ตลาดน้ำอัมพวา เที่ยวตลาดน้ำยามเย็น มนต์เสน่ห์อันงดงามแห่งเมืองแม่กลอง


ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ : บ้านน้ำเชี่ยว



ประวัติความเป็นมา:
บ้านน้ำเชี่ยว สถานที่ท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีชีวิตวัฒนธรรม ตั้งอยู่ใน ต.น้ำเชี่ยว อ.แหลมงอบ จ.ตราด เป็นหมู่บ้านในเส้นทางผ่านไป ขึ้นเรือสู่เกาะช้าง หมู่บ้านน้ำเชี่ยวแห่งนี้ ยังได้เป็นรับเลือกให้เป็น “หมู่บ้าน OVC” (OTOP Village Champion) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รวมถึงรางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดีเด่นจากากรท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บ้านน้ำเชี่ยวมี พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ติดทะเล มีป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่เป็นจำนวนมาก มีคลองขนาดใหญ่ไหลผ่าน ซึ่งคลองนี้มีต้นกำเนิด อยู่ที่เขาวังปลา อยู่ระหว่างอำเภอแหลมงอบและอำเภอเมืองตราด เดิมทีประชากรของตำบลน้ำเชี่ยว เป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธ ต่อมามีพ่อค้าชาวจีนล่องเรือสำเภามาค้าขายสินค้าที่ท่าเรือบ้านน้ำเชี่ยวและได้ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ทำให้ชาวน้ำเชี่ยวส่วนหนึ่งเป็นคนไทย เชื้อสายจีน และในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีชาวมุสลิมซึ่งเรียกตัวเองว่า “แขกจาม หรือ จำปา” อพยพหนีสงครามมาจากประเทศเขมร  มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ริมคลองน้ำเชี่ยว และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยชาวพุทธและมุสลิมสามารถแต่งงานข้ามศาสนาได้ ซึ่งพี่น้องทั้งสองศาสนาอาศัยอยู่ร่วมกันในตำบลน้ำเชี่ยวอย่างสันติสุขด้วยความสัมพันธ์อันดีตลอดมาที่มาของชื่อชุมชน “น้ำเชี่ยว” มาจากพื้นที่ส่วนใหญ่ อยู่ติดทะเล มีป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่เป็นจำนวนมาก มีคลองขนาดใหญ่ไหลผ่าน ซึ่งคลองนี้มีต้นกำเนิดอยู่ที่เขาวังปลา อยู่ระหว่างอำเภอแหลมงอบและอำเภอเมืองตราด เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำในคลองจะไหลเชี่ยวมาก ชาวบ้านจึงเรียกว่า “คลองน้ำเชี่ยว” ไหลผ่านกลางหมู่บ้านน้ำเชี่ยวลงสู่ทะเลอ่าวไทยทางใต้ที่บ้านปากคลอง ตำบลหนองโสน อำเภอเมืองตราด ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นแหล่งประมง พื้นบ้านและใช้เป็นเส้นทางออกทะเลเพื่อทำการประมงจนถึงปัจจุบันชาวตำบลน้ำเชี่ยวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ประมง ทำสวนยางพารา สวนผลไม้ และค้าขาย

จุดเด่น: กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เริ่มต้นจากศูนย์ศึกษาธรรมชาติระบบนิเวศป่าชายเลน จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลนให้มีศักยภาพ สามารถใช้เป็นเรียนรู้ แหล่งศึกษาวิจัยของ เยาวชนและประชาชน และเพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษาและ ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู เพื่อให้พื้นที่ป่าชายเลน มีสภาพที่ อุดม สมบูรณ์ ภายในศูนย์มีหอดูนกที่สามารถส่องดูนกได้ มีสัตว์หลากหลาย เช่น ลิงเสม ปู ปลา นอกจากนี้สามารถชมหิ่งห้อย ได้ในยามค่ำคืนอีกด้วย




กิจกรรม: 1.สะพานชมธรรมชาติ 2.หอดูนก 3.ล่องเรือเล็กชมวิถีชีวิตชาวประมง เช่นการถีบกระดานเก็บหอยแครง/แมลงภู่ การ เลี้ยงปลาในกระชัง การดำหอยปากเป็ด การเลี้ยง หอยนางรม 4.พักโฮมเสตย์ 5.ล่องเรือชมหิ่งห้อย 5.ชมสาทิตการทำงอบใบจาก 6.ชมสาทิตการทำน้ำตาลชัก 7.ชมวิถีชีวิตชาวพุทธและมุสลิมที่อยู่กันแบบสันติ 8ลงเรือใหญ่ฯลฯ



ข้อมูล : www.dasta.or.th
ภาพ : www.pantip.com



ข้อมูล : www.dasta.or.th
ภาพ : www.pantip.com


ประวัติความเป็นมา

เขาสามร้อยยอด เป็นชื่อที่มีตำนานเล่าว่า พื้นที่แถบนี้เคยเป็นทะเล มีหมู่เกาะน้อยใหญ่เรียงรายกัน ครั้งหนึ่งเคยมีเรือสำเภาจีนแล่นผ่านมาประสบลมพายุรุนแรงจนเรือใกล้อับปาง จึงแวะหลบภัยเข้ามาตามร่องน้ำด้านทิศตะวันตกของเกาะ แต่เนื่องจากไม่ชำนาญพื้นที่ เรือได้ชนกับหินโสโครกอับปางลง ผู้คนจมน้ำตายจำนวนมากที่เหลือรอดตายขึ้นมาอาศัยอยู่บนเกาะประมาณ 300 คน จึงได้ตั้งชื่อว่า “เกาะสามร้อยรอด” ต่อมาระดับน้ำทะเลได้ลดลง เกาะกลายเป็นภูเขา ชาวบ้านเรียกคลาดเคลื่อนเป็น “เขาสามร้อยยอด” บริเวณที่สันนิษฐานว่าเรือจมนั้นชาวบ้านเรียกว่า “อ่าวทะเลสาบ” เคยมีผู้พบซากเสากระโดงเรือโบราณในบริเวณนี้ด้วย บางข้อสันนิษฐานว่า เป็นเพราะมีต้นสามร้อยยอดขึ้นอยู่ หรือมียอดเขามากมายถึง 300 ยอด

ในปี พ.ศ. 2505 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ 100 กำหนดพื้นที่ป่าเขาสามร้อยยอดพื้นที่ประมาณ 99.50 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นป่าสงวนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. 2481 ก่อน ซึ่งเหตุผลของการประกาศพื้นที่ดังกล่าวเพราะมีพันธุ์ไม้ที่มีค่าขึ้นอย่าง หนาแน่นมาก เช่น ไม้จันทน์ มะค่า มะเกลือ แสมสาร และทิวทัศน์ที่สวยงามที่ควรสงวนไว้ ต่อมาพื้นที่ดังกล่าว พื้นที่ประมาณ 61.28 ตารางกิโลเมตร ได้ถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่ง ชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 83 ตอนที่ 53 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2509 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 4 ของประเทศไทย และเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรก 

ข้อมูลทั่วไป

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ตอนล่างสุดของภาคกลาง หรือด้านเหนือสุดของภาคใต้ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย ในท้องที่ของอำเภอสามร้อยยอด และอำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ลักษณะภูมิประเทศ

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูนยุคเพอร์เมียน มีอายุประมาณ 280 - 230 ล้านปีมาแล้ว ที่มีความสูงชันริมฝั่งทะเลผสมกับที่ราบริมฝั่งทะเลที่เป็นหาดเลนและห้วงน้ำทะเลตื้น รวมตลอดถึงเกาะหินปูนที่ตั้งเรียงรายใกล้ชายฝั่งทะเลซึ่งยาวจากเขากระโหลกทางทิศเหนือถึงเขาแร้งทางทิศใต้ประมาณ 30 กิโลเมตร ได้แก่ เกาะโครำ เกาะนมสาว เกาะระวาง เกาะระวิง เกาะสัตกูด และเกาะขี้นก

มีพื้นที่ราบที่มีน้ำขังตลอดปีอยู่ทางด้านตะวันตกของอุทยานแห่งชาติคือ ทุ่งสามร้อยยอด ซึ่งในอดีตเคยเป็นทะเลหรืออ่าว ต่อมาถูกปิดกั้นด้วยตะกอนและสันทราย ทะเลถอยร่นออกไป ได้รับอิทธิพลน้ำจืดจากแผ่นดิน มีการสะสมของตะกอนที่ราบลุ่ม ค่อยๆ กลายเป็นทุ่งน้ำกร่อยและทุ่งน้ำจืดตามลำดับ น้ำจืดในทุ่งสามร้อยยอดส่วนหนึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากเทือกเขาตะนาวศรีไหลผ่านห้วยโพระดก ห้วยขมิ้น ห้วยหนองคาง ห้วยไร่ตาพึง แล้วระบายลงสู่ทะเลตามคลองเขาแดง อีกส่วนหนึ่งไหลจากเทือกเขาสามร้อยยอด ทุ่งสามร้อยยอดมีระดับน้ำลึกเฉลี่ย 3 เมตร

เนื่องจากสภาพทางธรณีของเขาสามร้อยยอดเป็นหินปูนที่มีความลาดชันสูง ทำให้เกิดเป็นหน้าผาสูงชันและหุบเหวลึก มีความสูงของยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติถึง 605 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยอดเขาที่สำคัญได้แก่ ยอดเขาชโลงฟาง เขากระโจม เขาใหญ่ เขาถ้ำประทุน เขาแดง เขาเทียน เขาหุบจันทร์ และเขาขั้นบันได ฯลฯ บริเวณนี้มีสภาพธรณีเป็นหินปูน มีหลายแห่งที่หินปูนถูกอิทธิพลของธรรมชาติกัดเซาะหรือผุกร่อนกลายเป็นถ้ำหรือปล่องหุบเหวขนาดใหญ่ ที่สำคัญได้แก่ ถ้ำแก้ว ถ้ำไทร ถ้ำพระยานคร เป็นต้น

พืชพรรณ และสัตว์ป่า

สภาพทั่วไปของอุทยานแห่งชาติทุ่งสามร้อยยอด ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นเขาหินปูน ชายหาด ป่าชายเลย และทุ่งน้ำจืด ทำให้มีทรัพยากรสัตว์ป่า และพรรณพืชที่แตกต่างกัน สัตว์ป่าที่สำคัญ ได้แก่ เลียงผา ลิงแสม ค่างแว่นถิ่นใต้ และนกนานาชนิด พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ มะค่าโมง มะเกลือ กรวยป่า กุ่มบก พันธ์ไม้ป่าชายเลย เช่น โกงกางใบใหญ่ แสมทะเล และพืชน้ำ เช่น กก อ้อ แขม และบัวชนิดต่างๆ

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งภายในมีเจ้าหน้าที่ให้บริการสอบถามข้อมูล และบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด

เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน

บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดทำสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนไว้บริการนักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่สนใจสภาพป่าและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน ตลอดทางเดินจะมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับสภาพป่าและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน เป็นระยะๆ

คลองเขาแดง

คลองเขาแดงอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1.5 กิโลเมตร กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมได้แก่ การล่องเรือ โดยเช่าเรือจากบ้านเขาแดง ลงเรือที่ท่าน้ำหน้าวัดเขาแดงล่องไปตามลำคลองประมาณ 3-4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไปกลับประมาณ 1 ชั่วโมง ในระหว่างล่องคลองชมวิวทิวทัศน์ป่าชายเลน จะเห็นนกนานาชนิด เวลาที่เหมาะสมที่จะล่องเรือชมธรรมชาติอีก เวลา 16.30–17.00 น. เพราะสามารถชมและถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก

จุดชมวิวเขาแดง

ในบริเวณนี้จะมีจุดชมวิวบนยอดเขาแดงที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 157 เมตร จุดชมวิวนี้อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปตามถนนลาดยาง 400 เมตร แล้วเดินขึ้นเขาไปอีก 300 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เวลาที่เหมาะแก่การขึ้นชมวิว คือ ตอนเช้ามืดประมาณ 05.30 น. เพราะสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบทะเลบ้านเขาแดงและทัศนียภาพรอบๆ ได้ดี ตลอดจนชมนก ลิงแสม และค่างแว่นที่ออกหาอาหารในตอนเช้าตรู่
ด้านหน้าเป็นทิวทัศน์ของทะเลเห็นชายหาดยาวและทิวเขาที่ไกลออกไป ด้านหลังนั้นเป็นทิวทัศน์ของภูเขาอันสลับซับซ้อน

หาดสามพระยา

อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปทางทิศเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นหาดทรายที่สวยงามสงบเงียบท่ามกลางดงสน ความยาวของหาดทรายประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถกางเต็นท์พักแรมและมีอาหารบริการนักท่องเที่ยว

หาดเจ้าพระยาบางปู และบ้านบางปู

บ้านบางปูเป็นทางผ่านไปหาดเจ้าพระยาบางปูซึ่งเป็นจุดขึ้นเรือเพื่อไปยังถ้ำพระยานคร ที่บ้านบางปูจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวประมงที่เรียบง่าย สองฝั่งคลองจะมีเรือประมงมาจอดไว้ยังท่าเรือหน้าบ้าน และในคลองยังเป็นแหล่งเลี้ยงสัตว์ทะเ­ลอีกหลายชนิด บริเวณในหมูบ้านบางปูมีโฮมสเตย์ริมน้ำ ร้านอาหาร ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่สนใจ

หาดแหลมศาลา

เป็นหาดสนที่มีทรายขาว ล้อมรอบด้วยภูเขาเป็นรูปตัวยู ด้านหน้าเป็นชายทะเล มีเกาะสัตกูดบังคลื่นอยู่ด้านหน้า ทำให้เกิดบรรยากาศอันเงียบสงบเหมาะสำหรับการพักผ่อน มีบ้านพัก เต็นท์ ห้องน้ำ-ห้องสุขา เส้นทางศึกษาธรรมชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ไว้บริการ มีร้านอาหารของภาคเอกชน ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชแล้ว

การเดินทางไปหาดแหลมศาลา 

หากเริ่มต้นที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ต้องมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปหมู่บ้านชาวประมง "บ้านบางปู" ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร นำรถยนต์ไปจอดที่วัดบางปู (รถยนต์เข้าไม่ถึงหาด) จากนั้นต้องตัดสินใจว่าจะเดินทางโดยวิธีการใดใน 2 ทางเลือกนี้

- ทางเรือ มีเรือหางยาวของชาวบ้านให้บริการรับ-ส่ง จากหาดบ้านปูไปหาดแหลมศาลา เป็นการเดินทางเลียบชายฝั่ง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีสัมภาระมาก
- ทางเท้า ให้สอบถามชาวบ้านหรือสังเกตป้ายบอกทางไปหาดแหลมศาลา เดินข้ามเขาไปตามทางเดินที่อุทยานแห่งชาติจัดทำไว้ ระยะทางประมาณ 500 เมตร ใช้เวลาประมาณ 20 นาที หรืออาจมากกว่าเล็กน้อย ระหว่างทางสามารถชมทิวทัศน์ท้องทะเล หมู่บ้านชาวประมง และพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามเทือกเขาหินปูน

ถ้ำพระยานคร

เป็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณหาดแหลมศาลา มี 3 คูหา โดยสองคูหามีปล่องด้านบน ส่วนด้านล่างในถ้ำเป็นป่า ต้นไม้ค่อนข้างสูงชะลูด ถ้ำพระยานครถูกค้นพบโดยพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช แต่ไม่ทราบนาม

ในสมัยรัชการที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงทราบว่าถ้ำนี้สวยงามมาก จึงมีพระราชประสงค์ใคร่จะเสด็จประพาส จึงให้นายช่างประจำราชสำนักก่อสร้างพลับพลาแบบจตุรมุขขนาดย่อยตั้ง ไว้บนเนินดินกลางถ้ำ พระองค์เสด็จประพาสเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 และพระราชทานนามพลับพลานี้ว่า “พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์” ถ้ำพระยานครนี้จะต้องเดินเท้าขึ้นไปจากหาดแหลมศาลาอีกประมาณ 430 เมตร

ถ้ำแก้ว

อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปทางบ้านบางปู ประมาณ 16 กิโลเมตร อยู่ในบริเวณหุบเขาจันทร์ เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม ลักษณะเด่นของหินงอกหินย้อยที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างใส และโปร่งแสง

การเดินชมภายในถ้ำค่อนข้างลำบาก เนื่องจากภายในถ้ำมืดมาก และพื้นไม่เรียบเต็มไปด้วยหินใหญ่น้อยระเกะระกะ จำเป็นต้องใช้ตะเกียงเจ้าพายุ หรือไฟฉาย การเที่ยวชมควรมีมัคกุเทศก์ท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาตินำทาง ใช้เวลาเที่ยวชมภายในถ้ำ ประมาณ 2 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวควรจัดเตรียมไฟฉายไปด้วย

ถ้ำไทร

อยู่บริเวณคุ้งโตนด ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 9 กิโลเมตร การขึ้นชมถ้ำมีระยะทางไม่ไกล สามารถนำรถยนต์ไปจอดไว้ที่เชิงเขาแล้วเดินเท้าขึ้นเขาไปอีก 280 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ภายในถ้ำค่อนข้างมืดต้องใช้ไฟฉายหรือตะเกียงซึ่งจะมีบริการในวันหยุดราชการ หากเป็นวันธรรมดาสามารถติดต่อขอเช่าตะเกียงได้ที่บ้านคุ้งโตนด ลักษณะภายในถ้ำพบหินงอกหินย้อยที่สวยงาม ระยะเวลาที่เข้าชมภายในถ้ำประมาณ 1 ชั่วโมง

ทุ่งสามร้อยยอด

เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหนึ่ง มีพื้นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีน้ำขังหรือท่วมถึงตลอดทั้งปี มีทั้งส่วนที่เป็นน้ำจืดและน้ำกร่อย เป็นแหล่งที่มีองค์ประกอบทางชีวภาพและกายภาพ เป็นเอกลักษณ์ของระบบซึ่งมีความหลากหลายชนิดของพืช สัตว์ และธาตุอาหาร ทุ่งสามร้อยยอดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพตามฤดูกาล นับเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ

บริเวณเชิงเขา มีศูนย์ศึกษาธรรมชาติทุ่งสามร้อยยอด สะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติ และสถานที่กางเต็นท์ ไว้ให้บริการนัดท่องเที่ยว การเดินทางเข้าถึงสะดวกเป็นทางลาดยางจนถึงศูนย์ศึกษาธรรมชาติ (ทางเข้าเดียวกับสถานีรถไฟสามร้อยยอด)

หมู่เกาะ

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด มีสภาพเป็นภูเขาหินปูนผสมกับที่ราบริมชายฝั่งทะเล มีหมู่เกาะหินปูนใกล้ชายฝั่ง ได้แก่ เกาะสัตกูด เกาะโครำ เกาะนมสาว เกาะระวิง เกาะระวาง และเกาะขี้นก ทางด้านตะวันออกของอทุยานแห่งชาติ

เหมาะสำหรับ

เด็ก, เยาวชน, ผู้ใหญ่, ครอบครัว, คู่รัก, ผู้ชาย, ผู้หญิง, เที่ยวคนเดียว, เที่ยวเป็นกลุ่ม, เที่ยวผจญภัย, เที่ยวเป็นคู่

กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

-เดินป่าศึกษาธรรมชาติ
-ชมพรรณไม้
-ชมทิวทัศน์
-ดูนก
-เที่ยวถ้ำ/ธรณีวิทยา
-ล่องแพ/ล่องเรือ
-พายเรือแคนู/คยัค
-กิจกรรมชายหาด
-ชมประวัติศาสตร์

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด
หมู่ที่ 2 บ้านเขาแดง ต.เขาแดง อ. กุยบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ 77150
โทรศัพท์: 032-821-568, 032-646-293 (VoIP)
โทรสาร: 032-821-568
อีเมล์: reserve@dnp.go.th

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ 
โทรศัพท์: 02-562-0760

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
แหล่งที่มา: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช


ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งภายในมีเจ้าหน้าที่ให้บริการสอบถามข้อมูล และบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด

เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน

บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดทำสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนไว้บริการนักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่สนใจสภาพป่าและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน ตลอดทางเดินจะมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับสภาพป่าและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน เป็นระยะๆ

คลองเขาแดง

คลองเขาแดงอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1.5 กิโลเมตร กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมได้แก่ การล่องเรือ โดยเช่าเรือจากบ้านเขาแดง ลงเรือที่ท่าน้ำหน้าวัดเขาแดงล่องไปตามลำคลองประมาณ 3-4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไปกลับประมาณ 1 ชั่วโมง ในระหว่างล่องคลองชมวิวทิวทัศน์ป่าชายเลน จะเห็นนกนานาชนิด เวลาที่เหมาะสมที่จะล่องเรือชมธรรมชาติอีก เวลา 16.30–17.00 น. เพราะสามารถชมและถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก

จุดชมวิวเขาแดง

ในบริเวณนี้จะมีจุดชมวิวบนยอดเขาแดงที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 157 เมตร จุดชมวิวนี้อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปตามถนนลาดยาง 400 เมตร แล้วเดินขึ้นเขาไปอีก 300 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เวลาที่เหมาะแก่การขึ้นชมวิว คือ ตอนเช้ามืดประมาณ 05.30 น. เพราะสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบทะเลบ้านเขาแดงและทัศนียภาพรอบๆ ได้ดี ตลอดจนชมนก ลิงแสม และค่างแว่นที่ออกหาอาหารในตอนเช้าตรู่
ด้านหน้าเป็นทิวทัศน์ของทะเลเห็นชายหาดยาวและทิวเขาที่ไกลออกไป ด้านหลังนั้นเป็นทิวทัศน์ของภูเขาอันสลับซับซ้อน

หาดสามพระยา

อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปทางทิศเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นหาดทรายที่สวยงามสงบเงียบท่ามกลางดงสน ความยาวของหาดทรายประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถกางเต็นท์พักแรมและมีอาหารบริการนักท่องเที่ยว

หาดเจ้าพระยาบางปู และบ้านบางปู

บ้านบางปูเป็นทางผ่านไปหาดเจ้าพระยาบางปูซึ่งเป็นจุดขึ้นเรือเพื่อไปยังถ้ำพระยานคร ที่บ้านบางปูจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวประมงที่เรียบง่าย สองฝั่งคลองจะมีเรือประมงมาจอดไว้ยังท่าเรือหน้าบ้าน และในคลองยังเป็นแหล่งเลี้ยงสัตว์ทะเ­ลอีกหลายชนิด บริเวณในหมูบ้านบางปูมีโฮมสเตย์ริมน้ำ ร้านอาหาร ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่สนใจ

หาดแหลมศาลา

เป็นหาดสนที่มีทรายขาว ล้อมรอบด้วยภูเขาเป็นรูปตัวยู ด้านหน้าเป็นชายทะเล มีเกาะสัตกูดบังคลื่นอยู่ด้านหน้า ทำให้เกิดบรรยากาศอันเงียบสงบเหมาะสำหรับการพักผ่อน มีบ้านพัก เต็นท์ ห้องน้ำ-ห้องสุขา เส้นทางศึกษาธรรมชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ไว้บริการ มีร้านอาหารของภาคเอกชน ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชแล้ว

การเดินทางไปหาดแหลมศาลา 

หากเริ่มต้นที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ต้องมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปหมู่บ้านชาวประมง "บ้านบางปู" ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร นำรถยนต์ไปจอดที่วัดบางปู (รถยนต์เข้าไม่ถึงหาด) จากนั้นต้องตัดสินใจว่าจะเดินทางโดยวิธีการใดใน 2 ทางเลือกนี้

- ทางเรือ มีเรือหางยาวของชาวบ้านให้บริการรับ-ส่ง จากหาดบ้านปูไปหาดแหลมศาลา เป็นการเดินทางเลียบชายฝั่ง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีสัมภาระมาก
- ทางเท้า ให้สอบถามชาวบ้านหรือสังเกตป้ายบอกทางไปหาดแหลมศาลา เดินข้ามเขาไปตามทางเดินที่อุทยานแห่งชาติจัดทำไว้ ระยะทางประมาณ 500 เมตร ใช้เวลาประมาณ 20 นาที หรืออาจมากกว่าเล็กน้อย ระหว่างทางสามารถชมทิวทัศน์ท้องทะเล หมู่บ้านชาวประมง และพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามเทือกเขาหินปูน

ถ้ำพระยานคร

เป็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณหาดแหลมศาลา มี 3 คูหา โดยสองคูหามีปล่องด้านบน ส่วนด้านล่างในถ้ำเป็นป่า ต้นไม้ค่อนข้างสูงชะลูด ถ้ำพระยานครถูกค้นพบโดยพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช แต่ไม่ทราบนาม

ในสมัยรัชการที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงทราบว่าถ้ำนี้สวยงามมาก จึงมีพระราชประสงค์ใคร่จะเสด็จประพาส จึงให้นายช่างประจำราชสำนักก่อสร้างพลับพลาแบบจตุรมุขขนาดย่อยตั้ง ไว้บนเนินดินกลางถ้ำ พระองค์เสด็จประพาสเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 และพระราชทานนามพลับพลานี้ว่า “พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์” ถ้ำพระยานครนี้จะต้องเดินเท้าขึ้นไปจากหาดแหลมศาลาอีกประมาณ 430 เมตร

ถ้ำแก้ว

อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปทางบ้านบางปู ประมาณ 16 กิโลเมตร อยู่ในบริเวณหุบเขาจันทร์ เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม ลักษณะเด่นของหินงอกหินย้อยที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างใส และโปร่งแสง

การเดินชมภายในถ้ำค่อนข้างลำบาก เนื่องจากภายในถ้ำมืดมาก และพื้นไม่เรียบเต็มไปด้วยหินใหญ่น้อยระเกะระกะ จำเป็นต้องใช้ตะเกียงเจ้าพายุ หรือไฟฉาย การเที่ยวชมควรมีมัคกุเทศก์ท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาตินำทาง ใช้เวลาเที่ยวชมภายในถ้ำ ประมาณ 2 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวควรจัดเตรียมไฟฉายไปด้วย

ถ้ำไทร

อยู่บริเวณคุ้งโตนด ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 9 กิโลเมตร การขึ้นชมถ้ำมีระยะทางไม่ไกล สามารถนำรถยนต์ไปจอดไว้ที่เชิงเขาแล้วเดินเท้าขึ้นเขาไปอีก 280 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ภายในถ้ำค่อนข้างมืดต้องใช้ไฟฉายหรือตะเกียงซึ่งจะมีบริการในวันหยุดราชการ หากเป็นวันธรรมดาสามารถติดต่อขอเช่าตะเกียงได้ที่บ้านคุ้งโตนด ลักษณะภายในถ้ำพบหินงอกหินย้อยที่สวยงาม ระยะเวลาที่เข้าชมภายในถ้ำประมาณ 1 ชั่วโมง

ทุ่งสามร้อยยอด

เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหนึ่ง มีพื้นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีน้ำขังหรือท่วมถึงตลอดทั้งปี มีทั้งส่วนที่เป็นน้ำจืดและน้ำกร่อย เป็นแหล่งที่มีองค์ประกอบทางชีวภาพและกายภาพ เป็นเอกลักษณ์ของระบบซึ่งมีความหลากหลายชนิดของพืช สัตว์ และธาตุอาหาร ทุ่งสามร้อยยอดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพตามฤดูกาล นับเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ

บริเวณเชิงเขา มีศูนย์ศึกษาธรรมชาติทุ่งสามร้อยยอด สะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติ และสถานที่กางเต็นท์ ไว้ให้บริการนัดท่องเที่ยว การเดินทางเข้าถึงสะดวกเป็นทางลาดยางจนถึงศูนย์ศึกษาธรรมชาติ (ทางเข้าเดียวกับสถานีรถไฟสามร้อยยอด)

หมู่เกาะ

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด มีสภาพเป็นภูเขาหินปูนผสมกับที่ราบริมชายฝั่งทะเล มีหมู่เกาะหินปูนใกล้ชายฝั่ง ได้แก่ เกาะสัตกูด เกาะโครำ เกาะนมสาว เกาะระวิง เกาะระวาง และเกาะขี้นก ทางด้านตะวันออกของอทุยานแห่งชาติ

เหมาะสำหรับ

เด็ก, เยาวชน, ผู้ใหญ่, ครอบครัว, คู่รัก, ผู้ชาย, ผู้หญิง, เที่ยวคนเดียว, เที่ยวเป็นกลุ่ม, เที่ยวผจญภัย, เที่ยวเป็นคู่

กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

-เดินป่าศึกษาธรรมชาติ
-ชมพรรณไม้
-ชมทิวทัศน์
-ดูนก
-เที่ยวถ้ำ/ธรณีวิทยา
-ล่องแพ/ล่องเรือ
-พายเรือแคนู/คยัค
-กิจกรรมชายหาด
-ชมประวัติศาสตร์

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด
หมู่ที่ 2 บ้านเขาแดง ต.เขาแดง อ. กุยบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ 77150
โทรศัพท์: 032-821-568, 032-646-293 (VoIP)
โทรสาร: 032-821-568
อีเมล์: reserve@dnp.go.th

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ 
โทรศัพท์: 02-562-0760

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
แหล่งที่มา: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช


ไม่เคยคิดเลยว่าการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในบ้านเราจะได้สนุกครบรสเหมาะกับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยได้ขนาดนี้ จวบจนได้มีโอกาสสัมผัสด้วยตัวเองที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จ.สมุทรสงคราม ที่เที่ยวเชิงอนุรักษ์ซึ่งห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 72 กิโลเมตร นอกจากจะได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมงของคลองโคลนในการเลี้ยงหอยนางรมและหอยแมลงภู่กลางทะเล ทำเคย(กะปิ) อย่างใกล้ชิดแล้ว เรายังได้ปลูกต้นแสม ต้นลำพู ฟื้นฟูป่าชายเลนช่วยสร้างแหล่งอาหารให้สัตว์ทะเลอีกด้วย…

ต่อด้วยการล่องเรือชมความสมบูรณ์ของสถานที่โดยรอบของป่าชายเลนที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงปลูกไว้ตั้งแต่ปี 2540-2547 สร้างความอุดมสมบูรณ์ทั่วบริเวณ เป็นแหล่งอาหารให้ลิงแสมนับพันตัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลนแถบนี้  ได้เพลิดเพลินกับการให้กล้วยน้ำหว้าแก่ลิงแสมตัวเล็ก ตัวใหญ่ ที่วิ่งเล่นไต่ต้นไม้ หาอาหารอยู่สองฝั่งริมคลอง เห็นลิงได้กินกล้วยแล้วเราก็เกิดอาการหิวกันบ้าง อาหารทะเลสดๆ กับน้ำพริกกะปิรสเด็ดอันขึ้นชื่อของชาวคลองโคลนกินกันบนกระเตงกลางทะเล งานนี้ไม่รู้ว่าเพราะอาหารอร่อยหรือบรรยากาศพาไป เล่นเอาเราเจริญอาหารไปตามๆ กัน ได้อิ่มทั้งอาหารและบรรยากาศแทบไม่อยากจากกระเตงอันเงียบสงบไปไหนเลย

Credit : travel.mthai



ไม่เคยคิดเลยว่าการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในบ้านเราจะได้สนุกครบรสเหมาะกับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยได้ขนาดนี้ จวบจนได้มีโอกาสสัมผัสด้วยตัวเองที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จ.สมุทรสงคราม ที่เที่ยวเชิงอนุรักษ์ซึ่งห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 72 กิโลเมตร นอกจากจะได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมงของคลองโคลนในการเลี้ยงหอยนางรมและหอยแมลงภู่กลางทะเล ทำเคย(กะปิ) อย่างใกล้ชิดแล้ว เรายังได้ปลูกต้นแสม ต้นลำพู ฟื้นฟูป่าชายเลนช่วยสร้างแหล่งอาหารให้สัตว์ทะเลอีกด้วย…

ต่อด้วยการล่องเรือชมความสมบูรณ์ของสถานที่โดยรอบของป่าชายเลนที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงปลูกไว้ตั้งแต่ปี 2540-2547 สร้างความอุดมสมบูรณ์ทั่วบริเวณ เป็นแหล่งอาหารให้ลิงแสมนับพันตัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลนแถบนี้  ได้เพลิดเพลินกับการให้กล้วยน้ำหว้าแก่ลิงแสมตัวเล็ก ตัวใหญ่ ที่วิ่งเล่นไต่ต้นไม้ หาอาหารอยู่สองฝั่งริมคลอง เห็นลิงได้กินกล้วยแล้วเราก็เกิดอาการหิวกันบ้าง อาหารทะเลสดๆ กับน้ำพริกกะปิรสเด็ดอันขึ้นชื่อของชาวคลองโคลนกินกันบนกระเตงกลางทะเล งานนี้ไม่รู้ว่าเพราะอาหารอร่อยหรือบรรยากาศพาไป เล่นเอาเราเจริญอาหารไปตามๆ กัน ได้อิ่มทั้งอาหารและบรรยากาศแทบไม่อยากจากกระเตงอันเงียบสงบไปไหนเลย

Credit : travel.mthai


ดอยค้ำฟ้า ตั้งอยู่ที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,834 เมตร ปัจจุบันดอยค้ำฟ้า มีสถานะเป็นป่าที่มีอายุเกิน 30 ปี จึงเหลืออัตราจ้างงานได้เพียงแค่ 1 คน ซึ่งในความเป็นจริง ภาระกิจหลักไม่สามารถทำได้ การดูแลรักษาป่าเนื้อที่นับพันไร่ การทำแนวกันไฟ การปลูกทดแทน จำเป็นต้องใช้แรงงานพอสมควร แต่เนื่องจากไม่มีงบ ในการจ้าง จึงจำเป็นต้องเปิดเป็นการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติ ใช้การท่องเที่ยวนำ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ในการจ้างแรงงาน

ดอยค้ำฟ้า หรือ กิ่วใจหาย เหมาะสำหรับผู้มีใจรักธรรมชาติ พักแรมแบบกางเต็นท์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบปิด ก่อนขึ้นไปต้องโทรแจ้ง หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่งายก่อน เบอร์ 081 992 7346 (พี่แก้ว) เนื่องจากถนนเป็นเส้นทางลำลอง หน้าฝนต้องใช้ 4×4 หน้าหนาว 4×2 ผ่านได้ แต่ความสำคัญอยู่ที่ถนนแคบ และชันเป็นบางช่วง ต้องติดต่อก่อน เจ้าหน้าที่อาจนำรถมารับ เพื่อลดปัญหาด้านการจราจร ประกอบกับด้านบนไม่มีที่จอดรถ จึงจำกัดนักท่องเที่ยวแต่ละทริปไม่เกิน 50 คน ระยะทางจากปากทางขึ้น ถึงจุดพักแรม(จุดชมวิว) ประมาณ 8 ก.ม. ส่วนไฮไลท์สำคัญคือการชมทะเลหมอก ที่เบื้องหลังคือยอดดอยหลวงเชียงดาว มันช่างงดงามยิ่งนัก

การเดินทาง

จากเชียงใหม่-เชียงดาว และใช้เส้นทาง เชียงดาว-เวียงแหง ขับไปจนถึง สะพานข้าม ห้วยน้ำกัด ขวามือจะมีป้ายดอยค้ำฟ้า บอกชัดเจนประมาณหลัก ก.ม ที่ 26-27 ดอยค้ำฟ้าจะอยู่ก่อนหน่วยจัดการต้นน้ำขุนคอง ถ้าถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนคอง ถือว่าเลยไปแล้ว ให้กลับรถ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย  โทร. 081 992 7346

หรือ facebook.com/pages/ดอยค้ำฟ้า-ที่ทุ่งข้าวพวง-อเชียงดาว , facebook.com/pages/ดอยค้ำฟ้า




ดอยค้ำฟ้า ตั้งอยู่ที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,834 เมตร ปัจจุบันดอยค้ำฟ้า มีสถานะเป็นป่าที่มีอายุเกิน 30 ปี จึงเหลืออัตราจ้างงานได้เพียงแค่ 1 คน ซึ่งในความเป็นจริง ภาระกิจหลักไม่สามารถทำได้ การดูแลรักษาป่าเนื้อที่นับพันไร่ การทำแนวกันไฟ การปลูกทดแทน จำเป็นต้องใช้แรงงานพอสมควร แต่เนื่องจากไม่มีงบ ในการจ้าง จึงจำเป็นต้องเปิดเป็นการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติ ใช้การท่องเที่ยวนำ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ในการจ้างแรงงาน

ดอยค้ำฟ้า หรือ กิ่วใจหาย เหมาะสำหรับผู้มีใจรักธรรมชาติ พักแรมแบบกางเต็นท์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบปิด ก่อนขึ้นไปต้องโทรแจ้ง หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่งายก่อน เบอร์ 081 992 7346 (พี่แก้ว) เนื่องจากถนนเป็นเส้นทางลำลอง หน้าฝนต้องใช้ 4×4 หน้าหนาว 4×2 ผ่านได้ แต่ความสำคัญอยู่ที่ถนนแคบ และชันเป็นบางช่วง ต้องติดต่อก่อน เจ้าหน้าที่อาจนำรถมารับ เพื่อลดปัญหาด้านการจราจร ประกอบกับด้านบนไม่มีที่จอดรถ จึงจำกัดนักท่องเที่ยวแต่ละทริปไม่เกิน 50 คน ระยะทางจากปากทางขึ้น ถึงจุดพักแรม(จุดชมวิว) ประมาณ 8 ก.ม. ส่วนไฮไลท์สำคัญคือการชมทะเลหมอก ที่เบื้องหลังคือยอดดอยหลวงเชียงดาว มันช่างงดงามยิ่งนัก

การเดินทาง

จากเชียงใหม่-เชียงดาว และใช้เส้นทาง เชียงดาว-เวียงแหง ขับไปจนถึง สะพานข้าม ห้วยน้ำกัด ขวามือจะมีป้ายดอยค้ำฟ้า บอกชัดเจนประมาณหลัก ก.ม ที่ 26-27 ดอยค้ำฟ้าจะอยู่ก่อนหน่วยจัดการต้นน้ำขุนคอง ถ้าถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนคอง ถือว่าเลยไปแล้ว ให้กลับรถ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย  โทร. 081 992 7346

หรือ facebook.com/pages/ดอยค้ำฟ้า-ที่ทุ่งข้าวพวง-อเชียงดาว , facebook.com/pages/ดอยค้ำฟ้า



แต่ก่อนคลองบางน้อยนั้นคงเฟื่องฟูมาก เนื่องจากเป็นทำเลดี อยู่ริมแม่น้ำแม่กลองอันกว้างใหญ่ เป็นทางผ่านจากนครปฐม ราชบุรี มาออกอ่าวไทย ไปมหาชัยและกรุงเทพฯ กับทั้งอยู่ปากคลองบางน้อยที่นำเข้าไปสู่บ้านเรือนและไร่สวนอันอุดมสมบูรณ์ หากจะนึกไปในกาลก่อนว่าที่นี่รุ่งเรืองเพียงใด ก็ให้จินตนาการว่าแม่น้ำแมกลองนี้คือถนน 8 เลน แล้วคลองบางน้อยก็เป็นถนน 4 เลน ส่วนตลาดน้ำคลองบางน้อยก็อยู่ตรงสามแยก ระหว่างสองถนนนี้พอดี

ตลาดน้ำคลองบางน้อยนี้ถึงกาลอวสานไปนานแล้วกี่สิบปีก็ไม่รู้ มาวันหนึ่งที่ตลาดน้ำอัมพวาและท่าคาเป็นที่นิยมมากจนกลายเป็นแฟชั่นที่คนไทยยุคนี้ต้องมาเที่ยวอัมพวา ที่นี่จึงค่อยฟื้นชีพ ประหนึ่งเหมือนซินเดอเรลล่าที่หลับไหลไปนานได้ยาวิเศษมาใส่ปาก เจ้าชายผู้คาบยาวิเศษมาจุมพิตให้ก็คืออัมพวา ที่สำคัญเจ้าชายองค์นี้เจ้าชู้ไม่เบา เที่ยวจุมพิตเขาไปทั่ว จนเกิดตลาดน้ำขึ้นอีกมากมาย ทั้งหน้าวัดอินทารามและบางน้อยแห่งนี้ รวมถึงยังบินข้ามถิ่นไปปลุกชีพตลาดน้ำและตลาดโบราณทั่วประเทศอีกด้วย คงไม่มีใครกล้าเถียงว่าเพราะตลาดอัมพวาเป็นที่นิยมมากจึงช่วยผลักดันให้ที่อื่นๆ เอาแบบอย่าง

ตลาดน้ำบางน้อยตอนนี้ตั้งอยู่ที่หน้าวัดเกาะแก้ว เวลาจะไปเที่ยว ก็ขับรถเข้าไปในวัด แล้วจอดหน้าตลาดน้ำเลย เป็นตลาดน้ำขนาดเล็ก เนื่องจากเพิ่งฟื้นฟูได้ไม่นาน สินค้าที่ขายก็พวกของกิน อาหารจานเดียว ความงดงามและสงบอันวิเศษของที่นี่ ก็อยู่ที่คลองบางน้อยที่ว่านี่แหละ



แต่ก่อนคลองบางน้อยนั้นคงเฟื่องฟูมาก เนื่องจากเป็นทำเลดี อยู่ริมแม่น้ำแม่กลองอันกว้างใหญ่ เป็นทางผ่านจากนครปฐม ราชบุรี มาออกอ่าวไทย ไปมหาชัยและกรุงเทพฯ กับทั้งอยู่ปากคลองบางน้อยที่นำเข้าไปสู่บ้านเรือนและไร่สวนอันอุดมสมบูรณ์ หากจะนึกไปในกาลก่อนว่าที่นี่รุ่งเรืองเพียงใด ก็ให้จินตนาการว่าแม่น้ำแมกลองนี้คือถนน 8 เลน แล้วคลองบางน้อยก็เป็นถนน 4 เลน ส่วนตลาดน้ำคลองบางน้อยก็อยู่ตรงสามแยก ระหว่างสองถนนนี้พอดี

ตลาดน้ำคลองบางน้อยนี้ถึงกาลอวสานไปนานแล้วกี่สิบปีก็ไม่รู้ มาวันหนึ่งที่ตลาดน้ำอัมพวาและท่าคาเป็นที่นิยมมากจนกลายเป็นแฟชั่นที่คนไทยยุคนี้ต้องมาเที่ยวอัมพวา ที่นี่จึงค่อยฟื้นชีพ ประหนึ่งเหมือนซินเดอเรลล่าที่หลับไหลไปนานได้ยาวิเศษมาใส่ปาก เจ้าชายผู้คาบยาวิเศษมาจุมพิตให้ก็คืออัมพวา ที่สำคัญเจ้าชายองค์นี้เจ้าชู้ไม่เบา เที่ยวจุมพิตเขาไปทั่ว จนเกิดตลาดน้ำขึ้นอีกมากมาย ทั้งหน้าวัดอินทารามและบางน้อยแห่งนี้ รวมถึงยังบินข้ามถิ่นไปปลุกชีพตลาดน้ำและตลาดโบราณทั่วประเทศอีกด้วย คงไม่มีใครกล้าเถียงว่าเพราะตลาดอัมพวาเป็นที่นิยมมากจึงช่วยผลักดันให้ที่อื่นๆ เอาแบบอย่าง

ตลาดน้ำบางน้อยตอนนี้ตั้งอยู่ที่หน้าวัดเกาะแก้ว เวลาจะไปเที่ยว ก็ขับรถเข้าไปในวัด แล้วจอดหน้าตลาดน้ำเลย เป็นตลาดน้ำขนาดเล็ก เนื่องจากเพิ่งฟื้นฟูได้ไม่นาน สินค้าที่ขายก็พวกของกิน อาหารจานเดียว ความงดงามและสงบอันวิเศษของที่นี่ ก็อยู่ที่คลองบางน้อยที่ว่านี่แหละ


มาถึงถ้าหิวๆ ก็สั่งอาหารมานั่งทานตรงศาลาริมน้ำหน้าวัดสักจานสองจาน ช่วยอุดหนุนแม่ค้าให้เขาอยู่ได้ ขนาดชาวบ้านแถวนี้ก็ยังมาทานอาหารที่นี่ แสดงว่าราคาถูกและมีคุณภาพ รสชาติใช้ได้ ตากลมเย็นๆ แล้วเดินเข้าไปทางคลองบางน้อย จะพบเห็นห้องแถวปลูกด้วยไม้เรียงรายเลียบคลอง บ้านเรือนเขาเก่าแก่ งดงาม ยังไม่สร้างใหม่ด้วยปูน จึงให้อารมณ์ที่พึงถวิลหานัก

ผมมาก็นั่งพักตรงม้านั่งริมแม่น้ำแม่กลอง มองเข้าไปในลำคลอง วิถีชีวิตเขาสงบน่าเลื่อมใสจริงๆ เดี๋ยวนี้เริ่มมีร้านรวงใหม่ๆ สวยๆ มาเปิดบ้างแล้ว ส่วนร้านเก่าของคนจีนก็น่ารัก น่าซื้อหา น่าชม ผมไปเจอมะนาวดองของร้านหญิงชาวไทยเชื้อสายจีนท่านหนึ่ง คุณป้าขายมะนาวดองในราคาไม่แพง ผมซื้อกลับมาต้มซี่โครงหมูใส่ฟักโดยใส่มะนาวดองตุ๋นไปด้วยสองลูก รสเปรี้ยวหอมหวานเย้ายวนใจนัก ซดจนน้ำแกงหยดสุดท้าย

ร้านเก่าๆ เหล่านี้ตั้งมาหลายสิบปี แล้วก็ไม่ย้ายไปไหน การค้าคงไม่ถึงกับขายดี แต่ก็คงยังขายได้แบบไม่มักมาก มาที่นี่ต้องหมุนนาฬิกาของตัวเองให้ช้าลงสักครึ่งหนึ่ง นั่งบนพนักพิงทำจากไม้ให้อิ่มเอิบกับอารมณ์สุนทรีย์ในคลองเก่า บ้านเก่าและคนเก่าๆ สูดอากาศอันบริสุทธิ์หอมสดชื่น แล้วเดินดูสิ่งงดงามรอบตัว เดินไปจนสุดทางถึงตีนสะพานข้ามคลอง แวะดื่มเครื่องดื่มในร้านของชาวบ้านแถบนี้ที่อัธยาศัยงดงามน่ารักอันแสดงออกเมื่อแรกพบผ่าน ยิ้มหวานพิมพ์ใจ ปากปราศรัยด้วยคารมดี นั่งกินน้ำที่นี่สักพัก ดูสายน้ำลอยผ่านไป ชมผู้คนพายเรือไปมา บางจังหวะก็อาจมีเรือยนต์มาทำให้สะดุ้งบ้าง แตกต้องทำใจว่านี่คือชีวิต ไม่อาจให้ทุกอย่างสวยงามไปหมดได้ แล้วเดินกลับช้าๆ ทางเดิม เอามือไพล่หลังเหมือนคุณชายเดินชมสวนงาม คุณเชื่อผมเถอะ ผมผ่านมาหลายเมืองหลายประเทศ จะหาที่ที่ผมไม่ลืมเลือนและถวิลหานั้นไม่ง่าย แต่ที่นี่ใช่หนี่งในนั้น ไม่มาแล้วจะเสียดายถ้ามนต์เสน่ห์นี้จบไป



มาถึงถ้าหิวๆ ก็สั่งอาหารมานั่งทานตรงศาลาริมน้ำหน้าวัดสักจานสองจาน ช่วยอุดหนุนแม่ค้าให้เขาอยู่ได้ ขนาดชาวบ้านแถวนี้ก็ยังมาทานอาหารที่นี่ แสดงว่าราคาถูกและมีคุณภาพ รสชาติใช้ได้ ตากลมเย็นๆ แล้วเดินเข้าไปทางคลองบางน้อย จะพบเห็นห้องแถวปลูกด้วยไม้เรียงรายเลียบคลอง บ้านเรือนเขาเก่าแก่ งดงาม ยังไม่สร้างใหม่ด้วยปูน จึงให้อารมณ์ที่พึงถวิลหานัก

ผมมาก็นั่งพักตรงม้านั่งริมแม่น้ำแม่กลอง มองเข้าไปในลำคลอง วิถีชีวิตเขาสงบน่าเลื่อมใสจริงๆ เดี๋ยวนี้เริ่มมีร้านรวงใหม่ๆ สวยๆ มาเปิดบ้างแล้ว ส่วนร้านเก่าของคนจีนก็น่ารัก น่าซื้อหา น่าชม ผมไปเจอมะนาวดองของร้านหญิงชาวไทยเชื้อสายจีนท่านหนึ่ง คุณป้าขายมะนาวดองในราคาไม่แพง ผมซื้อกลับมาต้มซี่โครงหมูใส่ฟักโดยใส่มะนาวดองตุ๋นไปด้วยสองลูก รสเปรี้ยวหอมหวานเย้ายวนใจนัก ซดจนน้ำแกงหยดสุดท้าย

ร้านเก่าๆ เหล่านี้ตั้งมาหลายสิบปี แล้วก็ไม่ย้ายไปไหน การค้าคงไม่ถึงกับขายดี แต่ก็คงยังขายได้แบบไม่มักมาก มาที่นี่ต้องหมุนนาฬิกาของตัวเองให้ช้าลงสักครึ่งหนึ่ง นั่งบนพนักพิงทำจากไม้ให้อิ่มเอิบกับอารมณ์สุนทรีย์ในคลองเก่า บ้านเก่าและคนเก่าๆ สูดอากาศอันบริสุทธิ์หอมสดชื่น แล้วเดินดูสิ่งงดงามรอบตัว เดินไปจนสุดทางถึงตีนสะพานข้ามคลอง แวะดื่มเครื่องดื่มในร้านของชาวบ้านแถบนี้ที่อัธยาศัยงดงามน่ารักอันแสดงออกเมื่อแรกพบผ่าน ยิ้มหวานพิมพ์ใจ ปากปราศรัยด้วยคารมดี นั่งกินน้ำที่นี่สักพัก ดูสายน้ำลอยผ่านไป ชมผู้คนพายเรือไปมา บางจังหวะก็อาจมีเรือยนต์มาทำให้สะดุ้งบ้าง แตกต้องทำใจว่านี่คือชีวิต ไม่อาจให้ทุกอย่างสวยงามไปหมดได้ แล้วเดินกลับช้าๆ ทางเดิม เอามือไพล่หลังเหมือนคุณชายเดินชมสวนงาม คุณเชื่อผมเถอะ ผมผ่านมาหลายเมืองหลายประเทศ จะหาที่ที่ผมไม่ลืมเลือนและถวิลหานั้นไม่ง่าย แต่ที่นี่ใช่หนี่งในนั้น ไม่มาแล้วจะเสียดายถ้ามนต์เสน่ห์นี้จบไป


ช่วงเวลาท่องเที่ยว : เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 08.00-16.00 น.


การเดินทาง : 
รถยนต์ส่วนตัว

เส้นทางที่ 1 ตั้งต้นที่ถนนพระราม 2 (หมายเลข 35) เมื่อเลยสมุทรสาครมาจะเจอป้ายทางเข้าตลาดน้ำอัมพวาหรือจะวิ่งเข้าถนน 325 ผ่านตัวเมืองแม่กลองก็ได้ วิ่งตามถนน 325 ผ่านอัมพวามายัง อ.บางคนที เมื่อเจอคณโฑยักษ์วางริมทาง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงเข้าบางคนที จะพบวัดเกาะแก้ว อยู่ทางขวามือ จอดรถในวัดแล้วเดินมาที่ท่าน้ำท่าวัด
เส้นทางที่ 2 วิ่งตามถนนเพชรเกษม (หมายเลข 4) ผ่านตัวเมืองนครปฐม จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 325 ผ่าน อ.ดำเนินสะดวก มาไม่ไกลจะพบคณโฑยักษ์วางริมถนนฝั่งขวามือ ให้กลับรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าบางคนที จะพบวัดเกาะแก้วอยู่ตรงขวามือบริเวณสี่แยกไฟแดง
รถประจำทาง

จากสายใต้ใหม่นั่งรถมาลงที่แม่กลองแล้วต่อรถมาบางคนที หรือจากสายใต้ใหม่นั่งรถประจำทางกรุงเทพฯ-แม่กลอง-อัมพวา-ดำเนินสะดวก สาย 996 มาลงที่ตลาดน้ำอัมพวา แล้วต่อรถมาที่บางคนที ลงหน้าวัดเกาะแก้ว
รถตู้

นั่งรถตู้สายอนุสาวรีย์ชัยฯ-อัมพวา บริเวณห้างเซ็นจูรี่ (ใต้ BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ) มาลงที่อัมพวา แล้วต่อรถสายแม่กลอง-บางคนที-บางนกแขวก มาลงที่บางคนทีหน้าวัดเกฺาะแก้ว
นั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัย(ฝั่งใต้ทางด่วน)มาลงแม่กลอง แล้วต่อรถสองแถวมายังบางคนที


ติดต่อ-สอบถาม : เทศบาลตำบลกระดังงา 034-761-537




ช่วงเวลาท่องเที่ยว : เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 08.00-16.00 น.


การเดินทาง : 
รถยนต์ส่วนตัว

เส้นทางที่ 1 ตั้งต้นที่ถนนพระราม 2 (หมายเลข 35) เมื่อเลยสมุทรสาครมาจะเจอป้ายทางเข้าตลาดน้ำอัมพวาหรือจะวิ่งเข้าถนน 325 ผ่านตัวเมืองแม่กลองก็ได้ วิ่งตามถนน 325 ผ่านอัมพวามายัง อ.บางคนที เมื่อเจอคณโฑยักษ์วางริมทาง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงเข้าบางคนที จะพบวัดเกาะแก้ว อยู่ทางขวามือ จอดรถในวัดแล้วเดินมาที่ท่าน้ำท่าวัด
เส้นทางที่ 2 วิ่งตามถนนเพชรเกษม (หมายเลข 4) ผ่านตัวเมืองนครปฐม จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 325 ผ่าน อ.ดำเนินสะดวก มาไม่ไกลจะพบคณโฑยักษ์วางริมถนนฝั่งขวามือ ให้กลับรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าบางคนที จะพบวัดเกาะแก้วอยู่ตรงขวามือบริเวณสี่แยกไฟแดง
รถประจำทาง

จากสายใต้ใหม่นั่งรถมาลงที่แม่กลองแล้วต่อรถมาบางคนที หรือจากสายใต้ใหม่นั่งรถประจำทางกรุงเทพฯ-แม่กลอง-อัมพวา-ดำเนินสะดวก สาย 996 มาลงที่ตลาดน้ำอัมพวา แล้วต่อรถมาที่บางคนที ลงหน้าวัดเกาะแก้ว
รถตู้

นั่งรถตู้สายอนุสาวรีย์ชัยฯ-อัมพวา บริเวณห้างเซ็นจูรี่ (ใต้ BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ) มาลงที่อัมพวา แล้วต่อรถสายแม่กลอง-บางคนที-บางนกแขวก มาลงที่บางคนทีหน้าวัดเกฺาะแก้ว
นั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัย(ฝั่งใต้ทางด่วน)มาลงแม่กลอง แล้วต่อรถสองแถวมายังบางคนที


ติดต่อ-สอบถาม : เทศบาลตำบลกระดังงา 034-761-537



ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบไปเที่ยวที่ที่มีคนไปเยอะๆ เคยไปหลวงพระบาง แล้วตรงกับช่วงปีใหม่สากล โอ้โห แย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว แย่จริงๆ บางคนต้องนั่งรอน้านนานกว่าจะได้กินข้าว กินกาแฟ มาอัมพวาตอนแรกๆ ก็ไม่ชอบ เพราะคนแน่นยังกับมดเกาะกันเดิน แต่ผมก็มาทำความเข้าใจว่าสิ่งที่มันงาม มีรสอร่อยมาก ของพวกนี้ย่อมมีคนถวิลหาเยอะ ถ้าเราไม่ไปเราก็ไม่ได้สิ่งที่งามและมีรสอร่อยนี้

เหมือนอย่างตรงเชิงสะพานเตาปูน แถวบางซื่อ มีร้านก๋วยจั๊บเจ้าหนึ่งขายในห้องแถวข้างสะพาน คนเยอะมาก เพราะอร่อยเด็ด หมูกรอบนี่กรอบน่ากิน อยากกินของอร่อยมากๆ ก็ต้องรอนานหน่อย กินยากสักหน่อย เหมือนกันครับ อัมพวาวันนี้เปรียบเหมือนหญิงงามกำลังขายพวงมาลัยดอกมะลิ หนุ่มๆ ก็เข้าคิวซื้อเป็นธรรมดา ซื้อไม่ซื้อเปล่า ยังใช้คารมชมว่าน้องงามโต้ตอบกันนานก่อนจะจากไป เราก็รอเวลาสักหน่อย เพื่อที่จะเข้าใกล้คนงามขายดอกมะลิคนนี้บ้าง



ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบไปเที่ยวที่ที่มีคนไปเยอะๆ เคยไปหลวงพระบาง แล้วตรงกับช่วงปีใหม่สากล โอ้โห แย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว แย่จริงๆ บางคนต้องนั่งรอน้านนานกว่าจะได้กินข้าว กินกาแฟ มาอัมพวาตอนแรกๆ ก็ไม่ชอบ เพราะคนแน่นยังกับมดเกาะกันเดิน แต่ผมก็มาทำความเข้าใจว่าสิ่งที่มันงาม มีรสอร่อยมาก ของพวกนี้ย่อมมีคนถวิลหาเยอะ ถ้าเราไม่ไปเราก็ไม่ได้สิ่งที่งามและมีรสอร่อยนี้

เหมือนอย่างตรงเชิงสะพานเตาปูน แถวบางซื่อ มีร้านก๋วยจั๊บเจ้าหนึ่งขายในห้องแถวข้างสะพาน คนเยอะมาก เพราะอร่อยเด็ด หมูกรอบนี่กรอบน่ากิน อยากกินของอร่อยมากๆ ก็ต้องรอนานหน่อย กินยากสักหน่อย เหมือนกันครับ อัมพวาวันนี้เปรียบเหมือนหญิงงามกำลังขายพวงมาลัยดอกมะลิ หนุ่มๆ ก็เข้าคิวซื้อเป็นธรรมดา ซื้อไม่ซื้อเปล่า ยังใช้คารมชมว่าน้องงามโต้ตอบกันนานก่อนจะจากไป เราก็รอเวลาสักหน่อย เพื่อที่จะเข้าใกล้คนงามขายดอกมะลิคนนี้บ้าง


วิธีที่ผมค้นพบว่าช่วยให้เที่ยวอัมพวาได้สนุกและคนไม่เยอะไปก็คือ ควรมาวันศุกร์ มาถึงที่นี่สักหกโมงเย็น ถึงแล้วก็สั่งอาหารทานแถวนี่ จะนั่งทานริมคลองก็ได้ สั่งอาหารจากในเรือมาทาน เขามีหมด ทั้งก๋วยเตี๋ยว หอยทอด ข้าวต้ม ข้าวแห้ง กุ้งย่าง หมึกย่าง หอยย่าง ฯลฯ ราคามีตั้งแต่ 15 บาท ไปจนถึง 120 บาท (หมึกย่าง) ทานให้อิ่มไปเลย แล้วนั่งชมวิวริมคลองมองไปเห็นแม่น้ำแม่กลองสักพัก รอให้ข้าวเรียงเม็ดแล้วเดินไปจองเรือนำเที่ยว ค่าเรือถูกมาก 60 บาท แล้วก็นั่งเรือเที่ยวเสียก่อน อย่าเพิ่งเดินชมตลาด เรือเขาจะพาไปชม “หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู” ก่อนไป ควรหาเพลง “นิทานหิ่งห้อย” ของวงเฉลียงฟังก่อน โดยเข้าไปที่ google.com แล้วพิมพ์คำว่า “นิทานหิ่งห้อย” ฟังเพลงนี้ก่อน จะทำให้คุณเที่ยวที่นี่ได้สุขใจมากขึ้น

เรียนตรงๆ ว่าถ้าตลาดน้ำอัมพวาไม่มีลำคลองและแม่น้ำที่เต็มไปด้วยหิ่งห้อย ผมว่าเสน่ห์คงลดไปเยอะ เรือยาวลำไม่โตไม่เล็กพาเราสวมเสื้อชูชีพสีล้มฝ่าสายลมยามพลบคำไปตามบ้านเรือนไม้ริมคลองที่เปิดหน้าให้เราชม คนขับเรือจะช่วยบรรยายไปตามทางด้วย ผ่านวัดต่างๆ ยามค่ำนี่วัดยิ่งสวยขึ้นไปอีก บางช่วงก็ผ่านจุดที่ชวนขนลุกซู่ เช่น ผ่านศาลเจ้าเก่าๆ หรือจุดที่สภาพแวดล้อมเหมือนมีผีมาอยู่





วิธีที่ผมค้นพบว่าช่วยให้เที่ยวอัมพวาได้สนุกและคนไม่เยอะไปก็คือ ควรมาวันศุกร์ มาถึงที่นี่สักหกโมงเย็น ถึงแล้วก็สั่งอาหารทานแถวนี่ จะนั่งทานริมคลองก็ได้ สั่งอาหารจากในเรือมาทาน เขามีหมด ทั้งก๋วยเตี๋ยว หอยทอด ข้าวต้ม ข้าวแห้ง กุ้งย่าง หมึกย่าง หอยย่าง ฯลฯ ราคามีตั้งแต่ 15 บาท ไปจนถึง 120 บาท (หมึกย่าง) ทานให้อิ่มไปเลย แล้วนั่งชมวิวริมคลองมองไปเห็นแม่น้ำแม่กลองสักพัก รอให้ข้าวเรียงเม็ดแล้วเดินไปจองเรือนำเที่ยว ค่าเรือถูกมาก 60 บาท แล้วก็นั่งเรือเที่ยวเสียก่อน อย่าเพิ่งเดินชมตลาด เรือเขาจะพาไปชม “หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู” ก่อนไป ควรหาเพลง “นิทานหิ่งห้อย” ของวงเฉลียงฟังก่อน โดยเข้าไปที่ google.com แล้วพิมพ์คำว่า “นิทานหิ่งห้อย” ฟังเพลงนี้ก่อน จะทำให้คุณเที่ยวที่นี่ได้สุขใจมากขึ้น

เรียนตรงๆ ว่าถ้าตลาดน้ำอัมพวาไม่มีลำคลองและแม่น้ำที่เต็มไปด้วยหิ่งห้อย ผมว่าเสน่ห์คงลดไปเยอะ เรือยาวลำไม่โตไม่เล็กพาเราสวมเสื้อชูชีพสีล้มฝ่าสายลมยามพลบคำไปตามบ้านเรือนไม้ริมคลองที่เปิดหน้าให้เราชม คนขับเรือจะช่วยบรรยายไปตามทางด้วย ผ่านวัดต่างๆ ยามค่ำนี่วัดยิ่งสวยขึ้นไปอีก บางช่วงก็ผ่านจุดที่ชวนขนลุกซู่ เช่น ผ่านศาลเจ้าเก่าๆ หรือจุดที่สภาพแวดล้อมเหมือนมีผีมาอยู่




พ้นอัมพวามาสักนิดก็จะเข้าสู่ชีวิตปกติของชาวบ้าน ที่เขาอยู่ของเขา ไม่ได้เปิดไฟในบ้านให้เราชม แต่นี่คือของจริงที่งดงามและสวย ไม่น้อยกว่าของที่เขาอยากโชว์ เรือจะค่อยๆ ชะลอให้เราดูต้นลำพูที่มีหิ่งห้อยตัวน้อยๆ ส่งแสงสีขาวสีเหลือง มากบ้างน้อยบ้าง แสงไฟจากดวงจันทร์ส่องมาพอให้เห็นสายน้ำ บ้านเรือนและต้นไม้ ทัศนียภาพมันเกินจะห้ามใจ เงยหน้าขึ้นมองบนฟ้า มีดวงดาวระยิบระยับให้เรามองอย่างจินตนาการไปในยามเด็ก ช่วงเรือวิ่งในลำคลองน้อยๆ คงเป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่สุดที่มนุษย์จะสามารถหามากล่อมเกลาจิตใจตนเองให้สงบสบายได้ ต้นลำพูยิ่งใหญ่ขึ้น หิ่งห้อยยิ่งมากขึ้น ยิ่งงดงามขึ้น ผ่านบ้านเรือนเก่าๆ ของชาวบ้านหลังแล้วหลังเล่า เราก็ออกมาสู่แม่น้ำแม่กลองที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่ทว่ายังคงความเป็นธรรมชาติอยู่ หิ่งห้อยยังมีไม่น้อยที่ริมแม่น้ำ

ผ่านบ้านหลังใหญ่โตที่เปิดไฟสวย บอกว่านั่นคือบ้านของนายพลทหารเรือท่านหนึ่ง ที่ได้ยินข่าวว่าทำเป็นโฮมสเตย์ให้คนมาพักได้ด้วย เรือผ่านวัดที่มีไฟสว่างไสว ผ่านทิวต้นไม้ ลมเย็นๆ จากทะเลพัดมาให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ สมควรแก่เวลาราวชั่วโมงนิดๆ เรือก็กลับมาสู่แสงสีและความสนุกสนานรื่นเริงของตลาดน้ำดั่งเก่า ลาแล้วเจ้าเอยลำคลองอันงดงาม เงียบสงบ ท้องฟ้าอันมีดาวดวงใจ จันทร์ดวงเหลืองอ่อน หิ่งห้อยตัวกระจิริด แต่ให้ความบันเทิงใจแก่มนุษย์ยิ่งนัก



พ้นอัมพวามาสักนิดก็จะเข้าสู่ชีวิตปกติของชาวบ้าน ที่เขาอยู่ของเขา ไม่ได้เปิดไฟในบ้านให้เราชม แต่นี่คือของจริงที่งดงามและสวย ไม่น้อยกว่าของที่เขาอยากโชว์ เรือจะค่อยๆ ชะลอให้เราดูต้นลำพูที่มีหิ่งห้อยตัวน้อยๆ ส่งแสงสีขาวสีเหลือง มากบ้างน้อยบ้าง แสงไฟจากดวงจันทร์ส่องมาพอให้เห็นสายน้ำ บ้านเรือนและต้นไม้ ทัศนียภาพมันเกินจะห้ามใจ เงยหน้าขึ้นมองบนฟ้า มีดวงดาวระยิบระยับให้เรามองอย่างจินตนาการไปในยามเด็ก ช่วงเรือวิ่งในลำคลองน้อยๆ คงเป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่สุดที่มนุษย์จะสามารถหามากล่อมเกลาจิตใจตนเองให้สงบสบายได้ ต้นลำพูยิ่งใหญ่ขึ้น หิ่งห้อยยิ่งมากขึ้น ยิ่งงดงามขึ้น ผ่านบ้านเรือนเก่าๆ ของชาวบ้านหลังแล้วหลังเล่า เราก็ออกมาสู่แม่น้ำแม่กลองที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่ทว่ายังคงความเป็นธรรมชาติอยู่ หิ่งห้อยยังมีไม่น้อยที่ริมแม่น้ำ

ผ่านบ้านหลังใหญ่โตที่เปิดไฟสวย บอกว่านั่นคือบ้านของนายพลทหารเรือท่านหนึ่ง ที่ได้ยินข่าวว่าทำเป็นโฮมสเตย์ให้คนมาพักได้ด้วย เรือผ่านวัดที่มีไฟสว่างไสว ผ่านทิวต้นไม้ ลมเย็นๆ จากทะเลพัดมาให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ สมควรแก่เวลาราวชั่วโมงนิดๆ เรือก็กลับมาสู่แสงสีและความสนุกสนานรื่นเริงของตลาดน้ำดั่งเก่า ลาแล้วเจ้าเอยลำคลองอันงดงาม เงียบสงบ ท้องฟ้าอันมีดาวดวงใจ จันทร์ดวงเหลืองอ่อน หิ่งห้อยตัวกระจิริด แต่ให้ความบันเทิงใจแก่มนุษย์ยิ่งนัก


นั่งเรือมานานก็กลับมาถึงตลาดน้ำ เดินชมตลาดน้ำที่ตอนนี้คนคงน้อยลงไปบ้างแล้ว เดินไปให้ทั่วทั้งสองฝั่ง ผ่านร้านรวงเก่าๆ ขายอาหาร ของใช้ของฝาก ฯลฯ ร้านที่เพิ่งเปิดใหม่เพื่อรับนักท่องเที่ยวก็จะแข่งกันทำร้านให้สวยงาม ร้านที่อยู่มานานก่อนตลาดน้ำจะดังก็ขายไปเรื่อย หากงดงามแบบคนเก่าผู้สงบเงียบและมีกลิ่นอายแห่งความหลังสูง ถ้าเดินผ่านแล้วหิว อยากทานของกินเล่น ลองสั่งหอยเชลล์ย่าง หมึกย่าง มานั่งจิ้มน้ำจิ้มเล่น คงอร่อยไม่น้อยทีเดียว ลองเดินไปให้ไกลๆ จากจุดที่คนอยู่เยอะๆ ไปทางที่ลึกเข้าไปในคลอง ผมว่านั่นแหละคืออัมพวาของจริง ไม่ปรุงแต่ง เขาอยู่อย่างนั้นมานานมากแล้ว เราไปก็ได้เห็นความจริงที่งดงามในแบบของเขา เดินไปดูให้เห็นคนอัมพวาแท้ๆ เขาคุยกัน จะพบความเรียบง่าย ทว่าน่ารัก คงได้เวลาแล้ว ซื้อสิ่งของที่คิดว่าควรซื้อกลับบ้าน ไม่ชอบก็ไม่ต้องซื้อ แค่เรามาเที่ยวเฉยๆ มาทานอาหาร มาล่องเรือ แค่นี้เราก็ช่วยชาติและชาวบ้านพอสมควรแล้ว

เดินกลับออกมาทางท่าเรือไปวัดบางนางลี่ ซึ่งเป็นสถานที่จอดรถที่น่าจะดีที่สุด เรือข้ามฟากลำน้อยลอยอ้อยอิงไปบนสายน้ำที่ไหลอย่างเรื่อยๆ เฉื่อยช้า อันงดงามยิ่งในยามกลางคืน แต่จะงดงามหาประมาณมิได้ยามตีห้าครึ่งกว่าๆ ที่พระอาทิตย์ดวงแดงแจ๋โผล่พ้นผิวน้ำ คนขับเรือค่อยๆ หมุนพวงพาลัยอ้อมกระแสน้ำ ให้เราเห็นภาพอัมพวา วัดวาและสรรพสิ่งนานาอันงดงาม อันหายากที่จะได้เห็น เรือเทียบท่าแล้วที่วัดบางนางลี่ จ่ายเงินค่าข้ามฟาก 5 บาท เดินผ่านเพิงไม้ของท่าเรือออกไป

ที่วัดบางนางลี่แห่งนี้หากมาถูกช่วง ต้นตะแบกดอกสีม่วงหรือชมพู จะพรั่งพรูร่วงลงจากบนต้นสู่พื้นดินไม่ขาดสาย ให้ความรู้สึกชื่นใจและหดหู่ไปในคราวเดียวอันยากจะพรรณนา ราตรีสวัสดิ์สายน้ำและที่นี่ เหลือไว้แต่เพียงความทรงจำอันมากกว่าแค่ประทับใจ หากแต่ถูกมนต์ขลังของที่นี่สะกดจิตไว้ให้คนึงถึง อย่าหาว่าผมเขียนแบบคนบ้า ผมซึ้งที่นี่เพราะเคยมานอนค้างที่ข้างวัดภุมรินทร์ ซึ่งอยู่ข้ามคลองไปจากวัดบางนางลี่ เคยนอนไม่หลับทั้งคืน จนมาได้เห็นรุ่งอรุณเหนือแม่น้ำและคนพายเรือตกกุ้ง เคยเดินข้ามสะพานข้ามคลองจากวัดภุมรินทร์ผ่านสวนและบ้านคนมายังวัดบางนางลี่ เคยตัดผมในบ้านของชายแก่คนหนึ่งที่อยู่ในสวนระหว่างทางมาวัดบางนางลี่ ความทรงจำไม่รู้เลือนของผมหาได้อยู่ที่ตลาดน้ำอย่างเดียวไม่ คือเกิดจากหลายๆ องค์ประกอบ น้ำใจผู้คน เรือ นํ้า หิ่งห้อย กุ้ง หมา วัด พระ ที่นอน ลม อากาศ อาหาร ราคา ดอกไม้ ฯลฯ ผู้คนจ่ายเงินราคาแพงหาสวรรค์บนดิน แต่ไม่เจอ ผมจ่ายเงินค่าที่นอนคืนละ 250 บาท ค่ากินเที่ยวอีกไม่ถึง 1,000 บาท ผมกลับเจอสวรรค์สำหรับคนอย่างผมแล้ว

มาเถอะน่า ขอเชิญชวนมาเที่ยวอัมพวา มานอนที่นีให้ดื่มด่ำสักราตรี จะให้ดีควรนอนไกลๆ ตลาดน้ำหน่อย ริมแม่น้ำแม่กลองยิ่งดี หัวค่ำดูหิ่งห้อย กลางคืนนั่งเล่นริมระเบียงหน้าที่พัก ผมเชื่อว่าผมไม่ใช่คนผิดปกติ ที่จะถูกมนต์ของที่นี่สะกดจิตเพียงคนเดียว เชิญคุณมาสัมผัสสักหน หากที่นี่มอบความสุขใจให้ผมได้ไยคุณมิอาจรับมันเล่า



นั่งเรือมานานก็กลับมาถึงตลาดน้ำ เดินชมตลาดน้ำที่ตอนนี้คนคงน้อยลงไปบ้างแล้ว เดินไปให้ทั่วทั้งสองฝั่ง ผ่านร้านรวงเก่าๆ ขายอาหาร ของใช้ของฝาก ฯลฯ ร้านที่เพิ่งเปิดใหม่เพื่อรับนักท่องเที่ยวก็จะแข่งกันทำร้านให้สวยงาม ร้านที่อยู่มานานก่อนตลาดน้ำจะดังก็ขายไปเรื่อย หากงดงามแบบคนเก่าผู้สงบเงียบและมีกลิ่นอายแห่งความหลังสูง ถ้าเดินผ่านแล้วหิว อยากทานของกินเล่น ลองสั่งหอยเชลล์ย่าง หมึกย่าง มานั่งจิ้มน้ำจิ้มเล่น คงอร่อยไม่น้อยทีเดียว ลองเดินไปให้ไกลๆ จากจุดที่คนอยู่เยอะๆ ไปทางที่ลึกเข้าไปในคลอง ผมว่านั่นแหละคืออัมพวาของจริง ไม่ปรุงแต่ง เขาอยู่อย่างนั้นมานานมากแล้ว เราไปก็ได้เห็นความจริงที่งดงามในแบบของเขา เดินไปดูให้เห็นคนอัมพวาแท้ๆ เขาคุยกัน จะพบความเรียบง่าย ทว่าน่ารัก คงได้เวลาแล้ว ซื้อสิ่งของที่คิดว่าควรซื้อกลับบ้าน ไม่ชอบก็ไม่ต้องซื้อ แค่เรามาเที่ยวเฉยๆ มาทานอาหาร มาล่องเรือ แค่นี้เราก็ช่วยชาติและชาวบ้านพอสมควรแล้ว

เดินกลับออกมาทางท่าเรือไปวัดบางนางลี่ ซึ่งเป็นสถานที่จอดรถที่น่าจะดีที่สุด เรือข้ามฟากลำน้อยลอยอ้อยอิงไปบนสายน้ำที่ไหลอย่างเรื่อยๆ เฉื่อยช้า อันงดงามยิ่งในยามกลางคืน แต่จะงดงามหาประมาณมิได้ยามตีห้าครึ่งกว่าๆ ที่พระอาทิตย์ดวงแดงแจ๋โผล่พ้นผิวน้ำ คนขับเรือค่อยๆ หมุนพวงพาลัยอ้อมกระแสน้ำ ให้เราเห็นภาพอัมพวา วัดวาและสรรพสิ่งนานาอันงดงาม อันหายากที่จะได้เห็น เรือเทียบท่าแล้วที่วัดบางนางลี่ จ่ายเงินค่าข้ามฟาก 5 บาท เดินผ่านเพิงไม้ของท่าเรือออกไป

ที่วัดบางนางลี่แห่งนี้หากมาถูกช่วง ต้นตะแบกดอกสีม่วงหรือชมพู จะพรั่งพรูร่วงลงจากบนต้นสู่พื้นดินไม่ขาดสาย ให้ความรู้สึกชื่นใจและหดหู่ไปในคราวเดียวอันยากจะพรรณนา ราตรีสวัสดิ์สายน้ำและที่นี่ เหลือไว้แต่เพียงความทรงจำอันมากกว่าแค่ประทับใจ หากแต่ถูกมนต์ขลังของที่นี่สะกดจิตไว้ให้คนึงถึง อย่าหาว่าผมเขียนแบบคนบ้า ผมซึ้งที่นี่เพราะเคยมานอนค้างที่ข้างวัดภุมรินทร์ ซึ่งอยู่ข้ามคลองไปจากวัดบางนางลี่ เคยนอนไม่หลับทั้งคืน จนมาได้เห็นรุ่งอรุณเหนือแม่น้ำและคนพายเรือตกกุ้ง เคยเดินข้ามสะพานข้ามคลองจากวัดภุมรินทร์ผ่านสวนและบ้านคนมายังวัดบางนางลี่ เคยตัดผมในบ้านของชายแก่คนหนึ่งที่อยู่ในสวนระหว่างทางมาวัดบางนางลี่ ความทรงจำไม่รู้เลือนของผมหาได้อยู่ที่ตลาดน้ำอย่างเดียวไม่ คือเกิดจากหลายๆ องค์ประกอบ น้ำใจผู้คน เรือ นํ้า หิ่งห้อย กุ้ง หมา วัด พระ ที่นอน ลม อากาศ อาหาร ราคา ดอกไม้ ฯลฯ ผู้คนจ่ายเงินราคาแพงหาสวรรค์บนดิน แต่ไม่เจอ ผมจ่ายเงินค่าที่นอนคืนละ 250 บาท ค่ากินเที่ยวอีกไม่ถึง 1,000 บาท ผมกลับเจอสวรรค์สำหรับคนอย่างผมแล้ว

มาเถอะน่า ขอเชิญชวนมาเที่ยวอัมพวา มานอนที่นีให้ดื่มด่ำสักราตรี จะให้ดีควรนอนไกลๆ ตลาดน้ำหน่อย ริมแม่น้ำแม่กลองยิ่งดี หัวค่ำดูหิ่งห้อย กลางคืนนั่งเล่นริมระเบียงหน้าที่พัก ผมเชื่อว่าผมไม่ใช่คนผิดปกติ ที่จะถูกมนต์ของที่นี่สะกดจิตเพียงคนเดียว เชิญคุณมาสัมผัสสักหน หากที่นี่มอบความสุขใจให้ผมได้ไยคุณมิอาจรับมันเล่า


เคล็ดลับ นักเที่ยว

การขับรถเข้ามาจอดในละแวกตลาดน้ำอัมพวาอาจไม่ใช่ของสนุก แม้วันศุกร์ตอนเย็น รถก็แน่นเต็มอุทยาน ร.2 วนเข้ามาเลี้ยวรถยากๆ แล้วไม่มีที่จอด เดี๋ยวจะทำให้จิตใจขุ่นขึ้ง ผมว่าตอนคุณขับรถตรงมาจากสมุทรสงคราม ไม่ต้องเข้าอัมพวา แต่ให้สังเกตป้อมตำรวจทางซ้ายมือ มีป้ายเขียนว่าวัดบางลี่และวัดภุมรินทร์กุฎีทอง เลี้ยวเข้าไป แล้วไปจอดรถที่วัดไหนก็ได้ ถ้าวัดบางนางลี่ จะอยู่ตรงข้ามตลาดน้ำเลย แต่ถ้าขับเลยมานิดหน่อยจะเป็นวัดภุมรินทร์ ห่างไกลออกมาหน่อย แต่ผมว่าให้บรรยากาศและอารมณ์ที่พิเศษกว่า จะมองเห็นคุ้งน้ำงาม มีวัดเรียงรายตามริมแม่น้ำ เห็นต้นไม้ใหญ่ตรงคุ้งน้ำ งามไม่หยอก ที่พักที่ผมมานอนก็เรือนสีฟ้าสีน้ำเงินข้างวัดภุมรินทร์นี่แหละ ถ้าจะไม่ค้างก็จอดรถไว้ที่วัด แล้วค่อยข้ามเรือโดยสารจากตลาดน้ำมาที่วัดได้เลย

*ข้อควรระวัง ผมเคยไป Coo gee Beach ที่ Sydney, Australia มีป้ายบอกไว้ว่า “thief come to beach with you too” แปลว่า โจรขโมยก็มาเที่ยวชายหาดเหมือนกัน พวกเราควรจำสัจธรรมข้อนี้ไว้ว่า โจรก็มาเที่ยวอัมพวาเหมือนกัน ระวังทวัพย์สินไว้ให้ดี อย่าชะล่าใจ

การเดินทาง :

รถยนต์ส่วนตัว

เส้นทางที่ 1 ตั้งต้นที่ถนนพระราม 2 (หมายเลข 35) เมื่อเลยสมุทรสาครมาจะเจอป้ายทางเข้าตลาดน้ำอัมพวาหรือจะวิ่งเข้าถนน 325 ผ่านตัวเมือง แม่กลองก็ได้ วิ่งตามถนน 325 ก่อนถึงอัมพวาจะพบป้ายทางเข้าวัดภุมรินทร์ ปากทางเข้านี้จะมีป้อมตำรวจตั้งอยู่ วิ่งไปเรื่อยๆ จะพบวัดภุมรินทร์ก่อน เลยไปจะเป็นวัดบางนางลี้ เลือกจอดรถได้ทั้งสองวัด หรือถ้าจะวิ่งตรงเข้าตังอัมพวาก็ได้ แต่รถอาจติดและหาที่จอดรถลำบาก

เส้นทางที่ 2 วิ่งตามถนนเพชรเกษม (หมายเลข 4) ผ่านตัวเมืองนครปฐม จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 325 ผ่าน อ.ดำเนินสะดวก ไม่ต้องเข้าอัมพวา แต่ให้สังเกตป้อมตำรวจทางขวามือที่มีป้ายทางเข้าวัดภุมรินทร์ เข้าถนนสายนี้จะพบวัดภุมรินทร์ก่อน เลยไปจะเป็นวัดบางนางลี่ เลือกจอดรถได้ทั้งสองวัด หรือถ้าจะวิ่งตรงเข้าตัวอัมพวาก็ได้ แต่รถอาจติดและหาที่จอดรถลำบาก
รถประจำทาง : จากสายใต้ใหม่นั่งรถประจำทางกรุงเทพฯ-แม่กลอง-อัมพวา-ดำเนินสะดวก สาย 996 มาลงที่ตลาดน้ำอัมพวา หรือจากสายใต้ใหม่ นั่งรถกรุงเทพฯ-แม่กลอง มาลงที่แม่กลอง แล้วต่อรถสองแถวมาอัมพวา

รถตู้ : นั่งรถตู้สายอนุสาวรีย์ชัยฯ-อัมพวา บริเวณห้างเซ็นจูรี่ (ใต้ BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ) มาลงที่อัมพวา นั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์มาลงแม่กลอง แล้วต่อรถสองแถวมาที่ตลาดน้ำอัมพวาได้เลย

ติดต่อ-สอบถาม : ททท.สมุทรสงคราม 034-752-847-8

วังภูไพร ฟาร์มสเตย์ นครราชสีมา ชมวิถีชุมชนปลอดสารพิษ



วังภูไพร ฟาร์มสเตย์ นครราชสีมา ชมวิถีชุมชนปลอดสารพิษ



ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หากกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปที่ไหนดี มีสถานที่หนึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก นั่นคือ “วังภูไพร ฟาร์มสเตย์” อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา 

เป็นบ้านพักส่วนตัวสไตล์บ้านพักในแปลงผักไร้สารพิษ อยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน โครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติและสุขภาพอย่างแท้จริง ที่พักมีให้เลือกหลายรูปแบบ ด้วยจำนวน 5 ห้องและเต็นท์ ตัวอย่างเช่น บ้านวังภูไพร เป็นบ้านไม้-อิฐดินซีเมนต์กึ่งทรงไทย เป็นบ้านหลังใหญ่ มีหน้าต่างรอบด้าน อากาศเย็นสบาย มีห้องนอน 2 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ทีวี พร้อมจานดาวเทียม ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น มีระเบียงนั่งเล่นพักผ่อนสบายๆ




ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หากกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปที่ไหนดี มีสถานที่หนึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก นั่นคือ “วังภูไพร ฟาร์มสเตย์” อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา 

เป็นบ้านพักส่วนตัวสไตล์บ้านพักในแปลงผักไร้สารพิษ อยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน โครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติและสุขภาพอย่างแท้จริง ที่พักมีให้เลือกหลายรูปแบบ ด้วยจำนวน 5 ห้องและเต็นท์ ตัวอย่างเช่น บ้านวังภูไพร เป็นบ้านไม้-อิฐดินซีเมนต์กึ่งทรงไทย เป็นบ้านหลังใหญ่ มีหน้าต่างรอบด้าน อากาศเย็นสบาย มีห้องนอน 2 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ทีวี พร้อมจานดาวเทียม ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น มีระเบียงนั่งเล่นพักผ่อนสบายๆ



กิจกรรมยามเช้าสามารถออกกำลังกาย ขึ้นเขาสูดโอโซนชมพระอาทิตย์ขึ้น จากนั่นเยี่ยมชมวิถีชีวิตชุมชนบรรยากาศชนบท การปลูกผักไร้สารพิษ พร้อมเรียนรู้กิจกรรมพึ่งตนเอง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติ




กิจกรรมยามเช้าสามารถออกกำลังกาย ขึ้นเขาสูดโอโซนชมพระอาทิตย์ขึ้น จากนั่นเยี่ยมชมวิถีชีวิตชุมชนบรรยากาศชนบท การปลูกผักไร้สารพิษ พร้อมเรียนรู้กิจกรรมพึ่งตนเอง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติ



สำหรับนักท่องเที่ยวผู้รักสุขภาพ ฟาร์มสเตย์แห่งนี้มีอาหารสุขภาพ ผักไร้สารพิษไว้บริการ หรือการอบสมุนไพรบ้านดินเพื่อสุขภาพพร้อมนวดประคบ พิเศษสำหรับผู้ที่ชอบผจญภัยส่องสัตว์ยามค่ำคืน มีกิจกรรมชมวัวกระทิงและสัตว์ปา เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าของชุมชน




สำหรับนักท่องเที่ยวผู้รักสุขภาพ ฟาร์มสเตย์แห่งนี้มีอาหารสุขภาพ ผักไร้สารพิษไว้บริการ หรือการอบสมุนไพรบ้านดินเพื่อสุขภาพพร้อมนวดประคบ พิเศษสำหรับผู้ที่ชอบผจญภัยส่องสัตว์ยามค่ำคืน มีกิจกรรมชมวัวกระทิงและสัตว์ปา เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าของชุมชน



ผู้มาเยือนนอกจากจะได้ความรู้กลับบ้าน และได้รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมบำบัดสุขภาพด้วยบ้านดินแล้ว ยัง “อิ่มบุญ” เพราะรายได้ค่าที่พักวังภูไพร ฟาร์มสเตย์ ได้สนับสนุนกิจกรรมการเรียนการสอนและได้จัดอบรม “เยาวชนคนสร้างชาติ” ให้กับโรงรียนในพื้นที่



ผู้มาเยือนนอกจากจะได้ความรู้กลับบ้าน และได้รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมบำบัดสุขภาพด้วยบ้านดินแล้ว ยัง “อิ่มบุญ” เพราะรายได้ค่าที่พักวังภูไพร ฟาร์มสเตย์ ได้สนับสนุนกิจกรรมการเรียนการสอนและได้จัดอบรม “เยาวชนคนสร้างชาติ” ให้กับโรงรียนในพื้นที่


การมาพักผ่อนในวังภูไพร เราจะได้ร่วมเรียนรู้และฝึกทำกิจกรรมพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันทั้งสิ้น เพื่อนำกลับไปใชีในชีวิตประจำวันได้

ข้อมูลเกี่ยวกับ…วังภูไพร ฟาร์มสเตย์ นครราชสีมา

ที่ตั้ง : 50 หมู่ 11 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา 30370
ติดต่อ-สอบถาม : โทร 085-201-1410, 089-204-2550  หรือที่  www.poopai.com





Credit : ท่องทั่วไทย

ทุ่งดอกทานตะวัน จังหวัดลพบุรี



ทุ่งทานตะวันจังหวัดลพบุรีมีการปลูกทานตะวันมากที่สุดใน ประเทศไทย คือ ประมาณ 200,000 - 300,000 ไร่ 
ดอกทานตะวันจะบานสะพรั่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน - มกราคม ทานตะวันเป็นพืชทนแล้งเกษตรกรนิยมปลูกทดแทนข้าวโพด




ทุ่งทานตะวันจังหวัดลพบุรีมีการปลูกทานตะวันมากที่สุดใน ประเทศไทย คือ ประมาณ 200,000 - 300,000 ไร่ 
ดอกทานตะวันจะบานสะพรั่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน - มกราคม ทานตะวันเป็นพืชทนแล้งเกษตรกรนิยมปลูกทดแทนข้าวโพด





เมล็ดทานตะวันมีสารอาหารที่มีคุณค่า นิยมใช้สกัดทำน้ำมันปรุงอาหาร หรืออบแห้ง เพื่อรับประทาน หรือใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง และยังสามารถเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย จึงทำให้ได้ผลผลิต คือ น้ำผึ้งจากดอกทานตะวันอีกทางหนึ่ง แหล่งปลูกทานตะวันกระจายอยู่ทั่วไปในเขตอำเภอเมือง อำเภอพัฒนานิคม อำเภอชัยบาดาล พื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมาก ได้แก่บริเวณเขาจีนและใกล้วัด เวฬุวันตำบลโคกตูมอำเภอเมือง การเดินทางลพบุรี ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน (ลพบุรี - สระบุรี) ถึงกิโลเมตรที่ 4 เลี้ยวซ้าย ไปตามทางหลวงหมายเลข 3017
(ทางไปตำบลโคกตูม) ระยะทางประมาณ 8 กม. จะถึงทางเข้าวัดเวฬุวัน (ด้าน ซ้ายมือ) เลี้ยวเข้าไปอีกประมาณ 2 กม. จะถึงทุ่งทานตะวัน สำหรับรถโดยสาร ประจำทาง มีรถสองแถวลพบุรี - วังม่วง ผ่านทางเข้าวัดเวฬุวัน รถออกจากสถานีขนส่งลพบุรี ระหว่างเวลา 06.20 - 17.00 น.






เมล็ดทานตะวันมีสารอาหารที่มีคุณค่า นิยมใช้สกัดทำน้ำมันปรุงอาหาร หรืออบแห้ง เพื่อรับประทาน หรือใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง และยังสามารถเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย จึงทำให้ได้ผลผลิต คือ น้ำผึ้งจากดอกทานตะวันอีกทางหนึ่ง แหล่งปลูกทานตะวันกระจายอยู่ทั่วไปในเขตอำเภอเมือง อำเภอพัฒนานิคม อำเภอชัยบาดาล พื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมาก ได้แก่บริเวณเขาจีนและใกล้วัด เวฬุวันตำบลโคกตูมอำเภอเมือง การเดินทางลพบุรี ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน (ลพบุรี - สระบุรี) ถึงกิโลเมตรที่ 4 เลี้ยวซ้าย ไปตามทางหลวงหมายเลข 3017
(ทางไปตำบลโคกตูม) ระยะทางประมาณ 8 กม. จะถึงทางเข้าวัดเวฬุวัน (ด้าน ซ้ายมือ) เลี้ยวเข้าไปอีกประมาณ 2 กม. จะถึงทุ่งทานตะวัน สำหรับรถโดยสาร ประจำทาง มีรถสองแถวลพบุรี - วังม่วง ผ่านทางเข้าวัดเวฬุวัน รถออกจากสถานีขนส่งลพบุรี ระหว่างเวลา 06.20 - 17.00 น.





นอกจากนี้ ยังมีแหล่งปลูกทานตะวันกระจัดกระจายไปตามเส้นทางที่จะไปอำเภอ พัฒนานิคม บริเวณช่องสาริกา (เข้าทางวัดมณีศรีโสภณ) ริมทางหลวงหมายเลข 21 และบริเวณตำบลชอนน้อย ทางหลวงหมายเลข 3334


สอบถามบริเวณพื้นที่ปลูกทานตะวัน ก่อนการเดินทางได้ที่
สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี โทร. 036- 411202
สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองลพบุรี โทร.  036- 412338
สำนักงานเกษตรอำเภอพัฒนานิคม  โทร. 036491133




ที่มา : http://www.lopburi.org

ไปเถอะ เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ใกล้แค่นี้เอง




อยากไปสัมผัสความชุ่มชื่น สูดอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางธรรมชาติที่เขียวขจี จะไปที่ไหนดี ที่ไม่ต้องเดินทางไกล แต่ก็ยังได้ความรู้สึกแบบนี้  แนะนำไปที่ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด -โป่งก้อนเส้า  สระบุรี ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็จะได้ร้องว้าวไปกับบรรยากาศแบบปิคนิกริมอ่างเก็บน้ำ  ได้ฟินไปกับภาพวิวทิวทัศน์ของต้นไม้และทิวเขาโดยรอบที่สวยงามเหมือนภาพวาด  บรรยากาศแบบนี้หาดูได้ที่โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงภาคเหนือ





อยากไปสัมผัสความชุ่มชื่น สูดอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางธรรมชาติที่เขียวขจี จะไปที่ไหนดี ที่ไม่ต้องเดินทางไกล แต่ก็ยังได้ความรู้สึกแบบนี้  แนะนำไปที่ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด -โป่งก้อนเส้า  สระบุรี ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็จะได้ร้องว้าวไปกับบรรยากาศแบบปิคนิกริมอ่างเก็บน้ำ  ได้ฟินไปกับภาพวิวทิวทัศน์ของต้นไม้และทิวเขาโดยรอบที่สวยงามเหมือนภาพวาด  บรรยากาศแบบนี้หาดูได้ที่โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงภาคเหนือ





ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด –โป่งก้อนเส้า เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่ถูกแยกออกมาให้อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สาขาสระบุรี) เพื่อความสะดวกในการดูแลนักท่องเที่ยว  โดยจัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานที่พักแรมสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ริมอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน เชื่อว่าสำหรับคนที่รักการแคมปิ้ง คงรู้จักคุ้นเคยกันดี เรียกว่าอาจมาตั้งแคมป์ ทำอาหารริมน้ำกันหลายครั้ง  ชื่อนี้ก็คงคุ้นเคยกันดีในหมู่บรรดานักถ่ายภาพผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพมาโคร  เพราะมีแมลงและพืชพันธุ์แปลกๆมากมาย โดยเฉพาะนางเอกของที่นี่ เห็ดแชมเปญสีส้มรูปร่างคล้ายแก้วแชมเปญ ซึ่งหน้าฝนเมื่อไหร่เหล่าบรรดานักถ่ายภาพทั้งหลาย จะเดินเข้าป่าตามล่าถ่ายภาพเห็ดกัน







ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด –โป่งก้อนเส้า เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่ถูกแยกออกมาให้อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สาขาสระบุรี) เพื่อความสะดวกในการดูแลนักท่องเที่ยว  โดยจัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานที่พักแรมสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ริมอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน เชื่อว่าสำหรับคนที่รักการแคมปิ้ง คงรู้จักคุ้นเคยกันดี เรียกว่าอาจมาตั้งแคมป์ ทำอาหารริมน้ำกันหลายครั้ง  ชื่อนี้ก็คงคุ้นเคยกันดีในหมู่บรรดานักถ่ายภาพผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพมาโคร  เพราะมีแมลงและพืชพันธุ์แปลกๆมากมาย โดยเฉพาะนางเอกของที่นี่ เห็ดแชมเปญสีส้มรูปร่างคล้ายแก้วแชมเปญ ซึ่งหน้าฝนเมื่อไหร่เหล่าบรรดานักถ่ายภาพทั้งหลาย จะเดินเข้าป่าตามล่าถ่ายภาพเห็ดกัน






แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราเน้นมาพักผ่อนชมวิวริมอ่างเก็บน้ำไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำอาหารทานกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พออิ่มท้อง เมื่อมาถึงทางเจ็ดคด  อันดับแรกต้องไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อติดต่อลงทะเบียน เรื่องบ้านพัก ลานกางเต้นท์  โดยเราจองที่พักเป็นแบบบ้านซึ่งจองล่วงหน้า 1 เดือน เพราะค่อนข้างเต็มเร็วมาก  ส่วนลานกางเต้นท์ไม่ต้องจอง เพียงแค่นำเต้นท์ส่วนตัวมา ไปติดต่อจ่ายค่าบำรุงสถานที่ จากนั้นหาจุดกางเต้นท์ได้ตามสะดวก  ในส่วนของเต้นท์ อาหาร เครื่องดื่ม ต้องเตรียมมาเอง  เพราะปัจจุบันทางศูนย์ฯไม่มีนโยบายให้เช่าเต้นท์และบริการในส่วนอาหาร

บ้านพักของศูนย์ฯ มีหลายแบบ พักได้ 2-3 คน และ 4-5 คน  ทั้งแบบห้องแอร์  ห้องพัดลม ในราคาที่ไม่แพง บ้านหลังนี้ คือ บ้านหลังใหญ่  เป็นห้องแอร์  มี 1 ห้องนอน  2 เตียง พักได้ไม่เกิน 5 คน  มีพื้นที่ห้องโถงส่วนกลาง พื้นที่ทำครัว ตู้เย็น อ่างล้างจาน ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมน้ำอุ่น  ในราคา 1500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก







แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราเน้นมาพักผ่อนชมวิวริมอ่างเก็บน้ำไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำอาหารทานกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พออิ่มท้อง เมื่อมาถึงทางเจ็ดคด  อันดับแรกต้องไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อติดต่อลงทะเบียน เรื่องบ้านพัก ลานกางเต้นท์  โดยเราจองที่พักเป็นแบบบ้านซึ่งจองล่วงหน้า 1 เดือน เพราะค่อนข้างเต็มเร็วมาก  ส่วนลานกางเต้นท์ไม่ต้องจอง เพียงแค่นำเต้นท์ส่วนตัวมา ไปติดต่อจ่ายค่าบำรุงสถานที่ จากนั้นหาจุดกางเต้นท์ได้ตามสะดวก  ในส่วนของเต้นท์ อาหาร เครื่องดื่ม ต้องเตรียมมาเอง  เพราะปัจจุบันทางศูนย์ฯไม่มีนโยบายให้เช่าเต้นท์และบริการในส่วนอาหาร

บ้านพักของศูนย์ฯ มีหลายแบบ พักได้ 2-3 คน และ 4-5 คน  ทั้งแบบห้องแอร์  ห้องพัดลม ในราคาที่ไม่แพง บ้านหลังนี้ คือ บ้านหลังใหญ่  เป็นห้องแอร์  มี 1 ห้องนอน  2 เตียง พักได้ไม่เกิน 5 คน  มีพื้นที่ห้องโถงส่วนกลาง พื้นที่ทำครัว ตู้เย็น อ่างล้างจาน ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมน้ำอุ่น  ในราคา 1500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก







แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราเน้นมาพักผ่อนชมวิวริมอ่างเก็บน้ำไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำอาหารทานกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พออิ่มท้อง เมื่อมาถึงทางเจ็ดคด  อันดับแรกต้องไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อติดต่อลงทะเบียน เรื่องบ้านพัก ลานกางเต้นท์  โดยเราจองที่พักเป็นแบบบ้านซึ่งจองล่วงหน้า 1 เดือน เพราะค่อนข้างเต็มเร็วมาก  ส่วนลานกางเต้นท์ไม่ต้องจอง เพียงแค่นำเต้นท์ส่วนตัวมา ไปติดต่อจ่ายค่าบำรุงสถานที่ จากนั้นหาจุดกางเต้นท์ได้ตามสะดวก  ในส่วนของเต้นท์ อาหาร เครื่องดื่ม ต้องเตรียมมาเอง  เพราะปัจจุบันทางศูนย์ฯไม่มีนโยบายให้เช่าเต้นท์และบริการในส่วนอาหาร

บ้านพักของศูนย์ฯ มีหลายแบบ พักได้ 2-3 คน และ 4-5 คน  ทั้งแบบห้องแอร์  ห้องพัดลม ในราคาที่ไม่แพง บ้านหลังนี้ คือ บ้านหลังใหญ่  เป็นห้องแอร์  มี 1 ห้องนอน  2 เตียง พักได้ไม่เกิน 5 คน  มีพื้นที่ห้องโถงส่วนกลาง พื้นที่ทำครัว ตู้เย็น อ่างล้างจาน ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมน้ำอุ่น  ในราคา 1500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก






พื้นที่ลานกางเต้นท์กว้างขวาง เริ่มมีนักท่องเที่ยวมาจับจองกันตั้งแต่เที่ยง บางคนเผลอๆมาแต่เช้า เพราะในช่วงวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ หากอยากกางเต้นท์แบบแนบชิดริมอ่างน้ำ ต้องมาเร็วซักหน่อยเพราะเป็นพื้นที่ยอดฮิต  ขนาดว่าเรามาถึงตอนบ่ายโมงกว่า พื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำนั้นโดยจับจองกันเต็มหมดแล้ว เหลือแต่พื้นที่รอบๆ







พื้นที่ลานกางเต้นท์กว้างขวาง เริ่มมีนักท่องเที่ยวมาจับจองกันตั้งแต่เที่ยง บางคนเผลอๆมาแต่เช้า เพราะในช่วงวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ หากอยากกางเต้นท์แบบแนบชิดริมอ่างน้ำ ต้องมาเร็วซักหน่อยเพราะเป็นพื้นที่ยอดฮิต  ขนาดว่าเรามาถึงตอนบ่ายโมงกว่า พื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำนั้นโดยจับจองกันเต็มหมดแล้ว เหลือแต่พื้นที่รอบๆ







พื้นที่ลานกางเต้นท์กว้างขวาง เริ่มมีนักท่องเที่ยวมาจับจองกันตั้งแต่เที่ยง บางคนเผลอๆมาแต่เช้า เพราะในช่วงวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ หากอยากกางเต้นท์แบบแนบชิดริมอ่างน้ำ ต้องมาเร็วซักหน่อยเพราะเป็นพื้นที่ยอดฮิต  ขนาดว่าเรามาถึงตอนบ่ายโมงกว่า พื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำนั้นโดยจับจองกันเต็มหมดแล้ว เหลือแต่พื้นที่รอบๆ






กระต่ายน้อยน่ารัก วิ่งเล่นไปมาอยู่พื้นที่ในศูนย์ฯ โดยเจ้าหน้าที่ได้มาปล่อยให้มันหากินและอยู่แบบธรรมชาติ คือ มีหลายสิบตัวมาก จนกลายเป็นเจ้าถิ่นไปเสียแล้ว ที่สำคัญ มันมีความคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี  โดยเฉพาะเวลาให้อาหารจะรีบวิ่งมาเล่นด้วย






กระต่ายน้อยน่ารัก วิ่งเล่นไปมาอยู่พื้นที่ในศูนย์ฯ โดยเจ้าหน้าที่ได้มาปล่อยให้มันหากินและอยู่แบบธรรมชาติ คือ มีหลายสิบตัวมาก จนกลายเป็นเจ้าถิ่นไปเสียแล้ว ที่สำคัญ มันมีความคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี  โดยเฉพาะเวลาให้อาหารจะรีบวิ่งมาเล่นด้วย





กิจกรรมเมื่อมาถึงเจ็ดคด โป่งก้อนเส้า ส่วนใหญ่ก็จะนิยมมากางเต้นท์ปิคนิก ชมบรรยากาศของธรรมชาติรอบด้าน   บางคนนำหนังสือมาอ่าน  บางคนนั่งนิ่งหน้าเต้นท์ เล่นโทรศัพท์ฟังเพลง บางคนสนุกสนานไปกับการทำอาหาร บางคนนั่งเมาท์กับกลุ่มเพื่อน  เรียกได้ว่าเป็นการพักผ่อนที่ไม่ต้องขยับตัวไปไหนมาก ก็มีความสุขได้ไปกับความสวยงามของวิวทิวทัศน์ที่อยู่รายล้อม

เห็นเต้นท์กางกันมากมายจนกลายเป็นชุมชน จากประสบการณ์ที่เห็นมาส่วนใหญ่ คิดว่ากลางคืนคงไม่น่าจะสงบแน่ เสียงคงดัง แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะทางศูนย์ฯ ค่อนข้างเข้มงวด งดเสียงดังเกิน 3 ทุ่ม   คือ ถ้าเสียงเริ่มดังเมื่อไหร่ จะได้ยินเสียงประกาศออกไมค์เตือนมาเป็นระยะ  อีกอย่างสไตล์ของนักท่องเที่ยวที่มาส่วนใหญ่  คือ มากางเต้นท์พักผ่อน  ทำอาหาร  อยู่กันแบบเงียบจริงๆ  บางคนก็นั่งชมวิวคุยกันเบาๆ ไปเรื่อยๆ   คือ เป็นอะไรที่สงบมาก






กิจกรรมเมื่อมาถึงเจ็ดคด โป่งก้อนเส้า ส่วนใหญ่ก็จะนิยมมากางเต้นท์ปิคนิก ชมบรรยากาศของธรรมชาติรอบด้าน   บางคนนำหนังสือมาอ่าน  บางคนนั่งนิ่งหน้าเต้นท์ เล่นโทรศัพท์ฟังเพลง บางคนสนุกสนานไปกับการทำอาหาร บางคนนั่งเมาท์กับกลุ่มเพื่อน  เรียกได้ว่าเป็นการพักผ่อนที่ไม่ต้องขยับตัวไปไหนมาก ก็มีความสุขได้ไปกับความสวยงามของวิวทิวทัศน์ที่อยู่รายล้อม

เห็นเต้นท์กางกันมากมายจนกลายเป็นชุมชน จากประสบการณ์ที่เห็นมาส่วนใหญ่ คิดว่ากลางคืนคงไม่น่าจะสงบแน่ เสียงคงดัง แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะทางศูนย์ฯ ค่อนข้างเข้มงวด งดเสียงดังเกิน 3 ทุ่ม   คือ ถ้าเสียงเริ่มดังเมื่อไหร่ จะได้ยินเสียงประกาศออกไมค์เตือนมาเป็นระยะ  อีกอย่างสไตล์ของนักท่องเที่ยวที่มาส่วนใหญ่  คือ มากางเต้นท์พักผ่อน  ทำอาหาร  อยู่กันแบบเงียบจริงๆ  บางคนก็นั่งชมวิวคุยกันเบาๆ ไปเรื่อยๆ   คือ เป็นอะไรที่สงบมาก





รายละเอียดเพิ่มเติม

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด –โป่งก้อนเส้า

ตำบลท่ามะปราง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

โทร 080 019 2762

ไม่เสียค่าเข้าสถานที่

 

รายละเอียดบ้านพัก

บ้านพัดลม (เข้าพักได้ 4-6คน)  1000 บาท

บ้านเดี่ยวแอร์ (เข้าพักได้ไม่เกิน 5คน)  ราคา 1500 บาท

บ้านพัก 4 ยูนิต (ห้องแอร์) แบ่งเป็น 4 ห้อง แบบเรือนแถว  เข้าพักได้ไม่เกิน 3 คนต่อห้อง ราคา 800 บาท

ปัจจุบันทางศูนย์ฯไม่มีบริการเต้นท์ให้เช่า(เมื่อก่อนมี)  นักท่องเที่ยวต้องนำเต้นท์ส่วนตัวมาเอง  โดยจ่ายค่าบำรุงสถานที่แล้วแต่จะให้  มีห้องน้ำรวมให้บริการ  ร้านอาหาร น้ำดื่ม ไม่มีให้บริการ ต้องเตรียมมาเอง

 

กิจกรรม

-กางเต้นท์  ปิคนิก   สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ ริมอ่างเก็บน้ำ

-เดินเล่น นั่งเล่น  ถ่ายภาพชมวิว

-ปั่นจักรยานรอบอ่างเก็บน้ำ

-หากมาเที่ยวในช่วงฤดูฝนประมาณ เดือนส.ค. – ต.ค  สามารถเดินป่าศึกษาธรรมชาติ  ชมน้ำตกดูเห็ดแชมเปญ เส้นทางระยะสั้นไปจนถึงน้ำตกเจ็ดคตเหนือ ประมาณ 1.2 กม.

-ขับรถขึ้นไปยังจุดชมวิว ซึ่งอยู่ก่อนถึงศูนย์ฯประมาณ 1.6 กิโลเมตร แต่เส้นทางในหน้าฝน ไม่ค่อยแนะนำให้นำรถเก๋งไป เพราะบางจุดเป็นหลุม และถนนเป็นแบบยางมะตอยลูกรังนิดๆ

 

การเดินทาง

โดยรถยนต์ เดินทางจากกรุงเทพฯ ระยะทางรวมประมาณ 130 กม. ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) แยกขวาไปทางจังหวัดนครราชสีมา (ถนนมิตรภาพ) ประมาณ 20 กม. กลับรถหน้าเทศบาลทับกวาง อีก 1 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 20 กม.



ที่มา :  http://www.paiduaykan.com/travel/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%94

“บ้านศาลาดิน” ท่องเที่ยวเชิงเกษตรริมคลองมหาสวัสดิ์ ช่องทางสร้างรายได้ชุมชน



 ชุมชนบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ชุมชนแห่งนี้ถือว่าเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์และพัฒนาหมู่บ้าน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่อยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ 


 ชุมชนบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ชุมชนแห่งนี้ถือว่าเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์และพัฒนาหมู่บ้าน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่อยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ 

                                                                   
                                                                                         กังหันบำบัดน้ำ


 จุดเด่นของชุมชนแห่งนี้มีพื้นที่ติดกับคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งคลองมหาสวัสดิ์เป็นคลองที่ขุดขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางการเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน ดังนั้นจึงมีผู้คนมาอาศัยอยู่ริมสองฝั่งคลองมหาสวัสดิ์ และเป็นที่มาของชุมชนหลายชุมชน ซึ่งในแต่ละชุมชนต้องมีการสร้างศาลาไว้เพื่อใช้ขึ้นลงเรือ โดยจะเรียกขานชื่อศาลานั้นๆ ตามลักษณะของแต่ละชุมชน ศาลาของคลองมหาสวัสดิ์นั้นมีทั้งสิ้น 7 ศาลา โดยหนึ่งในนั้นคือ ศาลาดิน และเป็นหนึ่งในหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวของจังหวัดนครปฐม ถือเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้วิถีชุมชนแห่งคลองมหาสวัสดิ์ ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี 




                                                                   
                                                                                         กังหันบำบัดน้ำ


 จุดเด่นของชุมชนแห่งนี้มีพื้นที่ติดกับคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งคลองมหาสวัสดิ์เป็นคลองที่ขุดขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางการเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน ดังนั้นจึงมีผู้คนมาอาศัยอยู่ริมสองฝั่งคลองมหาสวัสดิ์ และเป็นที่มาของชุมชนหลายชุมชน ซึ่งในแต่ละชุมชนต้องมีการสร้างศาลาไว้เพื่อใช้ขึ้นลงเรือ โดยจะเรียกขานชื่อศาลานั้นๆ ตามลักษณะของแต่ละชุมชน ศาลาของคลองมหาสวัสดิ์นั้นมีทั้งสิ้น 7 ศาลา โดยหนึ่งในนั้นคือ ศาลาดิน และเป็นหนึ่งในหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวของจังหวัดนครปฐม ถือเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้วิถีชุมชนแห่งคลองมหาสวัสดิ์ ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี 



 

สำหรับบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีความหลากหลาย เช่น สวนผลไม้มากมายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง หมาก ขนุน กระท้อน กล้วย มะละกอ รวมถึงส้มโอ ผลไม้ชื่อดังของจังหวัดนครปฐม ชุมชนชาวน้ำบ้านศาลาดินเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันแบบเอื้ออาทร ช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน ชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกบ การปลูกผักกระเฉดปลอดสารพิษที่นอกจากจะทำรายได้แล้วยังถือได้ว่าเป็นการกันตลิ่งพังอีกด้วย การทำไร่นาสวนผสมของบ้านศาลาดินที่ทำนาข้าว (นาหว่าน) และสวนผลไม้รวม




 

สำหรับบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีความหลากหลาย เช่น สวนผลไม้มากมายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง หมาก ขนุน กระท้อน กล้วย มะละกอ รวมถึงส้มโอ ผลไม้ชื่อดังของจังหวัดนครปฐม ชุมชนชาวน้ำบ้านศาลาดินเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันแบบเอื้ออาทร ช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน ชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกบ การปลูกผักกระเฉดปลอดสารพิษที่นอกจากจะทำรายได้แล้วยังถือได้ว่าเป็นการกันตลิ่งพังอีกด้วย การทำไร่นาสวนผสมของบ้านศาลาดินที่ทำนาข้าว (นาหว่าน) และสวนผลไม้รวม




                                                             บ้านฟักข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟฟักข้าว

สำหรับบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีความหลากหลาย เช่น สวนผลไม้มากมายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง หมาก ขนุน กระท้อน กล้วย มะละกอ รวมถึงส้มโอ ผลไม้ชื่อดังของจังหวัดนครปฐม ชุมชนชาวน้ำบ้านศาลาดินเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันแบบเอื้ออาทร ช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน ชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกบ การปลูกผักกระเฉดปลอดสารพิษที่นอกจากจะทำรายได้แล้วยังถือได้ว่าเป็นการกันตลิ่งพังอีกด้วย การทำไร่นาสวนผสมของบ้านศาลาดินที่ทำนาข้าว (นาหว่าน) และสวนผลไม้รวม





                                                             บ้านฟักข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟฟักข้าว

สำหรับบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีความหลากหลาย เช่น สวนผลไม้มากมายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง หมาก ขนุน กระท้อน กล้วย มะละกอ รวมถึงส้มโอ ผลไม้ชื่อดังของจังหวัดนครปฐม ชุมชนชาวน้ำบ้านศาลาดินเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันแบบเอื้ออาทร ช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน ชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกบ การปลูกผักกระเฉดปลอดสารพิษที่นอกจากจะทำรายได้แล้วยังถือได้ว่าเป็นการกันตลิ่งพังอีกด้วย การทำไร่นาสวนผสมของบ้านศาลาดินที่ทำนาข้าว (นาหว่าน) และสวนผลไม้รวม





สวนกล้วยไม้ เป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะเป็นสวนกล้วยไม้ที่มีการแต่งพันธุ์กล้วยไม้โดยเกษตรกรในชุมชน พื้นที่กว่า 12 ไร่ เป็นกล้วยไม้ที่มีการแต่งพันธุ์ใหม่ชื่อ “ทัศนีย์” ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย โดยมีผิวกลีบดูคล้ายกำมะหยี่ยามสะท้อนแสงดูสวยงามมาก และสำหรับคนที่รักษ์สุขภาพ ที่บ้านศาลาดินแห่งนี้มีฟักข้าว ซึ่งเจ้าของสวนฟักข้าวได้นำฟักข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำฟักข้าว สบู่ฟักข้าว และที่เป็นไฮไลต์ คือ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟน้ำฟักข้าว เป็นต้น 







สวนกล้วยไม้ เป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะเป็นสวนกล้วยไม้ที่มีการแต่งพันธุ์กล้วยไม้โดยเกษตรกรในชุมชน พื้นที่กว่า 12 ไร่ เป็นกล้วยไม้ที่มีการแต่งพันธุ์ใหม่ชื่อ “ทัศนีย์” ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย โดยมีผิวกลีบดูคล้ายกำมะหยี่ยามสะท้อนแสงดูสวยงามมาก และสำหรับคนที่รักษ์สุขภาพ ที่บ้านศาลาดินแห่งนี้มีฟักข้าว ซึ่งเจ้าของสวนฟักข้าวได้นำฟักข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำฟักข้าว สบู่ฟักข้าว และที่เป็นไฮไลต์ คือ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟน้ำฟักข้าว เป็นต้น 






สำหรับการเดินทางมาบ้านศาลาดินไม่ยาก เดินทางโดยรถยนต์สวนตัว เข้ามาทางศาลายา ผ่านมหาวิทยาลัย เลียบคลองมหาสวัสดิ์ เดินทางมาจนถึงจุดเช็กอิน ซึ่งเป็นบ้านจำหน่ายข้าวตังหน้าหมูหยอง ผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชน หลังจากนั้นจะมีเรือหางยาวมารับเพื่อพานักท่องเที่ยว ค่าบริการลำละ 500 บาท เดินทางล่องไปตามลำคลอง เพื่อชมทัศนียภาพริมสองฝั่งคลอง ก่อนจะพาไปตามจุดเช็กอิน ตามสวนต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นสวนผลไม้ปลอดสารพิษ นาบัว สวนกล้วยไม้ เป็นต้น ทุกที่ที่ไปจะมีกิจกรรมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกจุด เช่น สวนผลไม้ มีรถอีแต๋นให้นั่งชมสวนอย่างใกล้ชิด เป็นต้น 






สำหรับการเดินทางมาบ้านศาลาดินไม่ยาก เดินทางโดยรถยนต์สวนตัว เข้ามาทางศาลายา ผ่านมหาวิทยาลัย เลียบคลองมหาสวัสดิ์ เดินทางมาจนถึงจุดเช็กอิน ซึ่งเป็นบ้านจำหน่ายข้าวตังหน้าหมูหยอง ผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชน หลังจากนั้นจะมีเรือหางยาวมารับเพื่อพานักท่องเที่ยว ค่าบริการลำละ 500 บาท เดินทางล่องไปตามลำคลอง เพื่อชมทัศนียภาพริมสองฝั่งคลอง ก่อนจะพาไปตามจุดเช็กอิน ตามสวนต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นสวนผลไม้ปลอดสารพิษ นาบัว สวนกล้วยไม้ เป็นต้น ทุกที่ที่ไปจะมีกิจกรรมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกจุด เช่น สวนผลไม้ มีรถอีแต๋นให้นั่งชมสวนอย่างใกล้ชิด เป็นต้น 





                                                               ล่องเรือชมบรรยากาศริมคลองมหาสวัสดิ์

 ส่วนประวัติของ “คลองมหาสวัสดิ์” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คลองขุด แห่งนี้เป็นคลองประวัติศาสตร์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยเป็นคลองที่ถูกขุดขึ้นในปี พ.ศ. 2402 โดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ย่นระยะการเดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ โดยเมื่อทำการขุดคลองเสร็จในปี พ.ศ. 2403 พระองค์ท่านได้พระราชทานนามให้ว่า “มหาสวัสดี” ชาวบ้านในชุมชนคลองมหาสวัสดิ์ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร ทำสวนผลไม้ ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำหรืออยู่ตามเรือกสวนไร่นา คลองแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนมานับร้อยปี







                                                               ล่องเรือชมบรรยากาศริมคลองมหาสวัสดิ์

 ส่วนประวัติของ “คลองมหาสวัสดิ์” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คลองขุด แห่งนี้เป็นคลองประวัติศาสตร์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยเป็นคลองที่ถูกขุดขึ้นในปี พ.ศ. 2402 โดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ย่นระยะการเดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ โดยเมื่อทำการขุดคลองเสร็จในปี พ.ศ. 2403 พระองค์ท่านได้พระราชทานนามให้ว่า “มหาสวัสดี” ชาวบ้านในชุมชนคลองมหาสวัสดิ์ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร ทำสวนผลไม้ ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำหรืออยู่ตามเรือกสวนไร่นา คลองแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนมานับร้อยปี






ชาวบ้านในชุมชนได้เริ่มต้นรวมตัวกันช่วยพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2540 จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการบริหารจัดการต่างๆ ค่อนข้างดี แม้จะมีหยุดชะงักไปบ้างในช่วงน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ทำให้บ้านเรือนและเรือกสวนไร่นาเสียหายครั้งใหญ่ แต่ตอนนี้ชีวิตของคนในชุมชนก็ฟื้นกลับมา เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน 







ชาวบ้านในชุมชนได้เริ่มต้นรวมตัวกันช่วยพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2540 จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการบริหารจัดการต่างๆ ค่อนข้างดี แม้จะมีหยุดชะงักไปบ้างในช่วงน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ทำให้บ้านเรือนและเรือกสวนไร่นาเสียหายครั้งใหญ่ แต่ตอนนี้ชีวิตของคนในชุมชนก็ฟื้นกลับมา เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน 






บ้านศาลาดิน เป็นตัวอย่างของการรวมตัวกันของชุมชนเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ารายได้ที่ดีที่สุดในขณะนี้เป็นรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยว ปัจจุบัน บ้านศาลาดิน ไม่ได้มีแค่นักท่องเที่ยวคนไทย แต่จะมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ อย่างประเทศจีน นิยมไปเที่ยวกันมากขึ้น ผลผลิตของเกษตรกรสามารถขายได้ราคาเพิ่มมากขึ้น และนักท่องเที่ยวจะได้ซื้อผลไม้ที่สด และใหม่
       
สนใจ โทร. 0-3429-7152, 08-1495-9091 








ที่มา : https://www.manager.co.th