ตลาดน้ำอัมพวา เที่ยวตลาดน้ำยามเย็น มนต์เสน่ห์อันงดงามแห่งเมืองแม่กลอง


ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ : บ้านน้ำเชี่ยว



ประวัติความเป็นมา:
บ้านน้ำเชี่ยว สถานที่ท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีชีวิตวัฒนธรรม ตั้งอยู่ใน ต.น้ำเชี่ยว อ.แหลมงอบ จ.ตราด เป็นหมู่บ้านในเส้นทางผ่านไป ขึ้นเรือสู่เกาะช้าง หมู่บ้านน้ำเชี่ยวแห่งนี้ ยังได้เป็นรับเลือกให้เป็น “หมู่บ้าน OVC” (OTOP Village Champion) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รวมถึงรางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดีเด่นจากากรท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บ้านน้ำเชี่ยวมี พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ติดทะเล มีป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่เป็นจำนวนมาก มีคลองขนาดใหญ่ไหลผ่าน ซึ่งคลองนี้มีต้นกำเนิด อยู่ที่เขาวังปลา อยู่ระหว่างอำเภอแหลมงอบและอำเภอเมืองตราด เดิมทีประชากรของตำบลน้ำเชี่ยว เป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธ ต่อมามีพ่อค้าชาวจีนล่องเรือสำเภามาค้าขายสินค้าที่ท่าเรือบ้านน้ำเชี่ยวและได้ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ทำให้ชาวน้ำเชี่ยวส่วนหนึ่งเป็นคนไทย เชื้อสายจีน และในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีชาวมุสลิมซึ่งเรียกตัวเองว่า “แขกจาม หรือ จำปา” อพยพหนีสงครามมาจากประเทศเขมร  มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ริมคลองน้ำเชี่ยว และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยชาวพุทธและมุสลิมสามารถแต่งงานข้ามศาสนาได้ ซึ่งพี่น้องทั้งสองศาสนาอาศัยอยู่ร่วมกันในตำบลน้ำเชี่ยวอย่างสันติสุขด้วยความสัมพันธ์อันดีตลอดมาที่มาของชื่อชุมชน “น้ำเชี่ยว” มาจากพื้นที่ส่วนใหญ่ อยู่ติดทะเล มีป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่เป็นจำนวนมาก มีคลองขนาดใหญ่ไหลผ่าน ซึ่งคลองนี้มีต้นกำเนิดอยู่ที่เขาวังปลา อยู่ระหว่างอำเภอแหลมงอบและอำเภอเมืองตราด เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำในคลองจะไหลเชี่ยวมาก ชาวบ้านจึงเรียกว่า “คลองน้ำเชี่ยว” ไหลผ่านกลางหมู่บ้านน้ำเชี่ยวลงสู่ทะเลอ่าวไทยทางใต้ที่บ้านปากคลอง ตำบลหนองโสน อำเภอเมืองตราด ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นแหล่งประมง พื้นบ้านและใช้เป็นเส้นทางออกทะเลเพื่อทำการประมงจนถึงปัจจุบันชาวตำบลน้ำเชี่ยวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ประมง ทำสวนยางพารา สวนผลไม้ และค้าขาย

จุดเด่น: กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เริ่มต้นจากศูนย์ศึกษาธรรมชาติระบบนิเวศป่าชายเลน จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลนให้มีศักยภาพ สามารถใช้เป็นเรียนรู้ แหล่งศึกษาวิจัยของ เยาวชนและประชาชน และเพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษาและ ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู เพื่อให้พื้นที่ป่าชายเลน มีสภาพที่ อุดม สมบูรณ์ ภายในศูนย์มีหอดูนกที่สามารถส่องดูนกได้ มีสัตว์หลากหลาย เช่น ลิงเสม ปู ปลา นอกจากนี้สามารถชมหิ่งห้อย ได้ในยามค่ำคืนอีกด้วย




กิจกรรม: 1.สะพานชมธรรมชาติ 2.หอดูนก 3.ล่องเรือเล็กชมวิถีชีวิตชาวประมง เช่นการถีบกระดานเก็บหอยแครง/แมลงภู่ การ เลี้ยงปลาในกระชัง การดำหอยปากเป็ด การเลี้ยง หอยนางรม 4.พักโฮมเสตย์ 5.ล่องเรือชมหิ่งห้อย 5.ชมสาทิตการทำงอบใบจาก 6.ชมสาทิตการทำน้ำตาลชัก 7.ชมวิถีชีวิตชาวพุทธและมุสลิมที่อยู่กันแบบสันติ 8ลงเรือใหญ่ฯลฯ



ข้อมูล : www.dasta.or.th
ภาพ : www.pantip.com



ข้อมูล : www.dasta.or.th
ภาพ : www.pantip.com


ประวัติความเป็นมา

เขาสามร้อยยอด เป็นชื่อที่มีตำนานเล่าว่า พื้นที่แถบนี้เคยเป็นทะเล มีหมู่เกาะน้อยใหญ่เรียงรายกัน ครั้งหนึ่งเคยมีเรือสำเภาจีนแล่นผ่านมาประสบลมพายุรุนแรงจนเรือใกล้อับปาง จึงแวะหลบภัยเข้ามาตามร่องน้ำด้านทิศตะวันตกของเกาะ แต่เนื่องจากไม่ชำนาญพื้นที่ เรือได้ชนกับหินโสโครกอับปางลง ผู้คนจมน้ำตายจำนวนมากที่เหลือรอดตายขึ้นมาอาศัยอยู่บนเกาะประมาณ 300 คน จึงได้ตั้งชื่อว่า “เกาะสามร้อยรอด” ต่อมาระดับน้ำทะเลได้ลดลง เกาะกลายเป็นภูเขา ชาวบ้านเรียกคลาดเคลื่อนเป็น “เขาสามร้อยยอด” บริเวณที่สันนิษฐานว่าเรือจมนั้นชาวบ้านเรียกว่า “อ่าวทะเลสาบ” เคยมีผู้พบซากเสากระโดงเรือโบราณในบริเวณนี้ด้วย บางข้อสันนิษฐานว่า เป็นเพราะมีต้นสามร้อยยอดขึ้นอยู่ หรือมียอดเขามากมายถึง 300 ยอด

ในปี พ.ศ. 2505 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ 100 กำหนดพื้นที่ป่าเขาสามร้อยยอดพื้นที่ประมาณ 99.50 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นป่าสงวนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. 2481 ก่อน ซึ่งเหตุผลของการประกาศพื้นที่ดังกล่าวเพราะมีพันธุ์ไม้ที่มีค่าขึ้นอย่าง หนาแน่นมาก เช่น ไม้จันทน์ มะค่า มะเกลือ แสมสาร และทิวทัศน์ที่สวยงามที่ควรสงวนไว้ ต่อมาพื้นที่ดังกล่าว พื้นที่ประมาณ 61.28 ตารางกิโลเมตร ได้ถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่ง ชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 83 ตอนที่ 53 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2509 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 4 ของประเทศไทย และเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรก 

ข้อมูลทั่วไป

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ตอนล่างสุดของภาคกลาง หรือด้านเหนือสุดของภาคใต้ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย ในท้องที่ของอำเภอสามร้อยยอด และอำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ลักษณะภูมิประเทศ

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูนยุคเพอร์เมียน มีอายุประมาณ 280 - 230 ล้านปีมาแล้ว ที่มีความสูงชันริมฝั่งทะเลผสมกับที่ราบริมฝั่งทะเลที่เป็นหาดเลนและห้วงน้ำทะเลตื้น รวมตลอดถึงเกาะหินปูนที่ตั้งเรียงรายใกล้ชายฝั่งทะเลซึ่งยาวจากเขากระโหลกทางทิศเหนือถึงเขาแร้งทางทิศใต้ประมาณ 30 กิโลเมตร ได้แก่ เกาะโครำ เกาะนมสาว เกาะระวาง เกาะระวิง เกาะสัตกูด และเกาะขี้นก

มีพื้นที่ราบที่มีน้ำขังตลอดปีอยู่ทางด้านตะวันตกของอุทยานแห่งชาติคือ ทุ่งสามร้อยยอด ซึ่งในอดีตเคยเป็นทะเลหรืออ่าว ต่อมาถูกปิดกั้นด้วยตะกอนและสันทราย ทะเลถอยร่นออกไป ได้รับอิทธิพลน้ำจืดจากแผ่นดิน มีการสะสมของตะกอนที่ราบลุ่ม ค่อยๆ กลายเป็นทุ่งน้ำกร่อยและทุ่งน้ำจืดตามลำดับ น้ำจืดในทุ่งสามร้อยยอดส่วนหนึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากเทือกเขาตะนาวศรีไหลผ่านห้วยโพระดก ห้วยขมิ้น ห้วยหนองคาง ห้วยไร่ตาพึง แล้วระบายลงสู่ทะเลตามคลองเขาแดง อีกส่วนหนึ่งไหลจากเทือกเขาสามร้อยยอด ทุ่งสามร้อยยอดมีระดับน้ำลึกเฉลี่ย 3 เมตร

เนื่องจากสภาพทางธรณีของเขาสามร้อยยอดเป็นหินปูนที่มีความลาดชันสูง ทำให้เกิดเป็นหน้าผาสูงชันและหุบเหวลึก มีความสูงของยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติถึง 605 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยอดเขาที่สำคัญได้แก่ ยอดเขาชโลงฟาง เขากระโจม เขาใหญ่ เขาถ้ำประทุน เขาแดง เขาเทียน เขาหุบจันทร์ และเขาขั้นบันได ฯลฯ บริเวณนี้มีสภาพธรณีเป็นหินปูน มีหลายแห่งที่หินปูนถูกอิทธิพลของธรรมชาติกัดเซาะหรือผุกร่อนกลายเป็นถ้ำหรือปล่องหุบเหวขนาดใหญ่ ที่สำคัญได้แก่ ถ้ำแก้ว ถ้ำไทร ถ้ำพระยานคร เป็นต้น

พืชพรรณ และสัตว์ป่า

สภาพทั่วไปของอุทยานแห่งชาติทุ่งสามร้อยยอด ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นเขาหินปูน ชายหาด ป่าชายเลย และทุ่งน้ำจืด ทำให้มีทรัพยากรสัตว์ป่า และพรรณพืชที่แตกต่างกัน สัตว์ป่าที่สำคัญ ได้แก่ เลียงผา ลิงแสม ค่างแว่นถิ่นใต้ และนกนานาชนิด พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ มะค่าโมง มะเกลือ กรวยป่า กุ่มบก พันธ์ไม้ป่าชายเลย เช่น โกงกางใบใหญ่ แสมทะเล และพืชน้ำ เช่น กก อ้อ แขม และบัวชนิดต่างๆ

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งภายในมีเจ้าหน้าที่ให้บริการสอบถามข้อมูล และบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด

เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน

บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดทำสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนไว้บริการนักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่สนใจสภาพป่าและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน ตลอดทางเดินจะมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับสภาพป่าและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน เป็นระยะๆ

คลองเขาแดง

คลองเขาแดงอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1.5 กิโลเมตร กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมได้แก่ การล่องเรือ โดยเช่าเรือจากบ้านเขาแดง ลงเรือที่ท่าน้ำหน้าวัดเขาแดงล่องไปตามลำคลองประมาณ 3-4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไปกลับประมาณ 1 ชั่วโมง ในระหว่างล่องคลองชมวิวทิวทัศน์ป่าชายเลน จะเห็นนกนานาชนิด เวลาที่เหมาะสมที่จะล่องเรือชมธรรมชาติอีก เวลา 16.30–17.00 น. เพราะสามารถชมและถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก

จุดชมวิวเขาแดง

ในบริเวณนี้จะมีจุดชมวิวบนยอดเขาแดงที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 157 เมตร จุดชมวิวนี้อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปตามถนนลาดยาง 400 เมตร แล้วเดินขึ้นเขาไปอีก 300 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เวลาที่เหมาะแก่การขึ้นชมวิว คือ ตอนเช้ามืดประมาณ 05.30 น. เพราะสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบทะเลบ้านเขาแดงและทัศนียภาพรอบๆ ได้ดี ตลอดจนชมนก ลิงแสม และค่างแว่นที่ออกหาอาหารในตอนเช้าตรู่
ด้านหน้าเป็นทิวทัศน์ของทะเลเห็นชายหาดยาวและทิวเขาที่ไกลออกไป ด้านหลังนั้นเป็นทิวทัศน์ของภูเขาอันสลับซับซ้อน

หาดสามพระยา

อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปทางทิศเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นหาดทรายที่สวยงามสงบเงียบท่ามกลางดงสน ความยาวของหาดทรายประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถกางเต็นท์พักแรมและมีอาหารบริการนักท่องเที่ยว

หาดเจ้าพระยาบางปู และบ้านบางปู

บ้านบางปูเป็นทางผ่านไปหาดเจ้าพระยาบางปูซึ่งเป็นจุดขึ้นเรือเพื่อไปยังถ้ำพระยานคร ที่บ้านบางปูจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวประมงที่เรียบง่าย สองฝั่งคลองจะมีเรือประมงมาจอดไว้ยังท่าเรือหน้าบ้าน และในคลองยังเป็นแหล่งเลี้ยงสัตว์ทะเ­ลอีกหลายชนิด บริเวณในหมูบ้านบางปูมีโฮมสเตย์ริมน้ำ ร้านอาหาร ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่สนใจ

หาดแหลมศาลา

เป็นหาดสนที่มีทรายขาว ล้อมรอบด้วยภูเขาเป็นรูปตัวยู ด้านหน้าเป็นชายทะเล มีเกาะสัตกูดบังคลื่นอยู่ด้านหน้า ทำให้เกิดบรรยากาศอันเงียบสงบเหมาะสำหรับการพักผ่อน มีบ้านพัก เต็นท์ ห้องน้ำ-ห้องสุขา เส้นทางศึกษาธรรมชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ไว้บริการ มีร้านอาหารของภาคเอกชน ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชแล้ว

การเดินทางไปหาดแหลมศาลา 

หากเริ่มต้นที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ต้องมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปหมู่บ้านชาวประมง "บ้านบางปู" ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร นำรถยนต์ไปจอดที่วัดบางปู (รถยนต์เข้าไม่ถึงหาด) จากนั้นต้องตัดสินใจว่าจะเดินทางโดยวิธีการใดใน 2 ทางเลือกนี้

- ทางเรือ มีเรือหางยาวของชาวบ้านให้บริการรับ-ส่ง จากหาดบ้านปูไปหาดแหลมศาลา เป็นการเดินทางเลียบชายฝั่ง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีสัมภาระมาก
- ทางเท้า ให้สอบถามชาวบ้านหรือสังเกตป้ายบอกทางไปหาดแหลมศาลา เดินข้ามเขาไปตามทางเดินที่อุทยานแห่งชาติจัดทำไว้ ระยะทางประมาณ 500 เมตร ใช้เวลาประมาณ 20 นาที หรืออาจมากกว่าเล็กน้อย ระหว่างทางสามารถชมทิวทัศน์ท้องทะเล หมู่บ้านชาวประมง และพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามเทือกเขาหินปูน

ถ้ำพระยานคร

เป็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณหาดแหลมศาลา มี 3 คูหา โดยสองคูหามีปล่องด้านบน ส่วนด้านล่างในถ้ำเป็นป่า ต้นไม้ค่อนข้างสูงชะลูด ถ้ำพระยานครถูกค้นพบโดยพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช แต่ไม่ทราบนาม

ในสมัยรัชการที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงทราบว่าถ้ำนี้สวยงามมาก จึงมีพระราชประสงค์ใคร่จะเสด็จประพาส จึงให้นายช่างประจำราชสำนักก่อสร้างพลับพลาแบบจตุรมุขขนาดย่อยตั้ง ไว้บนเนินดินกลางถ้ำ พระองค์เสด็จประพาสเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 และพระราชทานนามพลับพลานี้ว่า “พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์” ถ้ำพระยานครนี้จะต้องเดินเท้าขึ้นไปจากหาดแหลมศาลาอีกประมาณ 430 เมตร

ถ้ำแก้ว

อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปทางบ้านบางปู ประมาณ 16 กิโลเมตร อยู่ในบริเวณหุบเขาจันทร์ เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม ลักษณะเด่นของหินงอกหินย้อยที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างใส และโปร่งแสง

การเดินชมภายในถ้ำค่อนข้างลำบาก เนื่องจากภายในถ้ำมืดมาก และพื้นไม่เรียบเต็มไปด้วยหินใหญ่น้อยระเกะระกะ จำเป็นต้องใช้ตะเกียงเจ้าพายุ หรือไฟฉาย การเที่ยวชมควรมีมัคกุเทศก์ท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาตินำทาง ใช้เวลาเที่ยวชมภายในถ้ำ ประมาณ 2 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวควรจัดเตรียมไฟฉายไปด้วย

ถ้ำไทร

อยู่บริเวณคุ้งโตนด ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 9 กิโลเมตร การขึ้นชมถ้ำมีระยะทางไม่ไกล สามารถนำรถยนต์ไปจอดไว้ที่เชิงเขาแล้วเดินเท้าขึ้นเขาไปอีก 280 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ภายในถ้ำค่อนข้างมืดต้องใช้ไฟฉายหรือตะเกียงซึ่งจะมีบริการในวันหยุดราชการ หากเป็นวันธรรมดาสามารถติดต่อขอเช่าตะเกียงได้ที่บ้านคุ้งโตนด ลักษณะภายในถ้ำพบหินงอกหินย้อยที่สวยงาม ระยะเวลาที่เข้าชมภายในถ้ำประมาณ 1 ชั่วโมง

ทุ่งสามร้อยยอด

เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหนึ่ง มีพื้นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีน้ำขังหรือท่วมถึงตลอดทั้งปี มีทั้งส่วนที่เป็นน้ำจืดและน้ำกร่อย เป็นแหล่งที่มีองค์ประกอบทางชีวภาพและกายภาพ เป็นเอกลักษณ์ของระบบซึ่งมีความหลากหลายชนิดของพืช สัตว์ และธาตุอาหาร ทุ่งสามร้อยยอดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพตามฤดูกาล นับเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ

บริเวณเชิงเขา มีศูนย์ศึกษาธรรมชาติทุ่งสามร้อยยอด สะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติ และสถานที่กางเต็นท์ ไว้ให้บริการนัดท่องเที่ยว การเดินทางเข้าถึงสะดวกเป็นทางลาดยางจนถึงศูนย์ศึกษาธรรมชาติ (ทางเข้าเดียวกับสถานีรถไฟสามร้อยยอด)

หมู่เกาะ

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด มีสภาพเป็นภูเขาหินปูนผสมกับที่ราบริมชายฝั่งทะเล มีหมู่เกาะหินปูนใกล้ชายฝั่ง ได้แก่ เกาะสัตกูด เกาะโครำ เกาะนมสาว เกาะระวิง เกาะระวาง และเกาะขี้นก ทางด้านตะวันออกของอทุยานแห่งชาติ

เหมาะสำหรับ

เด็ก, เยาวชน, ผู้ใหญ่, ครอบครัว, คู่รัก, ผู้ชาย, ผู้หญิง, เที่ยวคนเดียว, เที่ยวเป็นกลุ่ม, เที่ยวผจญภัย, เที่ยวเป็นคู่

กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

-เดินป่าศึกษาธรรมชาติ
-ชมพรรณไม้
-ชมทิวทัศน์
-ดูนก
-เที่ยวถ้ำ/ธรณีวิทยา
-ล่องแพ/ล่องเรือ
-พายเรือแคนู/คยัค
-กิจกรรมชายหาด
-ชมประวัติศาสตร์

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด
หมู่ที่ 2 บ้านเขาแดง ต.เขาแดง อ. กุยบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ 77150
โทรศัพท์: 032-821-568, 032-646-293 (VoIP)
โทรสาร: 032-821-568
อีเมล์: reserve@dnp.go.th

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ 
โทรศัพท์: 02-562-0760

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
แหล่งที่มา: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช


ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งภายในมีเจ้าหน้าที่ให้บริการสอบถามข้อมูล และบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด

เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน

บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดทำสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนไว้บริการนักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่สนใจสภาพป่าและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน ตลอดทางเดินจะมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับสภาพป่าและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลน เป็นระยะๆ

คลองเขาแดง

คลองเขาแดงอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1.5 กิโลเมตร กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมได้แก่ การล่องเรือ โดยเช่าเรือจากบ้านเขาแดง ลงเรือที่ท่าน้ำหน้าวัดเขาแดงล่องไปตามลำคลองประมาณ 3-4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไปกลับประมาณ 1 ชั่วโมง ในระหว่างล่องคลองชมวิวทิวทัศน์ป่าชายเลน จะเห็นนกนานาชนิด เวลาที่เหมาะสมที่จะล่องเรือชมธรรมชาติอีก เวลา 16.30–17.00 น. เพราะสามารถชมและถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก

จุดชมวิวเขาแดง

ในบริเวณนี้จะมีจุดชมวิวบนยอดเขาแดงที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 157 เมตร จุดชมวิวนี้อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปตามถนนลาดยาง 400 เมตร แล้วเดินขึ้นเขาไปอีก 300 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เวลาที่เหมาะแก่การขึ้นชมวิว คือ ตอนเช้ามืดประมาณ 05.30 น. เพราะสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบทะเลบ้านเขาแดงและทัศนียภาพรอบๆ ได้ดี ตลอดจนชมนก ลิงแสม และค่างแว่นที่ออกหาอาหารในตอนเช้าตรู่
ด้านหน้าเป็นทิวทัศน์ของทะเลเห็นชายหาดยาวและทิวเขาที่ไกลออกไป ด้านหลังนั้นเป็นทิวทัศน์ของภูเขาอันสลับซับซ้อน

หาดสามพระยา

อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปทางทิศเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นหาดทรายที่สวยงามสงบเงียบท่ามกลางดงสน ความยาวของหาดทรายประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถกางเต็นท์พักแรมและมีอาหารบริการนักท่องเที่ยว

หาดเจ้าพระยาบางปู และบ้านบางปู

บ้านบางปูเป็นทางผ่านไปหาดเจ้าพระยาบางปูซึ่งเป็นจุดขึ้นเรือเพื่อไปยังถ้ำพระยานคร ที่บ้านบางปูจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวประมงที่เรียบง่าย สองฝั่งคลองจะมีเรือประมงมาจอดไว้ยังท่าเรือหน้าบ้าน และในคลองยังเป็นแหล่งเลี้ยงสัตว์ทะเ­ลอีกหลายชนิด บริเวณในหมูบ้านบางปูมีโฮมสเตย์ริมน้ำ ร้านอาหาร ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่สนใจ

หาดแหลมศาลา

เป็นหาดสนที่มีทรายขาว ล้อมรอบด้วยภูเขาเป็นรูปตัวยู ด้านหน้าเป็นชายทะเล มีเกาะสัตกูดบังคลื่นอยู่ด้านหน้า ทำให้เกิดบรรยากาศอันเงียบสงบเหมาะสำหรับการพักผ่อน มีบ้านพัก เต็นท์ ห้องน้ำ-ห้องสุขา เส้นทางศึกษาธรรมชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ไว้บริการ มีร้านอาหารของภาคเอกชน ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชแล้ว

การเดินทางไปหาดแหลมศาลา 

หากเริ่มต้นที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ต้องมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปหมู่บ้านชาวประมง "บ้านบางปู" ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร นำรถยนต์ไปจอดที่วัดบางปู (รถยนต์เข้าไม่ถึงหาด) จากนั้นต้องตัดสินใจว่าจะเดินทางโดยวิธีการใดใน 2 ทางเลือกนี้

- ทางเรือ มีเรือหางยาวของชาวบ้านให้บริการรับ-ส่ง จากหาดบ้านปูไปหาดแหลมศาลา เป็นการเดินทางเลียบชายฝั่ง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีสัมภาระมาก
- ทางเท้า ให้สอบถามชาวบ้านหรือสังเกตป้ายบอกทางไปหาดแหลมศาลา เดินข้ามเขาไปตามทางเดินที่อุทยานแห่งชาติจัดทำไว้ ระยะทางประมาณ 500 เมตร ใช้เวลาประมาณ 20 นาที หรืออาจมากกว่าเล็กน้อย ระหว่างทางสามารถชมทิวทัศน์ท้องทะเล หมู่บ้านชาวประมง และพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามเทือกเขาหินปูน

ถ้ำพระยานคร

เป็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณหาดแหลมศาลา มี 3 คูหา โดยสองคูหามีปล่องด้านบน ส่วนด้านล่างในถ้ำเป็นป่า ต้นไม้ค่อนข้างสูงชะลูด ถ้ำพระยานครถูกค้นพบโดยพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช แต่ไม่ทราบนาม

ในสมัยรัชการที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงทราบว่าถ้ำนี้สวยงามมาก จึงมีพระราชประสงค์ใคร่จะเสด็จประพาส จึงให้นายช่างประจำราชสำนักก่อสร้างพลับพลาแบบจตุรมุขขนาดย่อยตั้ง ไว้บนเนินดินกลางถ้ำ พระองค์เสด็จประพาสเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2433 และพระราชทานนามพลับพลานี้ว่า “พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์” ถ้ำพระยานครนี้จะต้องเดินเท้าขึ้นไปจากหาดแหลมศาลาอีกประมาณ 430 เมตร

ถ้ำแก้ว

อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปทางบ้านบางปู ประมาณ 16 กิโลเมตร อยู่ในบริเวณหุบเขาจันทร์ เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม ลักษณะเด่นของหินงอกหินย้อยที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างใส และโปร่งแสง

การเดินชมภายในถ้ำค่อนข้างลำบาก เนื่องจากภายในถ้ำมืดมาก และพื้นไม่เรียบเต็มไปด้วยหินใหญ่น้อยระเกะระกะ จำเป็นต้องใช้ตะเกียงเจ้าพายุ หรือไฟฉาย การเที่ยวชมควรมีมัคกุเทศก์ท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาตินำทาง ใช้เวลาเที่ยวชมภายในถ้ำ ประมาณ 2 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวควรจัดเตรียมไฟฉายไปด้วย

ถ้ำไทร

อยู่บริเวณคุ้งโตนด ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 9 กิโลเมตร การขึ้นชมถ้ำมีระยะทางไม่ไกล สามารถนำรถยนต์ไปจอดไว้ที่เชิงเขาแล้วเดินเท้าขึ้นเขาไปอีก 280 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ภายในถ้ำค่อนข้างมืดต้องใช้ไฟฉายหรือตะเกียงซึ่งจะมีบริการในวันหยุดราชการ หากเป็นวันธรรมดาสามารถติดต่อขอเช่าตะเกียงได้ที่บ้านคุ้งโตนด ลักษณะภายในถ้ำพบหินงอกหินย้อยที่สวยงาม ระยะเวลาที่เข้าชมภายในถ้ำประมาณ 1 ชั่วโมง

ทุ่งสามร้อยยอด

เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำประเภทหนึ่ง มีพื้นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีน้ำขังหรือท่วมถึงตลอดทั้งปี มีทั้งส่วนที่เป็นน้ำจืดและน้ำกร่อย เป็นแหล่งที่มีองค์ประกอบทางชีวภาพและกายภาพ เป็นเอกลักษณ์ของระบบซึ่งมีความหลากหลายชนิดของพืช สัตว์ และธาตุอาหาร ทุ่งสามร้อยยอดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพตามฤดูกาล นับเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ

บริเวณเชิงเขา มีศูนย์ศึกษาธรรมชาติทุ่งสามร้อยยอด สะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติ และสถานที่กางเต็นท์ ไว้ให้บริการนัดท่องเที่ยว การเดินทางเข้าถึงสะดวกเป็นทางลาดยางจนถึงศูนย์ศึกษาธรรมชาติ (ทางเข้าเดียวกับสถานีรถไฟสามร้อยยอด)

หมู่เกาะ

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด มีสภาพเป็นภูเขาหินปูนผสมกับที่ราบริมชายฝั่งทะเล มีหมู่เกาะหินปูนใกล้ชายฝั่ง ได้แก่ เกาะสัตกูด เกาะโครำ เกาะนมสาว เกาะระวิง เกาะระวาง และเกาะขี้นก ทางด้านตะวันออกของอทุยานแห่งชาติ

เหมาะสำหรับ

เด็ก, เยาวชน, ผู้ใหญ่, ครอบครัว, คู่รัก, ผู้ชาย, ผู้หญิง, เที่ยวคนเดียว, เที่ยวเป็นกลุ่ม, เที่ยวผจญภัย, เที่ยวเป็นคู่

กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

-เดินป่าศึกษาธรรมชาติ
-ชมพรรณไม้
-ชมทิวทัศน์
-ดูนก
-เที่ยวถ้ำ/ธรณีวิทยา
-ล่องแพ/ล่องเรือ
-พายเรือแคนู/คยัค
-กิจกรรมชายหาด
-ชมประวัติศาสตร์

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด
หมู่ที่ 2 บ้านเขาแดง ต.เขาแดง อ. กุยบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ 77150
โทรศัพท์: 032-821-568, 032-646-293 (VoIP)
โทรสาร: 032-821-568
อีเมล์: reserve@dnp.go.th

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ 
โทรศัพท์: 02-562-0760

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
แหล่งที่มา: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช


ไม่เคยคิดเลยว่าการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในบ้านเราจะได้สนุกครบรสเหมาะกับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยได้ขนาดนี้ จวบจนได้มีโอกาสสัมผัสด้วยตัวเองที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จ.สมุทรสงคราม ที่เที่ยวเชิงอนุรักษ์ซึ่งห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 72 กิโลเมตร นอกจากจะได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมงของคลองโคลนในการเลี้ยงหอยนางรมและหอยแมลงภู่กลางทะเล ทำเคย(กะปิ) อย่างใกล้ชิดแล้ว เรายังได้ปลูกต้นแสม ต้นลำพู ฟื้นฟูป่าชายเลนช่วยสร้างแหล่งอาหารให้สัตว์ทะเลอีกด้วย…

ต่อด้วยการล่องเรือชมความสมบูรณ์ของสถานที่โดยรอบของป่าชายเลนที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงปลูกไว้ตั้งแต่ปี 2540-2547 สร้างความอุดมสมบูรณ์ทั่วบริเวณ เป็นแหล่งอาหารให้ลิงแสมนับพันตัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลนแถบนี้  ได้เพลิดเพลินกับการให้กล้วยน้ำหว้าแก่ลิงแสมตัวเล็ก ตัวใหญ่ ที่วิ่งเล่นไต่ต้นไม้ หาอาหารอยู่สองฝั่งริมคลอง เห็นลิงได้กินกล้วยแล้วเราก็เกิดอาการหิวกันบ้าง อาหารทะเลสดๆ กับน้ำพริกกะปิรสเด็ดอันขึ้นชื่อของชาวคลองโคลนกินกันบนกระเตงกลางทะเล งานนี้ไม่รู้ว่าเพราะอาหารอร่อยหรือบรรยากาศพาไป เล่นเอาเราเจริญอาหารไปตามๆ กัน ได้อิ่มทั้งอาหารและบรรยากาศแทบไม่อยากจากกระเตงอันเงียบสงบไปไหนเลย

Credit : travel.mthai



ไม่เคยคิดเลยว่าการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในบ้านเราจะได้สนุกครบรสเหมาะกับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยได้ขนาดนี้ จวบจนได้มีโอกาสสัมผัสด้วยตัวเองที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จ.สมุทรสงคราม ที่เที่ยวเชิงอนุรักษ์ซึ่งห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 72 กิโลเมตร นอกจากจะได้เห็นวิถีชีวิตชาวประมงของคลองโคลนในการเลี้ยงหอยนางรมและหอยแมลงภู่กลางทะเล ทำเคย(กะปิ) อย่างใกล้ชิดแล้ว เรายังได้ปลูกต้นแสม ต้นลำพู ฟื้นฟูป่าชายเลนช่วยสร้างแหล่งอาหารให้สัตว์ทะเลอีกด้วย…

ต่อด้วยการล่องเรือชมความสมบูรณ์ของสถานที่โดยรอบของป่าชายเลนที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงปลูกไว้ตั้งแต่ปี 2540-2547 สร้างความอุดมสมบูรณ์ทั่วบริเวณ เป็นแหล่งอาหารให้ลิงแสมนับพันตัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลนแถบนี้  ได้เพลิดเพลินกับการให้กล้วยน้ำหว้าแก่ลิงแสมตัวเล็ก ตัวใหญ่ ที่วิ่งเล่นไต่ต้นไม้ หาอาหารอยู่สองฝั่งริมคลอง เห็นลิงได้กินกล้วยแล้วเราก็เกิดอาการหิวกันบ้าง อาหารทะเลสดๆ กับน้ำพริกกะปิรสเด็ดอันขึ้นชื่อของชาวคลองโคลนกินกันบนกระเตงกลางทะเล งานนี้ไม่รู้ว่าเพราะอาหารอร่อยหรือบรรยากาศพาไป เล่นเอาเราเจริญอาหารไปตามๆ กัน ได้อิ่มทั้งอาหารและบรรยากาศแทบไม่อยากจากกระเตงอันเงียบสงบไปไหนเลย

Credit : travel.mthai


ดอยค้ำฟ้า ตั้งอยู่ที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,834 เมตร ปัจจุบันดอยค้ำฟ้า มีสถานะเป็นป่าที่มีอายุเกิน 30 ปี จึงเหลืออัตราจ้างงานได้เพียงแค่ 1 คน ซึ่งในความเป็นจริง ภาระกิจหลักไม่สามารถทำได้ การดูแลรักษาป่าเนื้อที่นับพันไร่ การทำแนวกันไฟ การปลูกทดแทน จำเป็นต้องใช้แรงงานพอสมควร แต่เนื่องจากไม่มีงบ ในการจ้าง จึงจำเป็นต้องเปิดเป็นการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติ ใช้การท่องเที่ยวนำ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ในการจ้างแรงงาน

ดอยค้ำฟ้า หรือ กิ่วใจหาย เหมาะสำหรับผู้มีใจรักธรรมชาติ พักแรมแบบกางเต็นท์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบปิด ก่อนขึ้นไปต้องโทรแจ้ง หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่งายก่อน เบอร์ 081 992 7346 (พี่แก้ว) เนื่องจากถนนเป็นเส้นทางลำลอง หน้าฝนต้องใช้ 4×4 หน้าหนาว 4×2 ผ่านได้ แต่ความสำคัญอยู่ที่ถนนแคบ และชันเป็นบางช่วง ต้องติดต่อก่อน เจ้าหน้าที่อาจนำรถมารับ เพื่อลดปัญหาด้านการจราจร ประกอบกับด้านบนไม่มีที่จอดรถ จึงจำกัดนักท่องเที่ยวแต่ละทริปไม่เกิน 50 คน ระยะทางจากปากทางขึ้น ถึงจุดพักแรม(จุดชมวิว) ประมาณ 8 ก.ม. ส่วนไฮไลท์สำคัญคือการชมทะเลหมอก ที่เบื้องหลังคือยอดดอยหลวงเชียงดาว มันช่างงดงามยิ่งนัก

การเดินทาง

จากเชียงใหม่-เชียงดาว และใช้เส้นทาง เชียงดาว-เวียงแหง ขับไปจนถึง สะพานข้าม ห้วยน้ำกัด ขวามือจะมีป้ายดอยค้ำฟ้า บอกชัดเจนประมาณหลัก ก.ม ที่ 26-27 ดอยค้ำฟ้าจะอยู่ก่อนหน่วยจัดการต้นน้ำขุนคอง ถ้าถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนคอง ถือว่าเลยไปแล้ว ให้กลับรถ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย  โทร. 081 992 7346

หรือ facebook.com/pages/ดอยค้ำฟ้า-ที่ทุ่งข้าวพวง-อเชียงดาว , facebook.com/pages/ดอยค้ำฟ้า




ดอยค้ำฟ้า ตั้งอยู่ที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,834 เมตร ปัจจุบันดอยค้ำฟ้า มีสถานะเป็นป่าที่มีอายุเกิน 30 ปี จึงเหลืออัตราจ้างงานได้เพียงแค่ 1 คน ซึ่งในความเป็นจริง ภาระกิจหลักไม่สามารถทำได้ การดูแลรักษาป่าเนื้อที่นับพันไร่ การทำแนวกันไฟ การปลูกทดแทน จำเป็นต้องใช้แรงงานพอสมควร แต่เนื่องจากไม่มีงบ ในการจ้าง จึงจำเป็นต้องเปิดเป็นการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติ ใช้การท่องเที่ยวนำ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ในการจ้างแรงงาน

ดอยค้ำฟ้า หรือ กิ่วใจหาย เหมาะสำหรับผู้มีใจรักธรรมชาติ พักแรมแบบกางเต็นท์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบปิด ก่อนขึ้นไปต้องโทรแจ้ง หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่งายก่อน เบอร์ 081 992 7346 (พี่แก้ว) เนื่องจากถนนเป็นเส้นทางลำลอง หน้าฝนต้องใช้ 4×4 หน้าหนาว 4×2 ผ่านได้ แต่ความสำคัญอยู่ที่ถนนแคบ และชันเป็นบางช่วง ต้องติดต่อก่อน เจ้าหน้าที่อาจนำรถมารับ เพื่อลดปัญหาด้านการจราจร ประกอบกับด้านบนไม่มีที่จอดรถ จึงจำกัดนักท่องเที่ยวแต่ละทริปไม่เกิน 50 คน ระยะทางจากปากทางขึ้น ถึงจุดพักแรม(จุดชมวิว) ประมาณ 8 ก.ม. ส่วนไฮไลท์สำคัญคือการชมทะเลหมอก ที่เบื้องหลังคือยอดดอยหลวงเชียงดาว มันช่างงดงามยิ่งนัก

การเดินทาง

จากเชียงใหม่-เชียงดาว และใช้เส้นทาง เชียงดาว-เวียงแหง ขับไปจนถึง สะพานข้าม ห้วยน้ำกัด ขวามือจะมีป้ายดอยค้ำฟ้า บอกชัดเจนประมาณหลัก ก.ม ที่ 26-27 ดอยค้ำฟ้าจะอยู่ก่อนหน่วยจัดการต้นน้ำขุนคอง ถ้าถึงหน่วยจัดการต้นน้ำขุนคอง ถือว่าเลยไปแล้ว ให้กลับรถ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : หน่วยจัดการต้นน้ำแม่งาย  โทร. 081 992 7346

หรือ facebook.com/pages/ดอยค้ำฟ้า-ที่ทุ่งข้าวพวง-อเชียงดาว , facebook.com/pages/ดอยค้ำฟ้า



แต่ก่อนคลองบางน้อยนั้นคงเฟื่องฟูมาก เนื่องจากเป็นทำเลดี อยู่ริมแม่น้ำแม่กลองอันกว้างใหญ่ เป็นทางผ่านจากนครปฐม ราชบุรี มาออกอ่าวไทย ไปมหาชัยและกรุงเทพฯ กับทั้งอยู่ปากคลองบางน้อยที่นำเข้าไปสู่บ้านเรือนและไร่สวนอันอุดมสมบูรณ์ หากจะนึกไปในกาลก่อนว่าที่นี่รุ่งเรืองเพียงใด ก็ให้จินตนาการว่าแม่น้ำแมกลองนี้คือถนน 8 เลน แล้วคลองบางน้อยก็เป็นถนน 4 เลน ส่วนตลาดน้ำคลองบางน้อยก็อยู่ตรงสามแยก ระหว่างสองถนนนี้พอดี

ตลาดน้ำคลองบางน้อยนี้ถึงกาลอวสานไปนานแล้วกี่สิบปีก็ไม่รู้ มาวันหนึ่งที่ตลาดน้ำอัมพวาและท่าคาเป็นที่นิยมมากจนกลายเป็นแฟชั่นที่คนไทยยุคนี้ต้องมาเที่ยวอัมพวา ที่นี่จึงค่อยฟื้นชีพ ประหนึ่งเหมือนซินเดอเรลล่าที่หลับไหลไปนานได้ยาวิเศษมาใส่ปาก เจ้าชายผู้คาบยาวิเศษมาจุมพิตให้ก็คืออัมพวา ที่สำคัญเจ้าชายองค์นี้เจ้าชู้ไม่เบา เที่ยวจุมพิตเขาไปทั่ว จนเกิดตลาดน้ำขึ้นอีกมากมาย ทั้งหน้าวัดอินทารามและบางน้อยแห่งนี้ รวมถึงยังบินข้ามถิ่นไปปลุกชีพตลาดน้ำและตลาดโบราณทั่วประเทศอีกด้วย คงไม่มีใครกล้าเถียงว่าเพราะตลาดอัมพวาเป็นที่นิยมมากจึงช่วยผลักดันให้ที่อื่นๆ เอาแบบอย่าง

ตลาดน้ำบางน้อยตอนนี้ตั้งอยู่ที่หน้าวัดเกาะแก้ว เวลาจะไปเที่ยว ก็ขับรถเข้าไปในวัด แล้วจอดหน้าตลาดน้ำเลย เป็นตลาดน้ำขนาดเล็ก เนื่องจากเพิ่งฟื้นฟูได้ไม่นาน สินค้าที่ขายก็พวกของกิน อาหารจานเดียว ความงดงามและสงบอันวิเศษของที่นี่ ก็อยู่ที่คลองบางน้อยที่ว่านี่แหละ



แต่ก่อนคลองบางน้อยนั้นคงเฟื่องฟูมาก เนื่องจากเป็นทำเลดี อยู่ริมแม่น้ำแม่กลองอันกว้างใหญ่ เป็นทางผ่านจากนครปฐม ราชบุรี มาออกอ่าวไทย ไปมหาชัยและกรุงเทพฯ กับทั้งอยู่ปากคลองบางน้อยที่นำเข้าไปสู่บ้านเรือนและไร่สวนอันอุดมสมบูรณ์ หากจะนึกไปในกาลก่อนว่าที่นี่รุ่งเรืองเพียงใด ก็ให้จินตนาการว่าแม่น้ำแมกลองนี้คือถนน 8 เลน แล้วคลองบางน้อยก็เป็นถนน 4 เลน ส่วนตลาดน้ำคลองบางน้อยก็อยู่ตรงสามแยก ระหว่างสองถนนนี้พอดี

ตลาดน้ำคลองบางน้อยนี้ถึงกาลอวสานไปนานแล้วกี่สิบปีก็ไม่รู้ มาวันหนึ่งที่ตลาดน้ำอัมพวาและท่าคาเป็นที่นิยมมากจนกลายเป็นแฟชั่นที่คนไทยยุคนี้ต้องมาเที่ยวอัมพวา ที่นี่จึงค่อยฟื้นชีพ ประหนึ่งเหมือนซินเดอเรลล่าที่หลับไหลไปนานได้ยาวิเศษมาใส่ปาก เจ้าชายผู้คาบยาวิเศษมาจุมพิตให้ก็คืออัมพวา ที่สำคัญเจ้าชายองค์นี้เจ้าชู้ไม่เบา เที่ยวจุมพิตเขาไปทั่ว จนเกิดตลาดน้ำขึ้นอีกมากมาย ทั้งหน้าวัดอินทารามและบางน้อยแห่งนี้ รวมถึงยังบินข้ามถิ่นไปปลุกชีพตลาดน้ำและตลาดโบราณทั่วประเทศอีกด้วย คงไม่มีใครกล้าเถียงว่าเพราะตลาดอัมพวาเป็นที่นิยมมากจึงช่วยผลักดันให้ที่อื่นๆ เอาแบบอย่าง

ตลาดน้ำบางน้อยตอนนี้ตั้งอยู่ที่หน้าวัดเกาะแก้ว เวลาจะไปเที่ยว ก็ขับรถเข้าไปในวัด แล้วจอดหน้าตลาดน้ำเลย เป็นตลาดน้ำขนาดเล็ก เนื่องจากเพิ่งฟื้นฟูได้ไม่นาน สินค้าที่ขายก็พวกของกิน อาหารจานเดียว ความงดงามและสงบอันวิเศษของที่นี่ ก็อยู่ที่คลองบางน้อยที่ว่านี่แหละ


มาถึงถ้าหิวๆ ก็สั่งอาหารมานั่งทานตรงศาลาริมน้ำหน้าวัดสักจานสองจาน ช่วยอุดหนุนแม่ค้าให้เขาอยู่ได้ ขนาดชาวบ้านแถวนี้ก็ยังมาทานอาหารที่นี่ แสดงว่าราคาถูกและมีคุณภาพ รสชาติใช้ได้ ตากลมเย็นๆ แล้วเดินเข้าไปทางคลองบางน้อย จะพบเห็นห้องแถวปลูกด้วยไม้เรียงรายเลียบคลอง บ้านเรือนเขาเก่าแก่ งดงาม ยังไม่สร้างใหม่ด้วยปูน จึงให้อารมณ์ที่พึงถวิลหานัก

ผมมาก็นั่งพักตรงม้านั่งริมแม่น้ำแม่กลอง มองเข้าไปในลำคลอง วิถีชีวิตเขาสงบน่าเลื่อมใสจริงๆ เดี๋ยวนี้เริ่มมีร้านรวงใหม่ๆ สวยๆ มาเปิดบ้างแล้ว ส่วนร้านเก่าของคนจีนก็น่ารัก น่าซื้อหา น่าชม ผมไปเจอมะนาวดองของร้านหญิงชาวไทยเชื้อสายจีนท่านหนึ่ง คุณป้าขายมะนาวดองในราคาไม่แพง ผมซื้อกลับมาต้มซี่โครงหมูใส่ฟักโดยใส่มะนาวดองตุ๋นไปด้วยสองลูก รสเปรี้ยวหอมหวานเย้ายวนใจนัก ซดจนน้ำแกงหยดสุดท้าย

ร้านเก่าๆ เหล่านี้ตั้งมาหลายสิบปี แล้วก็ไม่ย้ายไปไหน การค้าคงไม่ถึงกับขายดี แต่ก็คงยังขายได้แบบไม่มักมาก มาที่นี่ต้องหมุนนาฬิกาของตัวเองให้ช้าลงสักครึ่งหนึ่ง นั่งบนพนักพิงทำจากไม้ให้อิ่มเอิบกับอารมณ์สุนทรีย์ในคลองเก่า บ้านเก่าและคนเก่าๆ สูดอากาศอันบริสุทธิ์หอมสดชื่น แล้วเดินดูสิ่งงดงามรอบตัว เดินไปจนสุดทางถึงตีนสะพานข้ามคลอง แวะดื่มเครื่องดื่มในร้านของชาวบ้านแถบนี้ที่อัธยาศัยงดงามน่ารักอันแสดงออกเมื่อแรกพบผ่าน ยิ้มหวานพิมพ์ใจ ปากปราศรัยด้วยคารมดี นั่งกินน้ำที่นี่สักพัก ดูสายน้ำลอยผ่านไป ชมผู้คนพายเรือไปมา บางจังหวะก็อาจมีเรือยนต์มาทำให้สะดุ้งบ้าง แตกต้องทำใจว่านี่คือชีวิต ไม่อาจให้ทุกอย่างสวยงามไปหมดได้ แล้วเดินกลับช้าๆ ทางเดิม เอามือไพล่หลังเหมือนคุณชายเดินชมสวนงาม คุณเชื่อผมเถอะ ผมผ่านมาหลายเมืองหลายประเทศ จะหาที่ที่ผมไม่ลืมเลือนและถวิลหานั้นไม่ง่าย แต่ที่นี่ใช่หนี่งในนั้น ไม่มาแล้วจะเสียดายถ้ามนต์เสน่ห์นี้จบไป



มาถึงถ้าหิวๆ ก็สั่งอาหารมานั่งทานตรงศาลาริมน้ำหน้าวัดสักจานสองจาน ช่วยอุดหนุนแม่ค้าให้เขาอยู่ได้ ขนาดชาวบ้านแถวนี้ก็ยังมาทานอาหารที่นี่ แสดงว่าราคาถูกและมีคุณภาพ รสชาติใช้ได้ ตากลมเย็นๆ แล้วเดินเข้าไปทางคลองบางน้อย จะพบเห็นห้องแถวปลูกด้วยไม้เรียงรายเลียบคลอง บ้านเรือนเขาเก่าแก่ งดงาม ยังไม่สร้างใหม่ด้วยปูน จึงให้อารมณ์ที่พึงถวิลหานัก

ผมมาก็นั่งพักตรงม้านั่งริมแม่น้ำแม่กลอง มองเข้าไปในลำคลอง วิถีชีวิตเขาสงบน่าเลื่อมใสจริงๆ เดี๋ยวนี้เริ่มมีร้านรวงใหม่ๆ สวยๆ มาเปิดบ้างแล้ว ส่วนร้านเก่าของคนจีนก็น่ารัก น่าซื้อหา น่าชม ผมไปเจอมะนาวดองของร้านหญิงชาวไทยเชื้อสายจีนท่านหนึ่ง คุณป้าขายมะนาวดองในราคาไม่แพง ผมซื้อกลับมาต้มซี่โครงหมูใส่ฟักโดยใส่มะนาวดองตุ๋นไปด้วยสองลูก รสเปรี้ยวหอมหวานเย้ายวนใจนัก ซดจนน้ำแกงหยดสุดท้าย

ร้านเก่าๆ เหล่านี้ตั้งมาหลายสิบปี แล้วก็ไม่ย้ายไปไหน การค้าคงไม่ถึงกับขายดี แต่ก็คงยังขายได้แบบไม่มักมาก มาที่นี่ต้องหมุนนาฬิกาของตัวเองให้ช้าลงสักครึ่งหนึ่ง นั่งบนพนักพิงทำจากไม้ให้อิ่มเอิบกับอารมณ์สุนทรีย์ในคลองเก่า บ้านเก่าและคนเก่าๆ สูดอากาศอันบริสุทธิ์หอมสดชื่น แล้วเดินดูสิ่งงดงามรอบตัว เดินไปจนสุดทางถึงตีนสะพานข้ามคลอง แวะดื่มเครื่องดื่มในร้านของชาวบ้านแถบนี้ที่อัธยาศัยงดงามน่ารักอันแสดงออกเมื่อแรกพบผ่าน ยิ้มหวานพิมพ์ใจ ปากปราศรัยด้วยคารมดี นั่งกินน้ำที่นี่สักพัก ดูสายน้ำลอยผ่านไป ชมผู้คนพายเรือไปมา บางจังหวะก็อาจมีเรือยนต์มาทำให้สะดุ้งบ้าง แตกต้องทำใจว่านี่คือชีวิต ไม่อาจให้ทุกอย่างสวยงามไปหมดได้ แล้วเดินกลับช้าๆ ทางเดิม เอามือไพล่หลังเหมือนคุณชายเดินชมสวนงาม คุณเชื่อผมเถอะ ผมผ่านมาหลายเมืองหลายประเทศ จะหาที่ที่ผมไม่ลืมเลือนและถวิลหานั้นไม่ง่าย แต่ที่นี่ใช่หนี่งในนั้น ไม่มาแล้วจะเสียดายถ้ามนต์เสน่ห์นี้จบไป


ช่วงเวลาท่องเที่ยว : เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 08.00-16.00 น.


การเดินทาง : 
รถยนต์ส่วนตัว

เส้นทางที่ 1 ตั้งต้นที่ถนนพระราม 2 (หมายเลข 35) เมื่อเลยสมุทรสาครมาจะเจอป้ายทางเข้าตลาดน้ำอัมพวาหรือจะวิ่งเข้าถนน 325 ผ่านตัวเมืองแม่กลองก็ได้ วิ่งตามถนน 325 ผ่านอัมพวามายัง อ.บางคนที เมื่อเจอคณโฑยักษ์วางริมทาง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงเข้าบางคนที จะพบวัดเกาะแก้ว อยู่ทางขวามือ จอดรถในวัดแล้วเดินมาที่ท่าน้ำท่าวัด
เส้นทางที่ 2 วิ่งตามถนนเพชรเกษม (หมายเลข 4) ผ่านตัวเมืองนครปฐม จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 325 ผ่าน อ.ดำเนินสะดวก มาไม่ไกลจะพบคณโฑยักษ์วางริมถนนฝั่งขวามือ ให้กลับรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าบางคนที จะพบวัดเกาะแก้วอยู่ตรงขวามือบริเวณสี่แยกไฟแดง
รถประจำทาง

จากสายใต้ใหม่นั่งรถมาลงที่แม่กลองแล้วต่อรถมาบางคนที หรือจากสายใต้ใหม่นั่งรถประจำทางกรุงเทพฯ-แม่กลอง-อัมพวา-ดำเนินสะดวก สาย 996 มาลงที่ตลาดน้ำอัมพวา แล้วต่อรถมาที่บางคนที ลงหน้าวัดเกาะแก้ว
รถตู้

นั่งรถตู้สายอนุสาวรีย์ชัยฯ-อัมพวา บริเวณห้างเซ็นจูรี่ (ใต้ BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ) มาลงที่อัมพวา แล้วต่อรถสายแม่กลอง-บางคนที-บางนกแขวก มาลงที่บางคนทีหน้าวัดเกฺาะแก้ว
นั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัย(ฝั่งใต้ทางด่วน)มาลงแม่กลอง แล้วต่อรถสองแถวมายังบางคนที


ติดต่อ-สอบถาม : เทศบาลตำบลกระดังงา 034-761-537




ช่วงเวลาท่องเที่ยว : เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 08.00-16.00 น.


การเดินทาง : 
รถยนต์ส่วนตัว

เส้นทางที่ 1 ตั้งต้นที่ถนนพระราม 2 (หมายเลข 35) เมื่อเลยสมุทรสาครมาจะเจอป้ายทางเข้าตลาดน้ำอัมพวาหรือจะวิ่งเข้าถนน 325 ผ่านตัวเมืองแม่กลองก็ได้ วิ่งตามถนน 325 ผ่านอัมพวามายัง อ.บางคนที เมื่อเจอคณโฑยักษ์วางริมทาง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงเข้าบางคนที จะพบวัดเกาะแก้ว อยู่ทางขวามือ จอดรถในวัดแล้วเดินมาที่ท่าน้ำท่าวัด
เส้นทางที่ 2 วิ่งตามถนนเพชรเกษม (หมายเลข 4) ผ่านตัวเมืองนครปฐม จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 325 ผ่าน อ.ดำเนินสะดวก มาไม่ไกลจะพบคณโฑยักษ์วางริมถนนฝั่งขวามือ ให้กลับรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าบางคนที จะพบวัดเกาะแก้วอยู่ตรงขวามือบริเวณสี่แยกไฟแดง
รถประจำทาง

จากสายใต้ใหม่นั่งรถมาลงที่แม่กลองแล้วต่อรถมาบางคนที หรือจากสายใต้ใหม่นั่งรถประจำทางกรุงเทพฯ-แม่กลอง-อัมพวา-ดำเนินสะดวก สาย 996 มาลงที่ตลาดน้ำอัมพวา แล้วต่อรถมาที่บางคนที ลงหน้าวัดเกาะแก้ว
รถตู้

นั่งรถตู้สายอนุสาวรีย์ชัยฯ-อัมพวา บริเวณห้างเซ็นจูรี่ (ใต้ BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ) มาลงที่อัมพวา แล้วต่อรถสายแม่กลอง-บางคนที-บางนกแขวก มาลงที่บางคนทีหน้าวัดเกฺาะแก้ว
นั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัย(ฝั่งใต้ทางด่วน)มาลงแม่กลอง แล้วต่อรถสองแถวมายังบางคนที


ติดต่อ-สอบถาม : เทศบาลตำบลกระดังงา 034-761-537



ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบไปเที่ยวที่ที่มีคนไปเยอะๆ เคยไปหลวงพระบาง แล้วตรงกับช่วงปีใหม่สากล โอ้โห แย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว แย่จริงๆ บางคนต้องนั่งรอน้านนานกว่าจะได้กินข้าว กินกาแฟ มาอัมพวาตอนแรกๆ ก็ไม่ชอบ เพราะคนแน่นยังกับมดเกาะกันเดิน แต่ผมก็มาทำความเข้าใจว่าสิ่งที่มันงาม มีรสอร่อยมาก ของพวกนี้ย่อมมีคนถวิลหาเยอะ ถ้าเราไม่ไปเราก็ไม่ได้สิ่งที่งามและมีรสอร่อยนี้

เหมือนอย่างตรงเชิงสะพานเตาปูน แถวบางซื่อ มีร้านก๋วยจั๊บเจ้าหนึ่งขายในห้องแถวข้างสะพาน คนเยอะมาก เพราะอร่อยเด็ด หมูกรอบนี่กรอบน่ากิน อยากกินของอร่อยมากๆ ก็ต้องรอนานหน่อย กินยากสักหน่อย เหมือนกันครับ อัมพวาวันนี้เปรียบเหมือนหญิงงามกำลังขายพวงมาลัยดอกมะลิ หนุ่มๆ ก็เข้าคิวซื้อเป็นธรรมดา ซื้อไม่ซื้อเปล่า ยังใช้คารมชมว่าน้องงามโต้ตอบกันนานก่อนจะจากไป เราก็รอเวลาสักหน่อย เพื่อที่จะเข้าใกล้คนงามขายดอกมะลิคนนี้บ้าง



ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบไปเที่ยวที่ที่มีคนไปเยอะๆ เคยไปหลวงพระบาง แล้วตรงกับช่วงปีใหม่สากล โอ้โห แย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว แย่จริงๆ บางคนต้องนั่งรอน้านนานกว่าจะได้กินข้าว กินกาแฟ มาอัมพวาตอนแรกๆ ก็ไม่ชอบ เพราะคนแน่นยังกับมดเกาะกันเดิน แต่ผมก็มาทำความเข้าใจว่าสิ่งที่มันงาม มีรสอร่อยมาก ของพวกนี้ย่อมมีคนถวิลหาเยอะ ถ้าเราไม่ไปเราก็ไม่ได้สิ่งที่งามและมีรสอร่อยนี้

เหมือนอย่างตรงเชิงสะพานเตาปูน แถวบางซื่อ มีร้านก๋วยจั๊บเจ้าหนึ่งขายในห้องแถวข้างสะพาน คนเยอะมาก เพราะอร่อยเด็ด หมูกรอบนี่กรอบน่ากิน อยากกินของอร่อยมากๆ ก็ต้องรอนานหน่อย กินยากสักหน่อย เหมือนกันครับ อัมพวาวันนี้เปรียบเหมือนหญิงงามกำลังขายพวงมาลัยดอกมะลิ หนุ่มๆ ก็เข้าคิวซื้อเป็นธรรมดา ซื้อไม่ซื้อเปล่า ยังใช้คารมชมว่าน้องงามโต้ตอบกันนานก่อนจะจากไป เราก็รอเวลาสักหน่อย เพื่อที่จะเข้าใกล้คนงามขายดอกมะลิคนนี้บ้าง


วิธีที่ผมค้นพบว่าช่วยให้เที่ยวอัมพวาได้สนุกและคนไม่เยอะไปก็คือ ควรมาวันศุกร์ มาถึงที่นี่สักหกโมงเย็น ถึงแล้วก็สั่งอาหารทานแถวนี่ จะนั่งทานริมคลองก็ได้ สั่งอาหารจากในเรือมาทาน เขามีหมด ทั้งก๋วยเตี๋ยว หอยทอด ข้าวต้ม ข้าวแห้ง กุ้งย่าง หมึกย่าง หอยย่าง ฯลฯ ราคามีตั้งแต่ 15 บาท ไปจนถึง 120 บาท (หมึกย่าง) ทานให้อิ่มไปเลย แล้วนั่งชมวิวริมคลองมองไปเห็นแม่น้ำแม่กลองสักพัก รอให้ข้าวเรียงเม็ดแล้วเดินไปจองเรือนำเที่ยว ค่าเรือถูกมาก 60 บาท แล้วก็นั่งเรือเที่ยวเสียก่อน อย่าเพิ่งเดินชมตลาด เรือเขาจะพาไปชม “หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู” ก่อนไป ควรหาเพลง “นิทานหิ่งห้อย” ของวงเฉลียงฟังก่อน โดยเข้าไปที่ google.com แล้วพิมพ์คำว่า “นิทานหิ่งห้อย” ฟังเพลงนี้ก่อน จะทำให้คุณเที่ยวที่นี่ได้สุขใจมากขึ้น

เรียนตรงๆ ว่าถ้าตลาดน้ำอัมพวาไม่มีลำคลองและแม่น้ำที่เต็มไปด้วยหิ่งห้อย ผมว่าเสน่ห์คงลดไปเยอะ เรือยาวลำไม่โตไม่เล็กพาเราสวมเสื้อชูชีพสีล้มฝ่าสายลมยามพลบคำไปตามบ้านเรือนไม้ริมคลองที่เปิดหน้าให้เราชม คนขับเรือจะช่วยบรรยายไปตามทางด้วย ผ่านวัดต่างๆ ยามค่ำนี่วัดยิ่งสวยขึ้นไปอีก บางช่วงก็ผ่านจุดที่ชวนขนลุกซู่ เช่น ผ่านศาลเจ้าเก่าๆ หรือจุดที่สภาพแวดล้อมเหมือนมีผีมาอยู่





วิธีที่ผมค้นพบว่าช่วยให้เที่ยวอัมพวาได้สนุกและคนไม่เยอะไปก็คือ ควรมาวันศุกร์ มาถึงที่นี่สักหกโมงเย็น ถึงแล้วก็สั่งอาหารทานแถวนี่ จะนั่งทานริมคลองก็ได้ สั่งอาหารจากในเรือมาทาน เขามีหมด ทั้งก๋วยเตี๋ยว หอยทอด ข้าวต้ม ข้าวแห้ง กุ้งย่าง หมึกย่าง หอยย่าง ฯลฯ ราคามีตั้งแต่ 15 บาท ไปจนถึง 120 บาท (หมึกย่าง) ทานให้อิ่มไปเลย แล้วนั่งชมวิวริมคลองมองไปเห็นแม่น้ำแม่กลองสักพัก รอให้ข้าวเรียงเม็ดแล้วเดินไปจองเรือนำเที่ยว ค่าเรือถูกมาก 60 บาท แล้วก็นั่งเรือเที่ยวเสียก่อน อย่าเพิ่งเดินชมตลาด เรือเขาจะพาไปชม “หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู” ก่อนไป ควรหาเพลง “นิทานหิ่งห้อย” ของวงเฉลียงฟังก่อน โดยเข้าไปที่ google.com แล้วพิมพ์คำว่า “นิทานหิ่งห้อย” ฟังเพลงนี้ก่อน จะทำให้คุณเที่ยวที่นี่ได้สุขใจมากขึ้น

เรียนตรงๆ ว่าถ้าตลาดน้ำอัมพวาไม่มีลำคลองและแม่น้ำที่เต็มไปด้วยหิ่งห้อย ผมว่าเสน่ห์คงลดไปเยอะ เรือยาวลำไม่โตไม่เล็กพาเราสวมเสื้อชูชีพสีล้มฝ่าสายลมยามพลบคำไปตามบ้านเรือนไม้ริมคลองที่เปิดหน้าให้เราชม คนขับเรือจะช่วยบรรยายไปตามทางด้วย ผ่านวัดต่างๆ ยามค่ำนี่วัดยิ่งสวยขึ้นไปอีก บางช่วงก็ผ่านจุดที่ชวนขนลุกซู่ เช่น ผ่านศาลเจ้าเก่าๆ หรือจุดที่สภาพแวดล้อมเหมือนมีผีมาอยู่




พ้นอัมพวามาสักนิดก็จะเข้าสู่ชีวิตปกติของชาวบ้าน ที่เขาอยู่ของเขา ไม่ได้เปิดไฟในบ้านให้เราชม แต่นี่คือของจริงที่งดงามและสวย ไม่น้อยกว่าของที่เขาอยากโชว์ เรือจะค่อยๆ ชะลอให้เราดูต้นลำพูที่มีหิ่งห้อยตัวน้อยๆ ส่งแสงสีขาวสีเหลือง มากบ้างน้อยบ้าง แสงไฟจากดวงจันทร์ส่องมาพอให้เห็นสายน้ำ บ้านเรือนและต้นไม้ ทัศนียภาพมันเกินจะห้ามใจ เงยหน้าขึ้นมองบนฟ้า มีดวงดาวระยิบระยับให้เรามองอย่างจินตนาการไปในยามเด็ก ช่วงเรือวิ่งในลำคลองน้อยๆ คงเป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่สุดที่มนุษย์จะสามารถหามากล่อมเกลาจิตใจตนเองให้สงบสบายได้ ต้นลำพูยิ่งใหญ่ขึ้น หิ่งห้อยยิ่งมากขึ้น ยิ่งงดงามขึ้น ผ่านบ้านเรือนเก่าๆ ของชาวบ้านหลังแล้วหลังเล่า เราก็ออกมาสู่แม่น้ำแม่กลองที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่ทว่ายังคงความเป็นธรรมชาติอยู่ หิ่งห้อยยังมีไม่น้อยที่ริมแม่น้ำ

ผ่านบ้านหลังใหญ่โตที่เปิดไฟสวย บอกว่านั่นคือบ้านของนายพลทหารเรือท่านหนึ่ง ที่ได้ยินข่าวว่าทำเป็นโฮมสเตย์ให้คนมาพักได้ด้วย เรือผ่านวัดที่มีไฟสว่างไสว ผ่านทิวต้นไม้ ลมเย็นๆ จากทะเลพัดมาให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ สมควรแก่เวลาราวชั่วโมงนิดๆ เรือก็กลับมาสู่แสงสีและความสนุกสนานรื่นเริงของตลาดน้ำดั่งเก่า ลาแล้วเจ้าเอยลำคลองอันงดงาม เงียบสงบ ท้องฟ้าอันมีดาวดวงใจ จันทร์ดวงเหลืองอ่อน หิ่งห้อยตัวกระจิริด แต่ให้ความบันเทิงใจแก่มนุษย์ยิ่งนัก



พ้นอัมพวามาสักนิดก็จะเข้าสู่ชีวิตปกติของชาวบ้าน ที่เขาอยู่ของเขา ไม่ได้เปิดไฟในบ้านให้เราชม แต่นี่คือของจริงที่งดงามและสวย ไม่น้อยกว่าของที่เขาอยากโชว์ เรือจะค่อยๆ ชะลอให้เราดูต้นลำพูที่มีหิ่งห้อยตัวน้อยๆ ส่งแสงสีขาวสีเหลือง มากบ้างน้อยบ้าง แสงไฟจากดวงจันทร์ส่องมาพอให้เห็นสายน้ำ บ้านเรือนและต้นไม้ ทัศนียภาพมันเกินจะห้ามใจ เงยหน้าขึ้นมองบนฟ้า มีดวงดาวระยิบระยับให้เรามองอย่างจินตนาการไปในยามเด็ก ช่วงเรือวิ่งในลำคลองน้อยๆ คงเป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่สุดที่มนุษย์จะสามารถหามากล่อมเกลาจิตใจตนเองให้สงบสบายได้ ต้นลำพูยิ่งใหญ่ขึ้น หิ่งห้อยยิ่งมากขึ้น ยิ่งงดงามขึ้น ผ่านบ้านเรือนเก่าๆ ของชาวบ้านหลังแล้วหลังเล่า เราก็ออกมาสู่แม่น้ำแม่กลองที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่ทว่ายังคงความเป็นธรรมชาติอยู่ หิ่งห้อยยังมีไม่น้อยที่ริมแม่น้ำ

ผ่านบ้านหลังใหญ่โตที่เปิดไฟสวย บอกว่านั่นคือบ้านของนายพลทหารเรือท่านหนึ่ง ที่ได้ยินข่าวว่าทำเป็นโฮมสเตย์ให้คนมาพักได้ด้วย เรือผ่านวัดที่มีไฟสว่างไสว ผ่านทิวต้นไม้ ลมเย็นๆ จากทะเลพัดมาให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ สมควรแก่เวลาราวชั่วโมงนิดๆ เรือก็กลับมาสู่แสงสีและความสนุกสนานรื่นเริงของตลาดน้ำดั่งเก่า ลาแล้วเจ้าเอยลำคลองอันงดงาม เงียบสงบ ท้องฟ้าอันมีดาวดวงใจ จันทร์ดวงเหลืองอ่อน หิ่งห้อยตัวกระจิริด แต่ให้ความบันเทิงใจแก่มนุษย์ยิ่งนัก


นั่งเรือมานานก็กลับมาถึงตลาดน้ำ เดินชมตลาดน้ำที่ตอนนี้คนคงน้อยลงไปบ้างแล้ว เดินไปให้ทั่วทั้งสองฝั่ง ผ่านร้านรวงเก่าๆ ขายอาหาร ของใช้ของฝาก ฯลฯ ร้านที่เพิ่งเปิดใหม่เพื่อรับนักท่องเที่ยวก็จะแข่งกันทำร้านให้สวยงาม ร้านที่อยู่มานานก่อนตลาดน้ำจะดังก็ขายไปเรื่อย หากงดงามแบบคนเก่าผู้สงบเงียบและมีกลิ่นอายแห่งความหลังสูง ถ้าเดินผ่านแล้วหิว อยากทานของกินเล่น ลองสั่งหอยเชลล์ย่าง หมึกย่าง มานั่งจิ้มน้ำจิ้มเล่น คงอร่อยไม่น้อยทีเดียว ลองเดินไปให้ไกลๆ จากจุดที่คนอยู่เยอะๆ ไปทางที่ลึกเข้าไปในคลอง ผมว่านั่นแหละคืออัมพวาของจริง ไม่ปรุงแต่ง เขาอยู่อย่างนั้นมานานมากแล้ว เราไปก็ได้เห็นความจริงที่งดงามในแบบของเขา เดินไปดูให้เห็นคนอัมพวาแท้ๆ เขาคุยกัน จะพบความเรียบง่าย ทว่าน่ารัก คงได้เวลาแล้ว ซื้อสิ่งของที่คิดว่าควรซื้อกลับบ้าน ไม่ชอบก็ไม่ต้องซื้อ แค่เรามาเที่ยวเฉยๆ มาทานอาหาร มาล่องเรือ แค่นี้เราก็ช่วยชาติและชาวบ้านพอสมควรแล้ว

เดินกลับออกมาทางท่าเรือไปวัดบางนางลี่ ซึ่งเป็นสถานที่จอดรถที่น่าจะดีที่สุด เรือข้ามฟากลำน้อยลอยอ้อยอิงไปบนสายน้ำที่ไหลอย่างเรื่อยๆ เฉื่อยช้า อันงดงามยิ่งในยามกลางคืน แต่จะงดงามหาประมาณมิได้ยามตีห้าครึ่งกว่าๆ ที่พระอาทิตย์ดวงแดงแจ๋โผล่พ้นผิวน้ำ คนขับเรือค่อยๆ หมุนพวงพาลัยอ้อมกระแสน้ำ ให้เราเห็นภาพอัมพวา วัดวาและสรรพสิ่งนานาอันงดงาม อันหายากที่จะได้เห็น เรือเทียบท่าแล้วที่วัดบางนางลี่ จ่ายเงินค่าข้ามฟาก 5 บาท เดินผ่านเพิงไม้ของท่าเรือออกไป

ที่วัดบางนางลี่แห่งนี้หากมาถูกช่วง ต้นตะแบกดอกสีม่วงหรือชมพู จะพรั่งพรูร่วงลงจากบนต้นสู่พื้นดินไม่ขาดสาย ให้ความรู้สึกชื่นใจและหดหู่ไปในคราวเดียวอันยากจะพรรณนา ราตรีสวัสดิ์สายน้ำและที่นี่ เหลือไว้แต่เพียงความทรงจำอันมากกว่าแค่ประทับใจ หากแต่ถูกมนต์ขลังของที่นี่สะกดจิตไว้ให้คนึงถึง อย่าหาว่าผมเขียนแบบคนบ้า ผมซึ้งที่นี่เพราะเคยมานอนค้างที่ข้างวัดภุมรินทร์ ซึ่งอยู่ข้ามคลองไปจากวัดบางนางลี่ เคยนอนไม่หลับทั้งคืน จนมาได้เห็นรุ่งอรุณเหนือแม่น้ำและคนพายเรือตกกุ้ง เคยเดินข้ามสะพานข้ามคลองจากวัดภุมรินทร์ผ่านสวนและบ้านคนมายังวัดบางนางลี่ เคยตัดผมในบ้านของชายแก่คนหนึ่งที่อยู่ในสวนระหว่างทางมาวัดบางนางลี่ ความทรงจำไม่รู้เลือนของผมหาได้อยู่ที่ตลาดน้ำอย่างเดียวไม่ คือเกิดจากหลายๆ องค์ประกอบ น้ำใจผู้คน เรือ นํ้า หิ่งห้อย กุ้ง หมา วัด พระ ที่นอน ลม อากาศ อาหาร ราคา ดอกไม้ ฯลฯ ผู้คนจ่ายเงินราคาแพงหาสวรรค์บนดิน แต่ไม่เจอ ผมจ่ายเงินค่าที่นอนคืนละ 250 บาท ค่ากินเที่ยวอีกไม่ถึง 1,000 บาท ผมกลับเจอสวรรค์สำหรับคนอย่างผมแล้ว

มาเถอะน่า ขอเชิญชวนมาเที่ยวอัมพวา มานอนที่นีให้ดื่มด่ำสักราตรี จะให้ดีควรนอนไกลๆ ตลาดน้ำหน่อย ริมแม่น้ำแม่กลองยิ่งดี หัวค่ำดูหิ่งห้อย กลางคืนนั่งเล่นริมระเบียงหน้าที่พัก ผมเชื่อว่าผมไม่ใช่คนผิดปกติ ที่จะถูกมนต์ของที่นี่สะกดจิตเพียงคนเดียว เชิญคุณมาสัมผัสสักหน หากที่นี่มอบความสุขใจให้ผมได้ไยคุณมิอาจรับมันเล่า



นั่งเรือมานานก็กลับมาถึงตลาดน้ำ เดินชมตลาดน้ำที่ตอนนี้คนคงน้อยลงไปบ้างแล้ว เดินไปให้ทั่วทั้งสองฝั่ง ผ่านร้านรวงเก่าๆ ขายอาหาร ของใช้ของฝาก ฯลฯ ร้านที่เพิ่งเปิดใหม่เพื่อรับนักท่องเที่ยวก็จะแข่งกันทำร้านให้สวยงาม ร้านที่อยู่มานานก่อนตลาดน้ำจะดังก็ขายไปเรื่อย หากงดงามแบบคนเก่าผู้สงบเงียบและมีกลิ่นอายแห่งความหลังสูง ถ้าเดินผ่านแล้วหิว อยากทานของกินเล่น ลองสั่งหอยเชลล์ย่าง หมึกย่าง มานั่งจิ้มน้ำจิ้มเล่น คงอร่อยไม่น้อยทีเดียว ลองเดินไปให้ไกลๆ จากจุดที่คนอยู่เยอะๆ ไปทางที่ลึกเข้าไปในคลอง ผมว่านั่นแหละคืออัมพวาของจริง ไม่ปรุงแต่ง เขาอยู่อย่างนั้นมานานมากแล้ว เราไปก็ได้เห็นความจริงที่งดงามในแบบของเขา เดินไปดูให้เห็นคนอัมพวาแท้ๆ เขาคุยกัน จะพบความเรียบง่าย ทว่าน่ารัก คงได้เวลาแล้ว ซื้อสิ่งของที่คิดว่าควรซื้อกลับบ้าน ไม่ชอบก็ไม่ต้องซื้อ แค่เรามาเที่ยวเฉยๆ มาทานอาหาร มาล่องเรือ แค่นี้เราก็ช่วยชาติและชาวบ้านพอสมควรแล้ว

เดินกลับออกมาทางท่าเรือไปวัดบางนางลี่ ซึ่งเป็นสถานที่จอดรถที่น่าจะดีที่สุด เรือข้ามฟากลำน้อยลอยอ้อยอิงไปบนสายน้ำที่ไหลอย่างเรื่อยๆ เฉื่อยช้า อันงดงามยิ่งในยามกลางคืน แต่จะงดงามหาประมาณมิได้ยามตีห้าครึ่งกว่าๆ ที่พระอาทิตย์ดวงแดงแจ๋โผล่พ้นผิวน้ำ คนขับเรือค่อยๆ หมุนพวงพาลัยอ้อมกระแสน้ำ ให้เราเห็นภาพอัมพวา วัดวาและสรรพสิ่งนานาอันงดงาม อันหายากที่จะได้เห็น เรือเทียบท่าแล้วที่วัดบางนางลี่ จ่ายเงินค่าข้ามฟาก 5 บาท เดินผ่านเพิงไม้ของท่าเรือออกไป

ที่วัดบางนางลี่แห่งนี้หากมาถูกช่วง ต้นตะแบกดอกสีม่วงหรือชมพู จะพรั่งพรูร่วงลงจากบนต้นสู่พื้นดินไม่ขาดสาย ให้ความรู้สึกชื่นใจและหดหู่ไปในคราวเดียวอันยากจะพรรณนา ราตรีสวัสดิ์สายน้ำและที่นี่ เหลือไว้แต่เพียงความทรงจำอันมากกว่าแค่ประทับใจ หากแต่ถูกมนต์ขลังของที่นี่สะกดจิตไว้ให้คนึงถึง อย่าหาว่าผมเขียนแบบคนบ้า ผมซึ้งที่นี่เพราะเคยมานอนค้างที่ข้างวัดภุมรินทร์ ซึ่งอยู่ข้ามคลองไปจากวัดบางนางลี่ เคยนอนไม่หลับทั้งคืน จนมาได้เห็นรุ่งอรุณเหนือแม่น้ำและคนพายเรือตกกุ้ง เคยเดินข้ามสะพานข้ามคลองจากวัดภุมรินทร์ผ่านสวนและบ้านคนมายังวัดบางนางลี่ เคยตัดผมในบ้านของชายแก่คนหนึ่งที่อยู่ในสวนระหว่างทางมาวัดบางนางลี่ ความทรงจำไม่รู้เลือนของผมหาได้อยู่ที่ตลาดน้ำอย่างเดียวไม่ คือเกิดจากหลายๆ องค์ประกอบ น้ำใจผู้คน เรือ นํ้า หิ่งห้อย กุ้ง หมา วัด พระ ที่นอน ลม อากาศ อาหาร ราคา ดอกไม้ ฯลฯ ผู้คนจ่ายเงินราคาแพงหาสวรรค์บนดิน แต่ไม่เจอ ผมจ่ายเงินค่าที่นอนคืนละ 250 บาท ค่ากินเที่ยวอีกไม่ถึง 1,000 บาท ผมกลับเจอสวรรค์สำหรับคนอย่างผมแล้ว

มาเถอะน่า ขอเชิญชวนมาเที่ยวอัมพวา มานอนที่นีให้ดื่มด่ำสักราตรี จะให้ดีควรนอนไกลๆ ตลาดน้ำหน่อย ริมแม่น้ำแม่กลองยิ่งดี หัวค่ำดูหิ่งห้อย กลางคืนนั่งเล่นริมระเบียงหน้าที่พัก ผมเชื่อว่าผมไม่ใช่คนผิดปกติ ที่จะถูกมนต์ของที่นี่สะกดจิตเพียงคนเดียว เชิญคุณมาสัมผัสสักหน หากที่นี่มอบความสุขใจให้ผมได้ไยคุณมิอาจรับมันเล่า


เคล็ดลับ นักเที่ยว

การขับรถเข้ามาจอดในละแวกตลาดน้ำอัมพวาอาจไม่ใช่ของสนุก แม้วันศุกร์ตอนเย็น รถก็แน่นเต็มอุทยาน ร.2 วนเข้ามาเลี้ยวรถยากๆ แล้วไม่มีที่จอด เดี๋ยวจะทำให้จิตใจขุ่นขึ้ง ผมว่าตอนคุณขับรถตรงมาจากสมุทรสงคราม ไม่ต้องเข้าอัมพวา แต่ให้สังเกตป้อมตำรวจทางซ้ายมือ มีป้ายเขียนว่าวัดบางลี่และวัดภุมรินทร์กุฎีทอง เลี้ยวเข้าไป แล้วไปจอดรถที่วัดไหนก็ได้ ถ้าวัดบางนางลี่ จะอยู่ตรงข้ามตลาดน้ำเลย แต่ถ้าขับเลยมานิดหน่อยจะเป็นวัดภุมรินทร์ ห่างไกลออกมาหน่อย แต่ผมว่าให้บรรยากาศและอารมณ์ที่พิเศษกว่า จะมองเห็นคุ้งน้ำงาม มีวัดเรียงรายตามริมแม่น้ำ เห็นต้นไม้ใหญ่ตรงคุ้งน้ำ งามไม่หยอก ที่พักที่ผมมานอนก็เรือนสีฟ้าสีน้ำเงินข้างวัดภุมรินทร์นี่แหละ ถ้าจะไม่ค้างก็จอดรถไว้ที่วัด แล้วค่อยข้ามเรือโดยสารจากตลาดน้ำมาที่วัดได้เลย

*ข้อควรระวัง ผมเคยไป Coo gee Beach ที่ Sydney, Australia มีป้ายบอกไว้ว่า “thief come to beach with you too” แปลว่า โจรขโมยก็มาเที่ยวชายหาดเหมือนกัน พวกเราควรจำสัจธรรมข้อนี้ไว้ว่า โจรก็มาเที่ยวอัมพวาเหมือนกัน ระวังทวัพย์สินไว้ให้ดี อย่าชะล่าใจ

การเดินทาง :

รถยนต์ส่วนตัว

เส้นทางที่ 1 ตั้งต้นที่ถนนพระราม 2 (หมายเลข 35) เมื่อเลยสมุทรสาครมาจะเจอป้ายทางเข้าตลาดน้ำอัมพวาหรือจะวิ่งเข้าถนน 325 ผ่านตัวเมือง แม่กลองก็ได้ วิ่งตามถนน 325 ก่อนถึงอัมพวาจะพบป้ายทางเข้าวัดภุมรินทร์ ปากทางเข้านี้จะมีป้อมตำรวจตั้งอยู่ วิ่งไปเรื่อยๆ จะพบวัดภุมรินทร์ก่อน เลยไปจะเป็นวัดบางนางลี้ เลือกจอดรถได้ทั้งสองวัด หรือถ้าจะวิ่งตรงเข้าตังอัมพวาก็ได้ แต่รถอาจติดและหาที่จอดรถลำบาก

เส้นทางที่ 2 วิ่งตามถนนเพชรเกษม (หมายเลข 4) ผ่านตัวเมืองนครปฐม จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 325 ผ่าน อ.ดำเนินสะดวก ไม่ต้องเข้าอัมพวา แต่ให้สังเกตป้อมตำรวจทางขวามือที่มีป้ายทางเข้าวัดภุมรินทร์ เข้าถนนสายนี้จะพบวัดภุมรินทร์ก่อน เลยไปจะเป็นวัดบางนางลี่ เลือกจอดรถได้ทั้งสองวัด หรือถ้าจะวิ่งตรงเข้าตัวอัมพวาก็ได้ แต่รถอาจติดและหาที่จอดรถลำบาก
รถประจำทาง : จากสายใต้ใหม่นั่งรถประจำทางกรุงเทพฯ-แม่กลอง-อัมพวา-ดำเนินสะดวก สาย 996 มาลงที่ตลาดน้ำอัมพวา หรือจากสายใต้ใหม่ นั่งรถกรุงเทพฯ-แม่กลอง มาลงที่แม่กลอง แล้วต่อรถสองแถวมาอัมพวา

รถตู้ : นั่งรถตู้สายอนุสาวรีย์ชัยฯ-อัมพวา บริเวณห้างเซ็นจูรี่ (ใต้ BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ) มาลงที่อัมพวา นั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์มาลงแม่กลอง แล้วต่อรถสองแถวมาที่ตลาดน้ำอัมพวาได้เลย

ติดต่อ-สอบถาม : ททท.สมุทรสงคราม 034-752-847-8

วังภูไพร ฟาร์มสเตย์ นครราชสีมา ชมวิถีชุมชนปลอดสารพิษ



วังภูไพร ฟาร์มสเตย์ นครราชสีมา ชมวิถีชุมชนปลอดสารพิษ



ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หากกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปที่ไหนดี มีสถานที่หนึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก นั่นคือ “วังภูไพร ฟาร์มสเตย์” อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา 

เป็นบ้านพักส่วนตัวสไตล์บ้านพักในแปลงผักไร้สารพิษ อยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน โครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติและสุขภาพอย่างแท้จริง ที่พักมีให้เลือกหลายรูปแบบ ด้วยจำนวน 5 ห้องและเต็นท์ ตัวอย่างเช่น บ้านวังภูไพร เป็นบ้านไม้-อิฐดินซีเมนต์กึ่งทรงไทย เป็นบ้านหลังใหญ่ มีหน้าต่างรอบด้าน อากาศเย็นสบาย มีห้องนอน 2 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ทีวี พร้อมจานดาวเทียม ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น มีระเบียงนั่งเล่นพักผ่อนสบายๆ




ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หากกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปที่ไหนดี มีสถานที่หนึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก นั่นคือ “วังภูไพร ฟาร์มสเตย์” อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา 

เป็นบ้านพักส่วนตัวสไตล์บ้านพักในแปลงผักไร้สารพิษ อยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้าน โครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติและสุขภาพอย่างแท้จริง ที่พักมีให้เลือกหลายรูปแบบ ด้วยจำนวน 5 ห้องและเต็นท์ ตัวอย่างเช่น บ้านวังภูไพร เป็นบ้านไม้-อิฐดินซีเมนต์กึ่งทรงไทย เป็นบ้านหลังใหญ่ มีหน้าต่างรอบด้าน อากาศเย็นสบาย มีห้องนอน 2 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ทีวี พร้อมจานดาวเทียม ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น มีระเบียงนั่งเล่นพักผ่อนสบายๆ



กิจกรรมยามเช้าสามารถออกกำลังกาย ขึ้นเขาสูดโอโซนชมพระอาทิตย์ขึ้น จากนั่นเยี่ยมชมวิถีชีวิตชุมชนบรรยากาศชนบท การปลูกผักไร้สารพิษ พร้อมเรียนรู้กิจกรรมพึ่งตนเอง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติ




กิจกรรมยามเช้าสามารถออกกำลังกาย ขึ้นเขาสูดโอโซนชมพระอาทิตย์ขึ้น จากนั่นเยี่ยมชมวิถีชีวิตชุมชนบรรยากาศชนบท การปลูกผักไร้สารพิษ พร้อมเรียนรู้กิจกรรมพึ่งตนเอง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติ



สำหรับนักท่องเที่ยวผู้รักสุขภาพ ฟาร์มสเตย์แห่งนี้มีอาหารสุขภาพ ผักไร้สารพิษไว้บริการ หรือการอบสมุนไพรบ้านดินเพื่อสุขภาพพร้อมนวดประคบ พิเศษสำหรับผู้ที่ชอบผจญภัยส่องสัตว์ยามค่ำคืน มีกิจกรรมชมวัวกระทิงและสัตว์ปา เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าของชุมชน




สำหรับนักท่องเที่ยวผู้รักสุขภาพ ฟาร์มสเตย์แห่งนี้มีอาหารสุขภาพ ผักไร้สารพิษไว้บริการ หรือการอบสมุนไพรบ้านดินเพื่อสุขภาพพร้อมนวดประคบ พิเศษสำหรับผู้ที่ชอบผจญภัยส่องสัตว์ยามค่ำคืน มีกิจกรรมชมวัวกระทิงและสัตว์ปา เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าของชุมชน



ผู้มาเยือนนอกจากจะได้ความรู้กลับบ้าน และได้รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมบำบัดสุขภาพด้วยบ้านดินแล้ว ยัง “อิ่มบุญ” เพราะรายได้ค่าที่พักวังภูไพร ฟาร์มสเตย์ ได้สนับสนุนกิจกรรมการเรียนการสอนและได้จัดอบรม “เยาวชนคนสร้างชาติ” ให้กับโรงรียนในพื้นที่



ผู้มาเยือนนอกจากจะได้ความรู้กลับบ้าน และได้รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมบำบัดสุขภาพด้วยบ้านดินแล้ว ยัง “อิ่มบุญ” เพราะรายได้ค่าที่พักวังภูไพร ฟาร์มสเตย์ ได้สนับสนุนกิจกรรมการเรียนการสอนและได้จัดอบรม “เยาวชนคนสร้างชาติ” ให้กับโรงรียนในพื้นที่


การมาพักผ่อนในวังภูไพร เราจะได้ร่วมเรียนรู้และฝึกทำกิจกรรมพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันทั้งสิ้น เพื่อนำกลับไปใชีในชีวิตประจำวันได้

ข้อมูลเกี่ยวกับ…วังภูไพร ฟาร์มสเตย์ นครราชสีมา

ที่ตั้ง : 50 หมู่ 11 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา 30370
ติดต่อ-สอบถาม : โทร 085-201-1410, 089-204-2550  หรือที่  www.poopai.com





Credit : ท่องทั่วไทย

ทุ่งดอกทานตะวัน จังหวัดลพบุรี



ทุ่งทานตะวันจังหวัดลพบุรีมีการปลูกทานตะวันมากที่สุดใน ประเทศไทย คือ ประมาณ 200,000 - 300,000 ไร่ 
ดอกทานตะวันจะบานสะพรั่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน - มกราคม ทานตะวันเป็นพืชทนแล้งเกษตรกรนิยมปลูกทดแทนข้าวโพด




ทุ่งทานตะวันจังหวัดลพบุรีมีการปลูกทานตะวันมากที่สุดใน ประเทศไทย คือ ประมาณ 200,000 - 300,000 ไร่ 
ดอกทานตะวันจะบานสะพรั่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน - มกราคม ทานตะวันเป็นพืชทนแล้งเกษตรกรนิยมปลูกทดแทนข้าวโพด





เมล็ดทานตะวันมีสารอาหารที่มีคุณค่า นิยมใช้สกัดทำน้ำมันปรุงอาหาร หรืออบแห้ง เพื่อรับประทาน หรือใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง และยังสามารถเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย จึงทำให้ได้ผลผลิต คือ น้ำผึ้งจากดอกทานตะวันอีกทางหนึ่ง แหล่งปลูกทานตะวันกระจายอยู่ทั่วไปในเขตอำเภอเมือง อำเภอพัฒนานิคม อำเภอชัยบาดาล พื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมาก ได้แก่บริเวณเขาจีนและใกล้วัด เวฬุวันตำบลโคกตูมอำเภอเมือง การเดินทางลพบุรี ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน (ลพบุรี - สระบุรี) ถึงกิโลเมตรที่ 4 เลี้ยวซ้าย ไปตามทางหลวงหมายเลข 3017
(ทางไปตำบลโคกตูม) ระยะทางประมาณ 8 กม. จะถึงทางเข้าวัดเวฬุวัน (ด้าน ซ้ายมือ) เลี้ยวเข้าไปอีกประมาณ 2 กม. จะถึงทุ่งทานตะวัน สำหรับรถโดยสาร ประจำทาง มีรถสองแถวลพบุรี - วังม่วง ผ่านทางเข้าวัดเวฬุวัน รถออกจากสถานีขนส่งลพบุรี ระหว่างเวลา 06.20 - 17.00 น.






เมล็ดทานตะวันมีสารอาหารที่มีคุณค่า นิยมใช้สกัดทำน้ำมันปรุงอาหาร หรืออบแห้ง เพื่อรับประทาน หรือใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง และยังสามารถเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย จึงทำให้ได้ผลผลิต คือ น้ำผึ้งจากดอกทานตะวันอีกทางหนึ่ง แหล่งปลูกทานตะวันกระจายอยู่ทั่วไปในเขตอำเภอเมือง อำเภอพัฒนานิคม อำเภอชัยบาดาล พื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมาก ได้แก่บริเวณเขาจีนและใกล้วัด เวฬุวันตำบลโคกตูมอำเภอเมือง การเดินทางลพบุรี ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน (ลพบุรี - สระบุรี) ถึงกิโลเมตรที่ 4 เลี้ยวซ้าย ไปตามทางหลวงหมายเลข 3017
(ทางไปตำบลโคกตูม) ระยะทางประมาณ 8 กม. จะถึงทางเข้าวัดเวฬุวัน (ด้าน ซ้ายมือ) เลี้ยวเข้าไปอีกประมาณ 2 กม. จะถึงทุ่งทานตะวัน สำหรับรถโดยสาร ประจำทาง มีรถสองแถวลพบุรี - วังม่วง ผ่านทางเข้าวัดเวฬุวัน รถออกจากสถานีขนส่งลพบุรี ระหว่างเวลา 06.20 - 17.00 น.





นอกจากนี้ ยังมีแหล่งปลูกทานตะวันกระจัดกระจายไปตามเส้นทางที่จะไปอำเภอ พัฒนานิคม บริเวณช่องสาริกา (เข้าทางวัดมณีศรีโสภณ) ริมทางหลวงหมายเลข 21 และบริเวณตำบลชอนน้อย ทางหลวงหมายเลข 3334


สอบถามบริเวณพื้นที่ปลูกทานตะวัน ก่อนการเดินทางได้ที่
สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี โทร. 036- 411202
สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองลพบุรี โทร.  036- 412338
สำนักงานเกษตรอำเภอพัฒนานิคม  โทร. 036491133




ที่มา : http://www.lopburi.org

ไปเถอะ เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ใกล้แค่นี้เอง




อยากไปสัมผัสความชุ่มชื่น สูดอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางธรรมชาติที่เขียวขจี จะไปที่ไหนดี ที่ไม่ต้องเดินทางไกล แต่ก็ยังได้ความรู้สึกแบบนี้  แนะนำไปที่ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด -โป่งก้อนเส้า  สระบุรี ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็จะได้ร้องว้าวไปกับบรรยากาศแบบปิคนิกริมอ่างเก็บน้ำ  ได้ฟินไปกับภาพวิวทิวทัศน์ของต้นไม้และทิวเขาโดยรอบที่สวยงามเหมือนภาพวาด  บรรยากาศแบบนี้หาดูได้ที่โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงภาคเหนือ





อยากไปสัมผัสความชุ่มชื่น สูดอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางธรรมชาติที่เขียวขจี จะไปที่ไหนดี ที่ไม่ต้องเดินทางไกล แต่ก็ยังได้ความรู้สึกแบบนี้  แนะนำไปที่ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด -โป่งก้อนเส้า  สระบุรี ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็จะได้ร้องว้าวไปกับบรรยากาศแบบปิคนิกริมอ่างเก็บน้ำ  ได้ฟินไปกับภาพวิวทิวทัศน์ของต้นไม้และทิวเขาโดยรอบที่สวยงามเหมือนภาพวาด  บรรยากาศแบบนี้หาดูได้ที่โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงภาคเหนือ





ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด –โป่งก้อนเส้า เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่ถูกแยกออกมาให้อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สาขาสระบุรี) เพื่อความสะดวกในการดูแลนักท่องเที่ยว  โดยจัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานที่พักแรมสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ริมอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน เชื่อว่าสำหรับคนที่รักการแคมปิ้ง คงรู้จักคุ้นเคยกันดี เรียกว่าอาจมาตั้งแคมป์ ทำอาหารริมน้ำกันหลายครั้ง  ชื่อนี้ก็คงคุ้นเคยกันดีในหมู่บรรดานักถ่ายภาพผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพมาโคร  เพราะมีแมลงและพืชพันธุ์แปลกๆมากมาย โดยเฉพาะนางเอกของที่นี่ เห็ดแชมเปญสีส้มรูปร่างคล้ายแก้วแชมเปญ ซึ่งหน้าฝนเมื่อไหร่เหล่าบรรดานักถ่ายภาพทั้งหลาย จะเดินเข้าป่าตามล่าถ่ายภาพเห็ดกัน







ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด –โป่งก้อนเส้า เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่ถูกแยกออกมาให้อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สาขาสระบุรี) เพื่อความสะดวกในการดูแลนักท่องเที่ยว  โดยจัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานที่พักแรมสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ริมอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน เชื่อว่าสำหรับคนที่รักการแคมปิ้ง คงรู้จักคุ้นเคยกันดี เรียกว่าอาจมาตั้งแคมป์ ทำอาหารริมน้ำกันหลายครั้ง  ชื่อนี้ก็คงคุ้นเคยกันดีในหมู่บรรดานักถ่ายภาพผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพมาโคร  เพราะมีแมลงและพืชพันธุ์แปลกๆมากมาย โดยเฉพาะนางเอกของที่นี่ เห็ดแชมเปญสีส้มรูปร่างคล้ายแก้วแชมเปญ ซึ่งหน้าฝนเมื่อไหร่เหล่าบรรดานักถ่ายภาพทั้งหลาย จะเดินเข้าป่าตามล่าถ่ายภาพเห็ดกัน






แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราเน้นมาพักผ่อนชมวิวริมอ่างเก็บน้ำไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำอาหารทานกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พออิ่มท้อง เมื่อมาถึงทางเจ็ดคด  อันดับแรกต้องไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อติดต่อลงทะเบียน เรื่องบ้านพัก ลานกางเต้นท์  โดยเราจองที่พักเป็นแบบบ้านซึ่งจองล่วงหน้า 1 เดือน เพราะค่อนข้างเต็มเร็วมาก  ส่วนลานกางเต้นท์ไม่ต้องจอง เพียงแค่นำเต้นท์ส่วนตัวมา ไปติดต่อจ่ายค่าบำรุงสถานที่ จากนั้นหาจุดกางเต้นท์ได้ตามสะดวก  ในส่วนของเต้นท์ อาหาร เครื่องดื่ม ต้องเตรียมมาเอง  เพราะปัจจุบันทางศูนย์ฯไม่มีนโยบายให้เช่าเต้นท์และบริการในส่วนอาหาร

บ้านพักของศูนย์ฯ มีหลายแบบ พักได้ 2-3 คน และ 4-5 คน  ทั้งแบบห้องแอร์  ห้องพัดลม ในราคาที่ไม่แพง บ้านหลังนี้ คือ บ้านหลังใหญ่  เป็นห้องแอร์  มี 1 ห้องนอน  2 เตียง พักได้ไม่เกิน 5 คน  มีพื้นที่ห้องโถงส่วนกลาง พื้นที่ทำครัว ตู้เย็น อ่างล้างจาน ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมน้ำอุ่น  ในราคา 1500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก







แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราเน้นมาพักผ่อนชมวิวริมอ่างเก็บน้ำไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำอาหารทานกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พออิ่มท้อง เมื่อมาถึงทางเจ็ดคด  อันดับแรกต้องไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อติดต่อลงทะเบียน เรื่องบ้านพัก ลานกางเต้นท์  โดยเราจองที่พักเป็นแบบบ้านซึ่งจองล่วงหน้า 1 เดือน เพราะค่อนข้างเต็มเร็วมาก  ส่วนลานกางเต้นท์ไม่ต้องจอง เพียงแค่นำเต้นท์ส่วนตัวมา ไปติดต่อจ่ายค่าบำรุงสถานที่ จากนั้นหาจุดกางเต้นท์ได้ตามสะดวก  ในส่วนของเต้นท์ อาหาร เครื่องดื่ม ต้องเตรียมมาเอง  เพราะปัจจุบันทางศูนย์ฯไม่มีนโยบายให้เช่าเต้นท์และบริการในส่วนอาหาร

บ้านพักของศูนย์ฯ มีหลายแบบ พักได้ 2-3 คน และ 4-5 คน  ทั้งแบบห้องแอร์  ห้องพัดลม ในราคาที่ไม่แพง บ้านหลังนี้ คือ บ้านหลังใหญ่  เป็นห้องแอร์  มี 1 ห้องนอน  2 เตียง พักได้ไม่เกิน 5 คน  มีพื้นที่ห้องโถงส่วนกลาง พื้นที่ทำครัว ตู้เย็น อ่างล้างจาน ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมน้ำอุ่น  ในราคา 1500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก







แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราเน้นมาพักผ่อนชมวิวริมอ่างเก็บน้ำไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำอาหารทานกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พออิ่มท้อง เมื่อมาถึงทางเจ็ดคด  อันดับแรกต้องไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อติดต่อลงทะเบียน เรื่องบ้านพัก ลานกางเต้นท์  โดยเราจองที่พักเป็นแบบบ้านซึ่งจองล่วงหน้า 1 เดือน เพราะค่อนข้างเต็มเร็วมาก  ส่วนลานกางเต้นท์ไม่ต้องจอง เพียงแค่นำเต้นท์ส่วนตัวมา ไปติดต่อจ่ายค่าบำรุงสถานที่ จากนั้นหาจุดกางเต้นท์ได้ตามสะดวก  ในส่วนของเต้นท์ อาหาร เครื่องดื่ม ต้องเตรียมมาเอง  เพราะปัจจุบันทางศูนย์ฯไม่มีนโยบายให้เช่าเต้นท์และบริการในส่วนอาหาร

บ้านพักของศูนย์ฯ มีหลายแบบ พักได้ 2-3 คน และ 4-5 คน  ทั้งแบบห้องแอร์  ห้องพัดลม ในราคาที่ไม่แพง บ้านหลังนี้ คือ บ้านหลังใหญ่  เป็นห้องแอร์  มี 1 ห้องนอน  2 เตียง พักได้ไม่เกิน 5 คน  มีพื้นที่ห้องโถงส่วนกลาง พื้นที่ทำครัว ตู้เย็น อ่างล้างจาน ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมน้ำอุ่น  ในราคา 1500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก






พื้นที่ลานกางเต้นท์กว้างขวาง เริ่มมีนักท่องเที่ยวมาจับจองกันตั้งแต่เที่ยง บางคนเผลอๆมาแต่เช้า เพราะในช่วงวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ หากอยากกางเต้นท์แบบแนบชิดริมอ่างน้ำ ต้องมาเร็วซักหน่อยเพราะเป็นพื้นที่ยอดฮิต  ขนาดว่าเรามาถึงตอนบ่ายโมงกว่า พื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำนั้นโดยจับจองกันเต็มหมดแล้ว เหลือแต่พื้นที่รอบๆ







พื้นที่ลานกางเต้นท์กว้างขวาง เริ่มมีนักท่องเที่ยวมาจับจองกันตั้งแต่เที่ยง บางคนเผลอๆมาแต่เช้า เพราะในช่วงวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ หากอยากกางเต้นท์แบบแนบชิดริมอ่างน้ำ ต้องมาเร็วซักหน่อยเพราะเป็นพื้นที่ยอดฮิต  ขนาดว่าเรามาถึงตอนบ่ายโมงกว่า พื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำนั้นโดยจับจองกันเต็มหมดแล้ว เหลือแต่พื้นที่รอบๆ







พื้นที่ลานกางเต้นท์กว้างขวาง เริ่มมีนักท่องเที่ยวมาจับจองกันตั้งแต่เที่ยง บางคนเผลอๆมาแต่เช้า เพราะในช่วงวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ หากอยากกางเต้นท์แบบแนบชิดริมอ่างน้ำ ต้องมาเร็วซักหน่อยเพราะเป็นพื้นที่ยอดฮิต  ขนาดว่าเรามาถึงตอนบ่ายโมงกว่า พื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำนั้นโดยจับจองกันเต็มหมดแล้ว เหลือแต่พื้นที่รอบๆ






กระต่ายน้อยน่ารัก วิ่งเล่นไปมาอยู่พื้นที่ในศูนย์ฯ โดยเจ้าหน้าที่ได้มาปล่อยให้มันหากินและอยู่แบบธรรมชาติ คือ มีหลายสิบตัวมาก จนกลายเป็นเจ้าถิ่นไปเสียแล้ว ที่สำคัญ มันมีความคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี  โดยเฉพาะเวลาให้อาหารจะรีบวิ่งมาเล่นด้วย






กระต่ายน้อยน่ารัก วิ่งเล่นไปมาอยู่พื้นที่ในศูนย์ฯ โดยเจ้าหน้าที่ได้มาปล่อยให้มันหากินและอยู่แบบธรรมชาติ คือ มีหลายสิบตัวมาก จนกลายเป็นเจ้าถิ่นไปเสียแล้ว ที่สำคัญ มันมีความคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี  โดยเฉพาะเวลาให้อาหารจะรีบวิ่งมาเล่นด้วย





กิจกรรมเมื่อมาถึงเจ็ดคด โป่งก้อนเส้า ส่วนใหญ่ก็จะนิยมมากางเต้นท์ปิคนิก ชมบรรยากาศของธรรมชาติรอบด้าน   บางคนนำหนังสือมาอ่าน  บางคนนั่งนิ่งหน้าเต้นท์ เล่นโทรศัพท์ฟังเพลง บางคนสนุกสนานไปกับการทำอาหาร บางคนนั่งเมาท์กับกลุ่มเพื่อน  เรียกได้ว่าเป็นการพักผ่อนที่ไม่ต้องขยับตัวไปไหนมาก ก็มีความสุขได้ไปกับความสวยงามของวิวทิวทัศน์ที่อยู่รายล้อม

เห็นเต้นท์กางกันมากมายจนกลายเป็นชุมชน จากประสบการณ์ที่เห็นมาส่วนใหญ่ คิดว่ากลางคืนคงไม่น่าจะสงบแน่ เสียงคงดัง แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะทางศูนย์ฯ ค่อนข้างเข้มงวด งดเสียงดังเกิน 3 ทุ่ม   คือ ถ้าเสียงเริ่มดังเมื่อไหร่ จะได้ยินเสียงประกาศออกไมค์เตือนมาเป็นระยะ  อีกอย่างสไตล์ของนักท่องเที่ยวที่มาส่วนใหญ่  คือ มากางเต้นท์พักผ่อน  ทำอาหาร  อยู่กันแบบเงียบจริงๆ  บางคนก็นั่งชมวิวคุยกันเบาๆ ไปเรื่อยๆ   คือ เป็นอะไรที่สงบมาก






กิจกรรมเมื่อมาถึงเจ็ดคด โป่งก้อนเส้า ส่วนใหญ่ก็จะนิยมมากางเต้นท์ปิคนิก ชมบรรยากาศของธรรมชาติรอบด้าน   บางคนนำหนังสือมาอ่าน  บางคนนั่งนิ่งหน้าเต้นท์ เล่นโทรศัพท์ฟังเพลง บางคนสนุกสนานไปกับการทำอาหาร บางคนนั่งเมาท์กับกลุ่มเพื่อน  เรียกได้ว่าเป็นการพักผ่อนที่ไม่ต้องขยับตัวไปไหนมาก ก็มีความสุขได้ไปกับความสวยงามของวิวทิวทัศน์ที่อยู่รายล้อม

เห็นเต้นท์กางกันมากมายจนกลายเป็นชุมชน จากประสบการณ์ที่เห็นมาส่วนใหญ่ คิดว่ากลางคืนคงไม่น่าจะสงบแน่ เสียงคงดัง แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะทางศูนย์ฯ ค่อนข้างเข้มงวด งดเสียงดังเกิน 3 ทุ่ม   คือ ถ้าเสียงเริ่มดังเมื่อไหร่ จะได้ยินเสียงประกาศออกไมค์เตือนมาเป็นระยะ  อีกอย่างสไตล์ของนักท่องเที่ยวที่มาส่วนใหญ่  คือ มากางเต้นท์พักผ่อน  ทำอาหาร  อยู่กันแบบเงียบจริงๆ  บางคนก็นั่งชมวิวคุยกันเบาๆ ไปเรื่อยๆ   คือ เป็นอะไรที่สงบมาก





รายละเอียดเพิ่มเติม

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเจ็ดคด –โป่งก้อนเส้า

ตำบลท่ามะปราง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

โทร 080 019 2762

ไม่เสียค่าเข้าสถานที่

 

รายละเอียดบ้านพัก

บ้านพัดลม (เข้าพักได้ 4-6คน)  1000 บาท

บ้านเดี่ยวแอร์ (เข้าพักได้ไม่เกิน 5คน)  ราคา 1500 บาท

บ้านพัก 4 ยูนิต (ห้องแอร์) แบ่งเป็น 4 ห้อง แบบเรือนแถว  เข้าพักได้ไม่เกิน 3 คนต่อห้อง ราคา 800 บาท

ปัจจุบันทางศูนย์ฯไม่มีบริการเต้นท์ให้เช่า(เมื่อก่อนมี)  นักท่องเที่ยวต้องนำเต้นท์ส่วนตัวมาเอง  โดยจ่ายค่าบำรุงสถานที่แล้วแต่จะให้  มีห้องน้ำรวมให้บริการ  ร้านอาหาร น้ำดื่ม ไม่มีให้บริการ ต้องเตรียมมาเอง

 

กิจกรรม

-กางเต้นท์  ปิคนิก   สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ ริมอ่างเก็บน้ำ

-เดินเล่น นั่งเล่น  ถ่ายภาพชมวิว

-ปั่นจักรยานรอบอ่างเก็บน้ำ

-หากมาเที่ยวในช่วงฤดูฝนประมาณ เดือนส.ค. – ต.ค  สามารถเดินป่าศึกษาธรรมชาติ  ชมน้ำตกดูเห็ดแชมเปญ เส้นทางระยะสั้นไปจนถึงน้ำตกเจ็ดคตเหนือ ประมาณ 1.2 กม.

-ขับรถขึ้นไปยังจุดชมวิว ซึ่งอยู่ก่อนถึงศูนย์ฯประมาณ 1.6 กิโลเมตร แต่เส้นทางในหน้าฝน ไม่ค่อยแนะนำให้นำรถเก๋งไป เพราะบางจุดเป็นหลุม และถนนเป็นแบบยางมะตอยลูกรังนิดๆ

 

การเดินทาง

โดยรถยนต์ เดินทางจากกรุงเทพฯ ระยะทางรวมประมาณ 130 กม. ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) แยกขวาไปทางจังหวัดนครราชสีมา (ถนนมิตรภาพ) ประมาณ 20 กม. กลับรถหน้าเทศบาลทับกวาง อีก 1 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 20 กม.



ที่มา :  http://www.paiduaykan.com/travel/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%94

“บ้านศาลาดิน” ท่องเที่ยวเชิงเกษตรริมคลองมหาสวัสดิ์ ช่องทางสร้างรายได้ชุมชน



 ชุมชนบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ชุมชนแห่งนี้ถือว่าเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์และพัฒนาหมู่บ้าน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่อยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ 


 ชุมชนบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ชุมชนแห่งนี้ถือว่าเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์และพัฒนาหมู่บ้าน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่อยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพฯ 

                                                                   
                                                                                         กังหันบำบัดน้ำ


 จุดเด่นของชุมชนแห่งนี้มีพื้นที่ติดกับคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งคลองมหาสวัสดิ์เป็นคลองที่ขุดขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางการเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน ดังนั้นจึงมีผู้คนมาอาศัยอยู่ริมสองฝั่งคลองมหาสวัสดิ์ และเป็นที่มาของชุมชนหลายชุมชน ซึ่งในแต่ละชุมชนต้องมีการสร้างศาลาไว้เพื่อใช้ขึ้นลงเรือ โดยจะเรียกขานชื่อศาลานั้นๆ ตามลักษณะของแต่ละชุมชน ศาลาของคลองมหาสวัสดิ์นั้นมีทั้งสิ้น 7 ศาลา โดยหนึ่งในนั้นคือ ศาลาดิน และเป็นหนึ่งในหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวของจังหวัดนครปฐม ถือเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้วิถีชุมชนแห่งคลองมหาสวัสดิ์ ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี 




                                                                   
                                                                                         กังหันบำบัดน้ำ


 จุดเด่นของชุมชนแห่งนี้มีพื้นที่ติดกับคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งคลองมหาสวัสดิ์เป็นคลองที่ขุดขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางการเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน ดังนั้นจึงมีผู้คนมาอาศัยอยู่ริมสองฝั่งคลองมหาสวัสดิ์ และเป็นที่มาของชุมชนหลายชุมชน ซึ่งในแต่ละชุมชนต้องมีการสร้างศาลาไว้เพื่อใช้ขึ้นลงเรือ โดยจะเรียกขานชื่อศาลานั้นๆ ตามลักษณะของแต่ละชุมชน ศาลาของคลองมหาสวัสดิ์นั้นมีทั้งสิ้น 7 ศาลา โดยหนึ่งในนั้นคือ ศาลาดิน และเป็นหนึ่งในหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวของจังหวัดนครปฐม ถือเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้วิถีชุมชนแห่งคลองมหาสวัสดิ์ ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี 



 

สำหรับบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีความหลากหลาย เช่น สวนผลไม้มากมายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง หมาก ขนุน กระท้อน กล้วย มะละกอ รวมถึงส้มโอ ผลไม้ชื่อดังของจังหวัดนครปฐม ชุมชนชาวน้ำบ้านศาลาดินเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันแบบเอื้ออาทร ช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน ชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกบ การปลูกผักกระเฉดปลอดสารพิษที่นอกจากจะทำรายได้แล้วยังถือได้ว่าเป็นการกันตลิ่งพังอีกด้วย การทำไร่นาสวนผสมของบ้านศาลาดินที่ทำนาข้าว (นาหว่าน) และสวนผลไม้รวม




 

สำหรับบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีความหลากหลาย เช่น สวนผลไม้มากมายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง หมาก ขนุน กระท้อน กล้วย มะละกอ รวมถึงส้มโอ ผลไม้ชื่อดังของจังหวัดนครปฐม ชุมชนชาวน้ำบ้านศาลาดินเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันแบบเอื้ออาทร ช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน ชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกบ การปลูกผักกระเฉดปลอดสารพิษที่นอกจากจะทำรายได้แล้วยังถือได้ว่าเป็นการกันตลิ่งพังอีกด้วย การทำไร่นาสวนผสมของบ้านศาลาดินที่ทำนาข้าว (นาหว่าน) และสวนผลไม้รวม




                                                             บ้านฟักข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟฟักข้าว

สำหรับบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีความหลากหลาย เช่น สวนผลไม้มากมายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง หมาก ขนุน กระท้อน กล้วย มะละกอ รวมถึงส้มโอ ผลไม้ชื่อดังของจังหวัดนครปฐม ชุมชนชาวน้ำบ้านศาลาดินเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันแบบเอื้ออาทร ช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน ชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกบ การปลูกผักกระเฉดปลอดสารพิษที่นอกจากจะทำรายได้แล้วยังถือได้ว่าเป็นการกันตลิ่งพังอีกด้วย การทำไร่นาสวนผสมของบ้านศาลาดินที่ทำนาข้าว (นาหว่าน) และสวนผลไม้รวม





                                                             บ้านฟักข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟฟักข้าว

สำหรับบ้านศาลาดิน เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีความหลากหลาย เช่น สวนผลไม้มากมายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง หมาก ขนุน กระท้อน กล้วย มะละกอ รวมถึงส้มโอ ผลไม้ชื่อดังของจังหวัดนครปฐม ชุมชนชาวน้ำบ้านศาลาดินเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยกันแบบเอื้ออาทร ช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน ชาวบ้านในชุมชนมีอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกบ การปลูกผักกระเฉดปลอดสารพิษที่นอกจากจะทำรายได้แล้วยังถือได้ว่าเป็นการกันตลิ่งพังอีกด้วย การทำไร่นาสวนผสมของบ้านศาลาดินที่ทำนาข้าว (นาหว่าน) และสวนผลไม้รวม





สวนกล้วยไม้ เป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะเป็นสวนกล้วยไม้ที่มีการแต่งพันธุ์กล้วยไม้โดยเกษตรกรในชุมชน พื้นที่กว่า 12 ไร่ เป็นกล้วยไม้ที่มีการแต่งพันธุ์ใหม่ชื่อ “ทัศนีย์” ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย โดยมีผิวกลีบดูคล้ายกำมะหยี่ยามสะท้อนแสงดูสวยงามมาก และสำหรับคนที่รักษ์สุขภาพ ที่บ้านศาลาดินแห่งนี้มีฟักข้าว ซึ่งเจ้าของสวนฟักข้าวได้นำฟักข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำฟักข้าว สบู่ฟักข้าว และที่เป็นไฮไลต์ คือ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟน้ำฟักข้าว เป็นต้น 







สวนกล้วยไม้ เป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะเป็นสวนกล้วยไม้ที่มีการแต่งพันธุ์กล้วยไม้โดยเกษตรกรในชุมชน พื้นที่กว่า 12 ไร่ เป็นกล้วยไม้ที่มีการแต่งพันธุ์ใหม่ชื่อ “ทัศนีย์” ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย โดยมีผิวกลีบดูคล้ายกำมะหยี่ยามสะท้อนแสงดูสวยงามมาก และสำหรับคนที่รักษ์สุขภาพ ที่บ้านศาลาดินแห่งนี้มีฟักข้าว ซึ่งเจ้าของสวนฟักข้าวได้นำฟักข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำฟักข้าว สบู่ฟักข้าว และที่เป็นไฮไลต์ คือ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟน้ำฟักข้าว เป็นต้น 






สำหรับการเดินทางมาบ้านศาลาดินไม่ยาก เดินทางโดยรถยนต์สวนตัว เข้ามาทางศาลายา ผ่านมหาวิทยาลัย เลียบคลองมหาสวัสดิ์ เดินทางมาจนถึงจุดเช็กอิน ซึ่งเป็นบ้านจำหน่ายข้าวตังหน้าหมูหยอง ผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชน หลังจากนั้นจะมีเรือหางยาวมารับเพื่อพานักท่องเที่ยว ค่าบริการลำละ 500 บาท เดินทางล่องไปตามลำคลอง เพื่อชมทัศนียภาพริมสองฝั่งคลอง ก่อนจะพาไปตามจุดเช็กอิน ตามสวนต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นสวนผลไม้ปลอดสารพิษ นาบัว สวนกล้วยไม้ เป็นต้น ทุกที่ที่ไปจะมีกิจกรรมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกจุด เช่น สวนผลไม้ มีรถอีแต๋นให้นั่งชมสวนอย่างใกล้ชิด เป็นต้น 






สำหรับการเดินทางมาบ้านศาลาดินไม่ยาก เดินทางโดยรถยนต์สวนตัว เข้ามาทางศาลายา ผ่านมหาวิทยาลัย เลียบคลองมหาสวัสดิ์ เดินทางมาจนถึงจุดเช็กอิน ซึ่งเป็นบ้านจำหน่ายข้าวตังหน้าหมูหยอง ผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชน หลังจากนั้นจะมีเรือหางยาวมารับเพื่อพานักท่องเที่ยว ค่าบริการลำละ 500 บาท เดินทางล่องไปตามลำคลอง เพื่อชมทัศนียภาพริมสองฝั่งคลอง ก่อนจะพาไปตามจุดเช็กอิน ตามสวนต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นสวนผลไม้ปลอดสารพิษ นาบัว สวนกล้วยไม้ เป็นต้น ทุกที่ที่ไปจะมีกิจกรรมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกจุด เช่น สวนผลไม้ มีรถอีแต๋นให้นั่งชมสวนอย่างใกล้ชิด เป็นต้น 





                                                               ล่องเรือชมบรรยากาศริมคลองมหาสวัสดิ์

 ส่วนประวัติของ “คลองมหาสวัสดิ์” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คลองขุด แห่งนี้เป็นคลองประวัติศาสตร์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยเป็นคลองที่ถูกขุดขึ้นในปี พ.ศ. 2402 โดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ย่นระยะการเดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ โดยเมื่อทำการขุดคลองเสร็จในปี พ.ศ. 2403 พระองค์ท่านได้พระราชทานนามให้ว่า “มหาสวัสดี” ชาวบ้านในชุมชนคลองมหาสวัสดิ์ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร ทำสวนผลไม้ ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำหรืออยู่ตามเรือกสวนไร่นา คลองแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนมานับร้อยปี







                                                               ล่องเรือชมบรรยากาศริมคลองมหาสวัสดิ์

 ส่วนประวัติของ “คลองมหาสวัสดิ์” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คลองขุด แห่งนี้เป็นคลองประวัติศาสตร์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยเป็นคลองที่ถูกขุดขึ้นในปี พ.ศ. 2402 โดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ย่นระยะการเดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ โดยเมื่อทำการขุดคลองเสร็จในปี พ.ศ. 2403 พระองค์ท่านได้พระราชทานนามให้ว่า “มหาสวัสดี” ชาวบ้านในชุมชนคลองมหาสวัสดิ์ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร ทำสวนผลไม้ ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำหรืออยู่ตามเรือกสวนไร่นา คลองแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนมานับร้อยปี






ชาวบ้านในชุมชนได้เริ่มต้นรวมตัวกันช่วยพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2540 จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการบริหารจัดการต่างๆ ค่อนข้างดี แม้จะมีหยุดชะงักไปบ้างในช่วงน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ทำให้บ้านเรือนและเรือกสวนไร่นาเสียหายครั้งใหญ่ แต่ตอนนี้ชีวิตของคนในชุมชนก็ฟื้นกลับมา เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน 







ชาวบ้านในชุมชนได้เริ่มต้นรวมตัวกันช่วยพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวมาตั้งแต่ปี 2540 จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการบริหารจัดการต่างๆ ค่อนข้างดี แม้จะมีหยุดชะงักไปบ้างในช่วงน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ทำให้บ้านเรือนและเรือกสวนไร่นาเสียหายครั้งใหญ่ แต่ตอนนี้ชีวิตของคนในชุมชนก็ฟื้นกลับมา เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน 






บ้านศาลาดิน เป็นตัวอย่างของการรวมตัวกันของชุมชนเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ารายได้ที่ดีที่สุดในขณะนี้เป็นรายได้ที่มาจากนักท่องเที่ยว ปัจจุบัน บ้านศาลาดิน ไม่ได้มีแค่นักท่องเที่ยวคนไทย แต่จะมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ อย่างประเทศจีน นิยมไปเที่ยวกันมากขึ้น ผลผลิตของเกษตรกรสามารถขายได้ราคาเพิ่มมากขึ้น และนักท่องเที่ยวจะได้ซื้อผลไม้ที่สด และใหม่
       
สนใจ โทร. 0-3429-7152, 08-1495-9091 








ที่มา : https://www.manager.co.th


โฮมสเตย์บ้านลุงน้อย ท้องตมใหญ่ ชุมพร




โฮมสเตย์บ้านลุงน้อย ท้องตมใหญ่ ชุมพร




เป็นครั้งที่สองแล้วสำหรับการมาค้างคืนที่บ้านท้องตมใหญ่ อ.สวี จ.ชุมพร  แต่เพิ่งมีโอกาสได้เขียนเล่าประสบการณ์ในการมาพักที่นี่ให้ได้ฟังกัน เผื่อใครสนใจอยากไปเที่ยวที่บ้านท้องตมใหญ่กันบ้าง จะได้มีข้อมูลกัน

มาถึงที่พักช่วงเวลาเย็นๆ พอดี โฮมสเตย์บ้านลุงน้อย อยู่ในหมู่บ้านชาวประมงบ้านท้องตมใหญ่ เป็นบ้านไม้ยื่นไปในทะเลเหมือนหลังอื่นๆ มีระเบียงเปิดโล่งให้นั่งพักผ่อนนอนชมทะเลกันได้ สำหรับห้องพักนั้นมีห้องพักอยู่ 3 ห้อง ซึ่งทางโฮมสเตย์จะมีที่นอน หมอนและผ้าห่มไว้บริการ แต่คนที่มาพักจะต้องจัดที่นอนเอง  หากใครไม่อยากนอนในห้องก็สามารถกางมุ่งนอนที่ด้านนอกหรือระเบียงบ้านได้เหมือนกัน ซึ่งที่โฮมสเตย์จะมีมุ้งไว้ให้ด้วย แต่ต้องกางเองนะจ๊ะ  

ที่พักที่โฮมสเตย์บ้านลุงน้อย บ้านท้องตมใหญ่นี้ เป็นที่พักที่อาจจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นโรงแรมต่างๆ ดังนั้นการเข้าพักที่นี่ผู้มาพักจะต้องเตรียมของใช้ส่วนตัวมาเอง ไม่ว่าจะเป็นผ้าขนหนู สบู่ ยาสระผม แปรงสีฟัน ยาสีฟัน  ห้องน้ำจะเป็นห้องน้ำรวมจำนวน 4 ห้อง และห้องน้ำในห้องพักอีก 1 ห้อง  ซึ่งในหนึ่งห้องพักเราจะนอนกันหลายคน ก็แบ่งๆ กันอาบได้ค่ะ 





เป็นครั้งที่สองแล้วสำหรับการมาค้างคืนที่บ้านท้องตมใหญ่ อ.สวี จ.ชุมพร  แต่เพิ่งมีโอกาสได้เขียนเล่าประสบการณ์ในการมาพักที่นี่ให้ได้ฟังกัน เผื่อใครสนใจอยากไปเที่ยวที่บ้านท้องตมใหญ่กันบ้าง จะได้มีข้อมูลกัน

มาถึงที่พักช่วงเวลาเย็นๆ พอดี โฮมสเตย์บ้านลุงน้อย อยู่ในหมู่บ้านชาวประมงบ้านท้องตมใหญ่ เป็นบ้านไม้ยื่นไปในทะเลเหมือนหลังอื่นๆ มีระเบียงเปิดโล่งให้นั่งพักผ่อนนอนชมทะเลกันได้ สำหรับห้องพักนั้นมีห้องพักอยู่ 3 ห้อง ซึ่งทางโฮมสเตย์จะมีที่นอน หมอนและผ้าห่มไว้บริการ แต่คนที่มาพักจะต้องจัดที่นอนเอง  หากใครไม่อยากนอนในห้องก็สามารถกางมุ่งนอนที่ด้านนอกหรือระเบียงบ้านได้เหมือนกัน ซึ่งที่โฮมสเตย์จะมีมุ้งไว้ให้ด้วย แต่ต้องกางเองนะจ๊ะ  

ที่พักที่โฮมสเตย์บ้านลุงน้อย บ้านท้องตมใหญ่นี้ เป็นที่พักที่อาจจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นโรงแรมต่างๆ ดังนั้นการเข้าพักที่นี่ผู้มาพักจะต้องเตรียมของใช้ส่วนตัวมาเอง ไม่ว่าจะเป็นผ้าขนหนู สบู่ ยาสระผม แปรงสีฟัน ยาสีฟัน  ห้องน้ำจะเป็นห้องน้ำรวมจำนวน 4 ห้อง และห้องน้ำในห้องพักอีก 1 ห้อง  ซึ่งในหนึ่งห้องพักเราจะนอนกันหลายคน ก็แบ่งๆ กันอาบได้ค่ะ 



                                                                                                 ท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร




                                                                                                 ท้องตมใหญ่ จังหวัดชุมพร



                                                                                                       ภาพ : โฮมสเตย์บ้านลุงน้อย




                                                                                                       ภาพ : โฮมสเตย์บ้านลุงน้อย



                                                                                               ภาพ : ห้องนอนของเรา โฮมสเตย์บ้านลุงน้อย



การมาพักที่โฮมสเตย์แห่งนี้นอกจากการใช้เวลาไปกับการไปเดินเล่นที่สะพานปลา ดูชาวบ้านมานั่งตกหมึกกันแล้วซึ่งทุกๆ เย็น ก็จะมีชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่น มานั่งตกหมึกอยู่ริมสะพาน หลายคนเลยละคะ บ้างก็เตรียมไฟสีต่างๆ สำหรับการล่อหมึกมาด้วย นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่จึงมักเดินไปคุยกับชาวบ้านที่มาตกหมึกหรือถ่ายรูปวิถีชิวิตชาวประมงบ้านท้องตมใหญ่ เก็บไปเป็นที่ระลึกกัน




การมาพักที่โฮมสเตย์แห่งนี้นอกจากการใช้เวลาไปกับการไปเดินเล่นที่สะพานปลา ดูชาวบ้านมานั่งตกหมึกกันแล้วซึ่งทุกๆ เย็น ก็จะมีชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่น มานั่งตกหมึกอยู่ริมสะพาน หลายคนเลยละคะ บ้างก็เตรียมไฟสีต่างๆ สำหรับการล่อหมึกมาด้วย นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่จึงมักเดินไปคุยกับชาวบ้านที่มาตกหมึกหรือถ่ายรูปวิถีชิวิตชาวประมงบ้านท้องตมใหญ่ เก็บไปเป็นที่ระลึกกัน



                                                                                                ภาพ : สะพานปลาท้องตมใหญ่



บ้างก็นั่ง ชิล ชิล ริมระเบียง ที่มีสายลมผัดเอื่อยๆ เย็นสบายอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับดูเรือลำเล็กๆ ผ่านไปผ่านมา อย่างเพลินตา ส่วนใครที่ชอบทำกิจกรรมสนุกสนานก็มีไว้บริการเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการตกหมึก ตกปลา ดำน้ำดูปะการัง ปลูกป่าชายเลน เล่นน้ำริมหาดทรายสงบ 

สำหรับอาหารการกินที่นี่จะรวมอยู่ในราคาที่พักแล้วนะคะ แต่เมนูอาหารจะแล้วแต่ทางโฮมสเตย์จะจัดให้ ไม่สามารถเลือกเองได้   หากอยากได้อาหารอะไรเพิ่มเติม ก็ลองสอบถามกับทางโฮมสเตย์ได้เลยนะคะ อย่างตอนที่เราไปนี่ก็สั่งปูนึ่งเพิ่ม การกินอาหารที่นี่จะต้องบริการตัวเองนะคะ ทางแม่ครัวจะปรุงเอาไว้ให้เรา ใส่จานวางเอาไว้ เราจะต้องยกมาตั้งวงกินกับพื้นเอาเอง ไม่มีโต๊ะกินข้าวบริการนะคะ เมื่อทานเสร็จก็ยกไปวางไว้ จะมีคนมาล้างจานให้เรา  




บ้างก็นั่ง ชิล ชิล ริมระเบียง ที่มีสายลมผัดเอื่อยๆ เย็นสบายอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับดูเรือลำเล็กๆ ผ่านไปผ่านมา อย่างเพลินตา ส่วนใครที่ชอบทำกิจกรรมสนุกสนานก็มีไว้บริการเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการตกหมึก ตกปลา ดำน้ำดูปะการัง ปลูกป่าชายเลน เล่นน้ำริมหาดทรายสงบ 

สำหรับอาหารการกินที่นี่จะรวมอยู่ในราคาที่พักแล้วนะคะ แต่เมนูอาหารจะแล้วแต่ทางโฮมสเตย์จะจัดให้ ไม่สามารถเลือกเองได้   หากอยากได้อาหารอะไรเพิ่มเติม ก็ลองสอบถามกับทางโฮมสเตย์ได้เลยนะคะ อย่างตอนที่เราไปนี่ก็สั่งปูนึ่งเพิ่ม การกินอาหารที่นี่จะต้องบริการตัวเองนะคะ ทางแม่ครัวจะปรุงเอาไว้ให้เรา ใส่จานวางเอาไว้ เราจะต้องยกมาตั้งวงกินกับพื้นเอาเอง ไม่มีโต๊ะกินข้าวบริการนะคะ เมื่อทานเสร็จก็ยกไปวางไว้ จะมีคนมาล้างจานให้เรา  




บ้างก็นั่ง ชิล ชิล ริมระเบียง ที่มีสายลมผัดเอื่อยๆ เย็นสบายอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับดูเรือลำเล็กๆ ผ่านไปผ่านมา อย่างเพลินตา ส่วนใครที่ชอบทำกิจกรรมสนุกสนานก็มีไว้บริการเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการตกหมึก ตกปลา ดำน้ำดูปะการัง ปลูกป่าชายเลน เล่นน้ำริมหาดทรายสงบ 

สำหรับอาหารการกินที่นี่จะรวมอยู่ในราคาที่พักแล้วนะคะ แต่เมนูอาหารจะแล้วแต่ทางโฮมสเตย์จะจัดให้ ไม่สามารถเลือกเองได้   หากอยากได้อาหารอะไรเพิ่มเติม ก็ลองสอบถามกับทางโฮมสเตย์ได้เลยนะคะ อย่างตอนที่เราไปนี่ก็สั่งปูนึ่งเพิ่ม การกินอาหารที่นี่จะต้องบริการตัวเองนะคะ ทางแม่ครัวจะปรุงเอาไว้ให้เรา ใส่จานวางเอาไว้ เราจะต้องยกมาตั้งวงกินกับพื้นเอาเอง ไม่มีโต๊ะกินข้าวบริการนะคะ เมื่อทานเสร็จก็ยกไปวางไว้ จะมีคนมาล้างจานให้เรา  




บ้างก็นั่ง ชิล ชิล ริมระเบียง ที่มีสายลมผัดเอื่อยๆ เย็นสบายอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับดูเรือลำเล็กๆ ผ่านไปผ่านมา อย่างเพลินตา ส่วนใครที่ชอบทำกิจกรรมสนุกสนานก็มีไว้บริการเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการตกหมึก ตกปลา ดำน้ำดูปะการัง ปลูกป่าชายเลน เล่นน้ำริมหาดทรายสงบ 

สำหรับอาหารการกินที่นี่จะรวมอยู่ในราคาที่พักแล้วนะคะ แต่เมนูอาหารจะแล้วแต่ทางโฮมสเตย์จะจัดให้ ไม่สามารถเลือกเองได้   หากอยากได้อาหารอะไรเพิ่มเติม ก็ลองสอบถามกับทางโฮมสเตย์ได้เลยนะคะ อย่างตอนที่เราไปนี่ก็สั่งปูนึ่งเพิ่ม การกินอาหารที่นี่จะต้องบริการตัวเองนะคะ ทางแม่ครัวจะปรุงเอาไว้ให้เรา ใส่จานวางเอาไว้ เราจะต้องยกมาตั้งวงกินกับพื้นเอาเอง ไม่มีโต๊ะกินข้าวบริการนะคะ เมื่อทานเสร็จก็ยกไปวางไว้ จะมีคนมาล้างจานให้เรา  




บ้างก็นั่ง ชิล ชิล ริมระเบียง ที่มีสายลมผัดเอื่อยๆ เย็นสบายอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับดูเรือลำเล็กๆ ผ่านไปผ่านมา อย่างเพลินตา ส่วนใครที่ชอบทำกิจกรรมสนุกสนานก็มีไว้บริการเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการตกหมึก ตกปลา ดำน้ำดูปะการัง ปลูกป่าชายเลน เล่นน้ำริมหาดทรายสงบ 

สำหรับอาหารการกินที่นี่จะรวมอยู่ในราคาที่พักแล้วนะคะ แต่เมนูอาหารจะแล้วแต่ทางโฮมสเตย์จะจัดให้ ไม่สามารถเลือกเองได้   หากอยากได้อาหารอะไรเพิ่มเติม ก็ลองสอบถามกับทางโฮมสเตย์ได้เลยนะคะ อย่างตอนที่เราไปนี่ก็สั่งปูนึ่งเพิ่ม การกินอาหารที่นี่จะต้องบริการตัวเองนะคะ ทางแม่ครัวจะปรุงเอาไว้ให้เรา ใส่จานวางเอาไว้ เราจะต้องยกมาตั้งวงกินกับพื้นเอาเอง ไม่มีโต๊ะกินข้าวบริการนะคะ เมื่อทานเสร็จก็ยกไปวางไว้ จะมีคนมาล้างจานให้เรา  



                                                                                  ภาพ : อาหารมื้อเย็นสุดอลังการที่ท้องตมใหญ่


มื้อเช้าจะมีข้าวต้มมาให้เรากิน พร้อมเครื่องปรุงแปลกตาอย่างส้มจี๊ด ที่นี่จะไม่มีน้ำส้มสายชูหรือมะนาวให้นะคะ ใครอยากกินต้องเตรียมมาเองค่ะ  โดยเฉพาะน้ำจิ้มซีฟู้ด เค้าก็ใช้ส้มจี๊ดเช่นกัน รสชาติจึงค่อนไปทางหวาน อาจจะไม่คุ้นลิ้นซักเท่าไหร่ แต่ก็แปลกดี ใครขาดมะนาวในน้ำจิ้มไม่ได้ก็อย่าลืมเตรียมมาด้วยนะคะ คนท้องตมใหญ่เค้านิยมใช้ส้มจีีดแทนมะนาวกันคะ แต่ใครอยากได้ประสบการณ์ใหม่ก็ถือว่ารสชาติ ไม่เลวเลยจริงๆ 

กิจกรรมตกหมึก เป็นอีกกิจกรรมที่หน้าสนใจมากสำหรับการไปพักที่บ้านท้องตมใหญ่ นั่งเรือเหมาลำไป 2,000 บาท ออกไปตอน 19.00 น.-22.00 น. กลับมาก็มาก่อไฟ ย่างหมึกสดๆ จากทะเลกินกัน อร่อยสุดๆ จนต้องแนะนำเลยละคะ หมึกสดๆ กับบรรยากาศ ชิล ชิล ริมทะเล ลมพัดเย็นๆ มันเข้ากันดีจริงๆ เลย







มื้อเช้าจะมีข้าวต้มมาให้เรากิน พร้อมเครื่องปรุงแปลกตาอย่างส้มจี๊ด ที่นี่จะไม่มีน้ำส้มสายชูหรือมะนาวให้นะคะ ใครอยากกินต้องเตรียมมาเองค่ะ  โดยเฉพาะน้ำจิ้มซีฟู้ด เค้าก็ใช้ส้มจี๊ดเช่นกัน รสชาติจึงค่อนไปทางหวาน อาจจะไม่คุ้นลิ้นซักเท่าไหร่ แต่ก็แปลกดี ใครขาดมะนาวในน้ำจิ้มไม่ได้ก็อย่าลืมเตรียมมาด้วยนะคะ คนท้องตมใหญ่เค้านิยมใช้ส้มจีีดแทนมะนาวกันคะ แต่ใครอยากได้ประสบการณ์ใหม่ก็ถือว่ารสชาติ ไม่เลวเลยจริงๆ 

กิจกรรมตกหมึก เป็นอีกกิจกรรมที่หน้าสนใจมากสำหรับการไปพักที่บ้านท้องตมใหญ่ นั่งเรือเหมาลำไป 2,000 บาท ออกไปตอน 19.00 น.-22.00 น. กลับมาก็มาก่อไฟ ย่างหมึกสดๆ จากทะเลกินกัน อร่อยสุดๆ จนต้องแนะนำเลยละคะ หมึกสดๆ กับบรรยากาศ ชิล ชิล ริมทะเล ลมพัดเย็นๆ มันเข้ากันดีจริงๆ เลย






ค่าที่พัก 2 วัน 1คืน รวมอาหาร 4 มื้อ ท่านละ 900 บาท

สอบถามเพิ่มเติม คุณวัชรินทร์ แสวงการ
โทร : 081-3456743
E-mail : watcharin1@msn.com
Facebook : tongtomyaihomestay

การเดินทาง: จากถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ สาย41 เลี้ยวซ้ายที่กิโลเมตรที่ 35 เข้าอำเภอสวี ใช้ทางหลวง 4003 ต่อไปอีก 14 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงสาย 4011 อีก 6 กิโลเมตร ก็จะถึงบ้านท้องตมใหญ่

ระยะทาง
กรุงเทพฯ - โฮมสเตย์บ้านท้องตมใหญ่  510 กิโลเมตร
สี่แยกปฐมพร - โฮมสเตย์บ้านท้องตมใหญ่  55 กิโลเมตร
แยกเข้า อ.สวี - โฮมสเตย์บ้านท้องตมใหญ่  20 กิโลเมตร


ที่มา : http://sadoodta.com

มาแม่โถ เพลินธรรมชาติ




มาแม่โถ เพลินธรรมชาติ





ออกไปทักทายธรรมชาติแสนบริสุทธิ์   ที่ทุกสิ่งอย่างรอบตัวผ่านไปอย่างช้า ช้า  ได้มีช่วงเวลาเพื่อหยุดพัก  จากการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบในเมืองใหญ่   หนึ่งสถานที่ของคำจำกัดความนี้   ฉันเทใจให้ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ  ที่โดดเด่นในเรื่องของวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มีแปลงผักที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทิวเขาหลากหลายชนิด   มาที่นี่จะได้ลิ้มรสผักสดสุดเลิศ   ได้เวลาที่ฉันต้องออกเดินทางไปค้นหา  ดินแดนแห่งสีเขียว   เพื่อเก็บบันทึกไว้ในเรื่องราวแห่งรอยยิ้มอีกครั้ง






ออกไปทักทายธรรมชาติแสนบริสุทธิ์   ที่ทุกสิ่งอย่างรอบตัวผ่านไปอย่างช้า ช้า  ได้มีช่วงเวลาเพื่อหยุดพัก  จากการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบในเมืองใหญ่   หนึ่งสถานที่ของคำจำกัดความนี้   ฉันเทใจให้ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ  ที่โดดเด่นในเรื่องของวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มีแปลงผักที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทิวเขาหลากหลายชนิด   มาที่นี่จะได้ลิ้มรสผักสดสุดเลิศ   ได้เวลาที่ฉันต้องออกเดินทางไปค้นหา  ดินแดนแห่งสีเขียว   เพื่อเก็บบันทึกไว้ในเรื่องราวแห่งรอยยิ้มอีกครั้ง






ออกไปทักทายธรรมชาติแสนบริสุทธิ์   ที่ทุกสิ่งอย่างรอบตัวผ่านไปอย่างช้า ช้า  ได้มีช่วงเวลาเพื่อหยุดพัก  จากการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบในเมืองใหญ่   หนึ่งสถานที่ของคำจำกัดความนี้   ฉันเทใจให้ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ  ที่โดดเด่นในเรื่องของวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มีแปลงผักที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทิวเขาหลากหลายชนิด   มาที่นี่จะได้ลิ้มรสผักสดสุดเลิศ   ได้เวลาที่ฉันต้องออกเดินทางไปค้นหา  ดินแดนแห่งสีเขียว   เพื่อเก็บบันทึกไว้ในเรื่องราวแห่งรอยยิ้มอีกครั้ง






ออกไปทักทายธรรมชาติแสนบริสุทธิ์   ที่ทุกสิ่งอย่างรอบตัวผ่านไปอย่างช้า ช้า  ได้มีช่วงเวลาเพื่อหยุดพัก  จากการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบในเมืองใหญ่   หนึ่งสถานที่ของคำจำกัดความนี้   ฉันเทใจให้ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ  ที่โดดเด่นในเรื่องของวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มีแปลงผักที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทิวเขาหลากหลายชนิด   มาที่นี่จะได้ลิ้มรสผักสดสุดเลิศ   ได้เวลาที่ฉันต้องออกเดินทางไปค้นหา  ดินแดนแห่งสีเขียว   เพื่อเก็บบันทึกไว้ในเรื่องราวแห่งรอยยิ้มอีกครั้ง






ออกไปทักทายธรรมชาติแสนบริสุทธิ์   ที่ทุกสิ่งอย่างรอบตัวผ่านไปอย่างช้า ช้า  ได้มีช่วงเวลาเพื่อหยุดพัก  จากการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบในเมืองใหญ่   หนึ่งสถานที่ของคำจำกัดความนี้   ฉันเทใจให้ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ  ที่โดดเด่นในเรื่องของวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มีแปลงผักที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทิวเขาหลากหลายชนิด   มาที่นี่จะได้ลิ้มรสผักสดสุดเลิศ   ได้เวลาที่ฉันต้องออกเดินทางไปค้นหา  ดินแดนแห่งสีเขียว   เพื่อเก็บบันทึกไว้ในเรื่องราวแห่งรอยยิ้มอีกครั้ง





หลายคนอาจคิดว่า ไปเที่ยวภูเขาที่ไหนก็เห็นวิวแบบนี้ได้ อาจจะใช่แต่ไม่ทั้งหมด เพราะวิวทิวเขาที่แม่โถนั้น มีให้เห็นตลอดทาง  เป็นวิวของผืนผักสีเขียวที่ปกคลุมเป็นลวดลายงดงามตา  ฉันและเพื่อนร่วมทางลงจากรถแวะถ่ายภาพยังจุดชมวิวระหว่างทางมองเห็นสะดุดตามาแต่ไกล  พืชผักที่ปลูกอยู่ในแปลงที่เห็นลดหลั่นเป็นขั้นบันได คือ มะเขือเทศที่ในเวลานี้ผลยังสีเขียวอยู่  แซมด้วยแปลงกะหล่ำปลีที่ลูกสลับกับผืนหญ้าเขียว ที่แม่โถ ถือว่าเป็นแหล่งปลูกกะหล่ำปลีที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่ง และเป็นแปลงที่เน้นการปลูกแบบลดใช้สารเคมี






หลายคนอาจคิดว่า ไปเที่ยวภูเขาที่ไหนก็เห็นวิวแบบนี้ได้ อาจจะใช่แต่ไม่ทั้งหมด เพราะวิวทิวเขาที่แม่โถนั้น มีให้เห็นตลอดทาง  เป็นวิวของผืนผักสีเขียวที่ปกคลุมเป็นลวดลายงดงามตา  ฉันและเพื่อนร่วมทางลงจากรถแวะถ่ายภาพยังจุดชมวิวระหว่างทางมองเห็นสะดุดตามาแต่ไกล  พืชผักที่ปลูกอยู่ในแปลงที่เห็นลดหลั่นเป็นขั้นบันได คือ มะเขือเทศที่ในเวลานี้ผลยังสีเขียวอยู่  แซมด้วยแปลงกะหล่ำปลีที่ลูกสลับกับผืนหญ้าเขียว ที่แม่โถ ถือว่าเป็นแหล่งปลูกกะหล่ำปลีที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่ง และเป็นแปลงที่เน้นการปลูกแบบลดใช้สารเคมี






หลายคนอาจคิดว่า ไปเที่ยวภูเขาที่ไหนก็เห็นวิวแบบนี้ได้ อาจจะใช่แต่ไม่ทั้งหมด เพราะวิวทิวเขาที่แม่โถนั้น มีให้เห็นตลอดทาง  เป็นวิวของผืนผักสีเขียวที่ปกคลุมเป็นลวดลายงดงามตา  ฉันและเพื่อนร่วมทางลงจากรถแวะถ่ายภาพยังจุดชมวิวระหว่างทางมองเห็นสะดุดตามาแต่ไกล  พืชผักที่ปลูกอยู่ในแปลงที่เห็นลดหลั่นเป็นขั้นบันได คือ มะเขือเทศที่ในเวลานี้ผลยังสีเขียวอยู่  แซมด้วยแปลงกะหล่ำปลีที่ลูกสลับกับผืนหญ้าเขียว ที่แม่โถ ถือว่าเป็นแหล่งปลูกกะหล่ำปลีที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่ง และเป็นแปลงที่เน้นการปลูกแบบลดใช้สารเคมี






หลายคนอาจคิดว่า ไปเที่ยวภูเขาที่ไหนก็เห็นวิวแบบนี้ได้ อาจจะใช่แต่ไม่ทั้งหมด เพราะวิวทิวเขาที่แม่โถนั้น มีให้เห็นตลอดทาง  เป็นวิวของผืนผักสีเขียวที่ปกคลุมเป็นลวดลายงดงามตา  ฉันและเพื่อนร่วมทางลงจากรถแวะถ่ายภาพยังจุดชมวิวระหว่างทางมองเห็นสะดุดตามาแต่ไกล  พืชผักที่ปลูกอยู่ในแปลงที่เห็นลดหลั่นเป็นขั้นบันได คือ มะเขือเทศที่ในเวลานี้ผลยังสีเขียวอยู่  แซมด้วยแปลงกะหล่ำปลีที่ลูกสลับกับผืนหญ้าเขียว ที่แม่โถ ถือว่าเป็นแหล่งปลูกกะหล่ำปลีที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่ง และเป็นแปลงที่เน้นการปลูกแบบลดใช้สารเคมี




ธรรมชาติดีๆ แบบนี้ไม่มีขาย   ถ้าอยากเห็น ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง วิวสวยๆที่ทำให้เรายืนเก็บภาพอยู่นานพอสมควร   รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ  ท่ามกลางภูเขาผักหันมองไปอีกมุม เห็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ  ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดอยู่ไม่ไกล ฉันยังไม่หยุดแวะชมวิวระหว่างทาง ที่สวยจนอดใจไม่อยู่ ระหว่างนั้นน้องที่ศูนย์โทรมาถามว่าถึงไหนแล้ว   เพราะบอกว่าใกล้ถึงหลายรอบ แต่ทำไมไม่ถึงจริงซักที สาเหตุมาจากมัวติดวิวข้างทางอยู่  สำหรับวิวนี้ มองลงไปเห็นแปลงผักของศูนย์ฯ  รายล้อมด้วยขุนเขาและต้นไม้ ต้นหญ้าสีเขียวขจี







ธรรมชาติดีๆ แบบนี้ไม่มีขาย   ถ้าอยากเห็น ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง วิวสวยๆที่ทำให้เรายืนเก็บภาพอยู่นานพอสมควร   รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ  ท่ามกลางภูเขาผักหันมองไปอีกมุม เห็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ  ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดอยู่ไม่ไกล ฉันยังไม่หยุดแวะชมวิวระหว่างทาง ที่สวยจนอดใจไม่อยู่ ระหว่างนั้นน้องที่ศูนย์โทรมาถามว่าถึงไหนแล้ว   เพราะบอกว่าใกล้ถึงหลายรอบ แต่ทำไมไม่ถึงจริงซักที สาเหตุมาจากมัวติดวิวข้างทางอยู่  สำหรับวิวนี้ มองลงไปเห็นแปลงผักของศูนย์ฯ  รายล้อมด้วยขุนเขาและต้นไม้ ต้นหญ้าสีเขียวขจี







ธรรมชาติดีๆ แบบนี้ไม่มีขาย   ถ้าอยากเห็น ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง วิวสวยๆที่ทำให้เรายืนเก็บภาพอยู่นานพอสมควร   รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ  ท่ามกลางภูเขาผักหันมองไปอีกมุม เห็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ  ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดอยู่ไม่ไกล ฉันยังไม่หยุดแวะชมวิวระหว่างทาง ที่สวยจนอดใจไม่อยู่ ระหว่างนั้นน้องที่ศูนย์โทรมาถามว่าถึงไหนแล้ว   เพราะบอกว่าใกล้ถึงหลายรอบ แต่ทำไมไม่ถึงจริงซักที สาเหตุมาจากมัวติดวิวข้างทางอยู่  สำหรับวิวนี้ มองลงไปเห็นแปลงผักของศูนย์ฯ  รายล้อมด้วยขุนเขาและต้นไม้ ต้นหญ้าสีเขียวขจี







ในไม่ช้า เราก็มาถึงที่ทำการศูนย์ฯ หันไปมองนาฬิกาจากที่นัดกันไว้ว่าจะมาถึงประมาณเที่ยงครึ่ง แต่เวลาล่วงเลยไปเกือบบ่ายโมงครึ่ง  ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหลวงแม่โถ  พื้นที่ตั้งของศูนย์ฯ  เป็นภูเขาสลับซับซ้อน  ทอดยาวตามแนวเหนือคลอบคลุม  2 อำเภอ คือ อำเภอฮอดและอำเภอแม่แจ่ม   ศูนย์ฯเน้นในเรื่องศึกษาดูงาน   ชมแปลงผักปลอดสารพิษ   ดังนั้นกิจกรรมท่องเที่ยวหลักเมื่อมาถึง  คือ  ชมโรงเรือนปลูกผัก   ซึ่งโรงเรือนมีทั้งโรงเรือนภายในศูนย์ฯ และที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รอบนอก






ในไม่ช้า เราก็มาถึงที่ทำการศูนย์ฯ หันไปมองนาฬิกาจากที่นัดกันไว้ว่าจะมาถึงประมาณเที่ยงครึ่ง แต่เวลาล่วงเลยไปเกือบบ่ายโมงครึ่ง  ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหลวงแม่โถ  พื้นที่ตั้งของศูนย์ฯ  เป็นภูเขาสลับซับซ้อน  ทอดยาวตามแนวเหนือคลอบคลุม  2 อำเภอ คือ อำเภอฮอดและอำเภอแม่แจ่ม   ศูนย์ฯเน้นในเรื่องศึกษาดูงาน   ชมแปลงผักปลอดสารพิษ   ดังนั้นกิจกรรมท่องเที่ยวหลักเมื่อมาถึง  คือ  ชมโรงเรือนปลูกผัก   ซึ่งโรงเรือนมีทั้งโรงเรือนภายในศูนย์ฯ และที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รอบนอก




โซนรับประทานอาหารมองเห็นวิวของภูเขาและโรงเรือนปลูกผัก





โซนรับประทานอาหารมองเห็นวิวของภูเขาและโรงเรือนปลูกผัก





โซนรับประทานอาหารมองเห็นวิวของภูเขาและโรงเรือนปลูกผัก





เมนูเด่นของที่นี่คงไม่พ้นผักสด รสเลิศ ซึ่งเป็นผลผลิตจากศูนย์ ฯ โครงการหลวงแม่โถถือว่า มีผักหลากหลายให้เราได้รับประทาน ทั้ง เบบี้คอส  ผักสลัดหวาน  เบบี้ฮ่องเต้  คะน้าฮ่องกง  ฉันมองแล้วคิดว่าแค่ผัดผัก  จะสร้างความประทับใจได้แค่ไหน  คงรับประทานเพื่อพออิ่มท้อง  แต่แล้วผิดไปทุกสิ่งทุกอย่าง  ผักที่ศูนย์ ฯ เป็นความสดกรอบไม่เหมือนที่ใด   ไม่ต้องตกแต่งจานให้สวยหรู   ของดีไม่ต้องปรุงแต่งเยอะ  แค่นำมาผัดกับซอสน้ำมันหอย  เติมน้ำตาลใส่น้ำปลา   โรยพริกไทยนิดๆ  อร่อยแบบหยุดไม่อยู่ต้องเพิ่มข้าวไม่ต่ำกว่า  2  จาน  ฉันได้ฟังจากเจ้าหน้าที่เล่าว่า เคยถามนักท่องเที่ยว  เหตุผลที่มาเที่ยวแม่โถเพราะอะไร  ส่วนใหญ่ตอบว่า เพราะอยากมาทานผักสด เห็นในรีวิวต่างๆ บอกว่าผักอร่อย   ฟังแล้วชื่นใจแทน   เรื่องผักกลายเป็นเอกลักษณ์ของศูนย์ฯไปเสียแล้ว






เมนูเด่นของที่นี่คงไม่พ้นผักสด รสเลิศ ซึ่งเป็นผลผลิตจากศูนย์ ฯ โครงการหลวงแม่โถถือว่า มีผักหลากหลายให้เราได้รับประทาน ทั้ง เบบี้คอส  ผักสลัดหวาน  เบบี้ฮ่องเต้  คะน้าฮ่องกง  ฉันมองแล้วคิดว่าแค่ผัดผัก  จะสร้างความประทับใจได้แค่ไหน  คงรับประทานเพื่อพออิ่มท้อง  แต่แล้วผิดไปทุกสิ่งทุกอย่าง  ผักที่ศูนย์ ฯ เป็นความสดกรอบไม่เหมือนที่ใด   ไม่ต้องตกแต่งจานให้สวยหรู   ของดีไม่ต้องปรุงแต่งเยอะ  แค่นำมาผัดกับซอสน้ำมันหอย  เติมน้ำตาลใส่น้ำปลา   โรยพริกไทยนิดๆ  อร่อยแบบหยุดไม่อยู่ต้องเพิ่มข้าวไม่ต่ำกว่า  2  จาน  ฉันได้ฟังจากเจ้าหน้าที่เล่าว่า เคยถามนักท่องเที่ยว  เหตุผลที่มาเที่ยวแม่โถเพราะอะไร  ส่วนใหญ่ตอบว่า เพราะอยากมาทานผักสด เห็นในรีวิวต่างๆ บอกว่าผักอร่อย   ฟังแล้วชื่นใจแทน   เรื่องผักกลายเป็นเอกลักษณ์ของศูนย์ฯไปเสียแล้ว




ในส่วนของที่พัก  มีบ้านพัก 1 หลังใหญ่  แบ่งออกเป็น 2 ห้องนอน  และ 1 ห้องรับแขก มีห้องน้ำอยู่ด้านนอก สามารถพักได้ถึง 10 คน





ในส่วนของที่พัก  มีบ้านพัก 1 หลังใหญ่  แบ่งออกเป็น 2 ห้องนอน  และ 1 ห้องรับแขก มีห้องน้ำอยู่ด้านนอก สามารถพักได้ถึง 10 คน





ในส่วนของที่พัก  มีบ้านพัก 1 หลังใหญ่  แบ่งออกเป็น 2 ห้องนอน  และ 1 ห้องรับแขก มีห้องน้ำอยู่ด้านนอก สามารถพักได้ถึง 10 คน





หลังจากอิ่มท้อง เริ่มกิจกรรมท่องเที่ยวรอบศูนย์ฯ จุดแรกที่น้องเจ้าหน้าที่พาไป คือ จุดชมวิว  ซึ่งน้องที่ศูนย์ฯ เรียกว่า จุดชมวิวทุ่งหญ้าสะวันนา  เนื่องจากเส้นทางยังเป็นดินแดงเป็นเส้นทางออฟโรด รถที่สามารถสัญจรได้  คือ รถกระบะและรถจักรยานยนต์   ซึ่งต้องคุ้นเคยกับเส้นทางพอสมควร  ฉันจึงใช้บริการรถของศูนย์ฯเพื่อนำเที่ยว  เส้นทางนี้บางคนได้เห็นต้องตกใจ  แต่ฉันลืมเส้นทางไปจนหมดสิ้นเพราะความเขียวขจี และวิวภูเขาที่สลับซับซ้อนระหว่างทาง มันสวยงามและยิ่งใหญ่กว่ามาก  จนทำให้ต้องลงจากรถเดินเก็บภาพ

ระหว่างนั่งรถ ได้สัมผัสอากาศสดชื่นเย็นสบายในช่วงฤดูฝน  ลมพัดกระทบยอดหญ้าพริ้วไหว มองเห็นดงดอกไม้สีขาวอมชมพู  ซึ่งไม่ทราบเช่นกันว่าคือดอกอะไร รู้แต่ว่าช่วยแต่งแต้มให้เส้นทางนี้ ดูอ่อนโยนขึ้นมาในทันที

ฝ่าเส้นทางสายออฟโรดในช่วงสุดท้าย มาถึงจุดชมวิว ทุ่งหญ้าสะวันนา จนได้ สมชื่อค่ะเพราะบนจุดชมวิวแห่งนี้เป็นลานกว้างที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีเหลืองทั้งภูเขา หากมาเที่ยวในฤดูหนาวทุ่งหญ้าจะแปรเปลี่ยนเป็นสีทอง  แต่ถ้ามาเที่ยวในฤดูฝนก็จะเป็นสีเหลืองสลับเขียว มีสายหมอกบางลอยพาดผ่านทิวเขามาเป็นระยะ

มองลงไปเห็นถนนเส้นทางที่เราขึ้นมา ธรรมชาติมากเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสลับสี ลดหลั่นไปตามทิวเขาโค้ง








หลังจากอิ่มท้อง เริ่มกิจกรรมท่องเที่ยวรอบศูนย์ฯ จุดแรกที่น้องเจ้าหน้าที่พาไป คือ จุดชมวิว  ซึ่งน้องที่ศูนย์ฯ เรียกว่า จุดชมวิวทุ่งหญ้าสะวันนา  เนื่องจากเส้นทางยังเป็นดินแดงเป็นเส้นทางออฟโรด รถที่สามารถสัญจรได้  คือ รถกระบะและรถจักรยานยนต์   ซึ่งต้องคุ้นเคยกับเส้นทางพอสมควร  ฉันจึงใช้บริการรถของศูนย์ฯเพื่อนำเที่ยว  เส้นทางนี้บางคนได้เห็นต้องตกใจ  แต่ฉันลืมเส้นทางไปจนหมดสิ้นเพราะความเขียวขจี และวิวภูเขาที่สลับซับซ้อนระหว่างทาง มันสวยงามและยิ่งใหญ่กว่ามาก  จนทำให้ต้องลงจากรถเดินเก็บภาพ

ระหว่างนั่งรถ ได้สัมผัสอากาศสดชื่นเย็นสบายในช่วงฤดูฝน  ลมพัดกระทบยอดหญ้าพริ้วไหว มองเห็นดงดอกไม้สีขาวอมชมพู  ซึ่งไม่ทราบเช่นกันว่าคือดอกอะไร รู้แต่ว่าช่วยแต่งแต้มให้เส้นทางนี้ ดูอ่อนโยนขึ้นมาในทันที

ฝ่าเส้นทางสายออฟโรดในช่วงสุดท้าย มาถึงจุดชมวิว ทุ่งหญ้าสะวันนา จนได้ สมชื่อค่ะเพราะบนจุดชมวิวแห่งนี้เป็นลานกว้างที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีเหลืองทั้งภูเขา หากมาเที่ยวในฤดูหนาวทุ่งหญ้าจะแปรเปลี่ยนเป็นสีทอง  แต่ถ้ามาเที่ยวในฤดูฝนก็จะเป็นสีเหลืองสลับเขียว มีสายหมอกบางลอยพาดผ่านทิวเขามาเป็นระยะ

มองลงไปเห็นถนนเส้นทางที่เราขึ้นมา ธรรมชาติมากเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสลับสี ลดหลั่นไปตามทิวเขาโค้ง







ระหว่างทางกลับยังไม่หยุดที่จะแวะถ่ายภาพระหว่างทาง คือ มันสวยมากจนอดใจไว้ไม่ไหว






ระหว่างทางกลับยังไม่หยุดที่จะแวะถ่ายภาพระหว่างทาง คือ มันสวยมากจนอดใจไว้ไม่ไหว





จุดสุดท้าย น้องกิ่งพาเราไปชมโรงเรือนปลูกผัก  ท่ามกลางภูเขา ที่เรามองเห็นจากมุมสูง ที่เพิ่งผ่านมาตอนนั่งรถเข้าศูนย์ฯ โรงเรือนปลูกผักของศูนย์ฯมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างและมีหลายโรงเรือน    ทำให้ฉันเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพ   ผักสีเขียวที่อยู่ตรงหน้าละลานตามีหลากหลายชนิด  เช่น  ผักกาดหวาน เบบี้ฮ่องเต้   คอสสลัด  ผักคึ่นช่าย ซึ่งน้องกิ่งบอกว่าเพิ่งเริ่มปลูกตามออเดอร์ที่ทางลูกค้าสั่งไว้  ซึ่งลูกค้ารายใหญ่ของที่นี่ คือ ซิลเลอร์ และ MK สุกี้






จุดสุดท้าย น้องกิ่งพาเราไปชมโรงเรือนปลูกผัก  ท่ามกลางภูเขา ที่เรามองเห็นจากมุมสูง ที่เพิ่งผ่านมาตอนนั่งรถเข้าศูนย์ฯ โรงเรือนปลูกผักของศูนย์ฯมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างและมีหลายโรงเรือน    ทำให้ฉันเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพ   ผักสีเขียวที่อยู่ตรงหน้าละลานตามีหลากหลายชนิด  เช่น  ผักกาดหวาน เบบี้ฮ่องเต้   คอสสลัด  ผักคึ่นช่าย ซึ่งน้องกิ่งบอกว่าเพิ่งเริ่มปลูกตามออเดอร์ที่ทางลูกค้าสั่งไว้  ซึ่งลูกค้ารายใหญ่ของที่นี่ คือ ซิลเลอร์ และ MK สุกี้





หากนึกถึงภาพของเจ้าหน้าที่ประจำโครงการหลวงที่ดูแลรับผิดชอบงานในพื้นที่แต่ละศูนย์ฯ หลายคงต้องคิดว่า น่าจะเป็นผู้ชาย ดูมีอายุหน่อยๆ แต่เปล่าเลย ส่วนใหญ่ที่ฉันเจอ คือ ผู้หญิง เป็นคนรุ่นใหม่และลุยมาก  น้องกิ่ง  ดูแลประสานงานประจำศูนย์แม่โถและแม่สะเรียง  หน้าที่รับผิดชอบ คือ ดูแลเรื่องท่องเที่ยว  เรื่องแปลงผักพูดคุยกับชาวบ้าน   บางครั้งก็เป็นแม่ครัวทำอาหารเองด้วย   ซึ่งจริงๆแล้ว ต้องเรียกว่า ทำทุกอย่าง    วัยนี้น่าจะชอบแสงสี แต่ก็เลือกมาทำงานอยู่กับชาวบ้านตามศูนย์ฯ  งานลักษณะนี้ถ้าไม่ทำเพราะรักมาก่อนสิ่งใด   น้องดูมีความสุขกับงานที่ได้ทำ เล็กพริกขี้หนูจริงๆ

มิซูน่า มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า มาสตาร์ทญี่ปุ่น เป็นผักที่มีลักษณะก้านใบยาวสีขาวนวล ขอบใบหยักๆ ปลายใบแหลมมีรสชาดเผ็ด  นิยมนำไปรับประทานสดกับเนื้อย่าง ทำเป็นสลัด หรือนำไปใส่ในซุปแบบญี่ปุ่น   มิซูน่าเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย โตเร็ว และทนกับสภาพอากาศแบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี  ผักชนิดนี้น้องกิ่งบอกว่า ปลูกเพื่อส่งให้กับ MK เพื่อนำไปทำน้ำซุป  และเวลาเก็บผักชนิดนี้ ต้องเก็บจับตรงรากและห้อยใบลง เพราะก้านอ่อนหักง่ายมาก   ถือว่าเป็นความรู้ใหม่ของฉันเลยทีเดียว เพราะไม่เคยรู้จักผักชนิดนี้มาก่อน






หากนึกถึงภาพของเจ้าหน้าที่ประจำโครงการหลวงที่ดูแลรับผิดชอบงานในพื้นที่แต่ละศูนย์ฯ หลายคงต้องคิดว่า น่าจะเป็นผู้ชาย ดูมีอายุหน่อยๆ แต่เปล่าเลย ส่วนใหญ่ที่ฉันเจอ คือ ผู้หญิง เป็นคนรุ่นใหม่และลุยมาก  น้องกิ่ง  ดูแลประสานงานประจำศูนย์แม่โถและแม่สะเรียง  หน้าที่รับผิดชอบ คือ ดูแลเรื่องท่องเที่ยว  เรื่องแปลงผักพูดคุยกับชาวบ้าน   บางครั้งก็เป็นแม่ครัวทำอาหารเองด้วย   ซึ่งจริงๆแล้ว ต้องเรียกว่า ทำทุกอย่าง    วัยนี้น่าจะชอบแสงสี แต่ก็เลือกมาทำงานอยู่กับชาวบ้านตามศูนย์ฯ  งานลักษณะนี้ถ้าไม่ทำเพราะรักมาก่อนสิ่งใด   น้องดูมีความสุขกับงานที่ได้ทำ เล็กพริกขี้หนูจริงๆ

มิซูน่า มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า มาสตาร์ทญี่ปุ่น เป็นผักที่มีลักษณะก้านใบยาวสีขาวนวล ขอบใบหยักๆ ปลายใบแหลมมีรสชาดเผ็ด  นิยมนำไปรับประทานสดกับเนื้อย่าง ทำเป็นสลัด หรือนำไปใส่ในซุปแบบญี่ปุ่น   มิซูน่าเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย โตเร็ว และทนกับสภาพอากาศแบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี  ผักชนิดนี้น้องกิ่งบอกว่า ปลูกเพื่อส่งให้กับ MK เพื่อนำไปทำน้ำซุป  และเวลาเก็บผักชนิดนี้ ต้องเก็บจับตรงรากและห้อยใบลง เพราะก้านอ่อนหักง่ายมาก   ถือว่าเป็นความรู้ใหม่ของฉันเลยทีเดียว เพราะไม่เคยรู้จักผักชนิดนี้มาก่อน





จบทริปการเดินทาง ที่ โครงการหลวงแม่โถ ดินแดนสีเขียวที่มีเรื่องราวของธรรมชาติแสนบริสุทธิ์  รสชาติผักสดแสนอร่อย บางครั้งสถานที่เล็กๆที่หลายคนมองข้าม  อาจสร้างความสุขที่ยิ่งใหญ่ก็เป็นได้

รายละเอียดเพิ่มเติม

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ   มีบ้านพัก 1 หลัง  พักได้ประมาณ 10 ท่าน  คิดราคาท่านละ 150  รวมถึงเต้นท์ให้บริการ

ค่าบริการอาหารเช้าท่านละ   80 บาท  อาหารกลางวันท่านละ  100 บาท  อาหารเย็นท่านละ 150 บาท

รถบริการนำเที่ยวโรงเรือนปลูกผักและจุดชมวิว  คันละ  500 บาท

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ  ตำบลบ่อสลี  อำเภอฮอด  จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ 088-434-4902

 การเดินทาง

จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 สายเชียงใหม่ -แม่ฮ่องสอน ระยะทางประมาณ 88 กิโลเมตร ถึงอำเภอฮอดให้เลี้ยวขวาไปตามถนนฮอด-แม่สะเรียง  ถนนหมายเลข 108  อีก 55 กิโลเมตรจากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกบ้านกองลอย มุ่งหน้าไปบ้านแม่โถตามทางหลวงหมายเลข 1270 สายกองลอย-แม่โถ  ระยะทาง 16 กิโลเมตร เส้นทางถึงศูนย์ฯ สามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท แต่เส้นทางท่องเที่ยวไปยังจุดต่างๆ รถที่สัญจรได้ คือ รถโฟร์วิลและจักรยานยนต์ เท่านั้น  สามารถติดต่อขอใช้บริการรถยนต์นำเที่ยวได้จากศูนย์ฯ



ที่มา : http://www.paiduaykan.com/travel/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%96


สามพันโบก จังหวัดอุบลราชธานี แกรนด์แคนยอนเมืองไทย




“สามพันโบก” ไม่ได้แปลว่า โบกปูน โบกมือลา หรอแม้กระทั่งโบกรถสามพันครั้ง แต่คำว่า “โบก” ของชาวลาวนั้น แปลเป็นไทยได้ว่า “แอ่ง” “สามพันโบก” จึงหมายถึง ร่องหินหรือสภาพของหินที่เป็นหลุมหรือแอ่งจำนวนสามพันหลุมนั้นเอง

แก่งหินสามพันโบกตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นกลุ่มหินทรายที่ถูกกระแสน้ำธรรมชาติ กัดเซาะผ่านกาลเวลามานานหลายพันปี จนเกิดเป็นร่องหินขนาดใหญ่สูง 3-7 เมตร กว้างเป็นสิบเมตร กลายเป็นโบกงามๆ แปลกตาจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายอยู่บนพื้นผิวของลานหินในละแวกนี้ กินพื้นที่เลียบริมแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทยและลาว ทอดตัวยาวไกลตั่งแต่บ้านโป่งเป้าไปจนถึงบ้านปากกะหลาง ตำบลสองคอน เป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร และรวมเป็นพื้นที่ถึงกว่า 30 ตารางกิโลเมตร ถ้าดูจากแผนที่กูเกิลจะเห็นชัดว่า ที่นี่เป็นลานหินกว้างใหญ่ มีหลุม หุบ รู และแอ่งยั้วเยี้ยอยู่นับไม่ถ้วน เห็นเป็นจุดๆ น้อยใหญ่เต็มไปหมด และดูท่าจะมีมากกว่าสามพันหลุมเสียด้วยซ้ำ




“สามพันโบก” ไม่ได้แปลว่า โบกปูน โบกมือลา หรอแม้กระทั่งโบกรถสามพันครั้ง แต่คำว่า “โบก” ของชาวลาวนั้น แปลเป็นไทยได้ว่า “แอ่ง” “สามพันโบก” จึงหมายถึง ร่องหินหรือสภาพของหินที่เป็นหลุมหรือแอ่งจำนวนสามพันหลุมนั้นเอง

แก่งหินสามพันโบกตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นกลุ่มหินทรายที่ถูกกระแสน้ำธรรมชาติ กัดเซาะผ่านกาลเวลามานานหลายพันปี จนเกิดเป็นร่องหินขนาดใหญ่สูง 3-7 เมตร กว้างเป็นสิบเมตร กลายเป็นโบกงามๆ แปลกตาจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายอยู่บนพื้นผิวของลานหินในละแวกนี้ กินพื้นที่เลียบริมแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทยและลาว ทอดตัวยาวไกลตั่งแต่บ้านโป่งเป้าไปจนถึงบ้านปากกะหลาง ตำบลสองคอน เป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร และรวมเป็นพื้นที่ถึงกว่า 30 ตารางกิโลเมตร ถ้าดูจากแผนที่กูเกิลจะเห็นชัดว่า ที่นี่เป็นลานหินกว้างใหญ่ มีหลุม หุบ รู และแอ่งยั้วเยี้ยอยู่นับไม่ถ้วน เห็นเป็นจุดๆ น้อยใหญ่เต็มไปหมด และดูท่าจะมีมากกว่าสามพันหลุมเสียด้วยซ้ำ





บริเวณนี้แต่เดิมเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในลำน้ำโขง ความงามของแกรนด์แคนยอนไทยแลนด์แห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เมื่อพี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ อาสาพาหมู่เฮามาเปิดหูเปิดตาให้ได้ตะลึงตึงตึงกันในภาพยนตร์โฆษณาชุดหนึ่งของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และต่อมาก็ได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวโครงการ “12-เดือน-7 ดาว 9 ตะวัน มหัศจรรย์เมืองไทยต้องไปสัมผัส” ของ ททท. เจ้าเก่า ชาวไทยและชาวโลกจึงพากันไหลมาเทมาเที่ยวสามพันโบกนับแต่นั้น ด้วยประการฉะนี้


ประติมากรรมธรรมชาติโบกหินระดับพระเอกนางเอกของสามพันโบกประกอบไปด้วย “ผาหินรูปสะพานโค้ง” ที่ใครไปก็ต้องถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเพราะงามมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องแสงทองยามเย็น ส่วนประติมากรรมชิ้นโบแดงที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ตรงจุดซึ่งนับเป็นทางเข้าของแกรนด์แคนยอนแม่น้ำโขงก็คือ “หินหัวสุนัข” จุดเดียวกับที่พี่เบิร์ดไปยืนเท่ให้สาวลาวกรี๊ดสลบในโฆษณานั้นแหละ นี่เป็นหินก้อนเบ้อเริ่มเทิ่ม บางคนมองว่าน้องหมาตัวนี้เป็นพันธุ์พูเดิล แต่ดูไปก็คล้ายๆ น้องหมาดัชชุนด์หรือพันธุไส้กรอก เอ้า..ก็ว่าถันไป

จุดแวะยอดฮิตอีกแห่งคือ “สระมรกต” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “บุ่งน้ำใส” เป็นสระน้ำกลางโบกขนาดใหญ่ ลึกราว 3 เมตร น้ำใสแจ๋วแหววสีเขียวมรกตสวยเริด และมีระดับคงที่ตลอดปี ไม่ว่าน้ำในแม่น้ำจะเพิ่มหรือลดไปแค่ไหนก็ตาม ส่วนโบกฮาๆ และน่ารักๆ ที่ธรรมชาติเขาจัดมาให้แบบกิ๊บเก๋สุดๆ ก็ต้องยกให้ “โบกรูปดาว” “โบกรูปหัวใจ” และ “โบกรูปมิกกี้เม้าส์” นอกจากนี้ก็ยังมีรูปวงกลมวงรี รูปสัตว์ และรูปอื่นๆ อีกต่างๆ นานา สารพัดจะใช้จินตนาการไป






บริเวณนี้แต่เดิมเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในลำน้ำโขง ความงามของแกรนด์แคนยอนไทยแลนด์แห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เมื่อพี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ อาสาพาหมู่เฮามาเปิดหูเปิดตาให้ได้ตะลึงตึงตึงกันในภาพยนตร์โฆษณาชุดหนึ่งของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และต่อมาก็ได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวโครงการ “12-เดือน-7 ดาว 9 ตะวัน มหัศจรรย์เมืองไทยต้องไปสัมผัส” ของ ททท. เจ้าเก่า ชาวไทยและชาวโลกจึงพากันไหลมาเทมาเที่ยวสามพันโบกนับแต่นั้น ด้วยประการฉะนี้


ประติมากรรมธรรมชาติโบกหินระดับพระเอกนางเอกของสามพันโบกประกอบไปด้วย “ผาหินรูปสะพานโค้ง” ที่ใครไปก็ต้องถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเพราะงามมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องแสงทองยามเย็น ส่วนประติมากรรมชิ้นโบแดงที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ตรงจุดซึ่งนับเป็นทางเข้าของแกรนด์แคนยอนแม่น้ำโขงก็คือ “หินหัวสุนัข” จุดเดียวกับที่พี่เบิร์ดไปยืนเท่ให้สาวลาวกรี๊ดสลบในโฆษณานั้นแหละ นี่เป็นหินก้อนเบ้อเริ่มเทิ่ม บางคนมองว่าน้องหมาตัวนี้เป็นพันธุ์พูเดิล แต่ดูไปก็คล้ายๆ น้องหมาดัชชุนด์หรือพันธุไส้กรอก เอ้า..ก็ว่าถันไป

จุดแวะยอดฮิตอีกแห่งคือ “สระมรกต” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “บุ่งน้ำใส” เป็นสระน้ำกลางโบกขนาดใหญ่ ลึกราว 3 เมตร น้ำใสแจ๋วแหววสีเขียวมรกตสวยเริด และมีระดับคงที่ตลอดปี ไม่ว่าน้ำในแม่น้ำจะเพิ่มหรือลดไปแค่ไหนก็ตาม ส่วนโบกฮาๆ และน่ารักๆ ที่ธรรมชาติเขาจัดมาให้แบบกิ๊บเก๋สุดๆ ก็ต้องยกให้ “โบกรูปดาว” “โบกรูปหัวใจ” และ “โบกรูปมิกกี้เม้าส์” นอกจากนี้ก็ยังมีรูปวงกลมวงรี รูปสัตว์ และรูปอื่นๆ อีกต่างๆ นานา สารพัดจะใช้จินตนาการไป





ยังไงโปรดระลึกไว้ว่า แก่งหินสามพันโบกจะจมอยู่ใต้ลำน้ำโขงตลอดช่วงฤดูน้ำหลาก คือประมาณเดือนกรกฎาคม-ตุลาคมของทุกปี และจะโผล่พ้นน้ำมาอวดโฉมงามๆ ให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมก็ต่อเมื่อน้ำแห้งลงราวเดือนพฤศจิกายน-มิถุนายนเท่านั้น ถ้าจะไปเที่ยวจึงต้องกะช่วงเวลากันให้ดี เพราะถ้าไปผิดฤดูจะได้เจอแต่โบกรูปแห้วนะจ๊ะ

เที่ยวชมสามพันโบกสามารถไปได้ทั้งทางเรือและทางบก ถ้าไปทางเรือนักท่องเที่ยวนิยมไปลงเรือกันที่หาดสลึงซึ่งอยู่ที่บ้านปากกะหลาง ตำบลสองคอน ห่างจากที่ว่าการอำเภอโพธิ์ไทรประมาณ 17 กิโลเมตร และห่างจากแก่งสามพันโบกทางรถราวๆ 20 นาที






ยังไงโปรดระลึกไว้ว่า แก่งหินสามพันโบกจะจมอยู่ใต้ลำน้ำโขงตลอดช่วงฤดูน้ำหลาก คือประมาณเดือนกรกฎาคม-ตุลาคมของทุกปี และจะโผล่พ้นน้ำมาอวดโฉมงามๆ ให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมก็ต่อเมื่อน้ำแห้งลงราวเดือนพฤศจิกายน-มิถุนายนเท่านั้น ถ้าจะไปเที่ยวจึงต้องกะช่วงเวลากันให้ดี เพราะถ้าไปผิดฤดูจะได้เจอแต่โบกรูปแห้วนะจ๊ะ

เที่ยวชมสามพันโบกสามารถไปได้ทั้งทางเรือและทางบก ถ้าไปทางเรือนักท่องเที่ยวนิยมไปลงเรือกันที่หาดสลึงซึ่งอยู่ที่บ้านปากกะหลาง ตำบลสองคอน ห่างจากที่ว่าการอำเภอโพธิ์ไทรประมาณ 17 กิโลเมตร และห่างจากแก่งสามพันโบกทางรถราวๆ 20 นาที





เคล็ดลับ!…นักเที่ยว
  • สามพันโบกจะงามสุดๆ ในเดือนเมษายนที่น้ำแห้งที่สุดและมีโบกโผล่พ้นน้ำล้นหลามมากสุด แถมยังมีแมงกะพรุนน้ำจืดให้ชมด้วย แต่ช่วงที่เหมาะไปเที่ยวสามพันโบกมากที่สุดอีกช่วงหนึ่งคือราวเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เพราะน้ำแห้งแล้วและอากาศไม่ร้อนมากนัก เดินเที่ยวชมโบกได้สบายๆ
  • ออกเที่ยวชมสามพันโบกควรไปช่วงเช้าตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นไปจนถึงราว 10.00 น. หรือช่วงเย็นตั้งแต่ 15.00 น. ไปจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน เนื่องจากแดดไม่ร้อนและแสงสวยเป็นพิเศษ ถ่ายรูปได้งามจ๊าดนัก ไม่ต้องหยีตาเป็นอาตี๋อาหมวย โดยเฉพาะช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดินที่แสงสีทองสาดไปตามโขดหินจนเปลี่ยนเป็นสีส้มจี๊ดตัดกับฟ้าสีเข้ม งามจับตาจับใจอย่าให้เซด
  • เดินเที่ยวชมโบกช่วงกลางวันโดยเฉพาะในฤดูร้อน อากาศจะร้อนมาก-ก-ก หาที่ร่มหลบแดดได้ยาก ไปช่วงนี้จึงระวังเป็นลมแดด แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรนำร่มกันรังสียูวีหรือหมวกปีกกว้างติด ไปด้วย
  • ผู้สูงอายุหรือคนที่ขาไม่แข็งแรง กระดูกกระเดี้ยวไม่ค่อยจะเป็นใจ แนะนำให้นั่งชมวิวอยู่ริมฝั่งด้านบนหรือเดินเล่นถ่ายรูปขำๆ ตามโบกริมฝั่งก็พอ ถ้าเดินไปไกลๆ จะต้องปีนหินและกระโดดข้ามโบกเล็กโบกน้อยไปจนถึงโบกยักษ์ บางช่วงค่อนข้างสมบุกสมบัน จึงอาจเกิดอุบัติเหตุได้
  • เหมาเรือเที่ยวแม่น้ำโขงจากหาดสลึงราคาเริ่มต้นที่ลำละประมาณ 700-1,000 บาท ขึ้นกับเส้นทางและระยะทางในการล่องเรือและขนาดของเรือ สอบถามรายละเอียดพร้อมจองเรือได้ที่คุณเรืองประทิน โทร. 08-1999-0298 หรือไปที่หาดสลึงได้เลย มีคิวเรือจอดรอรับนักท่องเที่ยวอยู่ แต่ถ้าเหมาเรือจากแถวสามพันโบกเที่ยวแค่บริเวณใกล้ๆ ราคาจะถูกลงไปอีกเยอะ เพื่อความสะดวกและสนุกแบบจัดเต็ม อย่าลืมควานหามัคคุเทศก์ตัวน้อยที่มักเตร็ดเตร่อยู่แถวๆ จุดจอดเรือให้ติดตามไปเป็นไกด์นำเที่ยวด้วย จบทริปแล้วอย่าลืมทิปน้องเขาไปหนักๆ ล่ะ
  • สอบถามข้อมลท่องเที่ยวสามพันโบกเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร โทร.0-4533-8057, 0-4533-8015 และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุบลราชธานี โทร.0-4524-3770, 0-4525-0714 เว็บไซต์ www.tourismthailand.org/ubonratchathani หรือ www.tatubon.org


เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปอุบลราชธานี

ขับรถไป  ให้ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) จากกรุงเทพฯ จนถึงจังหวัดสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ขับต่อไปจนถึงนครราชสีมา แล้วแยกใช้ทางหลวงหมายเลข 226 ผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ไปจนถึงอุบลราชธานี หรือจะใช้ถนนมิตรภาพไปจนถึงอำเภอสีคิ้ว แล้วเลี้ยวขวาแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 24 (ถนนโชคชัย-เดชอุดม) ผ่านอำเภอโชคชัย อำเภอนางรอง อำเภอสังขะ อำเภอเดชอุดม ไปจนถึงอุบลฯ ก็ได้

ส่วนรถโดยสารประจำทาง  มีบริการจากกรุงเทพฯ ไปอุบลฯ ทกวัน ติดต่อสอบถามเวลาเดินรถและจองตั๋วได้ที่บริษัทนครชัยแอร์ จำกัด โทร.0-2936-0009 เว็บไซต์ www.nca.co.th บริษัทเชิดชัยทัวร์ จำกัด โทร. 0-2936-0043 เว็บไซต์ www.cherdchaitour.com และบริษัทขนส่งจำกัด โทร. 1490 เว็บไซต์ www.transpori. co.th จองตั๋วรถออนไลน์ได้ที่ www.thaiticketmajor.com และ www.thairoute.com

ไปรถไฟ  มีขบวนรถออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปอุบลฯ ทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8-12 ชั่วโมง ดูรายละเอียดตารางเวลาเดินรถไฟได้ที่ www.railway.co.th และจองตั๋วออนไลน์ www.thairailticket.com หรือสอบถามเพิ่มเติมและโทรจองตั๋วได้ที่สายด่วนหมายเลข 1690

ไปเครื่องบิน  ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว มีเที่ยวบินบริการระหว่างกรุงเทพฯ -อุบลราชธานีทุกวัน สอบถามข้อมูลการเดินทาง ตารางเที่ยวบิน และสำรองที่นั่งได้ที่ การบินไทย โทร 02-356-1111 เว็บไซต์ www.thaiairways.co.th แอร์เอเชีย โทร 02-515-9999 เว็บไซต์ www.airasia.com นกแอร์ โทร 1318, 02-900-9955 เว็บไซต์ www.nokair.com

เดินทางจากอุบลราชธานีไปสามพันโบก

จากอำเภอเมืองฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 2050 (ถนนอุบลฯ-ตระการพืชผล-เขมราฐ) ผ่านอำเภอตระการพืชผลแล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 2337 ผ่านอำเภอโพธิ์ไทร ไปจนถึงจุดตัดกับทางหลวงหมายเลข 2112 ถ้าไปหาดสลึงให้ตรงต่อไปจนสุดทาง แต่ถ้าไปสามพันโบกให้เลี้ยวขวาไปมุ่งหน้าสู่อำเภอโขงเจียม ขับไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตรจะเจอทางแยกซ้ายเข้าล่สามพันโบ; ก็เลี้ยวซ้ายไปและตามด้วยเลี้ยวขวาที่สามแยกต่อมา ขับไปอีกราวๆ 2 กิโลเมตรจะถึงครัวสามพันโบกและจุดกางเต็นท์

สังเกตได้ว่าทางช่วงก่อนถึงสามพันโบกเหมือนจะต้องการย้ำให้คุณรู้ว่ากำลังจะไปสามพันโบกนะ จึงมีโบกมาปรากฏตัวอยู่เต็มถนน ยิ่งเข้าใกล้สามพันโบก โบกยิ่งมาทักทายกลางถนนเยอะ กรุณาขับอย่างมีสติ หลบซ้ายขวาให้ดีถ้าไม่อยากหล่นตุ้บลงโบก และถ้าไม่เจอโบกบนถนนก็แปลว่าคุณ ไปผิดทางละ รีบหาทางที่ถูกต้องโดยด่วน

ถ้ามารถทัวร์/รถไฟ/เครื่องบิน ไปสามพันโบกง่ายสุดคือเช่ารถขับจากอุบลฯ ไปเอง ที่ท่อากาศยานนานาชาติอุบลราชธานีมีบริษัทรถเช่า ติดต่อได้ที่ AVIS Rent a Car โทร.0-2251-1131-2, 09-0197-2262-3 เว็บไซต์ www.avisthailand.com หรือ Budget โทร. 0-2203-9222, 0-4524-0507 เว็บไซต์ www.budget.co.th

อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ โทร.เรียกที่พักที่ใช้บริการให้มารับในตัวเมืองอุบลฯ ไม่งั้นอาจต้องต่อรถหลายทอดจนมึนและเสียเวลามาก แต่ถ้าอยากลองก็ไปจับรถโดยสารประจำทางที่สถานีขนส่งผู้โดยสารได้ มีรถของบริษัทตระการพืชผลเดินรถ (2510) จำกัด ไปตำบลสองคอนวันละสองเที่ยว อีกทั้งมีรถไปมุกดาหารและอำเภอเขมราฐด้วย สามารถนั่งไปลงที่อำเภอโพธิ์ไทร แล้วต่อรถเข้าสองคอนหรือสามพันโบกอีกทีได้


ที่มา : https://www.xn--72c5aba9c2a3b8a2m8ae.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%81-%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5/


ตลาดน้ำคลองบางน้อย วัดเกาะแก้ว อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม
เรื่องโดย…รัตนวุฒิ เจริญรัมย์ 



ตลาดน้ำคลองบางน้อย วัดเกาะแก้ว อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม
เรื่องโดย…รัตนวุฒิ เจริญรัมย์ 




แต่ก่อนคลองบางน้อยนั้นคงเฟื่องฟูมาก เนื่องจากเป็นทำเลดี อยู่ริมแม่น้ำแม่กลองอันกว้างใหญ่ เป็นทางผ่านจากนครปฐม ราชบุรี มาออกอ่าวไทย ไปมหาชัยและกรุงเทพฯ กับทั้งอยู่ปากคลองบางน้อยที่นำเข้าไปสู่บ้านเรือนและไร่สวนอันอุดมสมบูรณ์ หากจะนึกไปในกาลก่อนว่าที่นี่รุ่งเรืองเพียงใด ก็ให้จินตนาการว่าแม่น้ำแมกลองนี้คือถนน 8 เลน แล้วคลองบางน้อยก็เป็นถนน 4 เลน ส่วนตลาดน้ำคลองบางน้อยก็อยู่ตรงสามแยก ระหว่างสองถนนนี้พอดี

ตลาดน้ำคลองบางน้อยนี้ถึงกาลอวสานไปนานแล้วกี่สิบปีก็ไม่รู้ มาวันหนึ่งที่ตลาดน้ำอัมพวาและท่าคาเป็นที่นิยมมากจนกลายเป็นแฟชั่นที่คนไทยยุคนี้ต้องมาเที่ยวอัมพวา ที่นี่จึงค่อยฟื้นชีพ ประหนึ่งเหมือนซินเดอเรลล่าที่หลับไหลไปนานได้ยาวิเศษมาใส่ปาก เจ้าชายผู้คาบยาวิเศษมาจุมพิตให้ก็คืออัมพวา ที่สำคัญเจ้าชายองค์นี้เจ้าชู้ไม่เบา เที่ยวจุมพิตเขาไปทั่ว จนเกิดตลาดน้ำขึ้นอีกมากมาย ทั้งหน้าวัดอินทารามและบางน้อยแห่งนี้ รวมถึงยังบินข้ามถิ่นไปปลุกชีพตลาดน้ำและตลาดโบราณทั่วประเทศอีกด้วย คงไม่มีใครกล้าเถียงว่าเพราะตลาดอัมพวาเป็นที่นิยมมากจึงช่วยผลักดันให้ที่อื่นๆ เอาแบบอย่าง






แต่ก่อนคลองบางน้อยนั้นคงเฟื่องฟูมาก เนื่องจากเป็นทำเลดี อยู่ริมแม่น้ำแม่กลองอันกว้างใหญ่ เป็นทางผ่านจากนครปฐม ราชบุรี มาออกอ่าวไทย ไปมหาชัยและกรุงเทพฯ กับทั้งอยู่ปากคลองบางน้อยที่นำเข้าไปสู่บ้านเรือนและไร่สวนอันอุดมสมบูรณ์ หากจะนึกไปในกาลก่อนว่าที่นี่รุ่งเรืองเพียงใด ก็ให้จินตนาการว่าแม่น้ำแมกลองนี้คือถนน 8 เลน แล้วคลองบางน้อยก็เป็นถนน 4 เลน ส่วนตลาดน้ำคลองบางน้อยก็อยู่ตรงสามแยก ระหว่างสองถนนนี้พอดี

ตลาดน้ำคลองบางน้อยนี้ถึงกาลอวสานไปนานแล้วกี่สิบปีก็ไม่รู้ มาวันหนึ่งที่ตลาดน้ำอัมพวาและท่าคาเป็นที่นิยมมากจนกลายเป็นแฟชั่นที่คนไทยยุคนี้ต้องมาเที่ยวอัมพวา ที่นี่จึงค่อยฟื้นชีพ ประหนึ่งเหมือนซินเดอเรลล่าที่หลับไหลไปนานได้ยาวิเศษมาใส่ปาก เจ้าชายผู้คาบยาวิเศษมาจุมพิตให้ก็คืออัมพวา ที่สำคัญเจ้าชายองค์นี้เจ้าชู้ไม่เบา เที่ยวจุมพิตเขาไปทั่ว จนเกิดตลาดน้ำขึ้นอีกมากมาย ทั้งหน้าวัดอินทารามและบางน้อยแห่งนี้ รวมถึงยังบินข้ามถิ่นไปปลุกชีพตลาดน้ำและตลาดโบราณทั่วประเทศอีกด้วย คงไม่มีใครกล้าเถียงว่าเพราะตลาดอัมพวาเป็นที่นิยมมากจึงช่วยผลักดันให้ที่อื่นๆ เอาแบบอย่าง




ตลาดน้ำบางน้อยตอนนี้ตั้งอยู่ที่หน้าวัดเกาะแก้ว เวลาจะไปเที่ยว ก็ขับรถเข้าไปในวัด แล้วจอดหน้าตลาดน้ำเลย เป็นตลาดน้ำขนาดเล็ก เนื่องจากเพิ่งฟื้นฟูได้ไม่นาน สินค้าที่ขายก็พวกของกิน อาหารจานเดียว ความงดงามและสงบอันวิเศษของที่นี่ ก็อยู่ที่คลองบางน้อยที่ว่านี่แหละ

มาถึงถ้าหิวๆ ก็สั่งอาหารมานั่งทานตรงศาลาริมน้ำหน้าวัดสักจานสองจาน ช่วยอุดหนุนแม่ค้าให้เขาอยู่ได้ ขนาดชาวบ้านแถวนี้ก็ยังมาทานอาหารที่นี่ แสดงว่าราคาถูกและมีคุณภาพ รสชาติใช้ได้ ตากลมเย็นๆ แล้วเดินเข้าไปทางคลองบางน้อย จะพบเห็นห้องแถวปลูกด้วยไม้เรียงรายเลียบคลอง บ้านเรือนเขาเก่าแก่ งดงาม ยังไม่สร้างใหม่ด้วยปูน จึงให้อารมณ์ที่พึงถวิลหานัก





ตลาดน้ำบางน้อยตอนนี้ตั้งอยู่ที่หน้าวัดเกาะแก้ว เวลาจะไปเที่ยว ก็ขับรถเข้าไปในวัด แล้วจอดหน้าตลาดน้ำเลย เป็นตลาดน้ำขนาดเล็ก เนื่องจากเพิ่งฟื้นฟูได้ไม่นาน สินค้าที่ขายก็พวกของกิน อาหารจานเดียว ความงดงามและสงบอันวิเศษของที่นี่ ก็อยู่ที่คลองบางน้อยที่ว่านี่แหละ

มาถึงถ้าหิวๆ ก็สั่งอาหารมานั่งทานตรงศาลาริมน้ำหน้าวัดสักจานสองจาน ช่วยอุดหนุนแม่ค้าให้เขาอยู่ได้ ขนาดชาวบ้านแถวนี้ก็ยังมาทานอาหารที่นี่ แสดงว่าราคาถูกและมีคุณภาพ รสชาติใช้ได้ ตากลมเย็นๆ แล้วเดินเข้าไปทางคลองบางน้อย จะพบเห็นห้องแถวปลูกด้วยไม้เรียงรายเลียบคลอง บ้านเรือนเขาเก่าแก่ งดงาม ยังไม่สร้างใหม่ด้วยปูน จึงให้อารมณ์ที่พึงถวิลหานัก




ผมมาก็นั่งพักตรงม้านั่งริมแม่น้ำแม่กลอง มองเข้าไปในลำคลอง วิถีชีวิตเขาสงบน่าเลื่อมใสจริงๆ เดี๋ยวนี้เริ่มมีร้านรวงใหม่ๆ สวยๆ มาเปิดบ้างแล้ว ส่วนร้านเก่าของคนจีนก็น่ารัก น่าซื้อหา น่าชม ผมไปเจอมะนาวดองของร้านหญิงชาวไทยเชื้อสายจีนท่านหนึ่ง คุณป้าขายมะนาวดองในราคาไม่แพง ผมซื้อกลับมาต้มซี่โครงหมูใส่ฟักโดยใส่มะนาวดองตุ๋นไปด้วยสองลูก รสเปรี้ยวหอมหวานเย้ายวนใจนัก ซดจนน้ำแกงหยดสุดท้าย





ผมมาก็นั่งพักตรงม้านั่งริมแม่น้ำแม่กลอง มองเข้าไปในลำคลอง วิถีชีวิตเขาสงบน่าเลื่อมใสจริงๆ เดี๋ยวนี้เริ่มมีร้านรวงใหม่ๆ สวยๆ มาเปิดบ้างแล้ว ส่วนร้านเก่าของคนจีนก็น่ารัก น่าซื้อหา น่าชม ผมไปเจอมะนาวดองของร้านหญิงชาวไทยเชื้อสายจีนท่านหนึ่ง คุณป้าขายมะนาวดองในราคาไม่แพง ผมซื้อกลับมาต้มซี่โครงหมูใส่ฟักโดยใส่มะนาวดองตุ๋นไปด้วยสองลูก รสเปรี้ยวหอมหวานเย้ายวนใจนัก ซดจนน้ำแกงหยดสุดท้าย




ร้านเก่าๆ เหล่านี้ตั้งมาหลายสิบปี แล้วก็ไม่ย้ายไปไหน การค้าคงไม่ถึงกับขายดี แต่ก็คงยังขายได้แบบไม่มักมาก มาที่นี่ต้องหมุนนาฬิกาของตัวเองให้ช้าลงสักครึ่งหนึ่ง นั่งบนพนักพิงทำจากไม้ให้อิ่มเอิบกับอารมณ์สุนทรีย์ในคลองเก่า บ้านเก่าและคนเก่าๆ สูดอากาศอันบริสุทธิ์หอมสดชื่น แล้วเดินดูสิ่งงดงามรอบตัว เดินไปจนสุดทางถึงตีนสะพานข้ามคลอง แวะดื่มเครื่องดื่มในร้านของชาวบ้านแถบนี้ที่อัธยาศัยงดงามน่ารักอันแสดงออกเมื่อแรกพบผ่าน ยิ้มหวานพิมพ์ใจ ปากปราศรัยด้วยคารมดี นั่งกินน้ำที่นี่สักพัก ดูสายน้ำลอยผ่านไป ชมผู้คนพายเรือไปมา บางจังหวะก็อาจมีเรือยนต์มาทำให้สะดุ้งบ้าง แตกต้องทำใจว่านี่คือชีวิต ไม่อาจให้ทุกอย่างสวยงามไปหมดได้ แล้วเดินกลับช้าๆ ทางเดิม เอามือไพล่หลังเหมือนคุณชายเดินชมสวนงาม คุณเชื่อผมเถอะ ผมผ่านมาหลายเมืองหลายประเทศ จะหาที่ที่ผมไม่ลืมเลือนและถวิลหานั้นไม่ง่าย แต่ที่นี่ใช่หนี่งในนั้น ไม่มาแล้วจะเสียดายถ้ามนต์เสน่ห์นี้จบไป





ร้านเก่าๆ เหล่านี้ตั้งมาหลายสิบปี แล้วก็ไม่ย้ายไปไหน การค้าคงไม่ถึงกับขายดี แต่ก็คงยังขายได้แบบไม่มักมาก มาที่นี่ต้องหมุนนาฬิกาของตัวเองให้ช้าลงสักครึ่งหนึ่ง นั่งบนพนักพิงทำจากไม้ให้อิ่มเอิบกับอารมณ์สุนทรีย์ในคลองเก่า บ้านเก่าและคนเก่าๆ สูดอากาศอันบริสุทธิ์หอมสดชื่น แล้วเดินดูสิ่งงดงามรอบตัว เดินไปจนสุดทางถึงตีนสะพานข้ามคลอง แวะดื่มเครื่องดื่มในร้านของชาวบ้านแถบนี้ที่อัธยาศัยงดงามน่ารักอันแสดงออกเมื่อแรกพบผ่าน ยิ้มหวานพิมพ์ใจ ปากปราศรัยด้วยคารมดี นั่งกินน้ำที่นี่สักพัก ดูสายน้ำลอยผ่านไป ชมผู้คนพายเรือไปมา บางจังหวะก็อาจมีเรือยนต์มาทำให้สะดุ้งบ้าง แตกต้องทำใจว่านี่คือชีวิต ไม่อาจให้ทุกอย่างสวยงามไปหมดได้ แล้วเดินกลับช้าๆ ทางเดิม เอามือไพล่หลังเหมือนคุณชายเดินชมสวนงาม คุณเชื่อผมเถอะ ผมผ่านมาหลายเมืองหลายประเทศ จะหาที่ที่ผมไม่ลืมเลือนและถวิลหานั้นไม่ง่าย แต่ที่นี่ใช่หนี่งในนั้น ไม่มาแล้วจะเสียดายถ้ามนต์เสน่ห์นี้จบไป





ข้อมูลเกี่ยวกับ…ตลาดน้ำคลองบางน้อย จ.สมุทรสงคราม

ช่วงเวลาท่องเที่ยว : เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 08.00-16.00 น

การเดินทาง :

รถยนต์ส่วนตัว

  • เส้นทางที่ 1 ตั้งต้นที่ถนนพระราม 2 (หมายเลข 35) เมื่อเลยสมุทรสาครมาจะเจอป้ายทางเข้าตลาดน้ำอัมพวาหรือจะวิ่งเข้าถนน 325 ผ่านตัวเมืองแม่กลองก็ได้ วิ่งตามถนน 325 ผ่านอัมพวามายัง อ.บางคนที เมื่อเจอคณโฑยักษ์วางริมทาง แล้วเลี้ยวซ้ายตรงเข้าบางคนที จะพบวัดเกาะแก้ว อยู่ทางขวามือ จอดรถในวัดแล้วเดินมาที่ท่าน้ำท่าวัด
  • เส้นทางที่ 2 วิ่งตามถนนเพชรเกษม (หมายเลข 4) ผ่านตัวเมืองนครปฐม จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนน 325 ผ่าน อ.ดำเนินสะดวก มาไม่ไกลจะพบคณโฑยักษ์วางริมถนนฝั่งขวามือ ให้กลับรถแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าบางคนที จะพบวัดเกาะแก้วอยู่ตรงขวามือบริเวณสี่แยกไฟแดง
รถประจำทาง

  • จากสายใต้ใหม่นั่งรถมาลงที่แม่กลองแล้วต่อรถมาบางคนที หรือจากสายใต้ใหม่นั่งรถประจำทางกรุงเทพฯ-แม่กลอง-อัมพวา-ดำเนินสะดวก สาย 996 มาลงที่ตลาดน้ำอัมพวา แล้วต่อรถมาที่บางคนที ลงหน้าวัดเกาะแก้ว
รถตู้

  • นั่งรถตู้สายอนุสาวรีย์ชัยฯ-อัมพวา บริเวณห้างเซ็นจูรี่ (ใต้ BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ) มาลงที่อัมพวา แล้วต่อรถสายแม่กลอง-บางคนที-บางนกแขวก มาลงที่บางคนทีหน้าวัดเกฺาะแก้ว
  • นั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัย(ฝั่งใต้ทางด่วน)มาลงแม่กลอง แล้วต่อรถสองแถวมายังบางคนที
ติดต่อ-สอบถาม : เทศบาลตำบลกระดังงา 034-761-537


ที่มา : https://www.ท่องทั่วไทย.com/
ภาพโดย : ภาพโดย Justin Chen จาก iamjustinchen.blogspot.com , keangs9 Seksan จาก 500px.com


ภูหินร่องกล้า เตือนนักท่องเที่ยว ไม่ควรทิ้งขยะตามร่องหน้าผา

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เตือนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมธรรมชาติไม่ควรทิ้งขยะตามร่องหน้าผา หลังทางชมรมรักษ์ ลำน้ำเข็ก ร่วมกับอาสาสมัคร technical rescue team(trt) และเจ้าหน้าอุทยานแห่งภูหินร่องกล้าโรยตัวเก็บขยะสามารถเก็บขยะได้กว่า 30 กิโลกรัม

ภูหินร่องกล้า เตือนนักท่องเที่ยว ไม่ควรทิ้งขยะตามร่องหน้าผา

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เตือนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมธรรมชาติไม่ควรทิ้งขยะตามร่องหน้าผา หลังทางชมรมรักษ์ ลำน้ำเข็ก ร่วมกับอาสาสมัคร technical rescue team(trt) และเจ้าหน้าอุทยานแห่งภูหินร่องกล้าโรยตัวเก็บขยะสามารถเก็บขยะได้กว่า 30 กิโลกรัม

นายสุวรรณ ภานุนำภา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก กล่าวว่า หลังจากที่ทางชมรมรักษ์ลำน้ำเข็กร่วมกับอาสาสมัคร technical rescue team(trt) และเจ้าหน้าอุทยานแห่งภูหินร่องกล้า ร่วมกัน จัด กิจกรรมโรยตัวเก็บขยะที่หน้าผาภูหินร่องกล้า เป็นเวลา 2 วัน คือวันที่ 8-9 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งกระจายเก็บขยะจาก ผาหินปุ่มและหินแตก โดยสามารถเก็บขยะได้ 6 ถุงดำ รวมน้ำหนักกว่า 30 กิโลกรัม พบว่าส่วนใหญ่จะเป็น ขวดน้ำพลาสติกและถุงพลาสติกที่นักท่องเที่ยวที่มักง่ายมักโยนทิ้งตามหน้าผา และซอกหิน

ดังนั้นจึงอยากขอความร่วมมือกับนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ช่วยกันรักษาความสะอาดอย่าทิ้งขยะมัก ง่าย โดยเฉพาะตามซอกหินและหน้าผา เพราะการเก็บทำความสะอาดได้ยากและเป็นการ ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย และส่งผลให้ทำลายธรรมชาติที่สวยงามอีกด้วย

ด้านนายณัฐวัฒน์ วัฒนประสิทธิ์ ประธานชมรมรักษ์ลำน้ำเข็ก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 – 9 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้นำสมาชิกชมรม พร้อมด้วยทีมกู้ภัย TRT ซึ่งเป็นทีมช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถทัวร์ตกเหวที่ จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อาสาสมัคร รวมกว่า 30 คน มาร่วมกิจกรรมโรยตัวเก็บเศษขยะตามหน้าผา โดยมีจุดเริ่มต้นที่บริเวณลานหินแตก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และเลาะเลียบริน หน้าผา ตามร่องหิน ที่มักมีนักท่องเที่ยวเดินผ่านแล้วทิ้งเศษขยะไว้





นายสุวรรณ ภานุนำภา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก กล่าวว่า หลังจากที่ทางชมรมรักษ์ลำน้ำเข็กร่วมกับอาสาสมัคร technical rescue team(trt) และเจ้าหน้าอุทยานแห่งภูหินร่องกล้า ร่วมกัน จัด กิจกรรมโรยตัวเก็บขยะที่หน้าผาภูหินร่องกล้า เป็นเวลา 2 วัน คือวันที่ 8-9 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งกระจายเก็บขยะจาก ผาหินปุ่มและหินแตก โดยสามารถเก็บขยะได้ 6 ถุงดำ รวมน้ำหนักกว่า 30 กิโลกรัม พบว่าส่วนใหญ่จะเป็น ขวดน้ำพลาสติกและถุงพลาสติกที่นักท่องเที่ยวที่มักง่ายมักโยนทิ้งตามหน้าผา และซอกหิน

ดังนั้นจึงอยากขอความร่วมมือกับนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ช่วยกันรักษาความสะอาดอย่าทิ้งขยะมัก ง่าย โดยเฉพาะตามซอกหินและหน้าผา เพราะการเก็บทำความสะอาดได้ยากและเป็นการ ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย และส่งผลให้ทำลายธรรมชาติที่สวยงามอีกด้วย

ด้านนายณัฐวัฒน์ วัฒนประสิทธิ์ ประธานชมรมรักษ์ลำน้ำเข็ก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 – 9 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้นำสมาชิกชมรม พร้อมด้วยทีมกู้ภัย TRT ซึ่งเป็นทีมช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถทัวร์ตกเหวที่ จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อาสาสมัคร รวมกว่า 30 คน มาร่วมกิจกรรมโรยตัวเก็บเศษขยะตามหน้าผา โดยมีจุดเริ่มต้นที่บริเวณลานหินแตก อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และเลาะเลียบริน หน้าผา ตามร่องหิน ที่มักมีนักท่องเที่ยวเดินผ่านแล้วทิ้งเศษขยะไว้




โดยส่วนใหญ่พบเป็นขวดน้ำ กระดาษห่อลูกอม กระดาษทิชชู่ ซองขนม ก้นบุหรี่ ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้เอง และส่งผลให้ทัศนียภาพที่สวยงามถูกทำลาย กิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวให้มีจิตสำนึก อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ทิ้งขยะตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และยังเป็นการเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าให้เกิดความประทับใจในบรรยากาศที่ สวยงามของภูหินร่องกล้าต่อไป





โดยส่วนใหญ่พบเป็นขวดน้ำ กระดาษห่อลูกอม กระดาษทิชชู่ ซองขนม ก้นบุหรี่ ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้เอง และส่งผลให้ทัศนียภาพที่สวยงามถูกทำลาย กิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวให้มีจิตสำนึก อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ทิ้งขยะตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และยังเป็นการเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าให้เกิดความประทับใจในบรรยากาศที่ สวยงามของภูหินร่องกล้าต่อไป




นอกจากนี้ ยังเป็นการฝึกซ้อมการโรยตัวช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่าง ๆ ของทีมกู้ภัย TRT ตลอดจนฝึกอบรมการโรยตัวแก่เจ้าหน้าที่อุทยานภูหินร่องกล้าให้ มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้ ทันท่วงที หากเกิดอุบัติเหตุแก่นักท่องเที่ยว โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นจนถึงวันพรุ่งนี้ สำหรับชมรมรักษ์ลำน้ำเข็ก ได้ร่วมกับชุมชน องค์กรต่าง ๆ และนักท่องเที่ยว จัดกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปลูกป่า ล่องแก่ง เก็บขยะ ปล่อยปลาลงลำน้ำเข็ก โดยในวันที่ 23-25 มีนาคม 2557 จะจัดกิจกรรมเก็บขยะตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกด้วย

ขอบคุณข่าวสารจาก สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์


ขอบคุณข้อมูล : https://travel.mthai.com/news/79609.html


การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เรียนรู้วิถีชีวิตเกษตร




การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เรียนรู้วิถีชีวิตเกษตร





การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวที่นำเอาวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีการประกอบอาชีพของเกษตรกร ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาผสมผสาน ด้วยระบบการบริหารการจัดทรัพยากรที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชน อันก่อให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้ของเกษตรกรนำไปสู่การถ่ายทอดภูมิปัญญา และเทคโนโลยีการเกษตรแก่นักท่องเที่ยวและผู้สนใจทั่วไป

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร คือการเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ชุมชนเกษตรกรรม สวนเกษตรวนเกษตร สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยงแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่างๆ สถานที่ราชการ ตลอดจนสถาบันการศึกษาที่มีงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตร ที่ทันสมัย ฯลฯ เพื่อชื่นชมความสวยงาม ความสำเร็จและเพลิดเพลินในกิจกรรม ทางการเกษตรในลักษณะต่างๆ ได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ บนพื้นฐานความรับผิดชอบ และมีจิตสำนึกต่อการรักษา สภาพแวดล้อมของสถานที่นั้น






การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวที่นำเอาวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีการประกอบอาชีพของเกษตรกร ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาผสมผสาน ด้วยระบบการบริหารการจัดทรัพยากรที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชน อันก่อให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้ของเกษตรกรนำไปสู่การถ่ายทอดภูมิปัญญา และเทคโนโลยีการเกษตรแก่นักท่องเที่ยวและผู้สนใจทั่วไป

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร คือการเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ชุมชนเกษตรกรรม สวนเกษตรวนเกษตร สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยงแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่างๆ สถานที่ราชการ ตลอดจนสถาบันการศึกษาที่มีงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตร ที่ทันสมัย ฯลฯ เพื่อชื่นชมความสวยงาม ความสำเร็จและเพลิดเพลินในกิจกรรม ทางการเกษตรในลักษณะต่างๆ ได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ บนพื้นฐานความรับผิดชอบ และมีจิตสำนึกต่อการรักษา สภาพแวดล้อมของสถานที่นั้น




การท่องเที่ยวเชิงเกษตร หมายถึง การท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นทางด้านการเรียนรู้วิถีเกษตร กรรมของชาวชนบท โดยเน้นการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการดำเนินกิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้ด้านการเกษตรและวิถีการดำรงชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และเป็นการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดการเรียนรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ก่อให้เกิดรายได้ต่อชุมชน และตัวเกษตรกร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร จะเป็นการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและผล กระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม

การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นการเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่เกษตรกรรม สวนเกษตร วนเกษตร สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เพื่อชื่นชมความสวยงาม ความสำเร็จ และเพลิดเพลินในสวนเกษตร ได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ใหม่ บนพื้นฐานความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกต่อการรักษาสภาพแวดล้อมของสถานที่แห่งนั้น

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทางเลือกใหม่ของนักเดินทาง ท่านจะได้ทั้งความสนุกสนาน เพลิดเพลินและสามารถนำความรู้กลับไปประยุกต์ใช้เพื่อประกอบอาชีพ ได้ทำให้ได้หวนกลับ ไปค้นหาเรียนรู้เข้าใจและมีความภาคภูมิใจ ในอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นคุณค่าภายใต้แนวคิด ปรัชญาองค์ความรู้ภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษเกษตรไทย ท่านจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวชนบท ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมรูปแบบกิจกรรม และการประกอบอาชีพทางการเกษตรที่หลากหลายทั้งวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม จนถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ท่ามกลางทัศนียภาพธรรมชาติที่สวยงามในทุกพื้นที่ของประเทศไทย





การท่องเที่ยวเชิงเกษตร หมายถึง การท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นทางด้านการเรียนรู้วิถีเกษตร กรรมของชาวชนบท โดยเน้นการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการดำเนินกิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้ด้านการเกษตรและวิถีการดำรงชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และเป็นการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดการเรียนรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ก่อให้เกิดรายได้ต่อชุมชน และตัวเกษตรกร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร จะเป็นการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและผล กระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม

การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นการเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่เกษตรกรรม สวนเกษตร วนเกษตร สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เพื่อชื่นชมความสวยงาม ความสำเร็จ และเพลิดเพลินในสวนเกษตร ได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ใหม่ บนพื้นฐานความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกต่อการรักษาสภาพแวดล้อมของสถานที่แห่งนั้น

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทางเลือกใหม่ของนักเดินทาง ท่านจะได้ทั้งความสนุกสนาน เพลิดเพลินและสามารถนำความรู้กลับไปประยุกต์ใช้เพื่อประกอบอาชีพ ได้ทำให้ได้หวนกลับ ไปค้นหาเรียนรู้เข้าใจและมีความภาคภูมิใจ ในอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นคุณค่าภายใต้แนวคิด ปรัชญาองค์ความรู้ภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษเกษตรไทย ท่านจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวชนบท ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมรูปแบบกิจกรรม และการประกอบอาชีพทางการเกษตรที่หลากหลายทั้งวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม จนถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ท่ามกลางทัศนียภาพธรรมชาติที่สวยงามในทุกพื้นที่ของประเทศไทย



ในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแต่ละแห่งจะมีกิจกรรมที่จะให้บริการนักท่องเที่ยวหลายๆ
กิจกรรม แล้วแต่สภาพจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรแต่ละแห่ง ได้แก่

  1. ประเภทนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมระยะสั้น ได้แก่ การเข้าชมสวนเกษตร โดยนักท่องเที่ยวอาจเก็บผลผลิตในสวนหรือซื้อผลผลิตโดยเลือกเก็บได้ และทำกิจกรรมพื้นบ้านระยะสั้น ร่วมกับชาวบ้าน เช่น ขี่ควาย นั่งเกวียน และอื่น ๆ
  2. ประเภทให้นักท่องเที่ยวพักแรมในหมู่บ้าน การให้นักท่องเที่ยวพักแรมในหมู่บ้านเพื่อศึกษาและสัมผัสกับชีวิตของชาวชนบทเกษตรโดยนักท่องเที่ยวจะได้รับบริการที่อบอุ่น ปลอดภัย สะดวกและสะอาดฟาร์มสเตย์..เป็นบริการท่องเที่ยวในลักษณะต่อยอดจากกิจกรรมการผลิตภาคเกษตร ไม่ว่าจะในภาคการเพาะปลูก ปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือการทำประมงในแหล่งธรรมชาติ .. ฟิชชิ่ง ปาร์ค แหล่งท่องเที่ยวประเภทฟาร์มโคนม ฟาร์มแกะ แพะ … เหล่านี้ ล้วนอยู่ในกรอบของการพัฒนาแบบฟาร์มสเตย์ทั้งสิ้น
  3. ประเภทอบรมให้ความรู้เกษตรแผนใหม่และความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน การทำการเกษตรแผนใหม่ เช่น การปลูกและการดูแลรักษา การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อาจมีการให้ใบประกาศนียบัตรด้วย การเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น การศึกษาแมลงที่มีประโยชน์ พืชผักพื้นเมืองที่กินได้ การทำน้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลโตนด ฯลฯ
  4. ประเภทจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านของเกษตรกรของใช้และของที่ระลึกต่าง ๆ ผลไม้สด ดอกไม้สด เมล็ดพันธุ์พืชที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวซื้อไปปลูก
  5. ประเภทให้ลู่ทางธุรกิจ ช่วงที่ธุรกิจอื่น ๆ ประสบปัญหาจากธุรกิจตกต่ำ ให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อหาลู่ทางในการทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร เพราะเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนเร็ว การท่องเที่ยวในลักษณะนี้นอกจากจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้แก่เกษตรกรแล้วยังเป็นหนทางที่ช่วยภาคเอกชนที่รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอีกด้วย



ในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแต่ละแห่งจะมีกิจกรรมที่จะให้บริการนักท่องเที่ยวหลายๆ
กิจกรรม แล้วแต่สภาพจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรแต่ละแห่ง ได้แก่

  1. ประเภทนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมระยะสั้น ได้แก่ การเข้าชมสวนเกษตร โดยนักท่องเที่ยวอาจเก็บผลผลิตในสวนหรือซื้อผลผลิตโดยเลือกเก็บได้ และทำกิจกรรมพื้นบ้านระยะสั้น ร่วมกับชาวบ้าน เช่น ขี่ควาย นั่งเกวียน และอื่น ๆ
  2. ประเภทให้นักท่องเที่ยวพักแรมในหมู่บ้าน การให้นักท่องเที่ยวพักแรมในหมู่บ้านเพื่อศึกษาและสัมผัสกับชีวิตของชาวชนบทเกษตรโดยนักท่องเที่ยวจะได้รับบริการที่อบอุ่น ปลอดภัย สะดวกและสะอาดฟาร์มสเตย์..เป็นบริการท่องเที่ยวในลักษณะต่อยอดจากกิจกรรมการผลิตภาคเกษตร ไม่ว่าจะในภาคการเพาะปลูก ปศุสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือการทำประมงในแหล่งธรรมชาติ .. ฟิชชิ่ง ปาร์ค แหล่งท่องเที่ยวประเภทฟาร์มโคนม ฟาร์มแกะ แพะ … เหล่านี้ ล้วนอยู่ในกรอบของการพัฒนาแบบฟาร์มสเตย์ทั้งสิ้น
  3. ประเภทอบรมให้ความรู้เกษตรแผนใหม่และความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน การทำการเกษตรแผนใหม่ เช่น การปลูกและการดูแลรักษา การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อาจมีการให้ใบประกาศนียบัตรด้วย การเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น การศึกษาแมลงที่มีประโยชน์ พืชผักพื้นเมืองที่กินได้ การทำน้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลโตนด ฯลฯ
  4. ประเภทจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านของเกษตรกรของใช้และของที่ระลึกต่าง ๆ ผลไม้สด ดอกไม้สด เมล็ดพันธุ์พืชที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวซื้อไปปลูก
  5. ประเภทให้ลู่ทางธุรกิจ ช่วงที่ธุรกิจอื่น ๆ ประสบปัญหาจากธุรกิจตกต่ำ ให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อหาลู่ทางในการทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร เพราะเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนเร็ว การท่องเที่ยวในลักษณะนี้นอกจากจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้แก่เกษตรกรแล้วยังเป็นหนทางที่ช่วยภาคเอกชนที่รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอีกด้วย



ลักษณะของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือการเที่ยวสวนผลไม้นั้นจะแตกต่างจากการ ท่องเที่ยวทั่วไป คือจะมุ่งเน้นความสนใจไปยัง กิจกรรมการเกษตรต่างๆรวมถึงสภาพแวดล้อมทางการเกษตรเป็นหลัก ให้โอกาสนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งได้รับความเพลิดเพลินและการพักผ่อนไปในตัว อีกทั้งเกษตรกรยังจะมีรายได้ จากการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรรวมทั้งสินค้าแปรรูปทางการเกษตรอื่นๆอีกด้วย
รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทดังนี้

  1. แบบกิจกรรมรายบุคคล ได้แก่ การนำเที่ยวชมสวนของเกษตรกรรายบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เช่น สวนทุเรียน มังคุด สวนไม้ดอกไม้ประดับ หรือแม้แต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้ผู้เยี่ยมชมจะได้รับความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต การจัดการ การตลาดแล้วยังสามารถซื้อผลผลิตต่าง ๆ ที่ทางสวนจัดขึ้นอีกด้วย
  2. กิจกรรมการท่องเที่ยวตามฤดูกาลหรือเทศกาล เช่น การจัดงานวันทุเรียนโลก งานวันเงาะโรงเรียนทุ่งทานตะวันบาน ทุ่งดอกปทุมมา ซึ่งการท่องเที่ยวแบบนี้จะมีขึ้นเฉพาะในช่วงที่มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการเกษตรเท่านั้น
  3. กิจกรรมการท่องเที่ยวตามชุมชนหรือหมู่บ้านเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรในชุมชน ร่วมกันจัดตั้ง บริหาร และจัดการท่องเที่ยว โดยกรมส่งเสริมการเกษตรให้ความร่วมมือสนับสนุนในการจัดทำโครงสร้างทางกายภาพ การจัดภูมิทัศน์ การให้แนวความคิดในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับพื้นที่และความสามารถของเกษตรกรในชุมชน




ลักษณะของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือการเที่ยวสวนผลไม้นั้นจะแตกต่างจากการ ท่องเที่ยวทั่วไป คือจะมุ่งเน้นความสนใจไปยัง กิจกรรมการเกษตรต่างๆรวมถึงสภาพแวดล้อมทางการเกษตรเป็นหลัก ให้โอกาสนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งได้รับความเพลิดเพลินและการพักผ่อนไปในตัว อีกทั้งเกษตรกรยังจะมีรายได้ จากการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรรวมทั้งสินค้าแปรรูปทางการเกษตรอื่นๆอีกด้วย
รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทดังนี้

  1. แบบกิจกรรมรายบุคคล ได้แก่ การนำเที่ยวชมสวนของเกษตรกรรายบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เช่น สวนทุเรียน มังคุด สวนไม้ดอกไม้ประดับ หรือแม้แต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้ผู้เยี่ยมชมจะได้รับความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต การจัดการ การตลาดแล้วยังสามารถซื้อผลผลิตต่าง ๆ ที่ทางสวนจัดขึ้นอีกด้วย
  2. กิจกรรมการท่องเที่ยวตามฤดูกาลหรือเทศกาล เช่น การจัดงานวันทุเรียนโลก งานวันเงาะโรงเรียนทุ่งทานตะวันบาน ทุ่งดอกปทุมมา ซึ่งการท่องเที่ยวแบบนี้จะมีขึ้นเฉพาะในช่วงที่มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการเกษตรเท่านั้น
  3. กิจกรรมการท่องเที่ยวตามชุมชนหรือหมู่บ้านเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรในชุมชน ร่วมกันจัดตั้ง บริหาร และจัดการท่องเที่ยว โดยกรมส่งเสริมการเกษตรให้ความร่วมมือสนับสนุนในการจัดทำโครงสร้างทางกายภาพ การจัดภูมิทัศน์ การให้แนวความคิดในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับพื้นที่และความสามารถของเกษตรกรในชุมชน




การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agrotourism) จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ของบุคคลทั้ง 3 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกัน คือ เจ้าของสวน ผู้จัดนำเที่ยวรวมถึงมัคคุเทศก์ และนักท่องเที่ยว
ที่ต่างกลุ่มจะต้องรู้วิธีการจัดการอย่างมีระบบเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืน ดังนี้

1.แนวทางบริหารจัดการของเจ้าของสวน
1.1) เตรียมสถานที่เที่ยวชมควรเป็นเส้นทางวงรอบเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็น
1.2) หากมีมุมสาธิตได้ ควรจัดเจ้าหน้าที่เตรียมการสาธิตให้ชม
1.3) มีมัคคุเทศก์นำชมสวน สามารถอธิบายได้ดีเท่ากับหรือมากกว่าเจ้าของสวน (มีเกร็ดความรู้ มีการเปรียบเทียบ)
1.4) จัดมุมสถานที่พักผ่อน จัดมุมบริการอาหารและเครื่องดื่มจำหน่าย (โดยอาจขอให้เพื่อนบ้านบริการแทน เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น) มุมนี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าของที่ระลึกด้วย ทั้งของในสวนและของเพื่อนบ้านใกล้เคียง
1.5) จัดเตรียมอุปกรณ์ที่ทิ้งขยะ แยกเปียกและแห้ง
1.6) มีบริการห้องสุขาที่สะอาด (อาจมีกล่องรับเงินบริการ เพื่อให้ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแล ได้รับผลประโยชน์)

2.แนวทางบริหารจัดการของผู้ประกอบการนำเที่ยวหรือมัคคุเทศก์
2.1) ต้องรอบรู้สถานที่/สวนแห่งนั้นอย่างละเอียด เพื่อให้ข้อมูลในการตัดสินใจและการเตรียมตัวแก่นักท่องเที่ยวได้
2.2) รู้ข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามในการเที่ยวสวนเกษตร และถ่ายทอดให้นักท่อง เที่ยวมีความเข้าใจก่อนเดินทาง
2.3) หลังจากนำเที่ยวชมแล้ว ควรหาเวลาให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สัก 15-20 นาที ระหว่างการเดินทางกลับ หรือเป็นการประเมินผลการชมสวนนั้น ๆ เพื่อนำไปปรับปรุงได้

3.แนวทางการเตรียมตัวไปท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว
3.1) เป็นผู้ที่สนใจการทำสวนเกษตรแต่ละสาขาที่จะไปชม
3.2) มีการเตรียมตัวเดินทาง และเตรียมอุปกรณ์ของที่ใช้ตามที่ผู้จัดรายการนำเที่ยวแนะนำ
3.3) หากมีความชอบถ่ายภาพเป็นที่ระลึกแล้ว ควรเตรียมกล้องและฟิล์มไปให้มากพอ เหลือใช้ดีกว่าไม่พอ
3.4) ปฏิบัติตามข้อแนะนำและข้อห้ามของแต่ละสถานที่ เพราะต้นพืชและธรรม ชาติรอบด้านนั้นมีความอ่อนไหวและเปราะบาง มีโอกาสติดเชื้อโรคจากผู้ที่ไปเยือนได้ ในทำนองเดียวกันหากนักท่องเที่ยวบางคนเป็นภูมิแพ้ต่อยาฆ่าแมลงง่ายก็ควรต้องระมัดระวังเช่นกัน ในช่วงที่เจ้าของสวนฉีดยาป้องกันแมลงและเชื้อราที่สามารถทำลายต้นพืชได้
3.5) มีจิตสำนึกต่อการรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อให้สถานที่ท่องเที่ยวที่ไปเยือนมีสภาพแวดล้อมที่ดี สะอาด และสวยงาม

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เปิดโอกาสให้ผู้สนใจมีโอกาสใกล้ชิดธรรมชาติ ความเขียวขจี ความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย ที่ได้รับการกล่าวขานถึงในฐานะแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก (Kitchen of the World) นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังเรียนรู้กระบวนการผลิตทางการเกษตร ที่กว่าจะมาเป็นผลผลิตสดใหม่ รสชาติยอดเยี่ยมให้เราได้ลิ้มลอง ได้สนุกสนานกับการทดลองหัดทำ






การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agrotourism) จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ของบุคคลทั้ง 3 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกัน คือ เจ้าของสวน ผู้จัดนำเที่ยวรวมถึงมัคคุเทศก์ และนักท่องเที่ยว
ที่ต่างกลุ่มจะต้องรู้วิธีการจัดการอย่างมีระบบเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืน ดังนี้

1.แนวทางบริหารจัดการของเจ้าของสวน
1.1) เตรียมสถานที่เที่ยวชมควรเป็นเส้นทางวงรอบเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็น
1.2) หากมีมุมสาธิตได้ ควรจัดเจ้าหน้าที่เตรียมการสาธิตให้ชม
1.3) มีมัคคุเทศก์นำชมสวน สามารถอธิบายได้ดีเท่ากับหรือมากกว่าเจ้าของสวน (มีเกร็ดความรู้ มีการเปรียบเทียบ)
1.4) จัดมุมสถานที่พักผ่อน จัดมุมบริการอาหารและเครื่องดื่มจำหน่าย (โดยอาจขอให้เพื่อนบ้านบริการแทน เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น) มุมนี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าของที่ระลึกด้วย ทั้งของในสวนและของเพื่อนบ้านใกล้เคียง
1.5) จัดเตรียมอุปกรณ์ที่ทิ้งขยะ แยกเปียกและแห้ง
1.6) มีบริการห้องสุขาที่สะอาด (อาจมีกล่องรับเงินบริการ เพื่อให้ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแล ได้รับผลประโยชน์)

2.แนวทางบริหารจัดการของผู้ประกอบการนำเที่ยวหรือมัคคุเทศก์
2.1) ต้องรอบรู้สถานที่/สวนแห่งนั้นอย่างละเอียด เพื่อให้ข้อมูลในการตัดสินใจและการเตรียมตัวแก่นักท่องเที่ยวได้
2.2) รู้ข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามในการเที่ยวสวนเกษตร และถ่ายทอดให้นักท่อง เที่ยวมีความเข้าใจก่อนเดินทาง
2.3) หลังจากนำเที่ยวชมแล้ว ควรหาเวลาให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สัก 15-20 นาที ระหว่างการเดินทางกลับ หรือเป็นการประเมินผลการชมสวนนั้น ๆ เพื่อนำไปปรับปรุงได้

3.แนวทางการเตรียมตัวไปท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยว
3.1) เป็นผู้ที่สนใจการทำสวนเกษตรแต่ละสาขาที่จะไปชม
3.2) มีการเตรียมตัวเดินทาง และเตรียมอุปกรณ์ของที่ใช้ตามที่ผู้จัดรายการนำเที่ยวแนะนำ
3.3) หากมีความชอบถ่ายภาพเป็นที่ระลึกแล้ว ควรเตรียมกล้องและฟิล์มไปให้มากพอ เหลือใช้ดีกว่าไม่พอ
3.4) ปฏิบัติตามข้อแนะนำและข้อห้ามของแต่ละสถานที่ เพราะต้นพืชและธรรม ชาติรอบด้านนั้นมีความอ่อนไหวและเปราะบาง มีโอกาสติดเชื้อโรคจากผู้ที่ไปเยือนได้ ในทำนองเดียวกันหากนักท่องเที่ยวบางคนเป็นภูมิแพ้ต่อยาฆ่าแมลงง่ายก็ควรต้องระมัดระวังเช่นกัน ในช่วงที่เจ้าของสวนฉีดยาป้องกันแมลงและเชื้อราที่สามารถทำลายต้นพืชได้
3.5) มีจิตสำนึกต่อการรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อให้สถานที่ท่องเที่ยวที่ไปเยือนมีสภาพแวดล้อมที่ดี สะอาด และสวยงาม

การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เปิดโอกาสให้ผู้สนใจมีโอกาสใกล้ชิดธรรมชาติ ความเขียวขจี ความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย ที่ได้รับการกล่าวขานถึงในฐานะแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก (Kitchen of the World) นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังเรียนรู้กระบวนการผลิตทางการเกษตร ที่กว่าจะมาเป็นผลผลิตสดใหม่ รสชาติยอดเยี่ยมให้เราได้ลิ้มลอง ได้สนุกสนานกับการทดลองหัดทำ





ผลจากการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนับว่าเป็นการสร้างรายได้โดยตรงให้กับเกษตรกรผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ผลิต นักท่องเที่ยวเดินทางเยี่ยมชมแล้ว ยังได้ซื้อผลิตผลต่าง ๆ ที่เกษตรกรได้จัดทำในอาชีพปกติ เช่น

  1. สามารถจำหน่ายต้นอ่อนและเมล็ดพันธุ์ เพื่อนักท่องเที่ยวซื้อกลับไปทดลองปลูกหรือไม่บางคนอาจนำไปขยายอาชีพเสริมต่อ เป็นเกษตรกรใหม่เพิ่มขึ้น เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ได้
  2. สามารถขายผลผลิตที่เก็บได้ส่งให้กับนักท่องเที่ยวโดยตรง ช่วยขยายตลาดขายปลีกและขายส่งให้กับเกษตรกรได้
  3. ผลผลิตบางชนิดที่จำหน่ายสดไม่ทันสามารถแปรรูปเป็นผลผลิตอีกรูปแบบหนึ่ง จัดทำเป็นของแห้ง เป็นการถนอมอาหาร จำหน่ายให้นักท่องเที่ยวเป็นรายได้ที่เพิ่มพูนจากเดิม
  4. มีส่วนแนะนำธุรกิจการเกษตรเพิ่มขึ้นนักท่องเที่ยวและเกษตรกรที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด สามารถช่วยขยายผลจากการทำการเกษตรต่อไปทางธุรกิจอื่น ๆ ได้อีก นับเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพเพิ่มขึ้น อาทิ การทำธุรกิจผลไม้สดกับเครื่องจักสาน เครื่องบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
  5. การจัดการท่องเที่ยวแวะพัก ชมสวนเกษตร ยังทำให้เพื่อนบ้านสามารถขายสินค้า ทั้งจากสวนเกษตร และสินค้าจำพวกอาหาร เครื่องดื่มได้เพิ่มขึ้น




ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หม่อนไม้
ที่มา : http://crfoodsafety.com/index.php?option=com_content&view=article&id=33&Itemid=32

สวนลุงนิล ชุมพร




สวนลุงนิล ชุมพร




หากใครที่ชื่นชอบการออกเดินทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร รักที่จะเข้าใจและเรียนรู้หลักการเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ ในเมืองไทยนั้น มีมากมายกระจายอยู่ทุกภาค จะเห็นได้ว่า ประชาชนในประเทศไทยน้อมนำเอาคำสอน มาใช้ในชีวิต เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นและยังส่งต่อประโยชน์เหล่านี้สู่คนที่ต้องการเรียนรู้และนำหลักเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ไปประยุกต์ให้เข้ากับตัวเองมากที่สุด

สวนลุงนิล จังหวัดชุมพร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่งที่จะทำให้ทุกคนที่สนใช้หลักเศราฐกิจพอเพียงนั้น ได้เข้ามาเรียนรู้ที่สวน และได้รับการถ่ายทอดปรสบการณ์โดยตรงจากลุงนิล ผู้เป็นเจ้าของสวนแห่งนี้




หากใครที่ชื่นชอบการออกเดินทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร รักที่จะเข้าใจและเรียนรู้หลักการเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ ในเมืองไทยนั้น มีมากมายกระจายอยู่ทุกภาค จะเห็นได้ว่า ประชาชนในประเทศไทยน้อมนำเอาคำสอน มาใช้ในชีวิต เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นและยังส่งต่อประโยชน์เหล่านี้สู่คนที่ต้องการเรียนรู้และนำหลักเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ไปประยุกต์ให้เข้ากับตัวเองมากที่สุด

สวนลุงนิล จังหวัดชุมพร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่งที่จะทำให้ทุกคนที่สนใช้หลักเศราฐกิจพอเพียงนั้น ได้เข้ามาเรียนรู้ที่สวน และได้รับการถ่ายทอดปรสบการณ์โดยตรงจากลุงนิล ผู้เป็นเจ้าของสวนแห่งนี้



ลุงนิล หรือ นายสมบูรณ์ ศรีสุบัติ นับเป็นหนึ่งใน 25 ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) คัดเลือกขึ้นมาเป็นปราชญ์เกษตรกรนำร่อง เพื่อขยายองค์ความรู้และหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ชาวบ้านและผู้คนที่สนใจ และยังเป็นเจ้าของรางวัล Tourism Awards ปี 2553 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรดีเด่นอีกด้วย

เริ่มแรกลุงนิลเจ้าของสวน ได้ใช้พื้นที่ 17.13 ไร่ทำการปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือการปลูกต้นทุเรียนกว่า 700 ต้น แต่ไม่ได้ศึกษาหรือมีประสบการณ์ในการทำสวน หรือการจัดการ จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และต่อมาทำให้เกิดหนี้สินจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวครั้งนี้

จุดเด่นของที่นี่คงเป็นการนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาทำให้ชีวิตที่เคยประสบปัญหาเรื่องหนี้สิน หรือเรื่องอื่นๆ ที่ล้มเหลว ให้กลับมาตั้งต้นชีวิตและเริ่มนับหนึ่งใหม่ มีความรอบคอบ รู้จักพอประมาณ และรู้จักตนเองมากขึ้น จึงทำให้ลุงนิลผ่านวิกฤตชีวิตในช่วงนั้นมาได้ จนถึงวันนี้สวนลุงนิลกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้จริง





ลุงนิล หรือ นายสมบูรณ์ ศรีสุบัติ นับเป็นหนึ่งใน 25 ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) คัดเลือกขึ้นมาเป็นปราชญ์เกษตรกรนำร่อง เพื่อขยายองค์ความรู้และหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ชาวบ้านและผู้คนที่สนใจ และยังเป็นเจ้าของรางวัล Tourism Awards ปี 2553 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรดีเด่นอีกด้วย

เริ่มแรกลุงนิลเจ้าของสวน ได้ใช้พื้นที่ 17.13 ไร่ทำการปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือการปลูกต้นทุเรียนกว่า 700 ต้น แต่ไม่ได้ศึกษาหรือมีประสบการณ์ในการทำสวน หรือการจัดการ จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และต่อมาทำให้เกิดหนี้สินจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวครั้งนี้

จุดเด่นของที่นี่คงเป็นการนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาทำให้ชีวิตที่เคยประสบปัญหาเรื่องหนี้สิน หรือเรื่องอื่นๆ ที่ล้มเหลว ให้กลับมาตั้งต้นชีวิตและเริ่มนับหนึ่งใหม่ มีความรอบคอบ รู้จักพอประมาณ และรู้จักตนเองมากขึ้น จึงทำให้ลุงนิลผ่านวิกฤตชีวิตในช่วงนั้นมาได้ จนถึงวันนี้สวนลุงนิลกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้จริง




เริ่มแรกลุงนิลเจ้าของสวน ได้ใช้พื้นที่ 17.13 ไร่ทำการปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือการปลูกต้นทุเรียนกว่า 700 ต้น แต่ไม่ได้ศึกษาหรือมีประสบการณ์ในการทำสวน หรือการจัดการ จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และต่อมาทำให้เกิดหนี้สินจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวครั้งนี้
 
จุดเด่นของที่นี่คงเป็นการนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาทำให้ชีวิตที่เคยประสบปัญหาเรื่องหนี้สิน หรือเรื่องอื่นๆ ที่ล้มเหลว ให้กลับมาตั้งต้นชีวิตและเริ่มนับหนึ่งใหม่ มีความรอบคอบ รู้จักพอประมาณ และรู้จักตนเองมากขึ้น จึงทำให้ลุงนิลผ่านวิกฤตชีวิตในช่วงนั้นมาได้ จนถึงวันนี้สวนลุงนิลกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้จริง

ลุงนิลปลูกส้มจี๊ดมากกว่า 1,000 ต้น ชั้นที่ 5 ทำการปลูกกล้วยเล็บมือนาง ต่อมาคือชั้นที่ 6 เป็นการปลูกผลไม้ คือ ทุเรียน ชั้นที่ 7 ก็ยังเป็นผลไม้ที่หลากหลายขึ้น อย่าง ลองกอง มังคุด รวมถึงพริกไทยทุกชนิดอีกด้วย โดยให้เครือของพริกไทย เลื้อยไปตามต้นไม้ที่ปลูกไว้ เป็นการเลี้ยงพืชแบบกาฝาก ส่วนชั้นที่ 8 ปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงา และชั้นสุดท้ายคือชั้นที่ 9  นำต้นยางนามาปลูกกว่า 150 ต้น
นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการเลี้ยงสุกร ไม่ว่าจะเป็นการนำมูลไปขายเป็นปุ๋ย หรือจะนำพืชผล ที่เป็นผลผลิตจากสวนนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้เกิดรายได้เสริมมากขึ้น





เริ่มแรกลุงนิลเจ้าของสวน ได้ใช้พื้นที่ 17.13 ไร่ทำการปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือการปลูกต้นทุเรียนกว่า 700 ต้น แต่ไม่ได้ศึกษาหรือมีประสบการณ์ในการทำสวน หรือการจัดการ จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และต่อมาทำให้เกิดหนี้สินจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวครั้งนี้
 
จุดเด่นของที่นี่คงเป็นการนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาทำให้ชีวิตที่เคยประสบปัญหาเรื่องหนี้สิน หรือเรื่องอื่นๆ ที่ล้มเหลว ให้กลับมาตั้งต้นชีวิตและเริ่มนับหนึ่งใหม่ มีความรอบคอบ รู้จักพอประมาณ และรู้จักตนเองมากขึ้น จึงทำให้ลุงนิลผ่านวิกฤตชีวิตในช่วงนั้นมาได้ จนถึงวันนี้สวนลุงนิลกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้จริง

ลุงนิลปลูกส้มจี๊ดมากกว่า 1,000 ต้น ชั้นที่ 5 ทำการปลูกกล้วยเล็บมือนาง ต่อมาคือชั้นที่ 6 เป็นการปลูกผลไม้ คือ ทุเรียน ชั้นที่ 7 ก็ยังเป็นผลไม้ที่หลากหลายขึ้น อย่าง ลองกอง มังคุด รวมถึงพริกไทยทุกชนิดอีกด้วย โดยให้เครือของพริกไทย เลื้อยไปตามต้นไม้ที่ปลูกไว้ เป็นการเลี้ยงพืชแบบกาฝาก ส่วนชั้นที่ 8 ปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงา และชั้นสุดท้ายคือชั้นที่ 9  นำต้นยางนามาปลูกกว่า 150 ต้น
นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการเลี้ยงสุกร ไม่ว่าจะเป็นการนำมูลไปขายเป็นปุ๋ย หรือจะนำพืชผล ที่เป็นผลผลิตจากสวนนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้เกิดรายได้เสริมมากขึ้น





เริ่มแรกลุงนิลเจ้าของสวน ได้ใช้พื้นที่ 17.13 ไร่ทำการปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือการปลูกต้นทุเรียนกว่า 700 ต้น แต่ไม่ได้ศึกษาหรือมีประสบการณ์ในการทำสวน หรือการจัดการ จึงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และต่อมาทำให้เกิดหนี้สินจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวครั้งนี้
 
จุดเด่นของที่นี่คงเป็นการนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาทำให้ชีวิตที่เคยประสบปัญหาเรื่องหนี้สิน หรือเรื่องอื่นๆ ที่ล้มเหลว ให้กลับมาตั้งต้นชีวิตและเริ่มนับหนึ่งใหม่ มีความรอบคอบ รู้จักพอประมาณ และรู้จักตนเองมากขึ้น จึงทำให้ลุงนิลผ่านวิกฤตชีวิตในช่วงนั้นมาได้ จนถึงวันนี้สวนลุงนิลกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้จริง

ลุงนิลปลูกส้มจี๊ดมากกว่า 1,000 ต้น ชั้นที่ 5 ทำการปลูกกล้วยเล็บมือนาง ต่อมาคือชั้นที่ 6 เป็นการปลูกผลไม้ คือ ทุเรียน ชั้นที่ 7 ก็ยังเป็นผลไม้ที่หลากหลายขึ้น อย่าง ลองกอง มังคุด รวมถึงพริกไทยทุกชนิดอีกด้วย โดยให้เครือของพริกไทย เลื้อยไปตามต้นไม้ที่ปลูกไว้ เป็นการเลี้ยงพืชแบบกาฝาก ส่วนชั้นที่ 8 ปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงา และชั้นสุดท้ายคือชั้นที่ 9  นำต้นยางนามาปลูกกว่า 150 ต้น
นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการเลี้ยงสุกร ไม่ว่าจะเป็นการนำมูลไปขายเป็นปุ๋ย หรือจะนำพืชผล ที่เป็นผลผลิตจากสวนนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้เกิดรายได้เสริมมากขึ้น




ปัจจุบันสวนลุงนิล ได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ต.ช่องไม้แก้ว อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร เปิดให้ผู้คนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ และนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ได้ หรืออาจจะนำสิ่งที่ได้ไปเผยแพร่ ส่งต่อให้กับบุคลอื่นๆ ที่สนใจเรื่องราวดีๆ แบบนี้ต่อไป

หากใครที่ต้องการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง แถมยังได้เที่ยวชมสวนที่อุดมสมบูรณ์ ร่มรื่นไปด้วยพรรณพืชนานาพันธุ์ มีทั้งพืชผล พืชสวน และการเลี้ยงสัตว์ พร้อมๆกับเรียนรู้ผู้ที่เคยประสบปัญหา และต่อสู้กับชีวิต จนประสบความสำเร็จ และได้ซื้อของฝากที่เป็นผลผลิตจากสวนลุงนิลแท้ๆ รับรองว่าไม่ผิดหวัง อย่ามัวรอช้า หากมีเวลาว่าง วางแผนการเดินทาง ศึกษาข้อมูลสวนลุงนิล จังหวัดชุมพร ที่ยินดีและพร้อมต้อนรับทุกๆ คนอยู่เสมอ





ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม 
ที่ตั้ง : หมู่ 6 ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร
เบอร์โทร : 0-8746-6059-6, 0-8791-4214-2
การเดินทาง : ใช้ทางหลวงหมายเลข 41 จากสี่แยกปฐมพรถึงกิโลเมตรที่ 50 แล้วกลับรถเพื่อเลี้ยวซ้ายเข้าสู้สวนลุงนิล โดยมีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร
Website : http://www.suanloongnil.com/

ศึกษาดูงานแบบพักค้างคืน: ค่าใช้จ่าย  700 บาท/คน/คืน ที่พักโฮมสเตย์ พร้อมอาหาร 3 มื้อ เข้าฐานความรู้ทุกฐานแล้วแต่เวลาจะอำนวย**
ศึกษาดูงานครึ่งวัน (เช้า/บ่าย) : ค่าใช้จ่าย 150 บาท/คน พร้อมอาหาร 1 มื้อ  เข้าฐานความรู้  2 ฐาน**
ศึกษาดูงานแบบเลือกช่วงเวลา : ค่าใช้จ่าย 100 บาท/คน พร้อมอาหารว่าง (พักเบรค) 1 ชุด เข้าฐานความรู้  2 ฐาน**
** มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนของค่าวิทยากรและอุปกรณ์ในการเรียนรู้  500 บาท/คน  (ฐานคนมีน้ำยา, ฐานคนเลี้ยงผึ้ง, ฐานอาหารไทย จีน อิสลาม ฝรั่ง)




ที่มา : http://7greens.tourismthailand.org/green_attraction/detail/1367.html



ล่องแพลำโดมน้อย-อุบล-ใกล้เขื่อนสิรินธรดภาพถ่าย



ล่องแพลำโดมน้อย-อุบล-ใกล้เขื่อนสิรินธรดภาพถ่าย



หน้าร้อนนี้ ใครที่มีโอกาสมาเที่ยวแถวๆ จ.อุบลราชธานี แล้วอยากหาที่ท่องเที่ยวแบบเล่นน้ำได้ด้วย  ทาง https://ubon.town
ขอแนะนำที่เที่ยวแห่งใหม่ครับ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่จะมาเที่ยว  นอกเหนือจาก  ผาแต้ม  สามพันโบก  แก่งชมดาว พัทยาน้อย หรือ
เขื่อนสิรินธร  แล้ว ใน จ.อุบลฯ ก็มีที่ท่องเที่ยวล่องแพแบบกาญจนบุรี แล้วนะครับ ไปชมกันเลย

ทริปนี้ของผมเกิดช่วงกลับบ้านสงกรานต์ที่ผ่านมา  แล้วที่บ้านบอกว่ามีที่เที่ยวใหม่แถวเขื่อนสิรินธร
เป็นจุดล่องแพคล้ายๆแบบเมืองกาญเลย  งั้นลองไปดูกันว่า  มันน่าเที่ยวไหม ?
การเดินทางใช้ Google Map คลิกลิ้งตามนี้เลยครับ องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย
https://www.google.co.th/maps/องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย  คลิกเลย แล้วใส่จุดเริ่มต้นของท่านครับ










เมื่อขับรถมาถึงบริเวณ บ้านคำกลาง จะพบกับ องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย
จุดล่องแพลำโดมน้อย  บ้านโนนหินกอง  อยู่ในเขตอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานีครับ  เป็นที่เที่ยวที่อยู่ระหว่างเส้นทาง อุบลฯ – ด่านช่องเม็ก  ที่ออกไปเที่ยวลาวไต้ต่อได้(เมืองปากเซ) ในเส้นทางนี้มีที่เที่ยวอยู่หลายที่  เช่น แก่งสะพือ เขื่อนสิรินธร  พัทยาน้อย  วัดภูพร้าวฯ

ดูทางจากแผนที่กันก่อนเลย เราขับรถมาจากอุบลไปที่ตัวอำเภอสิรินธรก็ประมาณ 70 กิโลเมตร  ต่อจากนั้นเข้ามาในหมู่บ้านโนนหินกอง  ตำบลนิคมลำโดมน้อย  ช่วงเข้าไปจุดลงแพก็ประมาณ 10 กว่ากิโลครับ  ทางเป็นถนนคอนกรีตครึ่งหนึ่ง  ถนนดินแดงอีกครึ่ง




เมื่อขับรถมาถึงบริเวณ บ้านคำกลาง จะพบกับ องค์การบริหารส่วนตำบลนิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย
จุดล่องแพลำโดมน้อย  บ้านโนนหินกอง  อยู่ในเขตอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานีครับ  เป็นที่เที่ยวที่อยู่ระหว่างเส้นทาง อุบลฯ – ด่านช่องเม็ก  ที่ออกไปเที่ยวลาวไต้ต่อได้(เมืองปากเซ) ในเส้นทางนี้มีที่เที่ยวอยู่หลายที่  เช่น แก่งสะพือ เขื่อนสิรินธร  พัทยาน้อย  วัดภูพร้าวฯ

ดูทางจากแผนที่กันก่อนเลย เราขับรถมาจากอุบลไปที่ตัวอำเภอสิรินธรก็ประมาณ 70 กิโลเมตร  ต่อจากนั้นเข้ามาในหมู่บ้านโนนหินกอง  ตำบลนิคมลำโดมน้อย  ช่วงเข้าไปจุดลงแพก็ประมาณ 10 กว่ากิโลครับ  ทางเป็นถนนคอนกรีตครึ่งหนึ่ง  ถนนดินแดงอีกครึ่ง



จอดรถให้เรียบร้อยในบริเวณดังกล่าว จะมีจุดให้จอดรถครับ แล้วเดินลงมาติดต่อเจ้าหน้าที่ ได้เลยครับ

มาถึงแล้ว จุดลงแพลำโดมน้อย แพหน้าตาแบบนี้







จอดรถให้เรียบร้อยในบริเวณดังกล่าว จะมีจุดให้จอดรถครับ แล้วเดินลงมาติดต่อเจ้าหน้าที่ ได้เลยครับ

มาถึงแล้ว จุดลงแพลำโดมน้อย แพหน้าตาแบบนี้




ที่นี่มีแพของชาวบ้านทั้งหมด 4 แพให้บริการครับ เป็นธุรกิจชุมชนที่ทางเขื่อนสิรินธร สนับสนุนให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
เรามาเที่ยวก็ถือว่าช่วยชาวบ้านให้มีรายได้ด้วยนะ

แนะนำว่าก่อนเข้ามาให้ซื้อน้ำซื้อขนมเข้ามากินด้วย  เพราะตรงจุดลงแพไม่ค่อยมีอะไรขาย นอกจากน้ำเปล่า ( ขากลับออกไปก็เก็บเอาขยะออกไปทิ้งด้วยนะครับ เพราะที่นี่ยังสะอาดมาก  )







ที่นี่มีแพของชาวบ้านทั้งหมด 4 แพให้บริการครับ เป็นธุรกิจชุมชนที่ทางเขื่อนสิรินธร สนับสนุนให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
เรามาเที่ยวก็ถือว่าช่วยชาวบ้านให้มีรายได้ด้วยนะ

แนะนำว่าก่อนเข้ามาให้ซื้อน้ำซื้อขนมเข้ามากินด้วย  เพราะตรงจุดลงแพไม่ค่อยมีอะไรขาย นอกจากน้ำเปล่า ( ขากลับออกไปก็เก็บเอาขยะออกไปทิ้งด้วยนะครับ เพราะที่นี่ยังสะอาดมาก  )




ลำโดมน้อย เป็นลำน้ำที่ไหลมาจากเขื่อนสิรินธร ซึ่งสุดท้ายน้ำจะไหลไปบรรจบกับน้ำที่เขื่อนปากมูล
ช่วงเช้าเขื่อนสิรินธรจะปิดเขื่อน  ทำให้สายน้ำลำโดมน้อยแทบจะนิ่งมากๆ  เล่นน้ำได้ครับ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะลอยไปไกล
เขื่อนสิรินธรเปิดเขื่อนอีกทีช่วง 5 โมงเย็น  ช่วงนั้นน้ำก็จะไหลแรงล่ะ





ลำโดมน้อย เป็นลำน้ำที่ไหลมาจากเขื่อนสิรินธร ซึ่งสุดท้ายน้ำจะไหลไปบรรจบกับน้ำที่เขื่อนปากมูล
ช่วงเช้าเขื่อนสิรินธรจะปิดเขื่อน  ทำให้สายน้ำลำโดมน้อยแทบจะนิ่งมากๆ  เล่นน้ำได้ครับ ไม่ต้องกลัวว่าเราจะลอยไปไกล
เขื่อนสิรินธรเปิดเขื่อนอีกทีช่วง 5 โมงเย็น  ช่วงนั้นน้ำก็จะไหลแรงล่ะ




พี่คนขับแพบอกว่า  จริงๆ จุดล่องแพลำโดมน้อย  เปิดมาได้ 3 ปีแล้ว  ปีแรกนี่ไม่มีคนเข้ามาเที่ยวเลย  เพิ่งมีปีนี้ปีที่ 3 ที่คนเริ่มรู้จักและมาเที่ยวกันเยอะ  เพราะมีการแชร์ข้อมูลผ่านทางเฟสบุค  คนก็เลยสนใจอยากมาเที่ยว

ข้อมูลเพิ่มเติมครับ  ใครที่สนใจจะมาเที่ยวล่องแพ แพนี้รองรับคนได้ประมาณ20คน  ค่าแพแบบเช่าเหมาราคา 2000 บาท  เล่นน้ำได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น  บนแพเห็นมีเตาถ่านอยู่นะครับ จะเอาของไปปิ้งย่างกินกันก็ได้

แพก็ล่องตามลำโดมน้อยมาเรื่อยๆประมาณครึ่งชั่วโมง  ก็จะมาถึงจุดที่น้ำตื้นสุด  พี่คนคุมแพก็จะปล่อยให้เราเล่นน้ำไปเรื่อยๆ
จนกว่าเราจะอยากกลับ  แต่ก็ไม่เกิน 5 โมงเย็นเพราะน้ำจากเขื่อนจะปล่อยในช่วงเวลานั้น

การเดินทางมายังจุดล่องแพลำโดมน้อย ที่ จ.อุบลราชธานี ตาม Google Maps ได้เลยครับ

ใครจะมาเที่ยวก็ลองโทรจองแพกับผู้ใหญ่บ้านโนนหินกอง (ผู้ใหญ้บ้านครีม อรสาร) 090-619-005  ครับ
ตอนที่ถามนี่ยอดจองมาเที่ยวแพไกลไปถึงเดือนพฤษภาคมละ  โทรไปจองก่อนเที่ยวน่าจะชัวร์กว่าว่าแพว่างรึเปล่า

เป็นข้อมูลตัวเลือกที่เที่ยวอีกที่ในอุบลละกันครับ  ขอบคุณที่อ่านจนจบ  ^__^

ทางแอดมิน กลมกลม ขอขอบพระคุณข้อมูลจากน้องหนึ่ง คนอุบลแท้ๆ จาก https://www.facebook.com/attapoz ที่มา : https://ubon.town/th/2016/04/27

หมู่บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช

หมู่บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช

หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลน อันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่สงบสังคมแบบเครือญาติ อาชีพหลัก คือการทำสวนผลไม้ผสม เรียกว่า “สวนสมรม” เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ( Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน เนื่องจาก เป็นชุมชนที่มี วิถีชีวิตแบบชาวสวนอยู่กับธรรมชาติ และได้พัฒนา การบริการนักท่องเที่ยวขึ้นมาเป็นธุรกิจใหม่ของชุมชน ประกอบด้วย การนำทาง เดินป่า ลูกหาบ การจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ โดยการจัดตั้งชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นองค์กร กลางของชาวชุมชนจัดแบ่งหน้าที่ไปยังกลุ่มต่าง ๆ ให้เกิดการมีส่วนร่วมของ ชุมชนอย่างทั่วถึง การมาท่องเที่ยวที่หมู่บ้านคีรีวงนี้ ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว เพราะนอกจากจะได้มาท่องเที่ยว ในบริเวณที่มีธรรมชาติ สวยงามแล้ว ยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน พร้อมกับการกินอยู่แบบพื้นบ้านอีกด้วย


จุดเด่นของหมู่บ้านคีรีวง ก็คือ ทัศนียภาพแห่งธรรมชาติ เพราะคีรีวงตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้และสายน้ำ กิจกรรมที่น่าสนใจ ในหมู่บ้านคีรีวง คือ การพักในที่พักแบบโฮมสเตย์ เพลินตาและเพลินอารมณ์กับทัศนียภาพแห่ง ธรรมชาติ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้ ปั่นจักรยานชมวิวสูดอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถหาเช่าจักรยานได้ตามร้านเช่าจักรยานในจุดต่างๆ รอบหมู่บ้าน 

การลองชิมอาหารพื้นเมือง ถ้าหากมาในฤดูผลไม้จะได้อร่อยกับผลไม้นานาพันธุ์ ผลผลิตของคีรีวงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชาวคีรีวง มีอาชีพหลักคือ การเพาะปลูกผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP ผลิตภัณฑ์คีรีวงที่ได้รับ เลือกเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาว ได้แก่ ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติชาวบ้านในชุมชนหมู่บ้านคีรีวง มีการรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ หลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มสมุนไพรกลุ่มจักสาน และผลิตภัณฑ์กะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มไวน์และ กลุ่มทุเรียนกวน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม จากผู้บริโภค ผ้ามัดย้อมเป็นผลิตภัณฑ์เด่น คีรีวงในฐานะ หมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP จึงมีจุดท่องเที่ยวเชิงสาธิตซึ่งเกี่ยวเนื่องกับผ้าและความเป็นธรรมชาติ

ที่พักคีรีวง
ซืนวานโฮมสเตย์  โทร  096 428 8988 รีวิวคลิ๊ก ซืนวานโฮมสเตย์
คีรีวง ริเวอร์วิว  โทร: 075 533 335 , 082 222 3971-2  https://www.kiriwongriverview.com/ 
เพ็ชรคีรีโฮมสเตย์  โทร 084-4337843  https://www.facebook.com/petchkiri/ 
บ้านริมธาร คีรีวง   โทร 0937540379 คลิ๊ก เฟสบุค 
ธารคีรี รีสอร์ท   โทร 081 080 7541  คลิ๊ก เฟสบุค 
Khiriwong Village   โทร  089 169 1298   https://www.facebook.com/KiriwongVillage/ 
บ้านสวนตาชิด คีรีวง   https://www.facebook.com/bansauntachit.kiriwong 
บ้านสวนเรไร คีรีวง  คลิ๊ก เฟสบุค 
เรินท่าหา  085 7971841  093 6979700   089 592 7455 คลิ๊ก เฟสบุค

การเดินทางไปหมู่บ้านคีรีวง
การเดินทางไปบ้านคีรีวงจากอำเภอเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 4016 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4015 บริเวณ กิโลเมตรที่ 9 เลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านคีรีวง เข้าไป 9 กิโลเมตร หรือขึ้นรถสองแถวจากตลาดยาว ในอำเภอเมือง มีรถออก ตั้งแต่เวลา 07.00-16.00 น. ราคา 20 บาท เมื่อมาถึงหมู่บ้านหากต้องกรเที่ยวชมหมู่บ้านสามารถเช่าจักรยานปั่นได้ โดยจุด เช่าจักรยานที่เป็น ที่นิยมคือ ที่ร้านกาแฟบ้านนายทั้ง ตั้งอยู่ใกล้กับสะพานคีรีวง




ที่มา : https://www.paiduaykan.com/76_province/south/nakhonsithammarat/khiriwong.html





หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลน อันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่สงบสังคมแบบเครือญาติ อาชีพหลัก คือการทำสวนผลไม้ผสม เรียกว่า “สวนสมรม” เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ( Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน เนื่องจาก เป็นชุมชนที่มี วิถีชีวิตแบบชาวสวนอยู่กับธรรมชาติ และได้พัฒนา การบริการนักท่องเที่ยวขึ้นมาเป็นธุรกิจใหม่ของชุมชน ประกอบด้วย การนำทาง เดินป่า ลูกหาบ การจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ โดยการจัดตั้งชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นองค์กร กลางของชาวชุมชนจัดแบ่งหน้าที่ไปยังกลุ่มต่าง ๆ ให้เกิดการมีส่วนร่วมของ ชุมชนอย่างทั่วถึง การมาท่องเที่ยวที่หมู่บ้านคีรีวงนี้ ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว เพราะนอกจากจะได้มาท่องเที่ยว ในบริเวณที่มีธรรมชาติ สวยงามแล้ว ยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน พร้อมกับการกินอยู่แบบพื้นบ้านอีกด้วย


จุดเด่นของหมู่บ้านคีรีวง ก็คือ ทัศนียภาพแห่งธรรมชาติ เพราะคีรีวงตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้และสายน้ำ กิจกรรมที่น่าสนใจ ในหมู่บ้านคีรีวง คือ การพักในที่พักแบบโฮมสเตย์ เพลินตาและเพลินอารมณ์กับทัศนียภาพแห่ง ธรรมชาติ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้ ปั่นจักรยานชมวิวสูดอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถหาเช่าจักรยานได้ตามร้านเช่าจักรยานในจุดต่างๆ รอบหมู่บ้าน 

การลองชิมอาหารพื้นเมือง ถ้าหากมาในฤดูผลไม้จะได้อร่อยกับผลไม้นานาพันธุ์ ผลผลิตของคีรีวงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชาวคีรีวง มีอาชีพหลักคือ การเพาะปลูกผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP ผลิตภัณฑ์คีรีวงที่ได้รับ เลือกเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาว ได้แก่ ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติชาวบ้านในชุมชนหมู่บ้านคีรีวง มีการรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ หลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มสมุนไพรกลุ่มจักสาน และผลิตภัณฑ์กะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มไวน์และ กลุ่มทุเรียนกวน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม จากผู้บริโภค ผ้ามัดย้อมเป็นผลิตภัณฑ์เด่น คีรีวงในฐานะ หมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP จึงมีจุดท่องเที่ยวเชิงสาธิตซึ่งเกี่ยวเนื่องกับผ้าและความเป็นธรรมชาติ

ที่พักคีรีวง
ซืนวานโฮมสเตย์  โทร  096 428 8988 รีวิวคลิ๊ก ซืนวานโฮมสเตย์
คีรีวง ริเวอร์วิว  โทร: 075 533 335 , 082 222 3971-2  https://www.kiriwongriverview.com/ 
เพ็ชรคีรีโฮมสเตย์  โทร 084-4337843  https://www.facebook.com/petchkiri/ 
บ้านริมธาร คีรีวง   โทร 0937540379 คลิ๊ก เฟสบุค 
ธารคีรี รีสอร์ท   โทร 081 080 7541  คลิ๊ก เฟสบุค 
Khiriwong Village   โทร  089 169 1298   https://www.facebook.com/KiriwongVillage/ 
บ้านสวนตาชิด คีรีวง   https://www.facebook.com/bansauntachit.kiriwong 
บ้านสวนเรไร คีรีวง  คลิ๊ก เฟสบุค 
เรินท่าหา  085 7971841  093 6979700   089 592 7455 คลิ๊ก เฟสบุค

การเดินทางไปหมู่บ้านคีรีวง
การเดินทางไปบ้านคีรีวงจากอำเภอเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 4016 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4015 บริเวณ กิโลเมตรที่ 9 เลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านคีรีวง เข้าไป 9 กิโลเมตร หรือขึ้นรถสองแถวจากตลาดยาว ในอำเภอเมือง มีรถออก ตั้งแต่เวลา 07.00-16.00 น. ราคา 20 บาท เมื่อมาถึงหมู่บ้านหากต้องกรเที่ยวชมหมู่บ้านสามารถเช่าจักรยานปั่นได้ โดยจุด เช่าจักรยานที่เป็น ที่นิยมคือ ที่ร้านกาแฟบ้านนายทั้ง ตั้งอยู่ใกล้กับสะพานคีรีวง




ที่มา : https://www.paiduaykan.com/76_province/south/nakhonsithammarat/khiriwong.html





หมู่บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง ตำบลกำโลน อันเป็นเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาหลวง ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่สงบสังคมแบบเครือญาติ อาชีพหลัก คือการทำสวนผลไม้ผสม เรียกว่า “สวนสมรม” เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน สะตอ ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ( Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน เนื่องจาก เป็นชุมชนที่มี วิถีชีวิตแบบชาวสวนอยู่กับธรรมชาติ และได้พัฒนา การบริการนักท่องเที่ยวขึ้นมาเป็นธุรกิจใหม่ของชุมชน ประกอบด้วย การนำทาง เดินป่า ลูกหาบ การจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ โดยการจัดตั้งชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นองค์กร กลางของชาวชุมชนจัดแบ่งหน้าที่ไปยังกลุ่มต่าง ๆ ให้เกิดการมีส่วนร่วมของ ชุมชนอย่างทั่วถึง การมาท่องเที่ยวที่หมู่บ้านคีรีวงนี้ ถือว่าคุ้มค่ามากทีเดียว เพราะนอกจากจะได้มาท่องเที่ยว ในบริเวณที่มีธรรมชาติ สวยงามแล้ว ยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน พร้อมกับการกินอยู่แบบพื้นบ้านอีกด้วย


จุดเด่นของหมู่บ้านคีรีวง ก็คือ ทัศนียภาพแห่งธรรมชาติ เพราะคีรีวงตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้และสายน้ำ กิจกรรมที่น่าสนใจ ในหมู่บ้านคีรีวง คือ การพักในที่พักแบบโฮมสเตย์ เพลินตาและเพลินอารมณ์กับทัศนียภาพแห่ง ธรรมชาติ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขา ป่าไม้ ปั่นจักรยานชมวิวสูดอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถหาเช่าจักรยานได้ตามร้านเช่าจักรยานในจุดต่างๆ รอบหมู่บ้าน 

การลองชิมอาหารพื้นเมือง ถ้าหากมาในฤดูผลไม้จะได้อร่อยกับผลไม้นานาพันธุ์ ผลผลิตของคีรีวงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชาวคีรีวง มีอาชีพหลักคือ การเพาะปลูกผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP ผลิตภัณฑ์คีรีวงที่ได้รับ เลือกเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาว ได้แก่ ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติชาวบ้านในชุมชนหมู่บ้านคีรีวง มีการรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ หลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มสมุนไพรกลุ่มจักสาน และผลิตภัณฑ์กะลามะพร้าว กลุ่มแปรรูปน้ำผลไม้ กลุ่มไวน์และ กลุ่มทุเรียนกวน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม จากผู้บริโภค ผ้ามัดย้อมเป็นผลิตภัณฑ์เด่น คีรีวงในฐานะ หมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP จึงมีจุดท่องเที่ยวเชิงสาธิตซึ่งเกี่ยวเนื่องกับผ้าและความเป็นธรรมชาติ

ที่พักคีรีวง
ซืนวานโฮมสเตย์  โทร  096 428 8988 รีวิวคลิ๊ก ซืนวานโฮมสเตย์
คีรีวง ริเวอร์วิว  โทร: 075 533 335 , 082 222 3971-2  https://www.kiriwongriverview.com/ 
เพ็ชรคีรีโฮมสเตย์  โทร 084-4337843  https://www.facebook.com/petchkiri/ 
บ้านริมธาร คีรีวง   โทร 0937540379 คลิ๊ก เฟสบุค 
ธารคีรี รีสอร์ท   โทร 081 080 7541  คลิ๊ก เฟสบุค 
Khiriwong Village   โทร  089 169 1298   https://www.facebook.com/KiriwongVillage/ 
บ้านสวนตาชิด คีรีวง   https://www.facebook.com/bansauntachit.kiriwong 
บ้านสวนเรไร คีรีวง  คลิ๊ก เฟสบุค 
เรินท่าหา  085 7971841  093 6979700   089 592 7455 คลิ๊ก เฟสบุค

การเดินทางไปหมู่บ้านคีรีวง
การเดินทางไปบ้านคีรีวงจากอำเภอเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 4016 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4015 บริเวณ กิโลเมตรที่ 9 เลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านคีรีวง เข้าไป 9 กิโลเมตร หรือขึ้นรถสองแถวจากตลาดยาว ในอำเภอเมือง มีรถออก ตั้งแต่เวลา 07.00-16.00 น. ราคา 20 บาท เมื่อมาถึงหมู่บ้านหากต้องกรเที่ยวชมหมู่บ้านสามารถเช่าจักรยานปั่นได้ โดยจุด เช่าจักรยานที่เป็น ที่นิยมคือ ที่ร้านกาแฟบ้านนายทั้ง ตั้งอยู่ใกล้กับสะพานคีรีวง




ที่มา : https://www.paiduaykan.com/76_province/south/nakhonsithammarat/khiriwong.html