกขยะออก 4 ประเภทด้วยกัน คือ 
• ขยะเปียก เศษอาหารต่างๆ ใบไม้ ที่ย่อยสลายได้ ถ้าที่บ้านมีสวนอาจนำไปทำปุ๋ยแบบธรรมชาติได้
• ขยะย่อยสลายไม่ได้ ไม่มีพิษ แต่เปื้อนอาหาร เช่น โฟม ฟอล์ย ถุงพลาสติก ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
• ขยะรีไซเคิล ขยะยังใช้ได้ เช่น กระดาษ แก้ว พลาสติก โลหะ
• ขยะมีพิษอันตราย เช่น ขวดยา หลอดฟลูออเรสเซนต์ ถ่านไฟฉาย กระป๋องสเปรย์ ยาฆ่าแมลง ฯลฯ สารพิษในขยะประเภทนี้ทำให้ป่วยเป็นโรคต่างๆ ได้

เพื่อที่จะได้ไม่เบื่อกับการแยกขยะไปเสียก่อน อาจหาถังขยะเป็นสีๆ เช่น เขียว ฟ้า เหลือง และส้ม มาแยกขยะตามประเภท หรือเลือกถังขยะดีไซน์โดนๆ ที่เห็นแล้วอยากแยกขยะทุกวัน หรือใส่ไอเดีย DIY รียูสของในบ้านพวกถุงผ้าที่ได้รับแจกมาเยอะแยะ หรือตะกร้าหวายเก่ามาตกแต่งให้กลายเป็นถังขยะใบเดียวในโลกไว้ใช้ก็ได้
การแยกประเภทขยะก่อนทิ้งอาจจะทำให้เราต้องทำอะไรมากขึ้น แทนที่จะหยิบไปทิ้งที่ถังขยะเลย แต่อย่างน้อยก็เป็นการช่วยโลกของเราโดยไม่ได้ออกแรงมากมาย แค่ใส่ใจมากขึ้นอีกหน่อย และเริ่มทำได้ง่ายๆ ที่บ้านเรานี่เอง



ที่มา garbage.classification blog

"สวนอูบุญตู"หัวใจอยู่ร่วมกัน วิถีบ้านดิน- กินไอติมผัก




"สวนอูบุญตู"หัวใจอยู่ร่วมกัน วิถีบ้านดิน- กินไอติมผัก





เที่ยวบ้านดินท่ามกลางสวนผักอูบุญตู ที่ อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี พอได้ยินชื่อสวนผักนี้ ผมต้องถามว่า “อูบุญตู” คำนี้แปลว่าอะไร เพราะคุ้นๆ ว่าเหมือนระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ Ubuntu เลย ภรรยายังไม่เฉลย แถมบอกว่าสวนนี้นอกจากจะมีแปลงผัก โรงเพาะชำและบึงน้ำของฝูงห่านแล้ว ก็ยังมี “กาแฟอูบุญตู” และ “ไอติมผัก” ให้ได้ชิมกันด้วยนะ






เที่ยวบ้านดินท่ามกลางสวนผักอูบุญตู ที่ อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี พอได้ยินชื่อสวนผักนี้ ผมต้องถามว่า “อูบุญตู” คำนี้แปลว่าอะไร เพราะคุ้นๆ ว่าเหมือนระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ Ubuntu เลย ภรรยายังไม่เฉลย แถมบอกว่าสวนนี้นอกจากจะมีแปลงผัก โรงเพาะชำและบึงน้ำของฝูงห่านแล้ว ก็ยังมี “กาแฟอูบุญตู” และ “ไอติมผัก” ให้ได้ชิมกันด้วยนะ





วันที่ไปเยี่ยมชมสวนผักเป็นการรวมตัวชาวเกษตรอินทรีย์ขนาดย่อมๆ ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนนำผลผลิตมาจำหน่ายในราคาย่อมเยามากๆ (ขนุนอร่อยๆ และผักเขียวสดๆ ในราคาเพียงชุดละ 10 บาทเท่านั้นเองครับ) แม้ว่าแดดจะแรงสักนิดแต่ “บ้านดิน” ก็ไม่ร้อนจนอบอ้าว มีลมพัดเย็นสบายเพราะพอจะมีลมหนาวมาช่วยอีกแรง

คุณวรรณ- สุทธวรรณ วชิรธนุศร ผู้ริเริ่มลงมือพลิกผืนดินที่เคยเป็นดินทรายร้อนแล้งแห่งนี้ ให้สามารถปลูกผัก รักษ์โลกด้วยวิถีธรรมชาติได้ในที่สุด เธอเล่าว่าเดิมทีเป็นคนกรุงเทพฯ เคยทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน ต่อมาได้ย้ายมาทำงานอยู่ที่ปราจีนบุรีและได้ซื้อที่ดินจากเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ หลังจากนั้น ก็ลองออกมาทำธุรกิจร้านขายของเล่นเด็กอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ยิ่งทำก็ยิ่งพบว่ามันไม่ใช่!






วันที่ไปเยี่ยมชมสวนผักเป็นการรวมตัวชาวเกษตรอินทรีย์ขนาดย่อมๆ ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนนำผลผลิตมาจำหน่ายในราคาย่อมเยามากๆ (ขนุนอร่อยๆ และผักเขียวสดๆ ในราคาเพียงชุดละ 10 บาทเท่านั้นเองครับ) แม้ว่าแดดจะแรงสักนิดแต่ “บ้านดิน” ก็ไม่ร้อนจนอบอ้าว มีลมพัดเย็นสบายเพราะพอจะมีลมหนาวมาช่วยอีกแรง

คุณวรรณ- สุทธวรรณ วชิรธนุศร ผู้ริเริ่มลงมือพลิกผืนดินที่เคยเป็นดินทรายร้อนแล้งแห่งนี้ ให้สามารถปลูกผัก รักษ์โลกด้วยวิถีธรรมชาติได้ในที่สุด เธอเล่าว่าเดิมทีเป็นคนกรุงเทพฯ เคยทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน ต่อมาได้ย้ายมาทำงานอยู่ที่ปราจีนบุรีและได้ซื้อที่ดินจากเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ หลังจากนั้น ก็ลองออกมาทำธุรกิจร้านขายของเล่นเด็กอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ยิ่งทำก็ยิ่งพบว่ามันไม่ใช่!





พอตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มเดินตามความฝันที่จะมาทำงานด้านการเกษตรอย่างเต็มตัวจึงไปศึกษาเพิ่มเติม ทั้งจาก คอร์สแม่โจ้บ้านดินที่เชียงใหม่ และเรียนวิชาการจัดการเกษตรอินทรีย์จากธรรมศาสตร์ด้วย แต่ช่วงเริ่มต้นต้องเรียกว่าเริ่มจากศูนย์จริงๆ เพราะยังไม่มีความรู้และประสบการณ์อะไรเลย ต้องลองผิดลองถูกอยู่พักใหญ่ โชคดีที่ได้พบผู้เชี่ยวชาญเรื่องดินมาช่วยปรับปรุงคุณภาพดินให้ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

สรรหาวัตถุดิบที่ได้จากชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่น เปลือกผลไม้ที่เหลือ หรือหัวปลาจากร้านอาหารมาหมักเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ แถมยังมีทีมงานที่มีความตั้งใจเดียวกันมาช่วยทำและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ทำให้ “สวนอูบุญตู” เกิดขึ้นและดำรงอยู่ต่อมาจนเกือบครบ 2 ปีแล้ว

ที่นี่มีทั้งผักสลัดและพืชผักสวนครัวที่สร้างผลผลิตให้ได้กิน ได้ขายพอเลี้ยงตัวอยู่ได้ ในขณะเดียวกัน คุณวรรณ ก็ยังท้าทายตัวเองด้วยการลองปลูกพืชผักชนิดใหม่ๆ ที่น่าสนใจ อย่างต้น “แมคนัท” ที่มีผลรูปร่างรีๆ สีออกแดงส้ม ดูแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นผลไม้รสเปรี้ยวจี๊ดแน่ๆ

คุณวรรณ เห็นทุกคนทำท่าสงสัยกันนักเลยเด็ดให้กินกันสดๆ เดี๋ยวนั้นเลย ปรากฏว่าผิดคาดมากๆ เพราะเนื้อแน่นเคี้ยวมันเหมือนกับกินถั่วแมคคาดีเมียตามชื่อ “แมคนัท” นั่นเอง นอกจากจะอร่อยแล้วยังมีราคาขายสูงถึงกิโลละ 350 บาทเลยทีเดียว






พอตัดสินใจได้ว่าจะเริ่มเดินตามความฝันที่จะมาทำงานด้านการเกษตรอย่างเต็มตัวจึงไปศึกษาเพิ่มเติม ทั้งจาก คอร์สแม่โจ้บ้านดินที่เชียงใหม่ และเรียนวิชาการจัดการเกษตรอินทรีย์จากธรรมศาสตร์ด้วย แต่ช่วงเริ่มต้นต้องเรียกว่าเริ่มจากศูนย์จริงๆ เพราะยังไม่มีความรู้และประสบการณ์อะไรเลย ต้องลองผิดลองถูกอยู่พักใหญ่ โชคดีที่ได้พบผู้เชี่ยวชาญเรื่องดินมาช่วยปรับปรุงคุณภาพดินให้ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

สรรหาวัตถุดิบที่ได้จากชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่น เปลือกผลไม้ที่เหลือ หรือหัวปลาจากร้านอาหารมาหมักเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ แถมยังมีทีมงานที่มีความตั้งใจเดียวกันมาช่วยทำและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ทำให้ “สวนอูบุญตู” เกิดขึ้นและดำรงอยู่ต่อมาจนเกือบครบ 2 ปีแล้ว

ที่นี่มีทั้งผักสลัดและพืชผักสวนครัวที่สร้างผลผลิตให้ได้กิน ได้ขายพอเลี้ยงตัวอยู่ได้ ในขณะเดียวกัน คุณวรรณ ก็ยังท้าทายตัวเองด้วยการลองปลูกพืชผักชนิดใหม่ๆ ที่น่าสนใจ อย่างต้น “แมคนัท” ที่มีผลรูปร่างรีๆ สีออกแดงส้ม ดูแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นผลไม้รสเปรี้ยวจี๊ดแน่ๆ

คุณวรรณ เห็นทุกคนทำท่าสงสัยกันนักเลยเด็ดให้กินกันสดๆ เดี๋ยวนั้นเลย ปรากฏว่าผิดคาดมากๆ เพราะเนื้อแน่นเคี้ยวมันเหมือนกับกินถั่วแมคคาดีเมียตามชื่อ “แมคนัท” นั่นเอง นอกจากจะอร่อยแล้วยังมีราคาขายสูงถึงกิโลละ 350 บาทเลยทีเดียว





ผู้เข้าชมเดินไปทักทายฝูงห่านที่บึงหลังแปลงผัก เจ้าพวกห่านเห็นคนแปลกหน้าปุ๊บก็ส่งเสียงโวยวายลั่นเลย สมกับที่เขาร่ำลือกันว่า... “ใช้ห่านเฝ้าบ้านได้ดีไม่แพ้สุนัข” เพราะท่าทางที่เอาเรื่องและเสียงที่ดังแปดหลอดของพวกมันนี่แหละครับ พอเดินดูรอบๆ แล้วเริ่มรู้สึกหิวเลยได้เวลาชิมกาแฟอร่อยๆ ตามด้วย “ไอติมที่ทำจากผัก!” ลองดูสีสันแล้วคล้ายไอติมชาเขียว แต่รสชาตินี่ต้องบอกว่าแจ่มมากๆ เป็นวิธีที่จะช่วยให้เด็กๆ อยากกินผักขึ้นมาอย่างแน่นอน

มื่อถามถึงความหมายของชื่อ “อูบุญตู” คุณวรรณก็เฉลยให้ฟังว่ามันคือหัวใจของการอยู่ร่วมกัน “I am because we are” ซึ่งเป็นปรัชญาแอฟริกัน ที่เล่าต่อกันมาเมื่อว่า... “เด็กๆ แอฟริกันเผ่าหนึ่ง ได้รับคำเชิญชวนให้เล่นเกมโดยมีผลไม้ตะกร้าใหญ่ตั้งไว้เป็นรางวัล กติกาก็คือถ้าใครวิ่งไปถึงก่อนก็จะได้ผลไม้ทั้งหมดนั้นไปครอบครอง แต่เด็กๆ กลับเลือกที่จะจับมือวิ่งไปพร้อมๆ กันและนำผลไม้มาแบ่งกันกินอย่างเท่าเทียม แสดงถึงน้ำใจและการแบ่งปันของสังคมที่เชื่อว่าเราจะมีความสุข เมื่อคนอื่นๆ ก็สุขไปด้วยกัน” ซึ่งเราก็เห็นได้ว่าแนวคิดนี้มันเกิดขึ้นจริงที่นี่ ในชุมชนเกษตรอินทรีย์แห่งนี้ เพราะต่างคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ใครที่เคยคิดว่าอยากหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ใช้ชีวิตวิถีพอเพียงตามรอย “พ่อหลวงรัชกาลที่ 9” ขอให้ได้มีโอกาสลองทำดู โดยหาเครือข่ายพึ่งพาอาศัยกัน และรู้จักพากเพียรต่อยอดความคิดจากสิ่งที่มีอยู่มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอย่าง “ไอติมผัก” แบบนี้ เชื่อว่าต้องประสบความสำเร็จได้ในที่สุดครับ ลองติดตามกิจกรรมของสวนผักอูบุญตูได้ที่ https://www.facebook.com/ubuntufarm


ที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/616358



ความเครียดของพืช (plant stress)



อ.ดร.อินทิรา ขูดแก้ว

โครงการจัดตั้งภาควิชาพฤกษศาสตร์

คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

           เมื่อกล่าวถึงความเครียด (stress) ไม่เพียงแต่มนุษย์หรือสัตว์ที่มีระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อเท่านั้นที่สามารถเกิดสภาวะเครียดได้ แต่พืชซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีระบบดังกล่าวสามารถเกิดสภาวะเครียดได้เช่นกัน ความเครียดของพืช คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร และพืชมีการตอบสนองอย่างไร

          ความเครียดในความหมายที่เกี่ยวข้องกับพืช เป็นสภาวะความเครียดที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ สภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ส่งผลให้พืชมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติไปจากเดิม โดยสภาวะแวดล้อมนั้นประกอบด้วยสิ่งที่ไม่มีชีวิต (abiotic) เช่น น้ำ อุณหภูมิ และสิ่งที่มีชีวิต (biotic) เช่น แมลงศัตรูพืช โดยทุกปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดในพืช ท้ายที่สุดจะชักนำให้เกิดอนุมูลอิสระในพืชเกิดเป็น oxidative stress ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เซลล์พืชเสียหาย และตายในที่สุด (ภาพที่ 1)





อ.ดร.อินทิรา ขูดแก้ว

โครงการจัดตั้งภาควิชาพฤกษศาสตร์

คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

           เมื่อกล่าวถึงความเครียด (stress) ไม่เพียงแต่มนุษย์หรือสัตว์ที่มีระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อเท่านั้นที่สามารถเกิดสภาวะเครียดได้ แต่พืชซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีระบบดังกล่าวสามารถเกิดสภาวะเครียดได้เช่นกัน ความเครียดของพืช คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร และพืชมีการตอบสนองอย่างไร

          ความเครียดในความหมายที่เกี่ยวข้องกับพืช เป็นสภาวะความเครียดที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ สภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ส่งผลให้พืชมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติไปจากเดิม โดยสภาวะแวดล้อมนั้นประกอบด้วยสิ่งที่ไม่มีชีวิต (abiotic) เช่น น้ำ อุณหภูมิ และสิ่งที่มีชีวิต (biotic) เช่น แมลงศัตรูพืช โดยทุกปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดในพืช ท้ายที่สุดจะชักนำให้เกิดอนุมูลอิสระในพืชเกิดเป็น oxidative stress ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เซลล์พืชเสียหาย และตายในที่สุด (ภาพที่ 1)






    พืชมีการแสดงออกเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเครียดต่างๆ ได้หลายประการ เช่น เมื่อพืชเกิดความเครียดจากความเค็ม (salinity stress) จะแสดงอาการใบเหลือง เกิดการตายของแผ่นใบ ส่งผลให้การสังเคราะห์ด้วยแสงลดลง และทำให้การเติบโตลดลง โดยเมื่อรับความเค็มรุนแรงขึ้น จะมีการแสดงอาการผิดปกติมากขึ้น (ภาพที่ 2) หรือเมื่อพืชได้รับสภาวะเครียดจากการขาดน้ำ พืชตอบสนองโดยเกิดอาการใบเหี่ยว ซึ่งพืชสามารถกลับมาเจริญเติบโตได้ตามปกติได้ หากความเครียดนั้นหายไป โดยความเครียดที่ได้รับนั้นต้องไม่รุนแรง และได้รับในระยะเวลาอันสั้น แต่หากความเครียดที่ได้รับนั้นรุนแรง และระยะเวลายาวนาน พืชจะไม่สามารถกลับมาเจริญเติบโตได้ตามปกติ แม้ความเครียดนั้นจะหายไป เช่น เมื่อพืชขาดน้ำ 2 วัน มีอาการใบเหี่ยว หากได้รับน้ำในวันที่ 3 อาการเหี่ยวจะหายไป แต่หากพืชขาดน้ำ 1 สัปดาห์ แม้จะได้รับน้ำเพียงใด อาการเหี่ยวก็ไม่หายไป เป็นต้น






    พืชมีการแสดงออกเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเครียดต่างๆ ได้หลายประการ เช่น เมื่อพืชเกิดความเครียดจากความเค็ม (salinity stress) จะแสดงอาการใบเหลือง เกิดการตายของแผ่นใบ ส่งผลให้การสังเคราะห์ด้วยแสงลดลง และทำให้การเติบโตลดลง โดยเมื่อรับความเค็มรุนแรงขึ้น จะมีการแสดงอาการผิดปกติมากขึ้น (ภาพที่ 2) หรือเมื่อพืชได้รับสภาวะเครียดจากการขาดน้ำ พืชตอบสนองโดยเกิดอาการใบเหี่ยว ซึ่งพืชสามารถกลับมาเจริญเติบโตได้ตามปกติได้ หากความเครียดนั้นหายไป โดยความเครียดที่ได้รับนั้นต้องไม่รุนแรง และได้รับในระยะเวลาอันสั้น แต่หากความเครียดที่ได้รับนั้นรุนแรง และระยะเวลายาวนาน พืชจะไม่สามารถกลับมาเจริญเติบโตได้ตามปกติ แม้ความเครียดนั้นจะหายไป เช่น เมื่อพืชขาดน้ำ 2 วัน มีอาการใบเหี่ยว หากได้รับน้ำในวันที่ 3 อาการเหี่ยวจะหายไป แต่หากพืชขาดน้ำ 1 สัปดาห์ แม้จะได้รับน้ำเพียงใด อาการเหี่ยวก็ไม่หายไป เป็นต้น





  โดยทั่วไปความเครียดส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยมีผลกระทบต่อสารชีวโมเลกุลต่างๆ ในพืช เช่น ส่งผลต่อโครงสร้างและสมบัติของเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้สูญเสียสมบัติความเป็นเยื่อเลือกผ่าน ส่งผลให้โปรตีนเสื่อมสภาพ สาย DNA เกิดการแตกหัก เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการแมแทบอลิซึมต่างๆ ภายในเซลล์ ทำให้การเจริญเติบโตลดลง หรือหยุดชะงักลง จนอาจทำให้พืชตายในที่สุด

          การตอบสนองของพืชภายใต้สภาวะเครียด สามารถจำแนกพืชออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพืชที่ไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อได้รับความเครียด (susceptibility) ซึ่งจะตายในที่สุด และกลุ่มพืชที่มีการปรับตัวเมื่อได้รับความเครียด (adaptation) จะสามารถมีชีวิตรอดได้ การปรับตัวของพืชเพื่อการอยู่รอด (survival) เมื่อได้รับสภาวะเครียด สามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ การหลบหนี (escape) และการต้านทาน (resistant) (ภาพที่ 3)

          1. การหลบหนี เป็นการปรับตัวของพืชเพื่อไม่ให้เจอกับสภาวะเครียด เนื่องจากพืชไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ การหลบหนีของพืชจึงเป็นการปรับตัวด้านวัฏจักรชีวิต (life cycle) ไม่ให้พบเจอกับสภาวะเครียด เช่น พืชที่มีถิ่นอาศัยในทะเลทรายที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง จะหลบหนีจากสภาวะเหล่านี้โดยการพักตัวในรูปของเมล็ดใต้พื้นดิน เพื่อรอฤดูฝน ซึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในทะเลทราย เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน เมล็ดที่พักตัวของพืชได้รับน้ำแล้วเกิดกระบวนการงอก เจริญเติบโต ออกดอก ติดเมล็ด ภายในระยะเวลาของช่วงฤดูฝนนั้น ซึ่งพบว่าพืชในทะเลทรายบางชนิดมีวัฏจักรชีวิตตั้งแต่การงอกจนถึงสร้างเมล็ดใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เมื่อฤดูฝนผ่านไป พืชจะพักตัวในรูปของเมล็ด เพื่อรอฤดูฝนในปีต่อไป พืชกลุ่มนี้จึงเป็นพืชที่มีขนาดเล็ก เช่น Claytonia sp. หรือพืชบางชนิดมีการพักตัวในรูปของลำต้นใต้ดินสะสมอาหาร (storage stem) ในฤดูแล้ง และสามารถเจริญเป็นต้นพืชได้ใหม่เมื่อได้รับน้ำ








  โดยทั่วไปความเครียดส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยมีผลกระทบต่อสารชีวโมเลกุลต่างๆ ในพืช เช่น ส่งผลต่อโครงสร้างและสมบัติของเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้สูญเสียสมบัติความเป็นเยื่อเลือกผ่าน ส่งผลให้โปรตีนเสื่อมสภาพ สาย DNA เกิดการแตกหัก เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการแมแทบอลิซึมต่างๆ ภายในเซลล์ ทำให้การเจริญเติบโตลดลง หรือหยุดชะงักลง จนอาจทำให้พืชตายในที่สุด

          การตอบสนองของพืชภายใต้สภาวะเครียด สามารถจำแนกพืชออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพืชที่ไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อได้รับความเครียด (susceptibility) ซึ่งจะตายในที่สุด และกลุ่มพืชที่มีการปรับตัวเมื่อได้รับความเครียด (adaptation) จะสามารถมีชีวิตรอดได้ การปรับตัวของพืชเพื่อการอยู่รอด (survival) เมื่อได้รับสภาวะเครียด สามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ การหลบหนี (escape) และการต้านทาน (resistant) (ภาพที่ 3)

          1. การหลบหนี เป็นการปรับตัวของพืชเพื่อไม่ให้เจอกับสภาวะเครียด เนื่องจากพืชไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ การหลบหนีของพืชจึงเป็นการปรับตัวด้านวัฏจักรชีวิต (life cycle) ไม่ให้พบเจอกับสภาวะเครียด เช่น พืชที่มีถิ่นอาศัยในทะเลทรายที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง จะหลบหนีจากสภาวะเหล่านี้โดยการพักตัวในรูปของเมล็ดใต้พื้นดิน เพื่อรอฤดูฝน ซึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในทะเลทราย เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน เมล็ดที่พักตัวของพืชได้รับน้ำแล้วเกิดกระบวนการงอก เจริญเติบโต ออกดอก ติดเมล็ด ภายในระยะเวลาของช่วงฤดูฝนนั้น ซึ่งพบว่าพืชในทะเลทรายบางชนิดมีวัฏจักรชีวิตตั้งแต่การงอกจนถึงสร้างเมล็ดใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เมื่อฤดูฝนผ่านไป พืชจะพักตัวในรูปของเมล็ด เพื่อรอฤดูฝนในปีต่อไป พืชกลุ่มนี้จึงเป็นพืชที่มีขนาดเล็ก เช่น Claytonia sp. หรือพืชบางชนิดมีการพักตัวในรูปของลำต้นใต้ดินสะสมอาหาร (storage stem) ในฤดูแล้ง และสามารถเจริญเป็นต้นพืชได้ใหม่เมื่อได้รับน้ำ







2. การต้านทาน เป็นการปรับตัวของพืชให้ทนต่อความเครียด โดยสภาวะเครียดนั้นยังคงอยู่ แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 1) การหลบหลีก (avoidance) เป็นการปรับตัวของพืชทางด้านสัณฐานวิทยา เพื่อป้องกันสภาวะเครียดให้มีผลกับพืชน้อยที่สุด อาทิ พืชที่อยู่ในสภาวะแห้งแล้ง ต้องมีการปรับตัวเพื่อลดการสูญเสียน้ำ เช่น การลดรูปใบไปเป็นหนามของกระบองเพชร การเก็บสะสมน้ำไว้ในใบหรือลำต้นของกลุ่มพืชอวบน้ำ (ภาพที่ 4) 2) การอดทน (tolerant) เป็นการปรับตัวของพืชทางด้านสรีรวิทยา เพื่อป้องกันสภาวะเครียดให้มีผลกับพืชน้อยที่สุด อาทิ พืชที่อยู่ในสภาวะแห้งแล้ง นอกจากมีการปรับตัวทางด้านสัณฐานวิทยาแล้ว ยังมีการปรับตัวทางด้านสรีรวิทยาเพื่อให้ดำรงชีวิตได้ดีขึ้น เช่น พืชในวงศ์ Crassulaceae ซึ่งเป็นพืชกลุ่มที่อยู่ในถิ่นที่อยู่อาศัยแห้งแล้ง มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นแบบวิถี CAM (crassulacean acid metabolism) คือมีการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศในตอนกลางคืน เนื่องจากปากใบเปิดตอนกลางคืนเพื่อลดการคายน้ำ และมาเก็บไว้ใน vacuole ในรูปของ malic acid ในตอนกลางวันซึ่งปากใบปิด malic acid จะปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่วัฏจักร Calvin เพื่อสร้างน้ำตาลต่อไป หรือในพืชหลายชนิดเมื่อได้รับความเครียด จะมีการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) เช่น ascorbic acid, glutathione เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความเครียดจะมีการชักนำให้มีการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้นในพืช

                 พืชที่มีการปรับตัว เมื่อมีสภาวะเครียด จะทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ อย่างไรก็ตามยังมีพืชอีกหลายชนิดที่ไม่สามารถปรับตัวให้มีชีวิตอยู่รอดได้ เมื่อได้รับสภาวะเครียด เรียกพืชกลุ่มนี้ว่า susceptible plant เช่น ถั่วเหลืองไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสภาวะน้ำท่วม







2. การต้านทาน เป็นการปรับตัวของพืชให้ทนต่อความเครียด โดยสภาวะเครียดนั้นยังคงอยู่ แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 1) การหลบหลีก (avoidance) เป็นการปรับตัวของพืชทางด้านสัณฐานวิทยา เพื่อป้องกันสภาวะเครียดให้มีผลกับพืชน้อยที่สุด อาทิ พืชที่อยู่ในสภาวะแห้งแล้ง ต้องมีการปรับตัวเพื่อลดการสูญเสียน้ำ เช่น การลดรูปใบไปเป็นหนามของกระบองเพชร การเก็บสะสมน้ำไว้ในใบหรือลำต้นของกลุ่มพืชอวบน้ำ (ภาพที่ 4) 2) การอดทน (tolerant) เป็นการปรับตัวของพืชทางด้านสรีรวิทยา เพื่อป้องกันสภาวะเครียดให้มีผลกับพืชน้อยที่สุด อาทิ พืชที่อยู่ในสภาวะแห้งแล้ง นอกจากมีการปรับตัวทางด้านสัณฐานวิทยาแล้ว ยังมีการปรับตัวทางด้านสรีรวิทยาเพื่อให้ดำรงชีวิตได้ดีขึ้น เช่น พืชในวงศ์ Crassulaceae ซึ่งเป็นพืชกลุ่มที่อยู่ในถิ่นที่อยู่อาศัยแห้งแล้ง มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นแบบวิถี CAM (crassulacean acid metabolism) คือมีการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศในตอนกลางคืน เนื่องจากปากใบเปิดตอนกลางคืนเพื่อลดการคายน้ำ และมาเก็บไว้ใน vacuole ในรูปของ malic acid ในตอนกลางวันซึ่งปากใบปิด malic acid จะปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่วัฏจักร Calvin เพื่อสร้างน้ำตาลต่อไป หรือในพืชหลายชนิดเมื่อได้รับความเครียด จะมีการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) เช่น ascorbic acid, glutathione เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความเครียดจะมีการชักนำให้มีการสร้างอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้นในพืช

                 พืชที่มีการปรับตัว เมื่อมีสภาวะเครียด จะทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ อย่างไรก็ตามยังมีพืชอีกหลายชนิดที่ไม่สามารถปรับตัวให้มีชีวิตอยู่รอดได้ เมื่อได้รับสภาวะเครียด เรียกพืชกลุ่มนี้ว่า susceptible plant เช่น ถั่วเหลืองไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสภาวะน้ำท่วม






ปัจจุบันงานวิจัยต่างๆ ได้หันมาศึกษาสรีรวิทยาความเครียดในพืชอย่างแพร่หลาย เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการเกษตร ได้แก่ การปรับปรุงพันธุ์พืชให้ต้านทานต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดความเครียดในพืช เช่น ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยประสบปัญหาดินเค็มเป็นพื้นที่กว้าง การปรับปรุงพันธุ์พืชให้สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะดินเค็ม จะสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร รวมถึงการใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่า

เอกสารอ้างอิง

1. Hopkins, W. G. Introduction to Plant Physiology. Third edition. John Wiley & Sons, Inc. New York. 2004.

2. Taiz, L. and E. Zeiger. Plant Physiology. Fifth edition. Sinauer Associates, Inc., Publishers, Massachusetts. 2002.

3. Nilsen, E. T. and D. M. Orcutt. The Physiology of Plant under Stress: Abiotic factors. John Wiley & Sons, Inc., New York. 1996.

4. Orcutt, D. M. and E. T. Nilsen. The Physiology of Plant under Stress: Soil and Biotic factors. John Wiley & Sons, Inc., New York. 2000.




ที่มา : http://biology.ipst.ac.th/?p=3361

ไฟฟ้าพลังแดดของคนปลายสาย




ไม่ใช่แค่สุดขอบแผ่นดิน แต่ยังต้องข้ามน้ำทะเลต่อไปอีก เกาะลันตาจึงเป็นชุมชนสุดท้ายของสายส่งไฟฟ้าที่เดินต่อมาจาก อ.เหนือคลอง และ อ.คลองท่อม
เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งใช้ไฟฟ้ามากกว่าชุมชนอยู่อาศัยทั่วไป ยิ่งทำให้ที่นี่เผชิญปัญหาไฟตกไฟดับอยู่บ่อยๆ บางครั้งแรงดันลดต่ำกลายเป็นกระแสไฟฟ้าด้อยคุณภาพที่แทบใช้งานไม่ได้ และบางครั้งก็เกิดไฟกระชากจนอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย

ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวบางรายเลือกยืดอายุเครื่องไฟฟ้าราคาแพงโดยติดตั้งเครื่องปรับแรงดันกระแสไฟฟ้า และมีเพียงไม่กี่รายที่เลือกสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ตัวเองด้วยแผงโซลาร์เซลล์




ไม่ใช่แค่สุดขอบแผ่นดิน แต่ยังต้องข้ามน้ำทะเลต่อไปอีก เกาะลันตาจึงเป็นชุมชนสุดท้ายของสายส่งไฟฟ้าที่เดินต่อมาจาก อ.เหนือคลอง และ อ.คลองท่อม
เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งใช้ไฟฟ้ามากกว่าชุมชนอยู่อาศัยทั่วไป ยิ่งทำให้ที่นี่เผชิญปัญหาไฟตกไฟดับอยู่บ่อยๆ บางครั้งแรงดันลดต่ำกลายเป็นกระแสไฟฟ้าด้อยคุณภาพที่แทบใช้งานไม่ได้ และบางครั้งก็เกิดไฟกระชากจนอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย

ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวบางรายเลือกยืดอายุเครื่องไฟฟ้าราคาแพงโดยติดตั้งเครื่องปรับแรงดันกระแสไฟฟ้า และมีเพียงไม่กี่รายที่เลือกสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ตัวเองด้วยแผงโซลาร์เซลล์




รายแรกที่ต้องกล่าวถึงคือลันตา มาร์ท ของโกออย วิสาท กษิรวัฒน์ กับพี่ขวัญ ขวัญกนก กษิรวัฒน์ สามีภรรยาซึ่งดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตตั้งแต่ปี 2541 และสนใจพลังงานแสงอาทิตย์ในฐานะพลังงานสะอาดมานานเป็นสิบปีเพราะเห็นตัวอย่างในต่างประเทศ ทว่าตอนนั้นโซลาร์เซลล์ยังไม่แพร่หลายในบ้านเรา กระทั่งเป็นที่รู้จักใช้งานกันมากขึ้นและราคาขยับลงมาในระดับเอื้อมถึง จึงสบโอกาสติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวน 160 แผง ในปี 2558





รายแรกที่ต้องกล่าวถึงคือลันตา มาร์ท ของโกออย วิสาท กษิรวัฒน์ กับพี่ขวัญ ขวัญกนก กษิรวัฒน์ สามีภรรยาซึ่งดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตตั้งแต่ปี 2541 และสนใจพลังงานแสงอาทิตย์ในฐานะพลังงานสะอาดมานานเป็นสิบปีเพราะเห็นตัวอย่างในต่างประเทศ ทว่าตอนนั้นโซลาร์เซลล์ยังไม่แพร่หลายในบ้านเรา กระทั่งเป็นที่รู้จักใช้งานกันมากขึ้นและราคาขยับลงมาในระดับเอื้อมถึง จึงสบโอกาสติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวน 160 แผง ในปี 2558





“กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 48 กิโลวัตต์ แต่ผลิตไฟฟ้าได้ไม่เต็ม เพราะหลังคาเดิมไม่ค่อยเหมาะ แผงบางส่วนโดนบังตลอดช่วงบ่าย ระบบของเราไม่มีแบต ไฟฟ้าที่ผลิตได้ป้อนแอร์ก่อน ส่วนที่เหลือค่อยจ่ายไปเครื่องไฟฟ้าอื่นๆ ในร้าน” พี่ขวัญอธิบาย 

เพื่อให้ใช้พลังงานทางเลือกอย่างคุ้มค่าและลดค่าไฟฟ้าได้มากที่สุด บริษัทรับออกแบบติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องเข้ามาสำรวจการใช้พลังงานของร้าน ตรวจสอบจุดรั่วไหล และเสนอวิธีอุดช่องโหว่ความสิ้นเปลืองพลังงาน ลันตา มาร์ท จึงลงมือหลายสิ่งอย่างตามแนวทางอนุรักษ์พลังงานควบคู่กับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ดังนี้

หนึ่ง...ติดตั้งฉนวนใต้กระเบื้องและเหนือฝ้าเพดานเพื่อป้องกันความร้อนเข้าตัวอาคาร
สอง...ย้ายคอมเพรสเซอร์ของตู้แช่เย็นและตู้แช่แข็งออกนอกอาคารเพื่อลดภาระเครื่องปรับอากาศ 
สาม...โละอุปกรณ์ไฟฟ้าเก่าครึ โดยเปลี่ยนตู้แช่แข็งและตู้เย็นรุ่นใหม่ เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศเป็นแบบไฮบริดที่ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์เป็นหลักและสลับมาใช้ไฟฟ้าจากระบบกริดโดยอัตโนมัติเมื่อไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ รวมถึงเปลี่ยนเป็นหลอดไฟแอลอีดีทั้งหมดมากกว่าร้อยหลอด







“กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 48 กิโลวัตต์ แต่ผลิตไฟฟ้าได้ไม่เต็ม เพราะหลังคาเดิมไม่ค่อยเหมาะ แผงบางส่วนโดนบังตลอดช่วงบ่าย ระบบของเราไม่มีแบต ไฟฟ้าที่ผลิตได้ป้อนแอร์ก่อน ส่วนที่เหลือค่อยจ่ายไปเครื่องไฟฟ้าอื่นๆ ในร้าน” พี่ขวัญอธิบาย 

เพื่อให้ใช้พลังงานทางเลือกอย่างคุ้มค่าและลดค่าไฟฟ้าได้มากที่สุด บริษัทรับออกแบบติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องเข้ามาสำรวจการใช้พลังงานของร้าน ตรวจสอบจุดรั่วไหล และเสนอวิธีอุดช่องโหว่ความสิ้นเปลืองพลังงาน ลันตา มาร์ท จึงลงมือหลายสิ่งอย่างตามแนวทางอนุรักษ์พลังงานควบคู่กับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ดังนี้

หนึ่ง...ติดตั้งฉนวนใต้กระเบื้องและเหนือฝ้าเพดานเพื่อป้องกันความร้อนเข้าตัวอาคาร
สอง...ย้ายคอมเพรสเซอร์ของตู้แช่เย็นและตู้แช่แข็งออกนอกอาคารเพื่อลดภาระเครื่องปรับอากาศ 
สาม...โละอุปกรณ์ไฟฟ้าเก่าครึ โดยเปลี่ยนตู้แช่แข็งและตู้เย็นรุ่นใหม่ เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศเป็นแบบไฮบริดที่ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์เป็นหลักและสลับมาใช้ไฟฟ้าจากระบบกริดโดยอัตโนมัติเมื่อไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ รวมถึงเปลี่ยนเป็นหลอดไฟแอลอีดีทั้งหมดมากกว่าร้อยหลอด






“ถ้าเราอยากเห็นผลชัดเจน ต้องเปลี่ยนทั้งหมดทีเดียว ทุกอย่างมันประกอบกัน” โกออยสรุป

ลันตา มาร์ทเริ่มใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในเดือนพฤศจิกายน 2558 ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูท่องเที่ยวและเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 8.00-23.00น. เมื่อเปรียบเทียบค่าไฟฟ้ากับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

“ฮึ่ย ลดจนตกใจ จากแสนสองเหลือเจ็ดหมื่นบาท ตอนแรกไม่คิดว่าจะลดขนาดนี้ ผ่านไปสามเดือน รู้เลยว่ามันได้ผลจริงๆ ถูกใจมาก” โกออยเล่าพร้อมรอยยิ้ม ขณะที่ช่วงโลว์ซีซั่นอีก 6 เดือนซึ่งลูกค้าน้อย จะปิดร้านเวลา 17.00น. และหยุดวันอาทิตย์ เดิมทีต้องจำกัดการใช้ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัดโดยเปิดตู้แช่และห้องเย็นอย่างละ 1 เครื่อง เปิดเครื่องปรับอากาศน้อยลง พี่ขวัญถึงกับโอดครวญว่า ร้อนมากแทบจะทำการค้าไม่ได้ กระนั้นค่าไฟฟ้าก็ยังสามหมื่นกว่าบาทต่อเดือน แต่หลังติดตั้งโซลาร์เซลล์ สามารถเปิดทุกอย่างตามปกติเหมือนไฮซีซั่น แม้ตัวเลขเขยิบขึ้นมาอยู่ที่สี่หมื่นเศษ ก็ถือเป็นส่วนต่างที่เจ้าของกิจการยอมแลกเพราะอยู่สบายกว่ากันเยอะ

เมื่อถามถึงงบประมาณ...
“ไม่รวมค่าแอร์เพราะถึงเวลาต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว เฉพาะค่าแผงโซลาร์และระบบประมาณสองล้านบาท แต่ปีแรกก็ได้คืนมาหลายแล้ว มันคุ้มกับการลงทุน” พี่ขวัญกล่าวพร้อมประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะคืนทุนภายใน 5-6 ปี

“เราไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน เลยอยากนำร่องทำเป็นตัวอย่างว่ามันใช้งานได้ ลดค่าไฟฟ้าจริง เป็นทางออกสำหรับคนใช้ไฟฟ้าเยอะช่วงกลางวัน ผลิตแล้วใช้เลย ไม่ต้องเก็บในแบต ปีนี้จะรีโนเวทร้านครั้งใหญ่ ออกแบบหลังคาหันทางทิศใต้ให้แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเต็มศักยภาพ น่าจะประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกว่านี้ แล้วเอาแผงบางส่วนมาโชว์หน้าร้าน ติดป้ายว่าเราใช้พลังงานสะอาด” ทั้งคู่ทิ้งท้ายด้วยการประกาศเจตนาชัดเจน






“ถ้าเราอยากเห็นผลชัดเจน ต้องเปลี่ยนทั้งหมดทีเดียว ทุกอย่างมันประกอบกัน” โกออยสรุป

ลันตา มาร์ทเริ่มใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในเดือนพฤศจิกายน 2558 ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูท่องเที่ยวและเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 8.00-23.00น. เมื่อเปรียบเทียบค่าไฟฟ้ากับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

“ฮึ่ย ลดจนตกใจ จากแสนสองเหลือเจ็ดหมื่นบาท ตอนแรกไม่คิดว่าจะลดขนาดนี้ ผ่านไปสามเดือน รู้เลยว่ามันได้ผลจริงๆ ถูกใจมาก” โกออยเล่าพร้อมรอยยิ้ม ขณะที่ช่วงโลว์ซีซั่นอีก 6 เดือนซึ่งลูกค้าน้อย จะปิดร้านเวลา 17.00น. และหยุดวันอาทิตย์ เดิมทีต้องจำกัดการใช้ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัดโดยเปิดตู้แช่และห้องเย็นอย่างละ 1 เครื่อง เปิดเครื่องปรับอากาศน้อยลง พี่ขวัญถึงกับโอดครวญว่า ร้อนมากแทบจะทำการค้าไม่ได้ กระนั้นค่าไฟฟ้าก็ยังสามหมื่นกว่าบาทต่อเดือน แต่หลังติดตั้งโซลาร์เซลล์ สามารถเปิดทุกอย่างตามปกติเหมือนไฮซีซั่น แม้ตัวเลขเขยิบขึ้นมาอยู่ที่สี่หมื่นเศษ ก็ถือเป็นส่วนต่างที่เจ้าของกิจการยอมแลกเพราะอยู่สบายกว่ากันเยอะ

เมื่อถามถึงงบประมาณ...
“ไม่รวมค่าแอร์เพราะถึงเวลาต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว เฉพาะค่าแผงโซลาร์และระบบประมาณสองล้านบาท แต่ปีแรกก็ได้คืนมาหลายแล้ว มันคุ้มกับการลงทุน” พี่ขวัญกล่าวพร้อมประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะคืนทุนภายใน 5-6 ปี

“เราไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน เลยอยากนำร่องทำเป็นตัวอย่างว่ามันใช้งานได้ ลดค่าไฟฟ้าจริง เป็นทางออกสำหรับคนใช้ไฟฟ้าเยอะช่วงกลางวัน ผลิตแล้วใช้เลย ไม่ต้องเก็บในแบต ปีนี้จะรีโนเวทร้านครั้งใหญ่ ออกแบบหลังคาหันทางทิศใต้ให้แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเต็มศักยภาพ น่าจะประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกว่านี้ แล้วเอาแผงบางส่วนมาโชว์หน้าร้าน ติดป้ายว่าเราใช้พลังงานสะอาด” ทั้งคู่ทิ้งท้ายด้วยการประกาศเจตนาชัดเจน





จากนั้นเราตามไปคุยกับพี่แจ๊ค ไพบูลย์ เตชจารุวงศ์ อดีตวิศรกรคอมพิวเตอร์เมืองกรุงซึ่งสนใจและคลุกวงในกับโซลาร์เซลล์มาตั้งแต่มันยังราคาแพงระยับ กระทั่งหลงเสน่ห์ทะเลลันตาจนต้องผันตัวมาทำร้านอาหารและที่พักเล็กๆ ขนาด 4 ห้อง ชื่อ “พาโนรามา” เมื่อสิบปีที่แล้ว เขาน่าจะเป็นผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์รายแรกบนเกาะนี้

“ตอนนั้นอยากเอามาใช้แทนไฟบ้าน แต่แตะไม่ได้เพราะแพงมาก และอุปกรณ์อื่นๆ อย่างอินเวอร์เตอร์ก็ยังคุณภาพต่ำ ตัวละหลายพันทำงานได้แค่ 100 วัตต์ ช่วงแรกแค่เล็กๆ เหมือนของเด็กเล่น เอามาชาร์จมือถือ ยังไม่ต่อเข้าระบบไฟฟ้าของที่พัก พอแผงค่อยๆ ถูกลงช่วง 4-5 ปีมานี้จึงซื้อแผงเพิ่มเพื่อใช้งานจริงจังขึ้น”

สถิติอินเวอร์เตอร์พัง 3 ตัวการันตีประสบการณ์การใช้งานและทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของแก็ดเจ็ต แมนรายนี้ได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันโซลาร์เซลล์ของพาโนรามามีกำลังผลิตประมาณ 1,300 วัตต์ ต่อใช้งานกับปั๊มชักกับพัดลมกระแสตรง และมีแบตเตอรี่เก็บไฟสำหรับส่งผ่านอินเวอร์เตอร์ขนาด 4,000 วัตต์ แปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับเพื่อป้อนเครื่องทำน้ำแข็ง 2 เครื่อง, เราเตอร์, เครื่องเสียง, ทีวี และบางครั้งก็รวมถึงตู้เย็น 1 เครื่องในช่วงกลางวัน

“ตกเย็นเปลี่ยนใช้ไฟฟ้าจาก กฟภ. เพื่อประหยัดแบตไว้ใช้กับไฟสปอร์ตไลท์ส่องทางเดินไปห้องพักและหน้าร้าน ตั้งเวลาให้เปิดตั้งแต่ 19.00น. ไม่ใช้ไฟการไฟฟ้า เพราะถ้าไฟดับอันนี้ก็ยังติดเพื่อความปลอดภัยของแขกช่วงในกลางคืน” เขาอธิบาย

สิ่งที่ล้ำหน้ากว่าผู้ใช้งานทั่วไปคือ พี่แจ๊คประดิษฐ์โซลาร์เซลล์หนึ่งแผงที่สามารถปรับหันตามแสงอาทิตย์ได้ด้วยกลไกง่ายๆ โดยติดตั้งไว้หน้าร้าน น่าเสียดายที่โดนนักท่องเที่ยวต่างชาติขี่มอเตอร์ไซค์ชนจนเสียหาย

ตอนเกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ของภาคใต้ประมาณ 4 ชั่วโมงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 เขาก็ยังมีอินเตอร์เน็ตใช้ ยังรับข่าวสารต่างๆ ได้เป็นปกติ

“เวิร์กนะ คุ้มด้วย มันสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้า ช่วงไฟดับเรายังมีไฟฟ้าใช้ ที่นี่ไฟตกดับบ่อย หลายคนเครื่องไฟฟ้าพัง แต่ของเราไม่ค่อยมีปัญหา อย่างไฟดับ ตู้เย็นดับ ไฟฟ้าจากแบตจะไหลเข้าระบบทำให้ตู้เย็นทำงานเป็นปกติอีกครั้ง และเกิดไฟกระชากน้อยกว่าใช้ไฟการไฟฟ้าโดยตรง คือตอนไฟมามันจะหน่วงเวลานิดนึงแล้วไฟการไฟฟ้าจึงเข้ามาเต็มที่”

ภาคใต้ฝนเยอะ จะเป็นอุปสรรคต่อการผลิตไฟฟ้าของโซลาร์เซลล์หรือไม่

ประเด็นนี้พี่แจ๊คบอกว่า คนยังเข้าใจคลาดเคลื่อนเยอะ คิดว่าต้องแดดจัดโซลาร์เซลล์จึงจะทำงานได้ดี แต่ความจริงคือปริมาณไฟฟ้าไม่ได้แปรผันตามความร้อน เมื่ออุณหภูมิของแผงโซลาร์เซลล์สูงขึ้นมากเกินไป ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจะลดลง มันทำงานได้ดีกว่าในสภาพที่มีแสงแดดแต่ไม่ร้อนจัด ซึ่งฝนก็ช่วยให้อากาศเย็นลงอยู่แล้ว

“ภาคใต้ใช้คุ้ม ฝนไม่ได้ตกตลอดทั้งวัน หน้าฝน ฝนตกบ้าง แต่ฟ้ามีแดดบ้าง มันก็ทำงาน” เขายืนยัน

เมื่อถึงวันที่โซลาร์เซลล์ของลันตา มาร์ท ปรากฏผลลัพธ์ดีงาม ผู้ประกอบการกลุ่มเล็กๆ บนเกาะลันตาซึ่งสนใจการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนแนวคิดโกกรีน และเป็นสมาชิกโครงการ Zero Carbon Resorts ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงาน อีกทั้งยังไม่เห็นด้วยกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จึงล้อมวงคุยและคิดตรงกันว่า พลังงานไฟฟ้าจากแสงแดดเป็นทางออกที่ลงตัวสำหรับเกาะลันตา

ในที่สุดพวกเขาก็เปิดบริษัท ลันตา โซลาร์ เซลล์ จำกัด เมื่อกลางปี 60 ในลักษณะกิจการเพื่อสังคมที่ไม่เอากำไรสูงสุดเป็นตัวตั้ง กรรมการทั้ง 6 คนประกาศไม่รับค่าตอบแทน แต่จะสะสมผลกำไรเข้ากองทุนเพื่อใช้ผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าเรื่องพลังงานหมุนเวียนบนเกาะลันตา เป้าหมายของบริษัทจึงเน้นขยายวงผู้ใช้งานโซลาร์เซลล์บนเกาะลันตา โดยกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับถ่ายทอดองค์ความรู้ใช้การใช้งาน รวมถึงให้คำปรึกษาด้านการจัดการพลังงานด้วย

“การจัดการพลังงานเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ควรจัดการให้ใช้พลังงานเต็มที่ในช่วงกลางวันที่ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง อย่างของผมเป็นร้านอาหารด้วย อะไรที่กินดื่มต้องสะอาด เราจึงทำน้ำแข็งเอง กลางวันเปิดเครื่องทำน้ำแข็งเต็มที่แล้วเก็บเข้าตู้เย็น หรือปั๊มน้ำก็ปั๊มขึ้นไปเก็บเต็มที่ตอนกลางวัน เงื่อนไขสำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือผู้ประกอบการ ถ้าคุณสนใจ คุณต้องส่งคนมาเรียนรู้กับเรา เน้นสร้างระบบเล็กๆ ก่อน ไม่ต้องใช้เงินเยอะ พอมีเงินค่อยเพิ่มแผงโดยใช้คนของคุณทำเอง จะได้ยืนได้ด้วยตนเอง” พี่แจ๊ค หนึ่งในกรรมการบริษัทอธิบาย

โดยเฉพาะผู้ที่เลือกใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU หรือ Time of Use ซึ่งคิดราคาไฟฟ้าต่อหน่วยของการใช้งานระหว่าง 9.00-22.00น. ของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) แพงกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ประมาณ 1.5-2.0 เท่า เนื่องจากเป็นช่วงที่ทั้งประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามาก พี่แจ๊คและพี่โอ๊ะเชียร์เต็มที่ให้หันมาใช้ไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ เพราะช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าแพงในช่วงพีคได้แน่นอน

“ตอนนี้โซลาร์เซลล์เป็นแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ติดโซลาร์เซลล์ด้วยงบประมาณ 1 แสนบาท จะลดค่าไฟฟ้าได้ราว 1 พันบาทต่อเดือน ด้วยเม็ดเงินท่ากัน ถ้าเอาไปฝากธนาคาร ดอกเบี้ยแทบไม่เห็น” พี่โอ๊ะแสดงความเห็น

ธีรพจน์มองว่า ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรเป็นกลุ่มนำในการใช้พลังงานหมุนเวียน เพราะหากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กระจายไปตามโรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหารทั่วเกาะลันตา นอกจากจะเสริมภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวสีเขียวตามแนวคิดลันตาโกกรีนแล้ว การพึ่งพาไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของผู้ประกอบการรายละนิดละหน่อยยังสามารถลดภาระการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันในภาพรวมของเกาะลันตา และน่าจะเอื้อให้บ้านเรือนซึ่งไม่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพมากขึ้นตามไปด้วย

“มันมีประโยชน์ต่อเนื่องเยอะ บริษัท ลันตา โซลาร์ เซลล์ ผลักดันเรื่องพลังงาน แต่เมื่อเราเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เขาเห็นประโยชน์จากการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เห็นประโยชน์จากจุดขายเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เราจะผลักดันต่อในเรื่องอื่น เช่น น้ำเสีย ขยะ เพื่อก้าวสู่การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเราก็จะได้นักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีคุณภาพด้วย”

แม้ยังเป็นก้าวแรกๆ ของคนปลายสายที่พยายามสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าให้ตัวเอง ไม่มีใครรู้ว่าต้องเดินไกลแค่ไหนจึงจะถึงสิ่งที่มุ่งหวัง แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็เริ่มต้นแล้ว นั่นย่อมหมายถึงการขยับเข้าใกล้ปลายทางมากขึ้นอีกหน่อย...และมากกว่าการวาดฝันโดยไม่ลงมืออะไรอย่างแน่นอน

หมายเหตุ

ลันตา มาร์ท และพาโนรามา เป็นสมาชิกของโครงการ Zero Carbon Resorts ซึ่งดำเนินงานตั้งแต่กลางปี 57 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและองค์กรวิชาการในประเทศออสเตรีย สเปน และฟิลิปปินส์ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

ธีรพจน์ กษิรวัฒน์ หรือพี่โอ๊ะ คนสำคัญของการผลักดันแนวคิดลันตาโกกรีนในฐานะนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะลันตา และกรรมการบริษัท ลันตา โซลาร์ เซลล์ จำกัด แนะนำทำนองเดียวกันว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ควรเริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์โดยไม่ใช้แบตเตอรี่เพื่อทดแทนการใช้ไฟฟ้าระบบกริดบางส่วนในช่วงกลางวัน เมื่อแบตเตอรี่พัฒนาให้คุณภาพดีขึ้น ความจุมากขึ้น ราคาถูกลงค่อยซื้อมาติดตั้ง


ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/61209/


นโยบายพลังงานชาติไทย..ไปถึงไหนแล้ว ?

ชื่นชม นายปิเตอร์ ชิน (Mr. Peter Chin Fah Kui) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานมาเลเซีย ครั้งหนึ่ง เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ในอนาคตข้างหน้าไม่มีเชื้อเพลิงพลังงานที่โดดเด่นอีกแล้ว เราจึงต้องเปิดโอกาสให้ใช้เชื้อเพลิงที่หลากหลาย เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงทั้งด้านการจัดหาและต้นทุนของเชื้อเพลิงพลังงาน” ที่ต้องชื่นชมกัน เพราะวิสัยทัศน์เขา ชัดเจน (Clear) สะอาด (Clean) และง่ายต่อการทำความเข้าใจ (Pros)




นโยบายพลังงานชาติไทย..ไปถึงไหนแล้ว ?

ชื่นชม นายปิเตอร์ ชิน (Mr. Peter Chin Fah Kui) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานมาเลเซีย ครั้งหนึ่ง เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ในอนาคตข้างหน้าไม่มีเชื้อเพลิงพลังงานที่โดดเด่นอีกแล้ว เราจึงต้องเปิดโอกาสให้ใช้เชื้อเพลิงที่หลากหลาย เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงทั้งด้านการจัดหาและต้นทุนของเชื้อเพลิงพลังงาน” ที่ต้องชื่นชมกัน เพราะวิสัยทัศน์เขา ชัดเจน (Clear) สะอาด (Clean) และง่ายต่อการทำความเข้าใจ (Pros)











Malaysia’s Plantation Industries and Commodities Minister Peter Chin speaks to Reuters at his office in Putrajaya February 12, 2008. REUTERS/Bazuki Muhammad (MALAYSIA)



ชัดเจน ก็คือ แนวคิดมีความสมเหตุสมผล มีตรรกะที่มั่นคง และมีความเป็นสากลที่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคทั่วโลกต่างก็ใช้แนวทางนี้

สะอาด ก็คือ ตรงไปตรงมา ไม่มีนัยยะอื่น นอกจากเหตุผลที่ถูกต้องที่มีต่อนโยบายพลังงาน

ง่าย ก็คือ เขาสื่อสารด้วยเพียง “วลีเดียว” คนในประเทศเข้าใจหมด และมีทิศทางที่สอดคล้องในแนวทางเดียวกันหมด

ปัจจุบันนี้กล่าวได้ว่า นโยบายพลังงานชาติของมาเลเซียมีความมั่นคงมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และยังคงมั่นคงแบบนี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 20 – 30 ปี

มาเลเซีย เพื่อนบ้านเราจะมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติใช้อย่างน้อยที่สุดอีก 30 ปีขึ้นไป เดิมทีเดียวก็พึ่งโครงสร้างก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่เช่นเดียวกับบ้านเรา ต่อมาเกิดปัญหาไฟฟ้าดับในแต่ละภูมิภาคของประเทศ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2535 – 2548  เกิด Blackout 3 – 4 ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งสาเหตุเกิดจากระบบส่งก๊าซเข้าโรงไฟฟ้าได้รับความเสียหาย ส่งผลทำให้ภูมิภาคทางตอนเหนือไฟดับ รัฐบาลสั่งปรับโครงสร้างทันทีจากที่เคยพึ่งก๊าซธรรรมชาติประมาณร้อยละกว่า 60 ปรับเปลี่ยนมานำเข้าถ่านหินเข้ามาแบ่งสัดส่วนในการผลิตพลังงานไฟฟ้าแทน






ชัดเจน ก็คือ แนวคิดมีความสมเหตุสมผล มีตรรกะที่มั่นคง และมีความเป็นสากลที่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคทั่วโลกต่างก็ใช้แนวทางนี้

สะอาด ก็คือ ตรงไปตรงมา ไม่มีนัยยะอื่น นอกจากเหตุผลที่ถูกต้องที่มีต่อนโยบายพลังงาน

ง่าย ก็คือ เขาสื่อสารด้วยเพียง “วลีเดียว” คนในประเทศเข้าใจหมด และมีทิศทางที่สอดคล้องในแนวทางเดียวกันหมด

ปัจจุบันนี้กล่าวได้ว่า นโยบายพลังงานชาติของมาเลเซียมีความมั่นคงมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และยังคงมั่นคงแบบนี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 20 – 30 ปี

มาเลเซีย เพื่อนบ้านเราจะมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติใช้อย่างน้อยที่สุดอีก 30 ปีขึ้นไป เดิมทีเดียวก็พึ่งโครงสร้างก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่เช่นเดียวกับบ้านเรา ต่อมาเกิดปัญหาไฟฟ้าดับในแต่ละภูมิภาคของประเทศ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2535 – 2548  เกิด Blackout 3 – 4 ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งสาเหตุเกิดจากระบบส่งก๊าซเข้าโรงไฟฟ้าได้รับความเสียหาย ส่งผลทำให้ภูมิภาคทางตอนเหนือไฟดับ รัฐบาลสั่งปรับโครงสร้างทันทีจากที่เคยพึ่งก๊าซธรรรมชาติประมาณร้อยละกว่า 60 ปรับเปลี่ยนมานำเข้าถ่านหินเข้ามาแบ่งสัดส่วนในการผลิตพลังงานไฟฟ้าแทน



                                                            อุปกรณ์สำหรับการเตรียมเชื้อเพลิงถ่านหิน สำหรับโรงไฟฟ้า


ในปี พ.ศ. 2555 มาเลเซียผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 52.16 และถ่านหินร้อยละ 39.51

เห็นได้ชัดเชื้อเพลิงหลัก 2 ชนิดที่ยังคงยืนพื้นอยู่ คือ ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ที่มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน มาเลเซียไม่มีแหล่งถ่านหินเป็นของตัวเองเหมือนอย่างประเทศไทย ต้องนำเข้าถ่านหินมาผลิตพลังงานไฟฟ้า มาเลเซียใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้าในระดับเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และสงวนก๊าซธรรมชาติอีกจำนวนหนึ่งเอาไว้ส่งออกในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ในราคาสูงเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ แล้วนำรายได้จากการส่งออกก๊าซ LNG นั้นไปนำเข้าถ่านหินซึ่งมีราคาถูกกว่ามาผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซธรรมชาติ เพราะฉะนั้นราคาปิโตรเลียมจะขึ้นหรือลง มาเลเซียไม่เดือดร้อน ยามราคาลงก็เก็บเอาไว้ ไปใช้เชื้อเพลิงตัวอื่น หรือยามราคาขึ้นก็นำออกขาย เช่นราคาน้ำมันเริ่มขยับตัวขึ้นในขณะนี้ มาเลเซียเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดในภาคีอาเซียนด้วยกัน

ผลจากการดำเนินนโยบายพลังงานที่ชาญฉลาด ทำให้มาเลเซียได้ประโยชน์ดังนี้

  1. มีรายได้จากการขายก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้น แทนที่เอามาเผาทำเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
  2. นำรายได้บางส่วนมานำเข้าถ่านหินที่มีราคาถูกกว่ามาผลิตไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของมาเลเซียถูกลง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของมาเลเซีย
  3. สร้างความมั่นคงให้กับระบบเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของมาเลเซีย โดยมีการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงออกไป ไม่พึ่งเชื้อเพลิงตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไป






ในปี พ.ศ. 2555 มาเลเซียผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 52.16 และถ่านหินร้อยละ 39.51

เห็นได้ชัดเชื้อเพลิงหลัก 2 ชนิดที่ยังคงยืนพื้นอยู่ คือ ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ที่มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน มาเลเซียไม่มีแหล่งถ่านหินเป็นของตัวเองเหมือนอย่างประเทศไทย ต้องนำเข้าถ่านหินมาผลิตพลังงานไฟฟ้า มาเลเซียใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้าในระดับเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และสงวนก๊าซธรรมชาติอีกจำนวนหนึ่งเอาไว้ส่งออกในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ในราคาสูงเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ แล้วนำรายได้จากการส่งออกก๊าซ LNG นั้นไปนำเข้าถ่านหินซึ่งมีราคาถูกกว่ามาผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซธรรมชาติ เพราะฉะนั้นราคาปิโตรเลียมจะขึ้นหรือลง มาเลเซียไม่เดือดร้อน ยามราคาลงก็เก็บเอาไว้ ไปใช้เชื้อเพลิงตัวอื่น หรือยามราคาขึ้นก็นำออกขาย เช่นราคาน้ำมันเริ่มขยับตัวขึ้นในขณะนี้ มาเลเซียเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดในภาคีอาเซียนด้วยกัน

ผลจากการดำเนินนโยบายพลังงานที่ชาญฉลาด ทำให้มาเลเซียได้ประโยชน์ดังนี้

  1. มีรายได้จากการขายก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้น แทนที่เอามาเผาทำเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
  2. นำรายได้บางส่วนมานำเข้าถ่านหินที่มีราคาถูกกว่ามาผลิตไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของมาเลเซียถูกลง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของมาเลเซีย
  3. สร้างความมั่นคงให้กับระบบเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของมาเลเซีย โดยมีการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงออกไป ไม่พึ่งเชื้อเพลิงตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไป





มาดูโครงสร้างพลังงานไทยบ้าง

ร้อยละ 60 เราใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย รวมทั้งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียอีกเกือบร้อยละ 40 นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา โดยรวมแล้วประมาณเกือบจะร้อยละ 70 ของสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ จากทั้ง 2 แหล่งนี้มาเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ปัญหาอยู่ที่เราไปพึ่งพาโครงสร้างการใช้ก๊าซธรรมชาติในกิจกรรมเพื่อการการผลิตพลังงานไฟฟ้ามากเกินไป ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนของวิกฤตพลังงานเห็นจะได้แก่กรณีปัญหาขัดข้องจากแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทยเรา นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบัน มีปัญหาเกิดขึ้นมาร่วมกว่า 10 ครั้งแล้ว บางครั้งเกิดจากระบบส่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย บ้างก็เกิดในแหล่งก๊าซธรรมชาติของเมียนมา บางครั้งเกิดขึ้นทั้งสองแหล่งพร้อม ๆ กัน ปัญหาอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นซ้ำกันบ่อย ๆ แก้ไม่ตกเสียที เขาเรียกว่า เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะต้องรีบแก้ไขโดยด่วน หากปล่อยไว้นาน ๆ ก็จะมีอาการเรื้อรัง แก้ไขได้ยากขึ้น ต้นทุนสะสมของตัวปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหาจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นการชะลอปัญหาจึงไม่ใช่แนวทางในการแก้ไขปัญหา รังแต่จะสะสมปัญหาให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เพราะโครงสร้างใดก็ตามที่ถูกส่งเสริม ก็จะมีส่วนผลักดันให้โครงสร้างนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง  จนยากที่จะเปิดโอกาสให้โครงสร้างอื่น ๆ เข้ามาแทรกได้ เพราะฉะนั้นปัญหาในเชิงโครงสร้างยิ่งปล่อยเอาไว้นานก็ยิ่งแก้ไขได้ยาก






มาดูโครงสร้างพลังงานไทยบ้าง

ร้อยละ 60 เราใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย รวมทั้งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียอีกเกือบร้อยละ 40 นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา โดยรวมแล้วประมาณเกือบจะร้อยละ 70 ของสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ จากทั้ง 2 แหล่งนี้มาเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ปัญหาอยู่ที่เราไปพึ่งพาโครงสร้างการใช้ก๊าซธรรมชาติในกิจกรรมเพื่อการการผลิตพลังงานไฟฟ้ามากเกินไป ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนของวิกฤตพลังงานเห็นจะได้แก่กรณีปัญหาขัดข้องจากแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทยเรา นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบัน มีปัญหาเกิดขึ้นมาร่วมกว่า 10 ครั้งแล้ว บางครั้งเกิดจากระบบส่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย บ้างก็เกิดในแหล่งก๊าซธรรมชาติของเมียนมา บางครั้งเกิดขึ้นทั้งสองแหล่งพร้อม ๆ กัน ปัญหาอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นซ้ำกันบ่อย ๆ แก้ไม่ตกเสียที เขาเรียกว่า เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะต้องรีบแก้ไขโดยด่วน หากปล่อยไว้นาน ๆ ก็จะมีอาการเรื้อรัง แก้ไขได้ยากขึ้น ต้นทุนสะสมของตัวปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหาจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นการชะลอปัญหาจึงไม่ใช่แนวทางในการแก้ไขปัญหา รังแต่จะสะสมปัญหาให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เพราะโครงสร้างใดก็ตามที่ถูกส่งเสริม ก็จะมีส่วนผลักดันให้โครงสร้างนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง  จนยากที่จะเปิดโอกาสให้โครงสร้างอื่น ๆ เข้ามาแทรกได้ เพราะฉะนั้นปัญหาในเชิงโครงสร้างยิ่งปล่อยเอาไว้นานก็ยิ่งแก้ไขได้ยาก





มาเลเซียพบเหตุวิกฤตก๊าซธรรรมชาติเพียงครั้งเดียว เขาปรับโครงสร้างทันที ก็ไม่ทราบว่าประเทศไทยจะต้องคอยให้เกิดปัญหาขึ้นอีกสักกี่ครั้ง ถึงจะตระหนักกัน แต่ละประเทศมีพื้นฐานของปัญหาแตกต่างกันออกไป มีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกัน มีความยากง่ายในการบริหารจัดการที่ไม่เหมือนกัน  ประชาชนก็มีความรู้ ความคิด ความเข้าใจ และความพร้อมในการแก้ไขปัญหาไม่เท่ากัน ถ้าเรายังอยู่ในสังคมโลก เราต้องปรับตัวให้แข่งขันกับคนอื่นให้ได้ ก็เพียงแต่คาดหวังว่า คนไทยคงระลึกรู้ว่าวันนี้เรายืนอยู่ตรงจุดไหน เพื่อนบ้านเราเขาอยู่ตรงจุดไหน  และมีความพยายามเดินให้ทัน  อย่าให้เขาทิ้งห่างเราจนเกินไป

ณัฐกฤต  ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา : กลุ่มสื่อสารพลังงานไทย



ที่มา : http://www.balanceenergythai.com/thai-energy-policy/