รู้จักแยกแยะประเภทขยะ



รู้จักแยกแยะประเภทขยะ เพื่อช่วยลดขั้นตอน และลดพลังงานในการทำลายขยะ และทำให้ขยะทั้งหลายง่ายต่อการกำจัด




โลกนี้...ไม่มีขยะ

คนในวงการรีไซเคิลยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ..โลกนี้ไม่มีขยะ..เพราะทุกอย่างสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ถ้าใส่ใจมองหาแนวทางถ้างั้นลองมาดูว่า แล้วสิ่งที่อยู่ในถังขยะนั้น มันคืออะไรกันแน่ ?

46 % ขยะย่อยสลายได้เศษอาหารนำไปเป็นอาหารสัตว์ขยะอินทรีย์ใช้เป็นปุ๋ยหมัก

42 % ขยะรีไซเคิลเมื่อหมดหนทางรียูสแล้วจึงคัดแยกตามประเภทเพื่อส่งรีไซเคิล

9 % ขยะทั่วไป(ย่อยสลายยาก มีแหล่งรับรีไซเคิลน้อย)ส่งต่อเป็นหน้าที่ของ กทม. หรือเทศบาลส่งให้โรงเผาปูนหรือหน่วยงานบางแห่งรับไปเผาเป็นเชื้อเพลิงทดแทน

3 % ขยะมีพิษ/ขยะอันตรายมีทั้งส่วนที่รีไซเคิลได้และไม่ได้ควรจัดการอย่างระมัดระวัง


แหล่งที่มา : http://topicstock.pantip.com/


โลกนี้...ไม่มีขยะ

คนในวงการรีไซเคิลยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ..โลกนี้ไม่มีขยะ..เพราะทุกอย่างสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ถ้าใส่ใจมองหาแนวทางถ้างั้นลองมาดูว่า แล้วสิ่งที่อยู่ในถังขยะนั้น มันคืออะไรกันแน่ ?

46 % ขยะย่อยสลายได้เศษอาหารนำไปเป็นอาหารสัตว์ขยะอินทรีย์ใช้เป็นปุ๋ยหมัก

42 % ขยะรีไซเคิลเมื่อหมดหนทางรียูสแล้วจึงคัดแยกตามประเภทเพื่อส่งรีไซเคิล

9 % ขยะทั่วไป(ย่อยสลายยาก มีแหล่งรับรีไซเคิลน้อย)ส่งต่อเป็นหน้าที่ของ กทม. หรือเทศบาลส่งให้โรงเผาปูนหรือหน่วยงานบางแห่งรับไปเผาเป็นเชื้อเพลิงทดแทน

3 % ขยะมีพิษ/ขยะอันตรายมีทั้งส่วนที่รีไซเคิลได้และไม่ได้ควรจัดการอย่างระมัดระวัง


แหล่งที่มา : http://topicstock.pantip.com/

วันที่ 27 มี.ค. ที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายบุญเลิศ พ่วงเพ็ชร ผู้อำนวยการโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย พร้อมคณะครู และบุคลากรได้ร่วมกันทำพิธีต้อนรับเด็กนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียน จำนวน 7 คน ที่สามารถทำคะแนนผลการสอบ O-NET ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2559 ที่เพิ่งผ่านมา วิชาคณิตศาสตร์ได้ 100 คะแนนเต็ม โดยเด็กเก่งทั้ง 7 คน ประกอบด้วย นายอภิวิชญ์ คำรณฤทธิ์ น้องต้นน้ำ, นายอินทนนท์ ฉัตรชัยพลรัตน์ น้องฟูจิ, นายศิวกร วิชัย น้องฟลุ๊ค, นายธีร์ธวัช ฉัตรสุวรรณกิจ น้องธี, นายณภัทร ไกรวิศิษฏ์กุล น้องอะตอม, นายคณดิถ พิริยะไพโรจน์ น้องอันอัน และนายพีรวัส อัครวณิชชา น้องพี 

นายณภัทร ไกรวิศิษฏ์กุล น้องอะตอม หนึ่งในเด็กนักเรียนโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ที่สอบ O-NET วิชาคณิตศาสตร์ได้ 100 คะแนนเต็ม เปิดเผยว่า การสอบ O-NET ครั้งนี้ก็ถือว่ายากพอสมควร โจทย์ข้อสอบ O-NET ทำให้เราต้องคิดหลายครั้ง และโจทย์ก็มีความยากซับซ้อนกว่าในห้องเรียนมาก ต้องเตรียมตัวด้วยการกลับไปอ่านหนังสือทบทวนสิ่งที่คุณครูสอนมา และฝึกซ้อมทำโจทย์เลขทุกวัน ซึ่งโตขึ้นในอนาคตตนอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้คณิตศาสตร์ในการคำนวณจากนั้น นายบุญเลิศ พ่วงเพ็ชร ผู้อำนวยการโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ได้พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมกับชื่นชมและร่วมแสดงความดีใจกับเด็กทุกคน รวมทั้งมารดาของน้องฟูจิ หนึ่งในเด็กเก่งคือ นางจิราพร ฉัตรชัยพลรัตน์ อาชีพทำธุรกิจส่วนตัว มารดาได้โผเข้ากอดและหอมแก้มบุตรชายด้วยน้ำตาคลอเบ้า ปลาบปลื้มยินดีกับความสำเร็จของลูกชาย.



วันที่ 27 มี.ค. ที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายบุญเลิศ พ่วงเพ็ชร ผู้อำนวยการโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย พร้อมคณะครู และบุคลากรได้ร่วมกันทำพิธีต้อนรับเด็กนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียน จำนวน 7 คน ที่สามารถทำคะแนนผลการสอบ O-NET ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2559 ที่เพิ่งผ่านมา วิชาคณิตศาสตร์ได้ 100 คะแนนเต็ม โดยเด็กเก่งทั้ง 7 คน ประกอบด้วย นายอภิวิชญ์ คำรณฤทธิ์ น้องต้นน้ำ, นายอินทนนท์ ฉัตรชัยพลรัตน์ น้องฟูจิ, นายศิวกร วิชัย น้องฟลุ๊ค, นายธีร์ธวัช ฉัตรสุวรรณกิจ น้องธี, นายณภัทร ไกรวิศิษฏ์กุล น้องอะตอม, นายคณดิถ พิริยะไพโรจน์ น้องอันอัน และนายพีรวัส อัครวณิชชา น้องพี 

นายณภัทร ไกรวิศิษฏ์กุล น้องอะตอม หนึ่งในเด็กนักเรียนโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ที่สอบ O-NET วิชาคณิตศาสตร์ได้ 100 คะแนนเต็ม เปิดเผยว่า การสอบ O-NET ครั้งนี้ก็ถือว่ายากพอสมควร โจทย์ข้อสอบ O-NET ทำให้เราต้องคิดหลายครั้ง และโจทย์ก็มีความยากซับซ้อนกว่าในห้องเรียนมาก ต้องเตรียมตัวด้วยการกลับไปอ่านหนังสือทบทวนสิ่งที่คุณครูสอนมา และฝึกซ้อมทำโจทย์เลขทุกวัน ซึ่งโตขึ้นในอนาคตตนอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้คณิตศาสตร์ในการคำนวณจากนั้น นายบุญเลิศ พ่วงเพ็ชร ผู้อำนวยการโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ได้พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมกับชื่นชมและร่วมแสดงความดีใจกับเด็กทุกคน รวมทั้งมารดาของน้องฟูจิ หนึ่งในเด็กเก่งคือ นางจิราพร ฉัตรชัยพลรัตน์ อาชีพทำธุรกิจส่วนตัว มารดาได้โผเข้ากอดและหอมแก้มบุตรชายด้วยน้ำตาคลอเบ้า ปลาบปลื้มยินดีกับความสำเร็จของลูกชาย.


ชื่นชม "น้องอ๊อด" เด็กเก่งสอบโอเนตคะแนนเต็ม 100 สอบติดแพทย์มหาลัยชื่อดัง 5 แห่ง เผยเคล็ดลับทำข้อสอบย้อนหลัง 10 ปี อนาคตฝันอยากเป็นทันตแพทย์

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 (บุรีรัมย์) และโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม เตรียมมอบประกาศนียบัตรยกย่องชื่นชม นายรจิต รจิตบูรณะกุล หรือน้องอ๊อด นักเรียนชั้น ม.6/1 โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ที่ทำคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2560 วิชาคณิตศาสตร์ ได้เต็ม 100 คะแนน ทั้งยังสอบติดคณะแพทย์ศาสตร์ และทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยชื่อดังอีก 5 แห่ง คือ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิยาลัยขอนแก่น , ทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น , ทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี , ทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเภสัชกร มหาวิทยาลัย มหาสารคาม

นอกจากนี้ นายรจิตมีคะแนนการสอบแข่งขันทักษะทางวิชาการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.บึงกาฬ ลำดับที่ 6 ของภาค และได้ลำดับที่ 1 ในการแข่งขันทักษะคณิตศาสตร์ระดับจังหวัด ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ด้วย

น.ส.สมจิต ไกศลวัฒนา นายสมชัย จันทร์หอม ครูประจำชั้น และนายอมฤทธิ์ บุพโต หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนคณิตศาสตร์ บอกว่า นายรจิต เป็นเด็กขยัน ตั้งใจเรียน มี ผลการเรียนตั้งแต่ชั้น ม.4 6 จะอยู่ที่ประมาณ 3.87 โดย ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้ด้านคณิตศาสตร์ และนำนักเรียนไปสอบแข่งขันตามสถานที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่องด้วย ด้านนายรจิตเผยเคล็ดลับที่ทำให้สอบได้คะแนนเต็ม 100 วิชาคณิตศาสตร์ และมีผลการเรียนที่ดีว่า นอกจากตั้งใจเรียนในชั่วโมงเรียนแล้ว จะนำโจทย์ข้อสอบย้อนหลัง 5 10 ปีมาทดลองทำและฝึกทำบ่อยๆ ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ได้มาจากพ่อที่เคยทำมาก่อนเมื่อสมัยเรียน ม.ปลาย ที่ทำสำคัญก็จะมีพ่อและแม่คอยเป็นกำลังใจตลอด 

ส่วนความฝันก็อยากจะเป็นทันตแพทย์เหมือนกับพ่อ ซึ่งตอนนี้สอบติดและเลือกที่จะศึกษาต่อ คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลด้านนายอารยะชัย ชนะวิเศษ รองผู้อำนวยการโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม กล่าวว่า ต้องการให้นายรจิตเป็นแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้องได้เอาเป็นแบบอย่าง และหากมีเวลาว่างก็อยากให้นายรจิต มาช่วยแนะแนวให้กับรุ่นน้อง เกี่ยวกับเทคนิควิธีการเรียนให้ประสบผลสำเร็จ รวมถึงเคล็ดลับที่ไม่ให้เกิดความเครียดและมีความรักใจวิชาที่เรียน เพื่อให้เด็กคนอื่นเรียนเก่งและประสบผลสำเร็จด้วย

ขณะที่ ทพ.วรวุฒิ รจิตบูรณะกุล พ่อนายรจิต บอกว่า รู้สึกภูมิใจที่ลูกชายสอบโอเนต ได้คะแนนเต็ม 100 และสอบติดทันตแพทย์ ตามที่ลูกตั้งใจ ส่วนตัวก็จะคอยวางแผนการเรียนให้กับลูกโดยให้ลูกฝึกทำข้อสอบแต่ละวิชา และจับเวลาการทำด้วย ที่สำคัญก็จะนำโจทย์ข้อสอบย้อนหลัง 5-10 ปีมาให้ทดลองทำเพื่อเป็นการทบทวนก่อนสอบทุกครั้ง หากช่วงไหนที่ลูกเครียดหรือเหนื่อยกับการเรียน ก็จะพาไปเล่นกีฬาหรือพักผ่อน เพื่อให้ลูกได้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งพ่อแม่ถือเป็นส่วนสำคัญมาก แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ลูกทำได้ขนาดนี้ก็ภูมิใจมากแล้ว



ชื่นชม "น้องอ๊อด" เด็กเก่งสอบโอเนตคะแนนเต็ม 100 สอบติดแพทย์มหาลัยชื่อดัง 5 แห่ง เผยเคล็ดลับทำข้อสอบย้อนหลัง 10 ปี อนาคตฝันอยากเป็นทันตแพทย์

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 (บุรีรัมย์) และโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม เตรียมมอบประกาศนียบัตรยกย่องชื่นชม นายรจิต รจิตบูรณะกุล หรือน้องอ๊อด นักเรียนชั้น ม.6/1 โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ที่ทำคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2560 วิชาคณิตศาสตร์ ได้เต็ม 100 คะแนน ทั้งยังสอบติดคณะแพทย์ศาสตร์ และทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยชื่อดังอีก 5 แห่ง คือ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิยาลัยขอนแก่น , ทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น , ทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี , ทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเภสัชกร มหาวิทยาลัย มหาสารคาม

นอกจากนี้ นายรจิตมีคะแนนการสอบแข่งขันทักษะทางวิชาการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.บึงกาฬ ลำดับที่ 6 ของภาค และได้ลำดับที่ 1 ในการแข่งขันทักษะคณิตศาสตร์ระดับจังหวัด ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ด้วย

น.ส.สมจิต ไกศลวัฒนา นายสมชัย จันทร์หอม ครูประจำชั้น และนายอมฤทธิ์ บุพโต หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนคณิตศาสตร์ บอกว่า นายรจิต เป็นเด็กขยัน ตั้งใจเรียน มี ผลการเรียนตั้งแต่ชั้น ม.4 6 จะอยู่ที่ประมาณ 3.87 โดย ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้ด้านคณิตศาสตร์ และนำนักเรียนไปสอบแข่งขันตามสถานที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่องด้วย ด้านนายรจิตเผยเคล็ดลับที่ทำให้สอบได้คะแนนเต็ม 100 วิชาคณิตศาสตร์ และมีผลการเรียนที่ดีว่า นอกจากตั้งใจเรียนในชั่วโมงเรียนแล้ว จะนำโจทย์ข้อสอบย้อนหลัง 5 10 ปีมาทดลองทำและฝึกทำบ่อยๆ ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ได้มาจากพ่อที่เคยทำมาก่อนเมื่อสมัยเรียน ม.ปลาย ที่ทำสำคัญก็จะมีพ่อและแม่คอยเป็นกำลังใจตลอด 

ส่วนความฝันก็อยากจะเป็นทันตแพทย์เหมือนกับพ่อ ซึ่งตอนนี้สอบติดและเลือกที่จะศึกษาต่อ คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลด้านนายอารยะชัย ชนะวิเศษ รองผู้อำนวยการโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม กล่าวว่า ต้องการให้นายรจิตเป็นแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้องได้เอาเป็นแบบอย่าง และหากมีเวลาว่างก็อยากให้นายรจิต มาช่วยแนะแนวให้กับรุ่นน้อง เกี่ยวกับเทคนิควิธีการเรียนให้ประสบผลสำเร็จ รวมถึงเคล็ดลับที่ไม่ให้เกิดความเครียดและมีความรักใจวิชาที่เรียน เพื่อให้เด็กคนอื่นเรียนเก่งและประสบผลสำเร็จด้วย

ขณะที่ ทพ.วรวุฒิ รจิตบูรณะกุล พ่อนายรจิต บอกว่า รู้สึกภูมิใจที่ลูกชายสอบโอเนต ได้คะแนนเต็ม 100 และสอบติดทันตแพทย์ ตามที่ลูกตั้งใจ ส่วนตัวก็จะคอยวางแผนการเรียนให้กับลูกโดยให้ลูกฝึกทำข้อสอบแต่ละวิชา และจับเวลาการทำด้วย ที่สำคัญก็จะนำโจทย์ข้อสอบย้อนหลัง 5-10 ปีมาให้ทดลองทำเพื่อเป็นการทบทวนก่อนสอบทุกครั้ง หากช่วงไหนที่ลูกเครียดหรือเหนื่อยกับการเรียน ก็จะพาไปเล่นกีฬาหรือพักผ่อน เพื่อให้ลูกได้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งพ่อแม่ถือเป็นส่วนสำคัญมาก แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ลูกทำได้ขนาดนี้ก็ภูมิใจมากแล้ว


สองเด็กเก่งโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ผู้หญิงอยู่ ม.3 ผู้ชายอยู่ ม.6 สอบโอเน็ตคณิตศาสตร์ได้ 100 คะแนนเต็ม ผอ.ชมครูเก่ง นักเรียนชายสอบติดแพทย์ มอ. แต่อาจไม่เพราะอยากเรียนคณิตฯ โดยตรง ส่วนผู้หญิงพ่อแม่เป็นครูทั้งคู่ ก่อนสอบเรียนพิเศษแค่ที่เดียว...

ที่โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา อ.เมืองสุราษฎร์ธานี นายเจนจัด ภักดีไทย ผอ.โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ได้แสดงความยินดีชื่นชม นายเสรี วนานิยกุล หรือก้อง นักเรียนชั้น ม.6 และ น.ส.ศิริพิชญ์ ทิพย์สุวรรณ หรือจีจี้ นักเรียนชั้น ม.3 ที่สามารถทำผลการสอบ O-NET วิชาคณิตศาสตร์ ได้ 100 คะแนนเต็ม โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา และมารดาของ น.ส.ศิริพิชญ์ ทิพย์สุวรรณ ร่วมแสดงความยินดี

นายเจนจัด กล่าวว่า ถือว่าเป็นความสำเร็จของโรงเรียนในระดับหนึ่งที่นักเรียนทั้ง 2 คน สามารถสอบ O-NET ได้ 100 คะแนนเต็ม ต้องขอชื่นชมครูอาจารย์ที่จัดระบบการเรียนการสอนได้ดี ตามวิสัยทัศน์ของโรงเรียน นายเสรี หรือก้อง วนานิยกุล นักเรียนชั้น ม.6 ขณะศึกษาอยู่ชั้น ม.3 ก็สามารถสอบขั้นพื้นฐาน O-NET ได้ 100 คะแนนเต็ม และที่ผ่านมาได้ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน โดยเฉพาะการเข้าแข่งขันโครงการวิทยาศาสตร์ระดับประเทศ และเป็นตัวอย่างแก่น้องๆ นักเรียน ส่วน น.ส.ศิริพิชญ์ ทิพย์สุวรรณ นั้น ต้องขอชื่นชมครอบครัวที่พ่อแม่เป็นครูทั้งคู่ และมีวิธีการเลี้ยงดูบุตรสาวให้มีวินัยในการเรียน โดยเฉพาะการศึกษาในชั้นเรียนจนสามารถทำคะแนนได้เต็ม 100

ขณะที่นายเสรี นักเรียนชั้น ม.6 กล่าวว่า ตนเองเรียนอยู่สายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ มีเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.8 ซึ่งในการสอบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ ทางการศึกษาระดับชาติ ขั้นพื้นฐาน O-NET ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรมากมาย แต่เน้นการเก็บรายละเอียด ทำความเข้าใจในชั้นเรียน และทบทวนวิชาเรียนอยู่เสมอ โดยก่อนหน้านี้สามารถสอบ คณะแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ แต่ไปเพียงรอบสัมภาษณ์เท่านั้น เนื่องจากตนเองอยากศึกษาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์มากกว่า และขณะนี้สามารถสอบชิงทุน พสวท.ม.วลัยลักษณ์ สาขาวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณได้จนถึงปริญญาเอก

ด้าน น.ส.ศิริพิชญ์ นักเรียนชั้น ม.3 กล่าวว่า ตนเองเป็นนักเรียนในโครงการ EST วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี เกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ที่ 3.94 ซึ่งการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET ได้ 100 คะแนนเต็มนั้น ตนเองรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่สามารถทำได้ ที่ผ่านมาเน้นสนใจที่ครูสอนในชั้นเรียน และทบทวนวิชาเรียน โดยลงเรียนพิเศษนอกเวลาเพียง 1 แห่งเท่านั้น ไม่ได้เน้นพิเศษอะไร แนะในการสอบไม่ได้มีการติวพิเศษช่วงก่อนสอบแต่อย่างใด และมีความใฝ่ฝันอยากเป็นแพทย์ แม้ว่าพ่อแม่จะเป็นครูทั้งคู่ก็ตาม



สองเด็กเก่งโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ผู้หญิงอยู่ ม.3 ผู้ชายอยู่ ม.6 สอบโอเน็ตคณิตศาสตร์ได้ 100 คะแนนเต็ม ผอ.ชมครูเก่ง นักเรียนชายสอบติดแพทย์ มอ. แต่อาจไม่เพราะอยากเรียนคณิตฯ โดยตรง ส่วนผู้หญิงพ่อแม่เป็นครูทั้งคู่ ก่อนสอบเรียนพิเศษแค่ที่เดียว...

ที่โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา อ.เมืองสุราษฎร์ธานี นายเจนจัด ภักดีไทย ผอ.โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ได้แสดงความยินดีชื่นชม นายเสรี วนานิยกุล หรือก้อง นักเรียนชั้น ม.6 และ น.ส.ศิริพิชญ์ ทิพย์สุวรรณ หรือจีจี้ นักเรียนชั้น ม.3 ที่สามารถทำผลการสอบ O-NET วิชาคณิตศาสตร์ ได้ 100 คะแนนเต็ม โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา และมารดาของ น.ส.ศิริพิชญ์ ทิพย์สุวรรณ ร่วมแสดงความยินดี

นายเจนจัด กล่าวว่า ถือว่าเป็นความสำเร็จของโรงเรียนในระดับหนึ่งที่นักเรียนทั้ง 2 คน สามารถสอบ O-NET ได้ 100 คะแนนเต็ม ต้องขอชื่นชมครูอาจารย์ที่จัดระบบการเรียนการสอนได้ดี ตามวิสัยทัศน์ของโรงเรียน นายเสรี หรือก้อง วนานิยกุล นักเรียนชั้น ม.6 ขณะศึกษาอยู่ชั้น ม.3 ก็สามารถสอบขั้นพื้นฐาน O-NET ได้ 100 คะแนนเต็ม และที่ผ่านมาได้ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน โดยเฉพาะการเข้าแข่งขันโครงการวิทยาศาสตร์ระดับประเทศ และเป็นตัวอย่างแก่น้องๆ นักเรียน ส่วน น.ส.ศิริพิชญ์ ทิพย์สุวรรณ นั้น ต้องขอชื่นชมครอบครัวที่พ่อแม่เป็นครูทั้งคู่ และมีวิธีการเลี้ยงดูบุตรสาวให้มีวินัยในการเรียน โดยเฉพาะการศึกษาในชั้นเรียนจนสามารถทำคะแนนได้เต็ม 100

ขณะที่นายเสรี นักเรียนชั้น ม.6 กล่าวว่า ตนเองเรียนอยู่สายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ มีเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.8 ซึ่งในการสอบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ ทางการศึกษาระดับชาติ ขั้นพื้นฐาน O-NET ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรมากมาย แต่เน้นการเก็บรายละเอียด ทำความเข้าใจในชั้นเรียน และทบทวนวิชาเรียนอยู่เสมอ โดยก่อนหน้านี้สามารถสอบ คณะแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ แต่ไปเพียงรอบสัมภาษณ์เท่านั้น เนื่องจากตนเองอยากศึกษาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์มากกว่า และขณะนี้สามารถสอบชิงทุน พสวท.ม.วลัยลักษณ์ สาขาวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณได้จนถึงปริญญาเอก

ด้าน น.ส.ศิริพิชญ์ นักเรียนชั้น ม.3 กล่าวว่า ตนเองเป็นนักเรียนในโครงการ EST วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี เกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ที่ 3.94 ซึ่งการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET ได้ 100 คะแนนเต็มนั้น ตนเองรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่สามารถทำได้ ที่ผ่านมาเน้นสนใจที่ครูสอนในชั้นเรียน และทบทวนวิชาเรียน โดยลงเรียนพิเศษนอกเวลาเพียง 1 แห่งเท่านั้น ไม่ได้เน้นพิเศษอะไร แนะในการสอบไม่ได้มีการติวพิเศษช่วงก่อนสอบแต่อย่างใด และมีความใฝ่ฝันอยากเป็นแพทย์ แม้ว่าพ่อแม่จะเป็นครูทั้งคู่ก็ตาม


นายครองพิภพ วิรัตินันท์ หรือ น้องเก็ต อายุ 18 ปี นักเรียนจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช รู้สึกดีใจอย่างมาก หลังทราบผลสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง หรือ แอดมิชชั่น ได้คะแนนสูงสุด คือ 89.03 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

น้องเก็ต เปิดเผยถึงความรู้สึกว่า หลังทราบว่าสามารถทำคะแนนแอดมิชชั่น ได้คะแนนแอดมิชชั่นสูงสุด ครอบครัวต่างตกใจ และก็ดีใจไปพร้อมๆกัน โดยเขาไม่คาดคิดว่าจะทำคะแนนได้เป็นอันดับ 1 โดยน้องเก๊ต ยังบอกอีกว่า มีความฝันอยากเป็นผู้กำกับละคร และภาพยนตร์ เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบดูหนัง น้องเก๊ต ยังเล่าถึงเทคนิคในการเรียน ว่าเพียงใช้สมาธิเรียนรู้จากอาจารย์ ในห้องเรียนอย่างเต็มที่ เมื่อกลับมาบ้านทบทวนอีกครั้งก็เข้าใจได้ง่าย เรียนพิเศษในวิชาคณิตศาสตร์เพียงวิชาเดียว ส่วนเวลาว่าง ท่องโลกอินเตอร์ ดูหนัง และเรียนรู้รีวิวการสอนทักษะต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง

นางกรรณิกา กล่าวว่า ตนมีลูกทั้งหมด 3 คน น้องเก๊ตเป็นลูกคนสุดท้อง พี่คนโตคือ น.ส.ณัฎฐิกา วิรัตินันท์ ทำงานป็นเภสัชกรอยู่ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช คนที่ 2 คือ น.ส.ณิชกานต์ วิรัตินันท์ จบนิติศาสตร์กำลังสอบเนติบัณฑิต และน้องเก๊ตลูกชายคนสุดท้อง ตนเลี้ยงลูกมาเพียงลำพังเนื่องจากเลิกรากับสามีนานแล้ว เมื่อก่อนมีอาชีพค้าขายแต่ช่วงหลังสุขภาพไม่ดีเลยหยุด ประกอบกับลูกเรียนจบหมดแล้ว ลูกคนโตจึงรับภาระส่งเสียน้องเรียน นางกรรณิกา กล่าวต่อว่า น้องเก๊ตเป็นเด็กเรียบร้อยไม่เกเร ไม่เที่ยวเตร่ ตนเลี้ยงแบบอิสระแต่จะคอยดูอยู่ห่างๆ ตอนที่ลูกมาบอกว่าจะสอบนิเทศศาสตร์ ตนถามลูกว่าทำไมไม่เลือกเรียนหมอหรือเภสัชกรเหมือนพี่ ลูกบอกว่าการเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ก็สามารถช่วยคนได้มากเหมือนเรียนหมอ และสามารถช่วยคนได้รอบด้านและครอบคลุมมากกว่าในการสะท้อนปัญหาต่างๆ เมื่อได้ฟังเหตุผลลูกก็เลยตามใจลูก วันนี้ภูมิใจที่ลูกสอบได้คะแนนอันดับ 1 ของประเทศ

ขณะที่นายครองพิภพ หรือ “น้องเก็ต” กล่าวว่า ตนและครอบครัวดีใจมากหลังจากทราบผลสอบครั้งนี้ โดยสนามสอบคือที่โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช ในความรู้สึกอยากจะเรียนคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งมีให้เลือก 4 อันดับ ตนเลือกนิเทศศาสตร์ทั้ง 4 อันดับ โดยยื่นคะแนนปีก่อน คือที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 อันดับแรก และธรรมศาสตร์ 2 อันดับหลัง

“สำหรับการเรียนนั้นผมจะตั้งใจเรียนในห้องเรียนและเก็บความรู้ให้ได้มากที่สุด การตั้งใจเรียนในห้องเรียน ภายหลังจะทบทวนการเรียนจะง่ายขึ้น เพราะตั้งใจเต็มที่แล้วในห้องเรียน ส่วนการเรียนพิเศษเรียนเพียงวิชาเดียวคือวิชาคณิตศาสตร์ ปกติจะไม่ค่อยอ่านหนังสือมาก แต่จะตั้งใจเรียนในห้อง ก่อนสอบก็จะทบทวนการเรียนที่เรียนมา ผมไม่ค่อยชอบเที่ยว ส่วนใหญ่จะอยู่บ้านดูหนัง และสนใจเรื่องเกี่ยวกับนิเทศศาสตร์ อยากบอกว่าการเรียนพิเศษนั้นไม่ได้สำคัญเสมอไป สำคัญอยู่ที่เราได้จากการค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต ดูหนังเป็นภาษาอังกฤษทำให้สามารถซึมซับและมีประโยชน์ในการสอบ ที่ผ่านมามารดาคอยช่วยสนับสนุน ให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ เป็นเรื่องที่ดีมาก และมองว่าการเรียนพิเศษนั้นก็เป็นเรื่องดี แต่อินเตอร์เน็ตมีประโยชน์ต่อการเรียนมาก มีส่วนสำคัญในการค้นหาความรู้เอามาเสริมการเรียนของเราได้เป็นอย่างดี” นายครองพิภพ กล่าว

นักเรียนคะแนนอันดับ 1 แอดมิชชั่นปีนี้ กล่าวด้วยว่า เมื่อก่อนชอบวิชาคณิตศาสตร์มาก แต่ระยะหลังจะชอบภาษาอังกฤษและภาษาไทย ชอบแบบวิเคราะห์ เรื่องจิตวิทยา ตั้งใจเรียนนิเทศศาสตร์เพราะอยากเรียนภาพยนตร์ สำหรับโซเชียลมีเดียก็มีประโยชน์ แต่ที่มีปัญหาคือเรื่องแบ่งเวลา ถ้าไม่รู้จักแบ่งเวลาจะไม่ดี ถ้าอยู่แต่ตรงนั้น คิดว่าไม่ใช่

เด็กไทยเจ๋ง! คว้า 2 ทอง 2 เงิน เคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49



เด็กไทยเจ๋ง! คว้า 2 ทอง 2 เงิน เคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49



เด็กไทยคว้า 2 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน แข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49 จากผู้เข้าแข่งขัน 76 ประเทศ เกือบ 300 คน ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายาวันที่ 7-14 ก.ค 60 โดยมีนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 297 คน จาก 76 ประเทศ ผลปรากฏว่า เด็กไทยทำผลงานได้ยอดเยี่ยมคว้า 2 เหรียญทอง และ 2 เหรียญเงิน สำหรับเยาวชนไทยที่ได้ 2 เหรียญทอง ได้แก่ 1. นายวริศ จันทรานุวัฒน์ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม กรุงเทพฯ 2.นายปภาภัทร์ ดิสนีเวทย์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม ส่วน 2 เหรียญเงิน ได้แก่ 1.นายบวรทัต บุญรักษ์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม 2. นางสาวอภิสรา กวียานันท์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ 


คุณพ่อแชร์ไอเดีย สอนลูกสาวตั้งแต่ชั้นอนุบาลให้รู้จักออมเงิน




คุณพ่อแชร์ไอเดีย สอนลูกสาวตั้งแต่ชั้นอนุบาลให้รู้จักออมเงิน





มาดูวิธีเก็บเงินที่คุณพ่อใช้สอนลูกสาววัยอนุบาล ทำมาแล้ว 5-6 ปี เห็นผลดีเลยบอกต่อ

          ใคร ๆ ก็รู้ว่า ยิ่งออมเงินเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะเงินสะสมจะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลา นั่นเลยทำให้คุณพ่อ เจ้าของล็อกอิน สมาชิกหมายเลข 845957 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สอนให้ลูกสาวได้รู้จักเก็บเงินหยอดกระปุกด้วยตัวเอง โดยเริ่มฝึกมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนเวลาผ่านไป 5-6 ปี ปัจจุบันลูกสาวในวัยประถมเริ่มรู้จักแบ่งเงิน ออมเงินด้วยตัวเองแล้ว คุณพ่อคุณแม่คนไหนอยากสอนให้ลูก ๆ รู้จักออมเงินเพื่อจะได้มีเงินเก็บไว้ในอนาคต จะลองนำวิธีของคุณพ่อท่านนี้ไปใช้ดูก็ดีนะคะ


แชร์ไอเดีย สอนลูกสาว ออมเงิน โดย คุณสมาชิกหมายเลข 845957 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 

          วันนี้จ่ายเงินเดือนให้ลูกสาว ป.3 จึงนึกอยากมาแชร์วิธีการสอนเรื่องออมเงิน ขอเริ่มย้อนไปตอนลูกสาวอยู่อนุบาล ทางโรงเรียนให้เอาไปได้วันละ 10 บาท ผมก็หาเหรียญบาทมา 50 เหรียญ และกองไว้ 5 กอง แล้วเริ่มถามลูกว่า วันจันทร์หนูอยากหยอดกระปุก 2 บาท 3 บาท หรือ 4 บาท ตอนนั้นแกจะงงว่าพ่อทำอะไร พอแกเลือก ผมก็เอาเงินออกจากกองที่ 1 แล้วให้แกเป็นคนหยอดกระปุก จากนั้นผมก็ถามต่อ ว่าวันอังคารล่ะ จะหยอดเท่าไหร่ แล้วก็ทำจนครบ 5 กอง ทีนี้เงิน 5 กองนั้น ก็จะเหลือ 6 บาท 7 บาท 8 บาท แล้วแต่ว่าลูกจะเลือกเท่าไหร่ ทุกวันตอนเช้าก็จะให้ลูกหยิบเงินที่เค้าเลือกแล้วไปโรงเรียน

          ผมก็ให้ลูกสาวทำอย่างนี้ประมาณ 1 ปี ระหว่างนี้ก็มีได้เงินตรุษจีนบ้าง จากญาติผู้ใหญ่บ้าง จนรวมเงินได้ประมาณพันกว่าบาท ผมก็บอกแกว่า ตอนนี้พ่อให้หนูเลือก จะซื้อหุ้นโรงหนัง โรงพยาบาล สนามบิน แกก็งง ไม่รู้ว่าหุ้นคืออะไร แต่แกก็เลือก รพ. เพราะแกรู้จักเคยไปหาคุณหมอ ผมก็บอกว่าตอนนี้หนูมีหุ้น รพ. อยู่ 7 หุ้นนะ แล้วก็จดใส่สมุดให้ดู 

          จากนั้นพอขึ้นชั้นใหม่ ก็มีเพิ่มจำนวนเงินประจำสัปดาห์ แต่ก็ยังใช้วิธีเดิม คือหักเงินหยอดกระปุกทันที และที่เพิ่มเติมคือ ทุกวันถ้ามีเงินเหลือกลับมาก็จะชมทุกครั้ง จนมีวันนึงผมได้ หัก ณ ที่จ่าย เงินปันผล มาทางไปรษณีย์ ผมก็คิดเป็นเงิน ตามจำนวน 7 หุ้น ที่ลูกสาวซื้อไว้ (ขอโทษที่จำยอดเงินไม่ได้) แล้วเอาเงินนั้นให้ลูก บอกว่าเป็นเงินปันผลนะ ลูกสาวก็ถามว่ามันคืออะไร ผมก็อธิบายคร่าว ๆ ไป ว่าโรงพยาบาล มีกำไร ก็แบ่งมาให้ผู้ถือหุ้น

          ก็ทำอย่างนี้เรื่อยมา จนขึ้น ป.2 ก็เริ่มให้เงินเป็นรายวิก (ทุก 15 วัน) ระหว่างนี้ก็ซื้อหุ้นสะสมแล้วจดลงในสมุด เป็นจำนวนหุ้นโดยไม่ให้แกสนใจเรื่องราคาที่ซื้อ พอ ป.2 เทอม 2 ก็เริ่มจ่ายเป็นรายเดือน  จนถึงปัจจุบัน ลูกสาวคนโตได้เงินเป็นรายเดือน แกจะเลือกเลยว่าเดือนนี้จะเก็บเท่าไหร่ ซื้อการ์ตูนเท่าไหร่ ไว้กินขนมวันละเท่าไหร่ ส่วนคนเล็ก ตอนนี้อยู่อนุบาลสามได้เป็นรายสัปดาห์ ทำเหมือนกัน แต่แกเลือกฝากน้อยกว่า เพราะกินเก่งกว่า 

          ทั้งคู่ทยอยได้ปันผลตามจำนวนหุ้นที่มี แม้จะไม่มาก แต่ทุกครั้งผมก็จะสอนที่มาของเงินนี้ว่าเวลาน้าของหนูไปดูหนัง ค่าตั๋วหนัง ที่น้าเขาจ่ายไป โรงหนังก็จะไปจ่ายให้กับพี่ ๆ พนักงานที่เขามาช่วยดูแลลูกค้า พอเหลือก็แบ่งให้ผู้ถือหุ้น เนื้อเรื่องก็แล้วแต่ว่าครั้งนั้นได้ปันผลจากบริษัทอะไร

          เป้าหมายต่อไป (ถ้าทำได้) คือ จะสอนให้แกอ่านรายงานประจำปี แต่จะไม่ให้แกยุ่งกับราคาหุ้นที่ขึ้น ๆ ลง ๆ พอขึ้นมัธยม จะสอนเรื่องดอกเบี้ย กู้บ้าน รถ ฯลฯ

          จบแล้วครับ 

          ป.ล.1 หุ้นที่ผมเลือกเองติดดอย แต่ที่ลูกสาวเลือก ยังเขียวดีอยู่
          ป.ล.2 เรื่องคุณธรรม มารยาท สังคม ต่าง ๆ ผมสอนตามปกติ

          ตอนแรกที่สอนพอเห็นลูกสาวทำหน้างง และออกจะไม่สนใจ ผมก็กังวลนะครับ จะเสียเวลาเปล่าไหม เร็วไปหรือเปล่า แกยังเด็กอยู่นะ อนุบาลอยู่เลย แต่ด้วยตอนผมเป็นเด็ก แม่ของผม (ตอนนี้เป็นคุณย่าไปแล้ว) ให้เงินเป็นเดือน ตั้งแต่ ป.5 ผมเลยคิดว่าลองดูก็ไม่น่าจะเสียอะไร

          ตอนนี้ทำมา 5-6 ปี เริ่มเห็นผล ลูกสาวรู้จักแบ่งเงิน ออมเงิน จึงแน่ใจว่าดี เลยเอามาแชร์กัน ... ขอบคุณครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คุณสมาชิกหมายเลข 845957 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 

เด็กไทยชนะเลิศประกวดนวัตกรรมเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์น้ำของสวีเดน




เด็กไทยชนะเลิศประกวดนวัตกรรมเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์น้ำของสวีเดน





นักเรียนหญิง 3 คน จากโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จ. สุราษฎร์ธานี คว้ารางวัลชนะเลิศในการประกวดนวัตกรรมเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์น้ำกรุงสตอกโฮล์ม (Stockholm Junior Water Prize) ที่ประเทศสวีเดน โดยใช้การเลียนแบบวิธีกักเก็บน้ำตามธรรมชาติของสับปะรดสี มาสร้างอุปกรณ์เพิ่มความชื้นในดินราคาถูก ซึ่งสามารถช่วยประหยัดน้ำให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้
ผลงานนวัตกรรมดังกล่าว เป็นของ น.ส.สุรีย์พร ตรีเพชรประภา น.ส.ธิดารัตน์ เพียร และ น.ส.กาญจนา คมกล้า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา โดยมีนางสุวารี พงศ์ธีระวรรณ และ นายเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งผลงานดังกล่าวทำให้เยาวชนไทยได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นปีแรกของการประกวด และนักเรียนทั้งสามได้เข้ารับรางวัลจากเจ้าชายคาร์ล ฟิลิปแห่งสวีเดนด้วย
ทั้งนี้ กลุ่มนักเรียนผู้ได้รับรางวัลสังเกตว่าสับปะรดสีพันธุ์ Aechmea aculeatosepala มีรูปร่างที่ช่วยให้กักเก็บน้ำซึ่งได้จากฝนและไอน้ำในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีส่วนที่ช่วยดักจับน้ำหลายส่วน เช่น แผ่นใบที่มีขอบใบทั้งสองข้างบางกว่าบริเวณกลางใบ ทำให้แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปตัวยูเหมือนรางน้ำ ทำให้น้ำไหลไปกักเก็บที่แอ่งระหว่างกาบใบได้ ส่วนหนามเล็กๆ บริเวณรอบใบบิดทำมุม 50 องศากับขอบใบ ช่วยดึงน้ำที่อยู่ห่างจากขอบใบในระยะ 2 มิลลิเมตรให้เข้ามาในใบได้ นอกจากนี้ ผิวใบด้านหน้าและด้านหลังช่วยให้น้ำไหลลงไปรวมกันที่รางรับน้ำ เนื่องจากแรงยึดติด (Adhesive force) ระหว่างน้ำกับผิวใบ มีมากกว่าแรงเชื่อมแน่น (Cohesive force) ของน้ำ
กลุ่มนักเรียนได้ประดิษฐ์อุปกรณ์เพิ่มความชื้นในดินโดยใช้แผ่นอะลูมิเนียม ซึ่งมีความจุความร้อนน้อย ทำให้ในช่วงเวลากลางคืนเมื่อไอน้ำในอากาศมากระทบจึงกลั่นตัวเป็นหยดน้ำลงสู่ที่กักเก็บได้ง่าย นอกจากนี้ ยังทำส่วนกักเก็บน้ำให้เหมือนกับสับปะรดสีซึ่งมีใบเรียงเหลื่อมซ้อนกัน จนมีลักษณะเป็นแอ่งกักเก็บน้ำทรงกรวยกลางลำต้น และพื้นที่ระหว่างซอกใบทุกใบก็สามารถเก็บน้ำได้ ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่าภาชนะทรงกรวยที่มีขนาดเท่ากันถึง 17.28 %
เมื่อนำชุดอุปกรณ์นี้ไปใช้จริงโดยติดตั้งบนต้นยางพารา แล้วต่อสายพลาสติกปักลงในดินห่างจากโคนต้น 1เมตร พบว่า ความชื้นในดินของต้นยางพาราที่ใช้ชุดอุปกรณ์ จะมีค่าสูงกว่าความชื้นในดินของต้นยางพาราที่ไม่ใช้ชุดอุปกรณ์ 17.65 %และมีความชื้นในดินใกล้เคียงกับการรดน้ำตามปกติ นอกจากนี้ ต้นยางพาราที่ใช้ชุดอุปกรณ์สามารถให้ผลผลิตสูงกว่าต้นที่ไม่ได้ใช้ชุดอุปกรณ์ 57.50 % โดยอุปกรณ์นี้มีราคาต้นทุนชุดละเพียง 25 บาท เมื่อนำไปใช้กับต้นยางพาราเพียง 6 วัน ก็จะคุ้มราคาทุน ซึ่งเป็นการช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำแก่เกษตรกร ทำให้ปลูกพืชได้แม้ในสภาวะแห้งแล้งด้วย






ที่มา : https://dmcpost.blogspot.com

'เอ็มม่า หยาง' สาวน้อยวัย 13 ปีที่ทำแอพเพื่อผู้ป่วยอัลไซเมอร์แอพแรกของโลก


เอ็มม่าเป็นชาวฮ่องกง และอยู่ที่นั่นตั้งแต่เกิดจนอายุ 10 ขวบก่อนที่จะย้ายมานิวยอร์กค่ะ ปัจจุบันเธอเป็นนักเรียน ม.ต้นที่โรงเรียน Brearley School ในมลรัฐนิวยอร์ก เธอสนใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว และเมื่อรู้ว่าคุณย่าของเธอเริ่มมีอาการความจำเสื่อม เธอก็คิดที่จะทำแอพขึ้นมาเพื่อช่วยให้เธอกับคุณย่าคุยกันได้ง่ายขึ้นค่ะ




เอ็มม่าเป็นชาวฮ่องกง และอยู่ที่นั่นตั้งแต่เกิดจนอายุ 10 ขวบก่อนที่จะย้ายมานิวยอร์กค่ะ ปัจจุบันเธอเป็นนักเรียน ม.ต้นที่โรงเรียน Brearley School ในมลรัฐนิวยอร์ก เธอสนใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว และเมื่อรู้ว่าคุณย่าของเธอเริ่มมีอาการความจำเสื่อม เธอก็คิดที่จะทำแอพขึ้นมาเพื่อช่วยให้เธอกับคุณย่าคุยกันได้ง่ายขึ้นค่ะ





เอ็มม่าบอกว่าการทำแอพของเธอเริ่มต้นจากแนวคิดง่ายๆ ว่า ต้องการทำแอพที่จะช่วยให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จดจำใบหน้าและชื่อ รวมถึงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับคนใกล้ชิดได้ง่ายๆ นอกจากนี้ก็ต้องสามารถเพิ่มผู้คนใหม่ๆ เข้าไปในแอพได้ด้วย เธอจึงทำแอพพลิเคชั่นชื่อว่า Timeless ออกมา

     เอ็มม่าเล่าว่าความที่คุณย่าอยู่ฮ่องกง แต่เธอและคุณพ่อคุณแม่อยู่นิวยอร์กก็ทำให้มีปัญหาในการติดต่อกันเป็นประจำอยู่แล้ว วันหนึ่งคุณย่ากลับลืมวันเกิดของเธอและคุณพ่อเพราะเริ่มมีอาการหลงลืมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การพูดคุยกันก็ยิ่งยากเข้าไปอีก การจดจำผู้คนเริ่มแย่ลง การใช้ชีวิตของคุณย่าก็ยิ่งลำบากขึ้น คุณย่าจำไม่ได้ว่าพูดอะไรไปแล้วบ้าง จำเบอร์โทรที่เคยจำได้ไม่ได้แล้ว ทำให้นอกจากคุยกับครอบครัวลำบาก ยังคุยกับเพื่อนๆ คุณย่าลำบากด้วย






เอ็มม่าบอกว่าการทำแอพของเธอเริ่มต้นจากแนวคิดง่ายๆ ว่า ต้องการทำแอพที่จะช่วยให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จดจำใบหน้าและชื่อ รวมถึงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับคนใกล้ชิดได้ง่ายๆ นอกจากนี้ก็ต้องสามารถเพิ่มผู้คนใหม่ๆ เข้าไปในแอพได้ด้วย เธอจึงทำแอพพลิเคชั่นชื่อว่า Timeless ออกมา

     เอ็มม่าเล่าว่าความที่คุณย่าอยู่ฮ่องกง แต่เธอและคุณพ่อคุณแม่อยู่นิวยอร์กก็ทำให้มีปัญหาในการติดต่อกันเป็นประจำอยู่แล้ว วันหนึ่งคุณย่ากลับลืมวันเกิดของเธอและคุณพ่อเพราะเริ่มมีอาการหลงลืมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การพูดคุยกันก็ยิ่งยากเข้าไปอีก การจดจำผู้คนเริ่มแย่ลง การใช้ชีวิตของคุณย่าก็ยิ่งลำบากขึ้น คุณย่าจำไม่ได้ว่าพูดอะไรไปแล้วบ้าง จำเบอร์โทรที่เคยจำได้ไม่ได้แล้ว ทำให้นอกจากคุยกับครอบครัวลำบาก ยังคุยกับเพื่อนๆ คุณย่าลำบากด้วย



ตัวอย่างหน้าตาของแอพ Timeless
Credit: www.timeless.care


ตัวแอพ Timeless จึงทำมาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นค่ะ Timeless มีฟังก์ชันแจ้งเตือนการโทรออกซ้ำๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยอัลไซเมอร์หลายราย หากผู้ป่วยจะกดโทรหาเบอร์เดิมซ้ำอีกภายใน 5 นาที แอพจะแจ้งเตือนและถามว่าต้องการโทรจริงหรือไม่ นอกจากนี้ก็มีระบบจดจำใบหน้า ที่เมื่อหันกล้องไปหาใคร ไม่ว่าจะเป็นคนจริงๆ หรือภาพถ่าย ก็จะขึ้นชื่อ ข้อมูลส่วนตัว รวมถึงความสัมพันธ์ของบุคคลผู้นั้นกับผู้ป่วยด้วย ฟังก์ชันที่น่าสนใจอีกอย่างคือปุ่มกดที่ถามว่าตัวเองเป็นใครค่ะ ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยลืมชื่อตัวเองไป เมื่อกดปุ่มนี้ก็จะมีชื่อและข้อมูลส่วนตัวของตัวผู้ป่วยขึ้นมา

     การทำให้ผู้ป่วยจดจำชื่อของบุคคลอื่นได้ นอกจากจะทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นด้วย เพราะหลายครั้งผู้ป่วยจะเสียใจและโทษตัวเองอย่างหนักที่จำคนอื่นไม่ได้ แอพนี้จึงเข้ามาช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระคนอื่น



สาวน้อยคนนี้ไม่เคยทำแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือมาก่อนด้วย เธอบอกว่าเคยเรียนพื้นฐานการเขียนโปรแกรมขั้นต้นมาบ้าง แต่ไม่เคยลงมือทำแอพเองเต็มๆ ตั้งแต่ต้นมาก่อน ยิ่งเป็นแอพใน iOs ยิ่งไม่เคยทำเลย ฉะนั้นเธอจึงต้องขวนขวายหาความรู้มากมาย และลองผิดลองถูกไปเยอะ กว่าจะออกมาเป็น Timeless ที่สมบูรณ์ได้

     นอกจากความยากในการเขียนโปรแกรม การค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ก็ใช้เวลานานเช่นกัน เธอต้องอ่านหนังสือมากมาย รวมถึงงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับโรคนี้ นอกจากนี้ก็ต้องสังเกตผู้ป่วยจริงด้วย เพื่อที่จะสร้างฟังก์ชันที่ช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้




เอ็มม่าแล้วผู้ได้รับเลือกเป็น MIT Solver ทั้งหมด
Credit: www.facebook.com/app.Timeless

แต่ไม่ต้องกังวลนะคะว่าข้อมูลที่ได้มาจะเชื่อถือได้หรือไม่ เพราะเอ็มม่าไปขอคำปรึกษาจากคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเกี่ยวกับความทรงจำเสื่อมถอยของศูนย์การแพทย์ New York-Presbyterian Weill Cornell Medical Center ทุกครั้งก่อนเพิ่มฟังก์ชันอะไรใหม่ๆ ค่ะ แถมยังได้ความช่วยเหลือจากบริษัทด้านเทคโนโลยีช่วยดูแลให้แอพเสถียรมากขึ้นด้วย จริงจังมั้ยล่ะ

 มาดูความสำเร็จส่วนหนึ่งของเอ็มม่ากันบ้างค่ะ ในปี 2015 เอ็มม่าได้รับเลือกให้ติด 1 ใน 10 อันดับนักประดิษย์อายุต่ำกว่า 20 ที่น่าจับตาในนิวยอร์ก (10 Under 20 Young Innovators to Watch) แถมยังได้ทุนสำหรับพัฒนาแอพจากทุน Michael Perelstein Discover Your Passion Scholarship อีกด้วย

     เมื่อเดือนกันยายน 2017 ที่ผ่านมา เอ็มม่าก็เพิ่งได้รับเลือกเป็น 1 ใน MIT Solver จากงานแข่งขันการสร้างโครงการเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ในโลกของเรา งานนี้จัดโดยมหาวิทยาลัย MIT และ Solve Community จากภาพจะเห็นว่าเอ็มม่าเป็นผู้ชนะคนเดียวที่ยังเป็นเด็กอยู่ ในขณะที่ผู้ชนะท่านอื่นๆ เป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น คิดดูว่าต้องเก่งขนาดไหนถึงไปพิตช์โครงการแล้วเอาชนะผู้ใหญ่อีกหลายๆ คนได้

 แม้ตอนนี้แอพพลิเคชั่น Timeless จะเสร็จจนดาวน์โหลดได้แล้ว แต่เอ็มม่าก็ตั้งใจจะพัฒนาไปเรื่อยๆ และเพิ่มฟังก์ชันใหม่ๆ เข้าไปเมื่อเธอทำได้ เพื่อพัฒนาให้ตอบโจทย์สำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์มากที่สุด

     ส่วนในเวลาว่าง เอ็มม่าฝึกฝนภาษาฝรั่งเศสและละตินเพิ่มเติมอยู่ (เธอพูดได้อยู่แล้ว 3 ภาษาคืออังกฤษ จีนกลาง และจีนกวางตุ้ง) เธอยังเล่นเชลโลและเปียโนได้เก่งมากๆ อีกด้วย และถ้าเวลาโรงเรียนมีกิจกรรมเธอก็จัดเวิร์คช็อปสอนการโค้ดให้กับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนด้วยเช่นกัน เป็นสาวน้อยที่เก่งและยังขยันมากๆ จริงๆ เลยค่ะ


 *ก่อนหน้านี้มีแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์มากมาย แต่ส่วนมากจะเป็นแอพเกมฝึกสมองเพื่อชะลอโอกาสเกิดอัลไซเมอร์ และแอพสำหรับผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ว่าต้องดูแลอะไรอย่างไรบ้าง แต่แอพของเอ็มม่าถือเป็นแอพแรกของโลกที่ออกแบบให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์เป็นผู้ใช้งานแอพเอง


     เห็นความพยายามและความตั้งใจจริงของน้องเอ็มม่าแล้วต้องยกนิ้วโป้งให้เลยค่ะ ทั้งเก่ง ทั้งขยัน แถมยังมุ่งมั่นช่วยเหลือผู้อื่นด้วย ใครจะยึดน้องเอ็มม่าเป็นแบบอย่างก็ได้นะคะ ลองเข้าไปฟังน้องพูดใน TEDXFoggyBottom ก็ได้ค่ะ สร้างแรงบันดาลใจได้ดีเลย


ที่มา
www.quietrev.com/author/emma-yang/
www.crainsnewyork.com/section/20under20/2016/3430761/emma-yang
www.longevitynetwork.org/exclusive/entrepreneur-of-the-week-emma-yang-timeless/
https://solve.mit.edu/users/emma-yang



 สาวน้อยวัยเพียง 11 ปี ผู้ต่อสู้กับภาวะโลกร้อนอย่างกล้าหาญ



อคาเซีย (Acacia Edeluchel) ก็เหมือนกับเด็กวัย 11 ปีทั่วๆไปที่ชอบออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านท่ามกลางธรรมชาติ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม




อคาเซีย (Acacia Edeluchel) ก็เหมือนกับเด็กวัย 11 ปีทั่วๆไปที่ชอบออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านท่ามกลางธรรมชาติ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม





อคาเซีย เด็กสาวที่เกิดในแคลิฟอร์เนีย เติบโตมาทั้งในยูทาห์และอลาสกา เริ่มตกหลุมรักธรรมชาติจากการเดินท่องทะเลทรายและการพายเรือแคนูในป่า

“การได้เติบโตมาในอลาสกาทำให้ฉันได้รู้ว่าโลกของเรานั้นบอบบางแค่ไหน” อคาเซียอธิบายผ่านหน้าเพจ GoFundMe ของเธอ “ถ้าพวกเราไม่ลงมือทำอะไรซักอย่าง โลกของเราคงไม่เหลืออะไรให้คนรุ่นหลังเชยชม”

ดังนั้น เมื่อตอนที่เธอเรียนอยู่เกรดห้า คุณครูบอกว่าเด็ก ๆ ในห้องจะทำโปรเจคท้ายปีในหัวข้ออะไรก็ได้ที่ตนเองสนใจ อคาเซียจึงคว้าโอกาสนี้สร้างความตระหนักให้กับผู้คนถึงเรื่องของ “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งเป็นภัยคุกคามธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด

“เป้าหมายของฉันคือเพื่อให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน เพื่อให้ความรู้ผู้คนว่าจะช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร และระดมทุนเพื่อนำเงินเข้าองค์กรกรีนพีซ” อคาเซียกล่าวผ่านคลิปวิดิโอที่เธออัดขึ้นเพื่อโปรโมทแคมเปญ

เมื่อตอนที่พวกเราที่กรีนพีซได้เห็นแคมเปญ GoFundMe ของอคาเซีย เราได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากความมุ่งมั่นและความต้องการจะปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อมของเธอ (และรู้สึกประทับใจอย่างยิ่งที่เธอเลือกมอบเงินบริจาคที่มาจากความพยายามของเธอให้กับกรีนพีซ) สิ่งที่เธอทำย้ำเตือนพวกเราว่าหากไม่มีผู้สนับสนุนเหล่านี้งานของเราคงดำเนินไปไม่ได้ และคนอย่างเธอนี่แหละที่เป็นแกนหลักของกรีนพีซ






อคาเซีย เด็กสาวที่เกิดในแคลิฟอร์เนีย เติบโตมาทั้งในยูทาห์และอลาสกา เริ่มตกหลุมรักธรรมชาติจากการเดินท่องทะเลทรายและการพายเรือแคนูในป่า

“การได้เติบโตมาในอลาสกาทำให้ฉันได้รู้ว่าโลกของเรานั้นบอบบางแค่ไหน” อคาเซียอธิบายผ่านหน้าเพจ GoFundMe ของเธอ “ถ้าพวกเราไม่ลงมือทำอะไรซักอย่าง โลกของเราคงไม่เหลืออะไรให้คนรุ่นหลังเชยชม”

ดังนั้น เมื่อตอนที่เธอเรียนอยู่เกรดห้า คุณครูบอกว่าเด็ก ๆ ในห้องจะทำโปรเจคท้ายปีในหัวข้ออะไรก็ได้ที่ตนเองสนใจ อคาเซียจึงคว้าโอกาสนี้สร้างความตระหนักให้กับผู้คนถึงเรื่องของ “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งเป็นภัยคุกคามธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด

“เป้าหมายของฉันคือเพื่อให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน เพื่อให้ความรู้ผู้คนว่าจะช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร และระดมทุนเพื่อนำเงินเข้าองค์กรกรีนพีซ” อคาเซียกล่าวผ่านคลิปวิดิโอที่เธออัดขึ้นเพื่อโปรโมทแคมเปญ

เมื่อตอนที่พวกเราที่กรีนพีซได้เห็นแคมเปญ GoFundMe ของอคาเซีย เราได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากความมุ่งมั่นและความต้องการจะปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อมของเธอ (และรู้สึกประทับใจอย่างยิ่งที่เธอเลือกมอบเงินบริจาคที่มาจากความพยายามของเธอให้กับกรีนพีซ) สิ่งที่เธอทำย้ำเตือนพวกเราว่าหากไม่มีผู้สนับสนุนเหล่านี้งานของเราคงดำเนินไปไม่ได้ และคนอย่างเธอนี่แหละที่เป็นแกนหลักของกรีนพีซ





“มาฟังคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์กันก่อน” อคาเซียเกริ่นบนเพจ GoFundMe ของเธอก่อนจะเริ่มอธิบายที่มาที่ไปของการที่มลภาวะในชั้นบรรยากาศโลกดักจับความร้อนและทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ “นี่ไม่ใช่เรื่องน่าสนุก” เธอกล่าวและอธิบายต่อถึงการที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ส่งผลให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือละลายในอัตราที่น่ากังวล การที่สภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้นและคาดเดาได้ยากขึ้นทุกวัน รวมไปถึงการที่มหาสมุทรอาจมีภาวะเป็นกรดและมีระดับสูงขึ้นจนท่วมชุมชนชายฝั่ง

อย่างก็ไรตาม อคาเซียกล่าวว่ามันยังไม่สายเกินไปที่จะลงมือทำอะไรซักอย่าง “และนี่คือเวลาที่จะสร้างแรงบันดาลใจในการช่วยหยุดภาวะโลกร้อน... แต่เราคนเดียวจะไปทำอะไรได้” เธอถามก่อนจะตอบคำถามของตนเองด้วยการไล่รายชื่อสิ่งที่คนหนึ่งคนพอจะทำได้มาหลายวิธี ซึ่งรวมไปถึงการให้ความรู้คนใกล้ตัวถึงภัยของภาวะโลกร้อน การแสดงสิทธิและเสียงทางการเมืองตามที่ตนพึงมี และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเพื่อลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษอื่น ๆ ที่ตนเองสร้างขึ้นในแต่ละวัน






“มาฟังคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์กันก่อน” อคาเซียเกริ่นบนเพจ GoFundMe ของเธอก่อนจะเริ่มอธิบายที่มาที่ไปของการที่มลภาวะในชั้นบรรยากาศโลกดักจับความร้อนและทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ “นี่ไม่ใช่เรื่องน่าสนุก” เธอกล่าวและอธิบายต่อถึงการที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ส่งผลให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือละลายในอัตราที่น่ากังวล การที่สภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้นและคาดเดาได้ยากขึ้นทุกวัน รวมไปถึงการที่มหาสมุทรอาจมีภาวะเป็นกรดและมีระดับสูงขึ้นจนท่วมชุมชนชายฝั่ง

อย่างก็ไรตาม อคาเซียกล่าวว่ามันยังไม่สายเกินไปที่จะลงมือทำอะไรซักอย่าง “และนี่คือเวลาที่จะสร้างแรงบันดาลใจในการช่วยหยุดภาวะโลกร้อน... แต่เราคนเดียวจะไปทำอะไรได้” เธอถามก่อนจะตอบคำถามของตนเองด้วยการไล่รายชื่อสิ่งที่คนหนึ่งคนพอจะทำได้มาหลายวิธี ซึ่งรวมไปถึงการให้ความรู้คนใกล้ตัวถึงภัยของภาวะโลกร้อน การแสดงสิทธิและเสียงทางการเมืองตามที่ตนพึงมี และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเพื่อลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษอื่น ๆ ที่ตนเองสร้างขึ้นในแต่ละวัน





กรีนพีซได้ติดต่ออคาเซียไปเพื่อศึกษาเรื่องราวของเธอเพิ่มเติม และพบว่าเธอนั้นอยากเป็นทั้งนักชีววิทยาด้านสัตว์ป่า นักอนุรักษ์ และนักเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปความมุ่งมั่นตั้งใจ อคาเซียได้รับแรงบันดาลใจจากแม่ของเธอเป็นหลัก ผู้ซึ่งเป็นคนสอนเธอเกี่ยวกับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนรวมไปถึงความสำคัญของการรีไซเคิลและการรักธรรมชาติ

เมื่อพวกเราถามเธอว่าเธอจะแนะนำคนที่อยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกใบนี้ว่าอย่างไร อคาเซียตอบว่า

“ไม่มีใครในโลกมีความเชื่อ ความคิด ที่เหมือนกันทุกอย่าง และบางคนอาจไม่เห็นด้วยหรือไม่เชื่อในสิ่งที่คุณอยากจะเปลี่ยน พวกเขาจะบอกว่าคุณคิดผิดและพยายามทำให้คุณหมดกำลังใจ ... คุณต้องเข้มแข็ง ยืนหยัด และแสดงความคิดของคุณออกมา ทุกสิ่งเล็ก ๆ ที่คุณทำจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เอง”
อคาเซียปิดเพจ GoFundMe ของเธอลง โดยอธิบายว่าเธอเลือกที่จะระดมทุนให้กับทางกรีนพีซ “เพื่อให้กรีนพีซสามารถดำเนินงานอันแสนยอดเยี่ยมของพวกเขาต่อไปได้ ทั้งด้วยการให้ความรู้ การสนับสนุน และการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ”

หากคุณอยากจะเป็นอย่างอคาเซียและร่วมต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมกับกรีนพีซ สามารถศึกษาสิ่งที่คุณสามารถทำได้ที่นี่ 

เราขอขอบคุณอคาเซียสำหรับความพยายามของเธอ และที่เธอช่วยย้ำว่าพวกเราทุกคนต่างก็มีพลังที่จะลุกขึ้นทำอะไรซักอย่างเพื่อสิ่งที่เราเชื่อมั่น

Hannah Malus ผู้จัดกิจกรรมเสริมสร้างการขับเคลื่อนพลังมวลชนของกรีนพีซ

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่

แปลและเรียบเรียงโดย สรรพร อุไรกุล อาสาสมัครกรีนพีซ
ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/11/blog/59751/

ชื่นชม!! "เยาวชนคนเก่ง" จิตอาสา ดูแลคนชรา-คนพิการ



เด็กเก่ง ร.ร.วังน้ำเย็นวิทยาคม ได้รับคัดเลือกเป็น "เยาวชนคนเก่งจังหวัดสระแก้ว" เตรียมเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี




เด็กเก่ง ร.ร.วังน้ำเย็นวิทยาคม ได้รับคัดเลือกเป็น "เยาวชนคนเก่งจังหวัดสระแก้ว" เตรียมเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี





16 มี.ค. 60  ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นางราตรี วีระวัฒน์โสภณ ครูชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ว่า นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้ลงนามประกาศจังหวัดสระแก้ว เรื่องผลการคัดเลือกเยาวชนคนเก่ง ในโครงการด้วยรักและห่วงใย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี โดยได้คัดเลือกเยาวชนผู้มีความประพฤติดี มีผลการเรียนดี และมีความสามารถในด้านต่างๆ อายุระหว่าง 15 - 22 ปี จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดละ 1 คน เพื่อเข้ารับพระราชทานเข็มเครื่องหมาย พระนามาภิไธย เกียรติบัตร และเงินรางวัล 5,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เยาวชนคนเก่งในการดำรงตน เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชนทั่วไป






16 มี.ค. 60  ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นางราตรี วีระวัฒน์โสภณ ครูชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ว่า นายกล้าณรงค์ พงษ์เจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้ลงนามประกาศจังหวัดสระแก้ว เรื่องผลการคัดเลือกเยาวชนคนเก่ง ในโครงการด้วยรักและห่วงใย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี โดยได้คัดเลือกเยาวชนผู้มีความประพฤติดี มีผลการเรียนดี และมีความสามารถในด้านต่างๆ อายุระหว่าง 15 - 22 ปี จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดละ 1 คน เพื่อเข้ารับพระราชทานเข็มเครื่องหมาย พระนามาภิไธย เกียรติบัตร และเงินรางวัล 5,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เยาวชนคนเก่งในการดำรงตน เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชนทั่วไป





โดยสำนักงานเขตพื้่นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 จังหวัดสระแก้ว ได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกเยาวชนคนเก่ง รุ่นที่ 8/2560 ปรากฏว่า น.ส.เกสร สิงห์โตเผือก นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม อ.วังน้ำเย็น ได้รับคัดเลือกเป็น เยาวชนคนเก่งจังหวัดสระแก้ว ส่วนเยาวชนผู้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกอีก 3 คน ประกอบด้วย นายอดิศร ลุนบุตรดา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเขาฉกรรจ์ , น.ส.อันธิกา อาจโสม มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว และ น.ส.กัณฐิกา รัตนพลแสน จากโรงเรียนบ้านแก้งวิทยา






โดยสำนักงานเขตพื้่นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 จังหวัดสระแก้ว ได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกเยาวชนคนเก่ง รุ่นที่ 8/2560 ปรากฏว่า น.ส.เกสร สิงห์โตเผือก นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม อ.วังน้ำเย็น ได้รับคัดเลือกเป็น เยาวชนคนเก่งจังหวัดสระแก้ว ส่วนเยาวชนผู้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกอีก 3 คน ประกอบด้วย นายอดิศร ลุนบุตรดา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเขาฉกรรจ์ , น.ส.อันธิกา อาจโสม มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว และ น.ส.กัณฐิกา รัตนพลแสน จากโรงเรียนบ้านแก้งวิทยา






โดยสำนักงานเขตพื้่นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 จังหวัดสระแก้ว ได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกเยาวชนคนเก่ง รุ่นที่ 8/2560 ปรากฏว่า น.ส.เกสร สิงห์โตเผือก นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม อ.วังน้ำเย็น ได้รับคัดเลือกเป็น เยาวชนคนเก่งจังหวัดสระแก้ว ส่วนเยาวชนผู้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกอีก 3 คน ประกอบด้วย นายอดิศร ลุนบุตรดา ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเขาฉกรรจ์ , น.ส.อันธิกา อาจโสม มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว และ น.ส.กัณฐิกา รัตนพลแสน จากโรงเรียนบ้านแก้งวิทยา





นางราตรี กล่าวว่า เด็กคนนี้เป็นเด็กดี เรียนเก่ง และเป็นแกนนำในการทำงานกิจกรรมจิตอาสา โดยเข้าไปช่วยดูแลคนชรา คนพิการในชุมชน รวมทั้งเป็นแกนนำในการทำกิจกรรมเพื่อหยุดยั้งปัญหาเด็กหญิงแม่ ของเยาวชนในวัยเรียน ทำให้ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลนี้ ตอนนี้อยู่ระหว่างรอเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพฯ






นางราตรี กล่าวว่า เด็กคนนี้เป็นเด็กดี เรียนเก่ง และเป็นแกนนำในการทำงานกิจกรรมจิตอาสา โดยเข้าไปช่วยดูแลคนชรา คนพิการในชุมชน รวมทั้งเป็นแกนนำในการทำกิจกรรมเพื่อหยุดยั้งปัญหาเด็กหญิงแม่ ของเยาวชนในวัยเรียน ทำให้ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลนี้ ตอนนี้อยู่ระหว่างรอเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพฯ





 ทางด้าน นายสุรศักดิ์ ศรณรินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ อ.ราตรี วีระวัฒน์โสภณ อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมของโรงเรียน เข้าไปดูแลกิจกรรมนี้ ซึ่งได้รับรายงานว่า ลูกศิษย์ของเราได้รับคัดเลือกเป็นเยาวชนคนเก่ง ก็รู้สึกยินดี เพราะเท่าที่ได้สัมผัสกับเด็กกลุ่มนี้ เขาร่วมกันทำงานด้านจิตอาสามานานและตั้งใจอย่างมาก ถือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเยาวชนคนอื่นๆ ได้นำไปปฏิบัติ ซึ่งรางวัลที่ได้รับน่าจะช่วยสร้างกำลังใจให้เขาทำดีมีจิตอาสาต่อไป



ที่มา : http://www.komchadluek.net/news/regional

เยาวชนคนเก่งแชมป์เล่านิทาน




เยาวชนคนเก่งแชมป์เล่านิทาน





นักเรียนระดับ ชั้น ป.4 โรงเรียน สาธิตกรุงเทพธนบุรี โดยประกอบด้วย ด.ช.ปุญญ เลี้ยงอำนวย ด.ช.อัศวิน เอื้ออารีย์จิต ด.ญ. ณัชชา ลิมป์ศิริวรารักษ์ ด.ญ.กัญญ์พรภัสร์ ดวงสิทธิสมบัติ และ ด.ญ.ภิชญา รอกสุวรรณ คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันเล่านิทานประกอบสื่อ ประเภททีม 3-5 คน ระดับประถมศึกษาตอนปลาย ชั้นป.4-6

หัวข้อนิทาน “ตู้พอเพียง” ในโครงการปิ่นมาลาวิชาการ “เอกาทศวิชา เสริมสร้างปัญญาวุฒิ ครั้งที่ 2” เข้ารับโล่และประกาศนียบัตรจาก ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อไม่นานนี้ ที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์




ที่มา : https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_756892

แม่ทัพน้อยที่ 4 ร่วมมอบทุนการศึกษา แก่เยาวชน “โครงการคนดีคนเก่ง” จังหวัดชายแดนภาคใต้


( 8 กุมภาพันธ์ 2561 )  เวลา 10.00 น. ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี      กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมกับเครือข่ายมวลชนในพื้นที่ ได้แก่เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนเพื่อสันติและเศรษฐกิจพอเพียง, เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ, เครือข่ายพยาบาลรักบ้านเกิดแทนคุณแผ่นดิน และเครือข่ายเยาวชนทำดีมีอาชีพ จัดกิจกรรมมอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกตามโครงการคนดีคนเก่ง (โครงการที่ 3) จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีพลโท เกื้อกูล อินนาจักร แม่ทัพน้อยที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในพิธีมอบ พร้อมด้วยนายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้




( 8 กุมภาพันธ์ 2561 )  เวลา 10.00 น. ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี      กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมกับเครือข่ายมวลชนในพื้นที่ ได้แก่เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนเพื่อสันติและเศรษฐกิจพอเพียง, เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ, เครือข่ายพยาบาลรักบ้านเกิดแทนคุณแผ่นดิน และเครือข่ายเยาวชนทำดีมีอาชีพ จัดกิจกรรมมอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกตามโครงการคนดีคนเก่ง (โครงการที่ 3) จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีพลโท เกื้อกูล อินนาจักร แม่ทัพน้อยที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในพิธีมอบ พร้อมด้วยนายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้





สำหรับโครงการคนดีคนเก่งได้จัดขึ้นมาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนที่มีผลการเรียนดี และความประพฤติที่ดีปฏิบัติตนตามหลักศาสนา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ได้มีโอกาสทางการศึกษาเพิ่มขึ้น ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 มีจำนวนนักเรียน จากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ที่ได้รับทุนการศึกษาจากโครงการที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 552 คน ,โครงการที่ 2 จำนวน 290 คน และโครงการที่ 3 จำนวน 110 คน โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกคือเยาวชนที่มีผลการเรียนเฉลี่ย 3.5 ขึ้นไป มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้






สำหรับโครงการคนดีคนเก่งได้จัดขึ้นมาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนที่มีผลการเรียนดี และความประพฤติที่ดีปฏิบัติตนตามหลักศาสนา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ได้มีโอกาสทางการศึกษาเพิ่มขึ้น ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 มีจำนวนนักเรียน จากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ที่ได้รับทุนการศึกษาจากโครงการที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 552 คน ,โครงการที่ 2 จำนวน 290 คน และโครงการที่ 3 จำนวน 110 คน โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกคือเยาวชนที่มีผลการเรียนเฉลี่ย 3.5 ขึ้นไป มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้





เด็กชาย นพรัตน์ ดาวกระจาย นักเรียนจากโรงเรียนบ้านบาละ ได้กล่าวว่า ในนามผู้แทนของเยาวชนที่ได้รับทุนการศึกษา  ผมรู้สึกภูมิใจ และดีใจที่ได้เกิดมาเป็นคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพื้นที่ ที่มีความสวยงามมีสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรมที่ดีงาม และเมื่อกระผมเรียนจบผมจะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง เพื่อให้สังคมน่าอยู่ ขอขอบคุณผู้ใหญ่ ทุกท่านที่ให้โอกาส และมอบทุนการศึกษาให้แก่พวกเราขอบคุณครับ





ที่มา : http://spmcnews.com/?p=2517