ศูนย์ข่าวขอนแก่น - เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน เปิดเวทีถกสถานการณ์ปัญหานิวเคลียร์และทางออกสู่การพัฒนาพลังงานทางเลือกใน สังคม ชำแหละแผนพัฒนาพลังงานของรัฐไทยขัดแย้งกันเอง ด้านหนึ่งโหมรณรงค์ลดการใช้ไฟฟ้าแต่ขณะเดียวกันกลับเดินหน้าผลิตและซื้อ ไฟฟ้าเพิ่มเพื่อสนองภาคอุตสาหกรรมขณะที่ประชาชนและสิ่งแวดล้อมรับผลกระทบ เต็มๆ ย้ำ รัฐบาลไทยต้องส่งเสริมพลังงานทางเลือกเท่านั้นเพื่อยุติปัญหาระยะยาว
       
       เมื่อบ่ายวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพภาคอีสาน และศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองสถาบันพระปกเกล้า จ.อุดรธานี ร่วมกับองค์กรเครือข่าย ประกอบด้วย Mekong School Alummi เครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศแม่น้ำโขง(Mee Net), เครือข่ายพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต , เครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และเครือข่ายทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อมอีสาน จัดเวทีเสวนา “สถานการณ์ปัญหาพลังงานนิวเคลียร์และทางออกสู่การพัฒนาพลังงานทางเลือกใน สังคมไทย” โดยได้รับความสนใจจากนักศึกษา กลุ่มชาวบ้าน และผู้สนใจทั่วไป กว่า 100 คน ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูล
       
       นายสันติ โชคชัยชำนาญกิจ ตัวแทนกลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต ได้อภิปรายให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในแผนพัฒนาด้านพลังงาน (PDP) มีโครงสร้างที่ขัดแย้งกันเองอยู่ ด้านหนึ่งได้พยายามจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งภาครัฐโดยเฉพาะ กฟผ. ยังแสดงท่าทีในการเป็นผู้ค้าไฟฟ้าขาย เช่น แผนในการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งสร้างภาระในการแบกรับต้นทุนที่ไม่จำเป็นของประชาชน
       
       “พลังงานไฟฟ้าที่ใช้กัน ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้เป็นผู้ใช้ แต่กลับตกไปอยู่ที่ ภาคอุตสาหกรรม ถึงร้อยละ 47.33 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ ภาคธุรกิจ ร้อยละ 25.69 เปอร์เซ็นต์ ส่วนภาคที่อยู่อาศัยครัวเรือน ใช้ไฟทั้งประเทศเพียงร้อยละ 21.17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น” นายสันติ กล่าวและว่า
       
       จากข้อเท็จจริง พลังงานไฟฟ้าที่ซื้อเข้ามา มุ่งรองรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในประเทศทั้งสิ้น จึงเกิดคำถามสำคัญขึ้น ว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่กำลังที่จะเกิดขึ้นในประเทศ ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือเพื่อรองรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นมากกว่า ซึ่งภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในการผลิตค่อนข้างสูง
       
       โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหมืองแร่โปแตสที่กำลังจะเกิดขึ้น ในพื้นที่ จ.อุดรธานีเอง และมีแนวโน้มว่าเหมืองแร่โปแตสที่จะเกิดขึ้นแห่งนี้ จะเป็นแหล่งกักเก็บกากนิวเคลียร์ที่จะเกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วย เช่นกัน
       
       นายสันติ ยังได้ยกตัวอย่างผลกระทบจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กรณีการรั่วไหลของสาร กัมมันตรังสี ของโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ประเทศญี่ปุ่น และการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีจากกากนิวเคลียร์ที่เก็บไว้ ใต้เหมืองแร่โปแตสอัซเซ ประเทศเยอรมันนีนั้น ทั้งสองกรณีได้ส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและชุมชน ที่อยู่โดยรอบรัศมีแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง
       
       โดยปัญหาที่เกิดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งสองประเทศดังกล่าว ซึ่งถือว่าประเทศที่เจริญแล้ว มีมาตรการเตรียมรับมือกับปัญหาอย่างเป็นระบบ ผู้คนมีระเบียบวินัย และกฎหมายที่มีธรรมาภิบาล แต่ก็ยังพบว่าไม่สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ และยังมีการปกปิดข้อมูล ข่าวสาร และหากกรณีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นกับประเทศไทย สถานการณ์จะเป็นอย่างไร
       
       ด้าน นายบุญเลี้ยง โยทะกา ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูงน้ำพอง 2-อุดรธานี 3 สะท้อนความเห็นว่าโดยแท้จริงแล้วชาวบ้านเองไม่ได้ต้องการโครงการพัฒนาขนาด ใหญ่ ไม่ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เขื่อน เหมืองแร่ หรือแม้แต่แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งทั้งหมดต่างเอื้อประโยชน์ให้กับภาคอุตสาหกรรม แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับตกอยู่กับชุมชนและสิ่งแวดล้อม
       
       ดังนั้น รัฐบาลควรส่งเสริมพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล ที่มีความยั่งยืน สะอาดปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากกว่า ซึ่งปัจจุบันในหลายประเทศก็มีการสนับสนุนอย่างจริงจัง และเห็นผลแล้ว
แหล่งที่มา : www.manager.co.th



เนื่องจากในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าทั่วโลกกำลังประสบปัญหาด้านพลังงานและ สิ่งแวดล้อม ซึ่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นปัญหาของมวล มนุษยชาติที่เราต้องร่วมมือกัน ดังนั้นการรณรงค์เกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน และร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมจึงเป็นการหน้าที่ของทุกๆ คนและทุกภาคส่วนที่ควรร่วมมือกัน ซึ่งรวมถึงทาง โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชา ออคิด ที่ได้ตระหนักถึงภาวะที่เกิดขึ้น จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “ปิดไฟหนึ่งชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน” (60 Earth Hour) ในวันเสาร์ที่ 27 มีนาคมนี้ โดยกิจกรรมต่างๆ ที่ทางโรงแรมฯ ได้ร่วมรณรงค์เกี่ยวกับการลดการใช้พลังงานในโอกาสนี้ คือ

ประชาสัมพันธ์ให้กับแขก ผู้มาพำนัก ณ โรงแรมฯ และพนักงานของโรงแรมฯ เกี่ยวกับกิจกรรม “ปิดไฟหนึ่งชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน” (60 Earth Hour)

ปิดไฟในบริเวณที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในเวลา 20.30 – 21.30 น. อาทิ ป้ายไฟสัญลักษณ์ของโรงแรมฯ สปอร์ตไลท์ และป้ายไฟโฆษณาต่างๆ บริเวณรอบอาคาร

เชิญชวนลูกค้าผู้มาใช้บริการห้องอาหาร ร่วมรับประทานอาหารใต้แสงเทียน ในเวลา 20.30 – 21.30 น.

จัดการแสดงดนตรีแนวอะคูสติกกีต้าร์ ที่นักร้องโชว์พลังเสียงโดยไม่ใช้ไมโครโฟน และเครื่องดนตรีไฟฟ้าใดๆ ขับกล่อมให้ผู้ฟังภายใต้บรรยากาศโรแมนติกใต้แสงเทียน ที่ออคิด ล๊อบบี้เลานจ์

ร่วมกิจกรรม “ปิดไฟหนึ่งชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน” (60 Earth Hour) กับทางจังหวัด และภาคีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในขอนแก่น โดยการร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้และรณรงค์เพื่อการลดโลกร้อน


แหล่งที่มา : www.newswit.com
 “น้ำมันสาหร่าย พลังงานสะอาดแห่งอนาคต”
กรุงเทพฯ--6 ก.ย.--โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ

นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง “น้ำมันสาหร่าย พลังงานสะอาดแห่งอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นโดย สุรเดช จิรัฐิติเจริญ ประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา โดยมี เชิดชัย นำวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพ คอยให้การต้อนรับ ที่ห้องจตุรทิศ บอลรูม โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพ เมื่อวันก่อน


กรุงเทพฯ--9 ก.ย.--เดอะ เวย์ คอมมิวนิเคชั่น

บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TMI ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ส่องสว่าง อาทิเช่น บัลลาสต์ หลอดไฟ โคมไฟ สวิตช์ รีโมทสวิตช์ ภายใต้แบรนด์ “กาต้า” ลุยแคมเปญ “หลอดไฟ รักษ์โลก ประหยัด คุ้มค่า เพื่อสิ่งแวดล้อม” ล่าสุดส่งหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ ขนาด18 วัตต์ และ 36 วัตต์ ที่ผลิตภายใต้เทคโนโลยีประหยัดไฟมากกว่า ประหยัดสูงสุดถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และใช้ได้นานกว่า 3 ปี


แหล่งที่มา : www.newswit.com
'WHO' เตือน!! ระดับมลพิษพาโลกแย่แน่ถ้าไม่เร่งแก้ไข




ขณะนี้มีผลการศึกษาใหม่จากองค์การอนามัยโลก The World Health Organization (WHO) ได้ถูกเปิดเผยออกมา โดยเป็นการค้นพบว่ากว่า 80% ของประชากรผู้อยู่อาศัยภายในเมืองกำลังเผชิญกับปัญหาคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่เข้าขั้นวิกฤตเกินกว่าค่ามาตรฐานที่ทางองค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ ซึ่งหลังจากทีมนักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์รายละเอียดและเปรียบเทียบสถานที่ต่าง ๆ จากทั้งหมด 795 เมือง ใน 67 ประเทศบนโลกมาตั้งแต่ปี 2008-2013 ได้เล็งเห็นว่าระดับของปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลเสียแก่สุขภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการสะสมเป็นโรคมะเร็งปอด โรคหอบหืด หรือแม้กระทั่งเส้นเลือดอุดตันอีกด้วย เพราะจากสถิติแล้ว มีผู้คนทั่วโลกได้เสียชีวิตลงด้วยสาเหตุจากมลพิษชนิดนี้ถึงปีละ 3 ล้านคนเลยทีเดียว

โดยตามที่องค์การอนามัยโลกเปิดเผย ระดับของปัญหามลพิษมีอัตราสูงขึ้นกว่า 5-10 เท่าของค่ามาตรฐานเดิมเลยทีเดียว ซึ่งถ้าวัดตามเกณฑ์แล้ว ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีรายได้ต่ำ-รายได้ปานกลางถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่ถูกจัดอยู่ในจำพวกที่ได้รับผลกระทบมากเป็นอันดับหนึ่ง พร้อมกันนั้นมีปริมาณเมืองกว่า 98% ต้องเผชิญกับสภาพคุณภาพอากาศที่เลวร้าย เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงซึ่งมีแค่เพียง 56% เท่านั้น ทั้งนี้กลุ่มประเทศแถบยุโรป อเมริกาและภูมิภาคในบริเวณตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกนั้น จัดเป็นสถานที่ที่มีคุณภาพทางอากาศโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ ผิดกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทางภาคตะวันออกของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งถูกจัดอยู่ในส่วนที่มีมลพิษมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามแม้ว่าผลงานการศึกษาจะไม่ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเจาะลึกของเมืองในทวีปแอฟริกาอย่างละเอียด แต่ถ้านับเฉพาะตัวเมืองที่ได้รับการลงพื้นที่แล้ว มลภาวะทางอากาศในภูมิภาคนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน

ทั้งนี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าระดับของปัญหามลพิษทางอากาศเริ่มสร้างผลกระทบอย่างมากในปีที่ผ่านมา แม้ความจริงจะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว แต่จากผลการศึกษาใหม่แสดงให้เห็นว่าในตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปีนี้ ระดับมลพิษทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 8% เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลกก็ได้มีการชื่นชมและยกย่องการทำงานของรัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกสำหรับการดูแลและตรวจสอบคุณภาพทางอากาศ ตลอดจนเป็นอีกแรงหนึ่งในการเดินหน้าขับเคลื่อนโลก ด้วยแนวคิดวิธีการลดระดับปัญหามลพิษภายในประเทศ รวมทั้งกระตุ้นและรณรงค์ ผลักดันให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ร่วมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้วหันมาใช้รถจักรยานหรือเลือกที่จะเดินกันมากขึ้นแทน ซึ่งหากแผนงานปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดำเนินการไปได้ด้วยดีและประสบผลสำเร็จ ทางองค์การอนามัยโลกเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมนี้จะสามารถช่วยป้องกันและลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรลงได้ถึง 15% อีกด้วย






ที่มาและภาพประกอบ:http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com

ทั่วโลกซูฮกจีน!! แพ้ราบพลังงานลม




ประเทศจีนได้มีการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ไปกับพลังงานสะอาด เพื่อบรรลุผลสำเร็จในเป้าหมายด้านการป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและการควบคุมระดับของมลพิษภายในเมือง โดยจากรายงานฉบับล่าสุดระบุว่า ในปี 2015 ประเทศจีนได้ทำการติดตั้งกังหันพลังงานลมที่จะพร้อมส่งมอบกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 30.5 กิกะวัตต์ คิดเป็นอัตราส่วนเทียบเท่ากับปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของแหล่งพลังงานลมทั่วโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้ประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกอย่างจีนยังเขี่ยยักษ์ใหญ่แบบสหรัฐอเมริกาให้ต้องตกกระป๋องไปเป็นที่สอง เพราะทำได้เพียง 8.6 กิกะวัตต์ รวมทั้งทิ้งห่าง 6.1 กิกะวัตต์ของประเทศเยอรมนีแบบชนิดไม่เห็นฝุ่น ตลอดจนเอาชนะประเทศบราซิลและอินเดียที่มีการติดตั้งไปแค่ 2.6 กิกะวัตต์อีกด้วย

โดย Mr. Ankit Mathur หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการด้านพลังงาน บริษัท GlobalData เผยว่า "การมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพกำลังการติดตั้ง เป็นเป้าหมายของแผนการระยะยาวที่ 250 กิกะวัตต์ภายในเวลาไม่เกินปี 2020 เพื่อการเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพให้แผ่ขยายออกไปทั่วประเทศ เจาะตลาดทั้งในจีนและต่างประเทศจากระบบการจัดการดำเนินงานและการบำรุงรักษาที่เป็นไปอย่างมั่นคง"



ซึ่ง GlobalData ได้ทำนายว่าประเทศจีนจะยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำด้านพลังงานลมต่อไปตลอดปี 2016 จากการติดตั้งแหล่งพลังงานลมขนาด 23 กิกะวัตต์ นอกจากนี้ทางบริษัทยังคาดการณ์อีกด้วยว่าประสิทธิภาพกำลังการผลิตจากการติดตั้งจะทวีคูณขึ้นถึง 3 เท่า ภายในระยะเวลาไม่เกินปี 2030 โดยผลรวมทั้งหมดจากเดิมที่ 149 กิกะวัตต์ในปีที่แล้วจะเพิ่มเป็น 495 กิกะวัตต์อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ประเทศจีนไม่ได้เจาะจงให้โครงการพลังงานลมติดตั้งแต่เฉพาะภายในประเทศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยมีการขยายออกไปสู่กลุ่มตลาดอื่น ๆ อีก ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ดังตัวอย่างของ Goldwind บริษัทผู้ผลิตกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งประกาศซื้อโครงการพลังงานลม Rattlesnake ในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาไปเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยประสิทธิภาพของกังหันลมกว่า 64 ตัว บนอัตราการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ 2.5 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีฟาร์มพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเล ที่ถือเป็นผลงานแรกของประเทศจีนที่ได้ให้การสนับสนุนและร่วมมือกับสหราชอาณาจักรแบบเต็มตัว และท้ายที่สุดคือการช่วยเหลือในโครงการพลังงานลมขนาด 588 เมกะวัตต์ Beatrice ที่ตั้งอยู่ในแถบชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสกอตแลนด์อีกด้วย  โดยโครงการนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไม่เกินปี 2019



ที่มาและภาพประกอบ:http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com

เกาะสีเขียวปลอดมลพิษ แบบฉบับแดนกิมจิ





กาปาโด (Gapado) เกาะขนาดเล็กทางตอนใต้ของประเทศเกาหลีใต้ ที่ซึ่งมีจำนวนประชากรอาศัยอยู่เพียงแค่ประมาณ 177 ชีวิต ขณะนี้กำลังเดินหน้าอยู่บนเส้นทางของการขับเคลื่อนวางรากฐาน สร้างเกาะที่ปราศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดปัญหามลภาวะแก่โลก ผ่านศักยภาพการดำเนินงานมุ่งสู่ความสำเร็จ ภายในระยะเวลาไม่เกินปี 2030 ด้วยความช่วยเหลือของเกาะเชจู (Jeju Island) เพื่อนบ้านใกล้เคียงซึ่งเต็มใจเข้ามาเป็นอีกหนึ่งกำลังหลักในความหวังใหญ่ที่จะนำพาเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ ให้สามารถยืนหยัดด้วยตนเองและบรรลุผลการขจัดคาร์บอนไดออกไซด์แบบสมบูรณ์ โดยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

ทั้งนี้เกาะเชจูได้ให้การช่วยเหลือเกาะกาปาโด โดยทางสำนักงานเขตได้ลงทุนด้วยเม็ดเงินมูลค่าสูงถึง 100 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทำการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานลมจำนวน 2 จุด ซึ่งจะส่งมอบประสิทธิภาพการสร้างพลังงานขนาด 500 กิกะวัตต์ (kW) นอกจากนี้บนหลังคาบ้านเรือนของประชาชนจำนวนกว่า 48 หลัง จาก 97 หลัง ยังได้ติดตั้งแผงวงจรโซลาร์เซลล์เสริมกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย อย่างไรก็ตามระบบการเก็บเกี่ยวสะสมพลังงานที่เกาะกาปาโดนั้น บางครั้งอาจเผชิญกับปัญหาในวันที่มีเมฆมากอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยการเชื่อมต่อของพลังงานแสงอาทิตย์เข้ากับกังหันพลังงานลมเป็นโครงข่ายไฟฟ้าและโครงข่ายมิเตอร์อัจฉริยะ ช่วยให้ระบบเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังที่ผู้จัดการระบบไฟฟ้าไมโครกริด  Mr. Lee Young-suk ได้ให้คำจำกัดความแก่สถานที่แห่งนี้ไว้ว่าเป็นเสมือนกับ "ก้อนแบตเตอรี่ขนาดมหึมา" โดยเขากล่าวว่า "อัตราการบริโภคพลังงานทั้งหมดภายในหมู่บ้านคิดเป็นประมาณ 150 กิกะวัตต์เท่านั้น โดยเมื่อเทียบกันแล้วปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานลมจะมีอยู่ถึง 500 กิกะวัตต์ เรียกได้ว่ามากกว่าความต้องการเกือบ 3 เท่าเลยทีเดียว รวมถึงยังมีการเก็บสะสมพลังงานสำรองไว้ใช้ในยามหากเกิดเหตุขัดข้องหรือหยุดดำเนินการลงชั่วคราวไปพร้อม ๆ กัน"

โดย Mr. Jin Myoung-hwan ผู้นำชุมชนเกาะกาปาโด เผยว่า ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมจะส่งเสริมให้เกาะแห่งนี้สามารถอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลต่อไป และจากการเป็นพื้นที่ที่สะอาด ไร้ซึ่งมลภาวะ จะช่วยสนับสนุนกิจการท่องเที่ยวให้กลับมาเฟื่องฟู เหมาะกับการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจอีกครั้ง พร้อมเป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยแนวใหม่ที่เรียบง่ายไปกับวิถีชีวิตแบบธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวสามารถทำกิจกรรมและออกผจญภัยรอบ ๆ เกาะได้หลากหลายวิธีทั้งการขี่จักรยาน หรือจะใช้บริการจุดเช่ารถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีรองรับอยู่ถึง 4 คัน ก็ย่อมได้ ครอบคลุมรอบด้านเพื่อความสะดวกสบายในการชื่นชมทัศนียภาพอันแสนสวยงาม



ที่มาและภาพประกอบ:http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com

ขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งของประเทศ




เมื่อพูดถึงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย หลายคนคงเคยได้ยินหรือเคยได้อ่านบทความที่เคยนำเสนอไปแล้ว ว่าประเทศไทยได้ประกาศในเวทีโลก โดยแสดงเจตจำนง “การดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ (Nationally Appropriate Mitigation Actions: NAMAs)” ต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 7 ถึง 20 ในภาคพลังงานและภาคการขนส่ง เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่า BAU (Business As Usual) ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020)

จากเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกข้างต้น จะเห็นว่าภาคการขนส่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญที่จะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยบรรลุการดำเนินงานตามที่ประเทศแสดงเจตจำนงฯ ไว้ และเมื่อดำเนินการแล้ว ก็จะต้องมีกระบวนการเพื่อติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกดังกล่าว โดยในปีที่ผ่านมา องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้ร่วมกับ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เตรียมความพร้อมสำหรับการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากนโยบายหรือมาตรการภาคการขนส่ง



โดยเริ่มตั้งแต่การศึกษานโยบายหรือแผนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้กระทรวงคมนาคม เช่น แผนแม่บทในการพัฒนาระบบการขนส่งที่ยั่งยืน และลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบขนส่งรายสาขา เป็นต้น เพื่อคัดเลือกนโยบายหรือมาตรการนำร่องที่มีศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกและมีความพร้อมของข้อมูลก่อน ซึ่งพบว่าในปีแรกมีจำนวน 3 มาตรการ ได้แก่

1) ในระบบราง : มาตรการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง เช่น จากเดิมเดินทางโดยใช้รถยนต์มาใช้รถไฟฟ้าแทน ทำให้ใช้น้ำมันในการเดินทางลดลง นั่นหมายถึง ก๊าซเรือนกระจกก็จะลดลงด้วย โดยจะคิดจากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อคนต่อกิโลเมตร จากการใช้น้ำมันของรถยนต์เทียบกับการใช้ไฟในส่วนของรถไฟฟ้าเท่านั้น จะไม่คิดไฟส่วนอื่นๆ เช่น อาคารสำนักงาน เป็นต้น

2) ในภาคการบิน : มาตรการวิถีการบินที่มีประสิทธิภาพ การใช้เทคนิคหรือวิธีการบินแบบต่างๆ ที่ทำให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในการบินลงได้ เช่น การใช้เทคนิคการร่อนลงแบบเสถียร ที่เรียกว่า CDO (Continuous Descent Operation) เป็นการร่อนลงจอดแบบลดระดับอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กำลังเครื่องยนต์น้อยที่สุด ระหว่างบินเข้าสนามบิน ทำให้ประหยัดน้ำมัน และช่วยลดก๊าซเรือนกระจกลงด้วย เป็นต้น

3) ในภาคการบิน : มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องบิน เป็นการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ โดยใช้เครื่องบินลำใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องบินลำเดิมที่มีอายุการใช้งานนานแล้ว จะช่วยให้สามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในการบินลงได้ ก๊าซเรือนกระจกก็ลดลงเช่นเดียวกัน



หลังจากที่ได้มาตรการนำร่องแล้ว อบก.ได้สร้างสูตรการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ และพัฒนากระบวนการ MRV (Measurement, Reporting and Verification) เพื่อหารือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบว่า หน่วยงานใดทำหน้าที่ในการตรวจวัด (M) รายงานผล (R) และทวนสอบ (V) ข้อมูลตัวเลขที่จะใช้ในคำนวณของแต่ละมาตรการ

นอกจากนี้ อบก.ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องแนวทางติดตามประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการภาคขนส่ง สำหรับ NAMAs เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพมหานคร โดยเชิญผู้แทนจาก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จํากัด บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ รวมถึงหารือประเด็นข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการคำนวณหรือประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ต่อไป



เรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com

รัฐบาลโสมขาว รุกคืบ!! แห่ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน




ขณะนี้ที่ประเทศเกาหลีใต้กำลังมีการพิจารณาถึงแผนการปิดโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่เริ่มเก่าลงไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาของการทำงานอย่างถาวร โดยนี่ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญ เพื่อจัดการลดระดับของมลพิษและปัญหาฝุ่นละอองในอากาศลงอย่างจริงจัง ซึ่งทางกระทรวงการค้าภาคอุตสาหกรรมและพลังงานได้จัดทำโครงการร่างแบบแผนด้วยแนวทางเพื่อยุติการใช้งานแล้ว โดยตามที่สำนักข่าวประจำประเทศเกาหลีใต้ได้เปิดเผย ปริมาณโรงงานไฟฟ้าพลังงานถ่านหินจาก 53 แห่งภายในประเทศนั้น มีจำนวนเกือบ 11 แห่งที่ใช้งานมายาวนานกว่า 30 ปี และนอกจากนี้ยังมีอีกถึง 3 แห่งที่ได้ดำเนินงานมาแล้วมากเกิน 40 ปีอีกด้วย

โดยภายในงาน Future Energy Forum ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ Mr. Joo Hyung-Hwan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าภาคอุตสาหกรรมและพลังงานของประเทศเกาหลีใต้ได้เผยว่า "ด้วยปัญหามลภาวะและฝุ่นละอองในอากาศที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ทางรัฐบาลจึงได้ตัดสินใจประกาศปิดการทำงานอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันอันตรายต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน" และยังประกาศถึงความเชื่อมั่นในการใช้งานก๊าซธรรมชาติว่าเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะช่วยเสริมศักยภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าได้แบบยอดเยี่ยม พร้อมหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ของความขาดแคลนแหล่งพลังงานควบคู่กันไป

ทั้งนี้รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ออกมาตำหนิถึงการกระทำของประเทศจีนว่ามีส่วนที่จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะปัญหาฝุ่นละอองในอากาศบริเวณคาบสมุทรเกาหลีเกือบครึ่งหนึ่งล้วนมาจากประเทศจีน โดยปริมาณที่เหลืออีกกว่า 50-70% คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง โดยเกาหลีใต้ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าเพื่อบรรลุข้อตกลงในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือ COP21 ต่อไป อย่างไรก็ตามตลอดปี 2021 นั้น ประเทศเกาหลีใต้มีแผนการเตรียมเปิดตัวโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าอีก 20 แห่งเลยทีเดียว




ที่มาและภาพประกอบ:http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com




ที่มาและภาพประกอบ:http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com


นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ประเมินว่า โครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในปี 2560 จะอยู่ที่ 874 เมกะวัตต์ ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะ รับซื้อ 1,000 เมกะวัตต์ จากโครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร ระยะที่ 2 กำหนดรับซื้อไฟฟ้ารวม 219 เมกะวัตต์ ในส่วนของหน่วยงานราชการ สามารถรับซื้อไฟฟ้าได้เพียง 100 เมกะวัตต์ จากโควตา 400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะมีเงินลงทุนผ่านการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ 4.37 หมื่นล้านบาท หรือ 50 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น 1.โครงการโซลาร์ฟาร์มหน่วยงาน ราชการและสหกรณ์ฯ 219 เมกะวัตต์ 2.โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน (ไฮบริด) แบบสัญญาเสถียร (เฟิร์ม) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) หรือเอสพีพีไฮบริดเฟิร์ม 300 เมกะวัตต์ 3.โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน ไฮบริดแบบสัญญาผลิตไฟฟ้าเสถียรชั่วคราว (เซมิ-เฟิร์ม) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก(วีเอสพีพี) หรือ เอสพีพีไฮบริด เฟิร์ม 269 เมกะวัตต์ และ 4.โครงการผลิต ไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ(ไบโอแก๊ส)ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ 8 เมกะวัตต์ และ 5.โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน 78 เมกะวัตต์

สื่อ : กรุงเทพธุรกิจ, ไทยโพสต์, เดลินิวส์



นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ประเมินว่า โครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในปี 2560 จะอยู่ที่ 874 เมกะวัตต์ ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะ รับซื้อ 1,000 เมกะวัตต์ จากโครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร ระยะที่ 2 กำหนดรับซื้อไฟฟ้ารวม 219 เมกะวัตต์ ในส่วนของหน่วยงานราชการ สามารถรับซื้อไฟฟ้าได้เพียง 100 เมกะวัตต์ จากโควตา 400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะมีเงินลงทุนผ่านการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ 4.37 หมื่นล้านบาท หรือ 50 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น 1.โครงการโซลาร์ฟาร์มหน่วยงาน ราชการและสหกรณ์ฯ 219 เมกะวัตต์ 2.โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน (ไฮบริด) แบบสัญญาเสถียร (เฟิร์ม) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) หรือเอสพีพีไฮบริดเฟิร์ม 300 เมกะวัตต์ 3.โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน ไฮบริดแบบสัญญาผลิตไฟฟ้าเสถียรชั่วคราว (เซมิ-เฟิร์ม) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก(วีเอสพีพี) หรือ เอสพีพีไฮบริด เฟิร์ม 269 เมกะวัตต์ และ 4.โครงการผลิต ไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ(ไบโอแก๊ส)ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ 8 เมกะวัตต์ และ 5.โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน 78 เมกะวัตต์

สื่อ : กรุงเทพธุรกิจ, ไทยโพสต์, เดลินิวส์


ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (isranews.org) รายงานว่า สมาคมถ่านหินโลก หรือ WCA (The World Coal Association) ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่านายเบนจามิน สปอร์ตัน ( Benjamin Sporton) ประธานสมาคมฯ กล่าวถึงการตัดสินใจถอนตัวของสหรัฐฯในครั้งนี้ว่า เป็นผลจากความล้มเหลวในการสร้างแนวร่วมที่ตระหนักถึงบทบาทของเครื่องมือ เทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในแผนจัดการปัญหาโลกร้อน ซึ่งหากเราต้องการรักษาความร่วมมือนี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้การพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพลังงานฟอสซิลนั้นมีความสำคัญเท่าๆ กับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน

WCA ระบุด้วยว่า ความร่วมมือในการแก้ปัญหาโลกร้อนตามข้อตกลงปารีส ทางสมาคมฯยังคงเดินหน้าตามข้อตกลงโดยความร่วมมือจาก 22 ประเทศ ซึ่งรวมทั้ง อินเดีย จีนและญี่ปุ่น ที่ขณะนี้ได้ให้คำมั่นและเพิ่มบทบาทเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากถ่านหิน  

ทั้งนี้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ได้เคยกล่าวถึง ความสำคัญของการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมถ่านหินเพื่อทำให้สะอาดมากขึ้น ถึงแม้ว่าวันนี้ สหรัฐฯจะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสไปแล้ว แต่ทางสมาคมฯ อยากเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯสนับสนุนการทำงานในระดับนานาชาติในการเดินหน้าเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมถ่านหิน ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการจัดการปัญหาโลกร้อน

WCA ระบุอีกว่า การสนับสนุนเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านนี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่า การใช้ถ่านหินในอุตสาหกรรมพลังงานจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซค์สู่ชั้นบรรยากาศได้ ซึ่งการเดินไปสู่จุดนั้นย่อมเกิดขึ้นจริงได้โดยที่ไม่ต้องมีใครตกงานหรือสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯเองซึ่งเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาโดยตลอด รวมทั้งยังมีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นในการรวบรวมองค์ความรู้และสามารถส่งต่อสิ่งเหล่านี้เพื่อพัฒนาต่อไปในระดับนานาชาติได้

สมาคมถ่านหินโลก กล่าวว่า องค์กรของเราเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้โลกต่อไปในอนาคต.

ที่มาข่าว :https://www.worldcoal.org/wca-responds-us-withdrawal-paris-agreement



ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา (isranews.org) รายงานว่า สมาคมถ่านหินโลก หรือ WCA (The World Coal Association) ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่านายเบนจามิน สปอร์ตัน ( Benjamin Sporton) ประธานสมาคมฯ กล่าวถึงการตัดสินใจถอนตัวของสหรัฐฯในครั้งนี้ว่า เป็นผลจากความล้มเหลวในการสร้างแนวร่วมที่ตระหนักถึงบทบาทของเครื่องมือ เทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในแผนจัดการปัญหาโลกร้อน ซึ่งหากเราต้องการรักษาความร่วมมือนี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้การพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพลังงานฟอสซิลนั้นมีความสำคัญเท่าๆ กับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน

WCA ระบุด้วยว่า ความร่วมมือในการแก้ปัญหาโลกร้อนตามข้อตกลงปารีส ทางสมาคมฯยังคงเดินหน้าตามข้อตกลงโดยความร่วมมือจาก 22 ประเทศ ซึ่งรวมทั้ง อินเดีย จีนและญี่ปุ่น ที่ขณะนี้ได้ให้คำมั่นและเพิ่มบทบาทเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากถ่านหิน  

ทั้งนี้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ได้เคยกล่าวถึง ความสำคัญของการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมถ่านหินเพื่อทำให้สะอาดมากขึ้น ถึงแม้ว่าวันนี้ สหรัฐฯจะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสไปแล้ว แต่ทางสมาคมฯ อยากเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯสนับสนุนการทำงานในระดับนานาชาติในการเดินหน้าเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมถ่านหิน ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการจัดการปัญหาโลกร้อน

WCA ระบุอีกว่า การสนับสนุนเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านนี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่า การใช้ถ่านหินในอุตสาหกรรมพลังงานจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซค์สู่ชั้นบรรยากาศได้ ซึ่งการเดินไปสู่จุดนั้นย่อมเกิดขึ้นจริงได้โดยที่ไม่ต้องมีใครตกงานหรือสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯเองซึ่งเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาโดยตลอด รวมทั้งยังมีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นในการรวบรวมองค์ความรู้และสามารถส่งต่อสิ่งเหล่านี้เพื่อพัฒนาต่อไปในระดับนานาชาติได้

สมาคมถ่านหินโลก กล่าวว่า องค์กรของเราเป็นเพียงกลไกหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้โลกต่อไปในอนาคต.

ที่มาข่าว :https://www.worldcoal.org/wca-responds-us-withdrawal-paris-agreement


ตอกย้ำนโยบายดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญและใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งประกอบด้วย 3 ศูนย์การค้าดังกลุ่ม "สยาม" ได้แก่ สยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม จัดงาน “Siam Discovery Eco Wanderlust” ในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก วันที่ 5 มิถุนายน เพื่อให้คอมมูนิตี้คนรักสิ่งแวดล้อมมาสนุกกับหลากหลายกิจกรรม เป็นการปลุกจิตสำนึกรักษ์โลก โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์อีโค่-เฟรนด์ลี่ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากหลากหลายร้านค้าชื่อดังมาจำหน่าย ทั้งสินค้าแฟชั่น, สกินแคร์และบิวตี้, อาหารออแกนิก, เครื่องเขียน และเฟอร์นิเจอร์ เรียกว่าเอาใจนักช็อปหัวใจอีโค่กันแบบสุดๆ ระหว่างวันที่ 5-7 มิ.ย. ณ ดิสคัฟเวอรี่พลาซ่า สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม

สำหรับ Eco Market พบกับร้านค้ารักษ์โลกสุดเทรนดี้ อาทิ “ใบเมี่ยง” แหล่งรวมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ โดยปลอดสารเคมี และเป็นออแกนิกอย่างแท้จริง เน้นการคัดเลือกผลิตภัณฑ์และแบรนด์สินค้าที่มีมาตรฐานและไม่มีสารเคมี ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก, “ลาบราดอร์” แบรนด์ที่มีความโดดเด่นจากวัสดุที่นำมาผลิตสินค้า อาทิ วัสดุหนังรีไซเคิล กระดาษรีไซเคิล ที่นำมาทำเป็นเครื่องเขียน กระเป๋าที่มีดีไซน์เก๋ไก๋ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, “Cosmos Harmony” แบรนด์ผลิตภัณฑ์สบู่ที่ทำมาจากธรรมชาติ ผสานไอเดียเก๋ๆ จนเกิดเป็นสบู่ออแกนิก สบู่ข้าว สบู่เชีย บัตเทอร์ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าอีกมาก มาย อาทิ Basic teeory, Yen Design, Soft cream, Urban Tree, Baimiang, Ampolfood, PDM และ Soontaree ตลอดจนกิจกรรมเวิร์กช็อป D.I.Y. จากเศษวัสดุเหลือ ใช้ อาทิ ย้อมครามย่ามน้อย, สมุดทำมือจากกาบกล้วย, การทำกระเป๋าจากถุงไต พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนนำขวดพลาสติกและกระป๋องอะลูมิ-เนียมมาแลกต้นไม้ ได้แก่ ปาล์มชวาและโป๊ยเซียน โดยสยามพิวรรธน์จะนำขยะเหล่านี้ส่งต่อให้มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป. 


Credit : Thairath

Credit : Thairath

กรมควบคุมมลพิษ เตือนหลีกเลี่ยงบ่อบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า จัดอยู่ในกลุ่มก๊าซพิษรุนแรง ชี้หากสูดดมในปริมาณความเข้มข้นสูง 1,000 ppm จะเสียชีวิตภายใน 2-3 วินาที ชี้พื้นที่เสียงระบบบำบัดบ่อปิดพบมากในห้างสรรพสินค้า

นายสุเมธา วิเชียรเพชร ผู้อำนวยการสำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. บอกว่า กรณีการเสียชีวิตของพนักงาน และนักศึกษาที่ตกบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์รวม  5 คน สาเหตุเกิดจากการสูดดม เนื่องจากสูดดมก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า ที่เกิดจากการหมักหมมของสารอินทรีย์ ถือเป็นก๊าซพิษรุนแรงเข้าไป 

ยิ่งถ้าหากว่าสูดดมเข้าไปปริมาณที่มีความเข้มข้นมาก และระยะเวลายาวนาน จะทำให้เสียชีวิตได้ โดยมีรายงานพบว่าถ้าหากก๊าซไข่เน่า มีปริมาณ 100 ppm สูดดมเข้าไปต่อเนื่องยาวนาน 30 นาทีก็จะทำให้เสียชีวิต หรือถ้าหากมีความเข้มข้น 1,000 ppm สูดดมเข้าไปเพียง 2 - 3 วินาทีก่อนจะเสียชีวิตได้ทันที เนื่องจากหลังการสูดดม ก๊าซตัวนี้จะบล็อกออกซิเจน ทำให้สมองขาดอากาศเข้าไป ทำให้หมดสติและเสียชีวิต

ทั้งนี้ ก๊าซไข่เน่าเกิดจากการย่อยสลายจุลินทรีย์ในน้ำเสีย ขยะจากเศษอาหาร หรือจากสิ่งมีชีวิตที่มีโปรตีนสูง ถูกย่อยสลาย ซึ่งมักพบก๊าซไข่เน่าจากบ่อปฏิกูล บ่อหมักก๊าซ ใต้ท้องเรือประมง และบ่อขยะ เป็นต้น



กรมควบคุมมลพิษ เตือนหลีกเลี่ยงบ่อบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า จัดอยู่ในกลุ่มก๊าซพิษรุนแรง ชี้หากสูดดมในปริมาณความเข้มข้นสูง 1,000 ppm จะเสียชีวิตภายใน 2-3 วินาที ชี้พื้นที่เสียงระบบบำบัดบ่อปิดพบมากในห้างสรรพสินค้า

นายสุเมธา วิเชียรเพชร ผู้อำนวยการสำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. บอกว่า กรณีการเสียชีวิตของพนักงาน และนักศึกษาที่ตกบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์รวม  5 คน สาเหตุเกิดจากการสูดดม เนื่องจากสูดดมก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า ที่เกิดจากการหมักหมมของสารอินทรีย์ ถือเป็นก๊าซพิษรุนแรงเข้าไป 

ยิ่งถ้าหากว่าสูดดมเข้าไปปริมาณที่มีความเข้มข้นมาก และระยะเวลายาวนาน จะทำให้เสียชีวิตได้ โดยมีรายงานพบว่าถ้าหากก๊าซไข่เน่า มีปริมาณ 100 ppm สูดดมเข้าไปต่อเนื่องยาวนาน 30 นาทีก็จะทำให้เสียชีวิต หรือถ้าหากมีความเข้มข้น 1,000 ppm สูดดมเข้าไปเพียง 2 - 3 วินาทีก่อนจะเสียชีวิตได้ทันที เนื่องจากหลังการสูดดม ก๊าซตัวนี้จะบล็อกออกซิเจน ทำให้สมองขาดอากาศเข้าไป ทำให้หมดสติและเสียชีวิต

ทั้งนี้ ก๊าซไข่เน่าเกิดจากการย่อยสลายจุลินทรีย์ในน้ำเสีย ขยะจากเศษอาหาร หรือจากสิ่งมีชีวิตที่มีโปรตีนสูง ถูกย่อยสลาย ซึ่งมักพบก๊าซไข่เน่าจากบ่อปฏิกูล บ่อหมักก๊าซ ใต้ท้องเรือประมง และบ่อขยะ เป็นต้น


"ห้างสรรพสินค้า" จุดเสี่ยงก๊าซไข่เน่า 

นายสุเมธา บอกว่า ก๊าซไข่เน่า โดยปกติแล้วประชาชนจะเกิดความเคยชินเมื่อเกิดกลิ่นเหม็นหรือว่ากลิ่นฉุน จึงไม่ทันระวังตัว โดยเฉพาะคนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงเหล่านี้มีข้อมูลว่าการสุดดมอย่างต่อเนื่องไปนานๆ จมูกจะสูญเสียการรับรู้กลิ่นไป ส่วนคนทั่วไปทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงในจุดที่มีการหมักหมมดังกล่าว หรือหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีกลิ่นเหม็นจากสิ่งปฏิกูล 

ทั้งนี้ ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า เป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมีเป็น H2S ไม่มีสี เป็นพิษ และเป็นแก๊สไวไฟ มีกลิ่นเน่าเหม็นคล้ายไข่เน่า บ่อยครั้งเป็นผลจากแบคทีเรียย่อยสลายซัลไฟต์ในสารอนินทรีย์ในสภาวะขาดออกซิเจน เช่นใน หนองน้ำ และท่อระบายน้ำ การย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่เลือกใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิด เพื่อลดต้นทุนในการเสียค่าไฟในการเดินระบบบำบัดเพื่อเติมออกซิเจนในถังบำบัด จึงถือว่ามีความเสี่ยงมากที่สุด  

โดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ความเข้มข้นของก๊าซไข่เน่า หากมีตั้งแต่ 10 ppm จะรู้สึกระคายเคืองตา หายใจติดขัด ความเข้มข้น ระดับ 65 ppm อันตรายต่อร่างกายของมนุษย์ ความเข้มข้นระดับ 100 ppm จะเริ่มไอ หายใจติดขัด หากยังสูดดม เพียง 2 -15 นาที จะหายใจติดขัด มีอาการมึนงง และหากความเข้มข้นระดับ 200 ppm จะแสบตาอย่างรุนแรง มึนงง หมดสติ และหากระดับความเข้มข้นของก๊าซไข่เน่าสูงถึงระดับ 600 ppm จะหมดสติ หรือ เสียชีวิตทันที

 

พบปี 2560 ตายจากบ่อบำบัด 12 คน

จากการตรวจสอบในช่วง 6 เดือนของปี 2560 พบว่า เคยมีเหตุการณ์เสียชีวิตจากการสูดดมก๊าซจากบ่อบำบัดน้ำเสีย รวม 3 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 12 คน 

เดือน ม.ค.2560 พบคนงาน 4 คน หมดสติอยู่ภายในบ่อบำบัดน้ำเสียกว้าง 2 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร ในตลาดแห่งหนึ่ง ภายในซอยสายไหม 15 ย่านสายไหม  โดยเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 คน ส่วนอีก 3 คน นำตัวส่งโรงพยาบาลแต่ต่อมาพวกเขาเสียชีวิต

วันที่ 27 พ.ค. 2560 มีแรงงานชาวเมียนมา ลงไปตรวจสอบในบ่อน้ำเสียที่รอการบำบัด บริษัท ซันชายน์ ไบโอเทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตหัวเชื้อน้ำส้ม ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 304 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

วันที่ 23 มิ.ย.2560 เกิดอุบัติเหตุนักศึกษา และพนักงานที่เข้าไปช่วยชีวิต ตกบ่อน้ำเสีย ที่ระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานแปรรูปเป็ด บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เสียชีวิต 5คน



Credit : Thaipbs



"ห้างสรรพสินค้า" จุดเสี่ยงก๊าซไข่เน่า 

นายสุเมธา บอกว่า ก๊าซไข่เน่า โดยปกติแล้วประชาชนจะเกิดความเคยชินเมื่อเกิดกลิ่นเหม็นหรือว่ากลิ่นฉุน จึงไม่ทันระวังตัว โดยเฉพาะคนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงเหล่านี้มีข้อมูลว่าการสุดดมอย่างต่อเนื่องไปนานๆ จมูกจะสูญเสียการรับรู้กลิ่นไป ส่วนคนทั่วไปทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงในจุดที่มีการหมักหมมดังกล่าว หรือหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีกลิ่นเหม็นจากสิ่งปฏิกูล 

ทั้งนี้ ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า เป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมีเป็น H2S ไม่มีสี เป็นพิษ และเป็นแก๊สไวไฟ มีกลิ่นเน่าเหม็นคล้ายไข่เน่า บ่อยครั้งเป็นผลจากแบคทีเรียย่อยสลายซัลไฟต์ในสารอนินทรีย์ในสภาวะขาดออกซิเจน เช่นใน หนองน้ำ และท่อระบายน้ำ การย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่เลือกใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิด เพื่อลดต้นทุนในการเสียค่าไฟในการเดินระบบบำบัดเพื่อเติมออกซิเจนในถังบำบัด จึงถือว่ามีความเสี่ยงมากที่สุด  

โดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ความเข้มข้นของก๊าซไข่เน่า หากมีตั้งแต่ 10 ppm จะรู้สึกระคายเคืองตา หายใจติดขัด ความเข้มข้น ระดับ 65 ppm อันตรายต่อร่างกายของมนุษย์ ความเข้มข้นระดับ 100 ppm จะเริ่มไอ หายใจติดขัด หากยังสูดดม เพียง 2 -15 นาที จะหายใจติดขัด มีอาการมึนงง และหากความเข้มข้นระดับ 200 ppm จะแสบตาอย่างรุนแรง มึนงง หมดสติ และหากระดับความเข้มข้นของก๊าซไข่เน่าสูงถึงระดับ 600 ppm จะหมดสติ หรือ เสียชีวิตทันที

 

พบปี 2560 ตายจากบ่อบำบัด 12 คน

จากการตรวจสอบในช่วง 6 เดือนของปี 2560 พบว่า เคยมีเหตุการณ์เสียชีวิตจากการสูดดมก๊าซจากบ่อบำบัดน้ำเสีย รวม 3 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 12 คน 

เดือน ม.ค.2560 พบคนงาน 4 คน หมดสติอยู่ภายในบ่อบำบัดน้ำเสียกว้าง 2 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร ในตลาดแห่งหนึ่ง ภายในซอยสายไหม 15 ย่านสายไหม  โดยเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 คน ส่วนอีก 3 คน นำตัวส่งโรงพยาบาลแต่ต่อมาพวกเขาเสียชีวิต

วันที่ 27 พ.ค. 2560 มีแรงงานชาวเมียนมา ลงไปตรวจสอบในบ่อน้ำเสียที่รอการบำบัด บริษัท ซันชายน์ ไบโอเทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตหัวเชื้อน้ำส้ม ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 304 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

วันที่ 23 มิ.ย.2560 เกิดอุบัติเหตุนักศึกษา และพนักงานที่เข้าไปช่วยชีวิต ตกบ่อน้ำเสีย ที่ระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานแปรรูปเป็ด บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เสียชีวิต 5คน



Credit : Thaipbs


นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. บอกว่า ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ครั้งที่ 3 /2560 เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้หยิบยกกรณีการเสียชีวิตของพนักงาน และนักศึกษาที่ตกบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ รวม 5 คน มาพิจารณาถึงมาตรการในป้องกัน และวางมาตรป้องกัน

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เกิดการรั่วไหลของสารเคมีในสถานประกอบกิจการ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกว่า 46 ครั้ง ในโรงงานอุตสาหกรรม และ 18 ครั้งจากโกดังเก็บสารเคมี และการทำงานในระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานและระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่อับอากาศ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาบ่อยครั้ง

นายจตุพร บอกว่า ที่ประชุมจึงกำชับเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงานกด้านสิ่งแวดล้อม โดยมอบหมายให้ คพ.ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสวัส ดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโยธาธิการและผัง เมือง กรมควบคุมโรค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งกำกับดูแลการปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมในการประกอบกิจการทั้งในภาคอุตสาหกรรม อาคาร และเกษตรกรรม

เพื่อให้กำกับดูแลรวมทั้งสร้างความตระหนักให้สถานประกอบกิจการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยว ข้องในประเด็นการรั่วไหลของสารเคมีและการทำงานในพื้นที่อับอากาศเช่น การจัดทำแผนการป้องกันและการซ้อมแผน การฝึกอบรมให้ความรู้ การตรวจสอบความพร้อมของสถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ การจัดทำป้ายเตือนและการสื่อสาร เป็นต้น เพื่อเป็นการลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุจนกระทั่งผู้ปฏิบัติงานได้รับการบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรือเสียชีวิตได้

ล่าสุดเมื่อ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา กรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ รวม 5 คน ที่ตกบ่อบำบัดน้ำเสีย ของโรงงานผลิตอาหารแปรรูปอาหารสัตว์ปีก อีกทั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้มีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง คณะกรรมการควบคุมมลพิษ จึงได้กำชับ คพ.ประสานและติดตามการดำเนินงานกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดและเร่งด่วน


Credit : ThaiPBS

กลีบดอกทานตะวันสร้างแรงบันดาลใจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์




กลีบดอกทานตะวันสร้างแรงบันดาลใจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์





บางครั้งเราอาจคิดไม่ถึงว่าต้นดอกทานตะวันสีสดใสที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจะช่วยชี้ทางการรวบรวมพลังงานแสงอาทิตย์ แต่นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ และมหาวิทยาลัยอาเค่น ประเทศเยอรมณีสังเกตถึงความเป็นไปได้นั้น บรรดานักวิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับดอกทานตะวัน จากการเลียนแบบช่อดอกทานตะวัน ด้วยการขยายกระจกรับแสงอาทิตย์ (Heliostat) ที่อยู่บนหอพลังงานแสงอาทิตย์ออกไป โดยสามารถลดการใช้พื้นที่ และปริมาณความต้องการกระจกรับแสงอาทิตย์ได้ หอพลังงานแสงอาทิตย์ใช้กระจกรับแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในการรับแสงอาทิตย์ พลังงานที่ได้จากหอพลังงานแสงอาทิตย์จะใช้ในการผลิตน้ำร้อน โดยไอน้ำที่ได้สามารถใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้งนี้ มีโรงงานไฟฟ้าหลายโรงในยุโรปที่ใช้เทคโนโลยีนี้ ส่วนโรงไฟฟ้าหลายโรงในสหรัฐอเมริกากำลังดำเนินการก่อสร้าง หรือมีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว นอกจากนี้มีโรงไฟฟ้าบางโรงใช้เกลือหลอมเหลว (Molten salt) ในการรวบรวมความร้อนจากดวงอาทิตย์เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าหลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทั้งนี้ นักวิจัยใช้หอพลังงานแสงอาทิตย์โรงไฟฟ้า Abengoa โรงแรกที่สร้างเสร็จในแคว้นแอนดาลูเซีย ประเทศสเปน เป็นต้นแบบในการศึกษาทฤษฎีนี้ เพื่อค้นหาแนวทางในการออกแบบกระจกรับแสงอาทิตย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความพยายามเบื้องต้นในการเรียงกระจกเหล่านั้นเข้าด้วยกัน สามมารถลดพื้นที่การวงกระจกรับแสงอาทิตย์ถึงร้อยละ 10 โดยที่ประสิทธิภาพของกระจกรับแสงอาทิตย์ยังคงเหมือนเดิม ในการแสดงผลการศึกษา นักวิจัยได้เลียนองค์ประกอบการเรียงตัวของกลีบดอกทานตะวัน โดยเรียกว่าต้นแบบดังกล่าวว่า แฟร์มาต์ สไปรอล อ้างอิงข้อมูลเกี่ยวกับการเรียงตัวของกลีบชั้นนอกของดอกทานตะวันจาก สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ระบุว่า แต่ละกลีบดอกจะทำมุมห่างกัน 137 องศา ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการเรียงตัวของกระจกรับแสงอาทิตย์ และพบว่าการเรียงตัวของกระจกรับแสงอาทิตย์ดังกล่าวใช้พื้นที่น้อยกว่าโรงไฟฟ้าพีเอส 10 ถึงร้อยละ 20 นอกจากนี้ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ยังระบุว่า ลักษณะการเรียงกระจกรับแสงอาทิตย์แบบกลีบดอกทานตะวันช่วยลดเงาและการบดบังแสงอาทิตย์ ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกว่าโรงไฟฟ้าพีเอส10 ทั้งนี้ การลดปริมาณความต้องการกระจกรับแสงอาทิตย์ส่งผลให้เทคโนโลยีระบบความร้อนแบบรวมแสงมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปกติโรงไฟฟ้าพีเอส10 เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ใช้กระจกรับแสงอาทิตย์เพียง 600 แผ่น ส่วนโรงไฟฟ้า Ivanpah ซึ่งอยู่ระหวางการก่อสร้างในรัฐแคลิฟอร์เนีย จะใช้พื้นที่ประมาณ 14,000,000 ตารางเมตร และใช้กระจกรับแสงอาทิตย์ 173,500 แผ่น แฟรงค์ เบิร์กโฮลเดอร์ วิศวกรจากสถาบันวิจัยด้านพลังงานทดแทน กล่าวว่า กระจกรับแสงอาทิตย์มีต้นทุนประมาณ 1 ใน 3 ของโรงไฟฟ้า เนื่องจากกระจกรับแสงอาทิตย์มีต้นทุนที่สูง การเรียงกระจกจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากไม่ใส่ใจรายละเอียดการเรียงจะก่อให้เกิดเงาและการบดบังแสงของกระจก ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าลดลง แม้จะมีต้นทุนในการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์จากการเลียนแบบกลีบดอกทานตะวัน แต่ธรรมชาติก็ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ โดยนักวิจัยได้เผยแพร่ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสารโซลาร์ เอนเนอร์จี และได้จดลิขสิทธิ์ผลงานดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว 






ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=107&cno=3336


เคล็ด(ไม่)ลับ การรักษ์ไฟฟ้าในบ้าน




เคล็ด(ไม่)ลับ การรักษ์ไฟฟ้าในบ้าน





1.  เลือกซื้อเครื่องไฟฟ้าในบ้านให้เหมาะสมกับการใช้งาน
 -  โทรทัศน์ขนาดใหญ่ใช้กำลังไฟฟ้ามากกว่าขนาดเล็ก เช่น ขนาด 20 นิ้ว จะเสียค่าไฟฟ้ามากกว่าขนาด 14 นิ้ว ร้อยละ 30
 -  โทรทัศน์ที่มีระบบรีโมทคอนโทรลจะใช้ไฟฟ้ามากกว่าระบบทั่วไป เช่น ขนาด 20 นิ้ว มีระบบรีโมทคอนโทรล จะเสียค่าไฟมากกว่าขนาดเดียวกันแต่เป็นระบบทั่วไป ร้อยละ 18
 -  เลือกใช้พัดลมตั้งโต๊ะเมื่อมีจำนวนผุ้ใช้ไม่เกิน 2 คน
 -  เลือกซื้อกระติกน้ำร้อนรุ่นที่มีฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพ
 -  บ้านที่มีการปูพรมควรเลือกซื้อเครื่องดูดฝุ่นที่มีกำลังไฟฟ้าสูง ส่วนบ้านที่มเป็นพื้นไม้หรือพื้นปูหินอ่อนควรเลือกซื้อเครื่องที่มีกำลังไฟฟ้าต่ำ ซึ่งจะไม่สิ้นเปลืองการใช้ไฟฟ้า
 -  เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไปเบอร์ 5
2.  ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม
 -  เปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 25 องศา เนื่องจากการปรับอุรหภูมิเพิ่มทุก 1 องศา จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าประมาณ 10%
 -  ไม่เปิดโทรทัสน์โดยต่อสายผ่านเครื่องเล่นต่าง ๆ เช่น VDO VCD และ DVD เพราะต้องเสียค่าไฟให้กับเครื่องเล่นที่ต่อพ่วง เมื่อไม่ใช้งานเครื่องเล่นควรถอดออกก่อน
 -  ไม่ปิด เปิด ตู้เย็นบ่อย ๆ และไม่นำของร้อนใส่ในตู้เย็น เพราะจะทำให้ตู้เย้นกินไฟเพิ่มขึ้น
 -  ใส่น้ำในกระติกน้ำร้อนให้เหมาะสมกับความต้องการ และไม่สูงกว่าระดับที่กำหนด
 -  ปรับระดับความร้อนของเครื่องทำน้ำอุ่นให้พอดีและปิดทันทีเมื่อเลิกใช้ เพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด
 -  รวบรวมผ้าที่จะซักให้ได้น้ำหนักตามคู่มือการใช้เครื่องซักผ้าที่กำหนดไว้ ไม่เยอะเกินไป หรือ น้อยเกินไป เพราะทำให้เครื่องซักผ้าทำงานหนัก และสิ้นเปลืองพลังงาน ซึ่งถ้าซักผ้าครั้งละ 2-3 ชิ้น จะสิ้นเปลืองน้ำและไฟฟ้าเท่ากับการซักผ้า 20 ชิ้น
 -  ใช้หลอดตะเกียบแทนหลอดไส้ ประหยัดไฟมากกว่าถึง 80% โดยหลอดไส้ 100 วัตต์ เปิด 8 ชั่วโมงต่อวัน เปลี่ยนเป็นหลอดตะเกียบ 20 วัตต์ จะประหยัดไฟได้ 0.64 kWh
 -  ปิดสวิทช์และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน ถ้าเสียบปลั๊กทิ้งไว้จะมีการใช้ไฟตลอดเวลา
3.  ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ
 -  หมั่นตรวจสอความผิดปกติของเครื่องใช้ไฟฟ้า และการ่วของไฟฟ้า
 -  ละลายน้ำแข็งในตู้เย็นเป็นประจำ เนื่องจากตู้เย็นจะกินไฟมากขึ้นเมื่อมีน้ำแข็งเกาะ
 -  ทำความสะอาดใบพัดและฝาครอบพัดลม ไม่ให้ฝุ่นเกาะจับ
 -  ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยเดือนละครั้ง ส่วนแผงระบายความร้อนปีละ 2 ครั้ง
 -  หมั่นถอดตัวกรองหรือตะแกรงดักผุ่นในเครื่องดูดฝุ่นออกมาทำความสะอาด เนื่องจากการอุดตันจะทำให้ลดประสิทธิภาพการดูดผุ่นทำให้เพิ่มเวลาในการดูดฝุ่นและเพิ่มปริมาณการใช้ไฟฟ้า
 -  ทำความสะอาดฝาครอบโคมไฟ หลอดไฟ แผ่นสะท้อนแสงในโคมไฟ เพื่อให้สะอาดและให้แสงสว่างอย่างมีประสิทธิภาพ
4.  หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น
 -  ซักผ้าด้วยมือแทนการใช้เครื่องซักผ้า
 -  ตากผ้าโดยอาศัยแสงแดดแทนการใช้เครื่องอบแห้ง เนื่องจากเครื่องซักผ้าที่มีระบบอบแห้งใช้พลังงานไฟฟ้าสูงกว่าเครื่องซักผ้าธรรมดา 10 เท่า
 -  เวลากลางวันเปิดประตู หน้าต่างเพื่อรับแสงแดดแทนการเปิดไฟ
 -  ลดการซื้ออาหารแช่แข็งที่ต้งอนำมาอุ่นด้วยไมโครเวฟ
 -  รีดผ้าครั้งละมาก ๆ ไม่รีดผ้าบ่อยครั้ง เนื่องจากสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าโดยใช่เหตุ






ที่มา : http://bangkokgreencity.bangkok.go.th/Knowledge-Based/Article/EnergyConservation/




1.  เลือกซื้อเครื่องไฟฟ้าในบ้านให้เหมาะสมกับการใช้งาน
 -  โทรทัศน์ขนาดใหญ่ใช้กำลังไฟฟ้ามากกว่าขนาดเล็ก เช่น ขนาด 20 นิ้ว จะเสียค่าไฟฟ้ามากกว่าขนาด 14 นิ้ว ร้อยละ 30
 -  โทรทัศน์ที่มีระบบรีโมทคอนโทรลจะใช้ไฟฟ้ามากกว่าระบบทั่วไป เช่น ขนาด 20 นิ้ว มีระบบรีโมทคอนโทรล จะเสียค่าไฟมากกว่าขนาดเดียวกันแต่เป็นระบบทั่วไป ร้อยละ 18
 -  เลือกใช้พัดลมตั้งโต๊ะเมื่อมีจำนวนผุ้ใช้ไม่เกิน 2 คน
 -  เลือกซื้อกระติกน้ำร้อนรุ่นที่มีฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพ
 -  บ้านที่มีการปูพรมควรเลือกซื้อเครื่องดูดฝุ่นที่มีกำลังไฟฟ้าสูง ส่วนบ้านที่มเป็นพื้นไม้หรือพื้นปูหินอ่อนควรเลือกซื้อเครื่องที่มีกำลังไฟฟ้าต่ำ ซึ่งจะไม่สิ้นเปลืองการใช้ไฟฟ้า
 -  เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไปเบอร์ 5
2.  ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม
 -  เปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 25 องศา เนื่องจากการปรับอุรหภูมิเพิ่มทุก 1 องศา จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าประมาณ 10%
 -  ไม่เปิดโทรทัสน์โดยต่อสายผ่านเครื่องเล่นต่าง ๆ เช่น VDO VCD และ DVD เพราะต้องเสียค่าไฟให้กับเครื่องเล่นที่ต่อพ่วง เมื่อไม่ใช้งานเครื่องเล่นควรถอดออกก่อน
 -  ไม่ปิด เปิด ตู้เย็นบ่อย ๆ และไม่นำของร้อนใส่ในตู้เย็น เพราะจะทำให้ตู้เย้นกินไฟเพิ่มขึ้น
 -  ใส่น้ำในกระติกน้ำร้อนให้เหมาะสมกับความต้องการ และไม่สูงกว่าระดับที่กำหนด
 -  ปรับระดับความร้อนของเครื่องทำน้ำอุ่นให้พอดีและปิดทันทีเมื่อเลิกใช้ เพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด
 -  รวบรวมผ้าที่จะซักให้ได้น้ำหนักตามคู่มือการใช้เครื่องซักผ้าที่กำหนดไว้ ไม่เยอะเกินไป หรือ น้อยเกินไป เพราะทำให้เครื่องซักผ้าทำงานหนัก และสิ้นเปลืองพลังงาน ซึ่งถ้าซักผ้าครั้งละ 2-3 ชิ้น จะสิ้นเปลืองน้ำและไฟฟ้าเท่ากับการซักผ้า 20 ชิ้น
 -  ใช้หลอดตะเกียบแทนหลอดไส้ ประหยัดไฟมากกว่าถึง 80% โดยหลอดไส้ 100 วัตต์ เปิด 8 ชั่วโมงต่อวัน เปลี่ยนเป็นหลอดตะเกียบ 20 วัตต์ จะประหยัดไฟได้ 0.64 kWh
 -  ปิดสวิทช์และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน ถ้าเสียบปลั๊กทิ้งไว้จะมีการใช้ไฟตลอดเวลา
3.  ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ
 -  หมั่นตรวจสอความผิดปกติของเครื่องใช้ไฟฟ้า และการ่วของไฟฟ้า
 -  ละลายน้ำแข็งในตู้เย็นเป็นประจำ เนื่องจากตู้เย็นจะกินไฟมากขึ้นเมื่อมีน้ำแข็งเกาะ
 -  ทำความสะอาดใบพัดและฝาครอบพัดลม ไม่ให้ฝุ่นเกาะจับ
 -  ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยเดือนละครั้ง ส่วนแผงระบายความร้อนปีละ 2 ครั้ง
 -  หมั่นถอดตัวกรองหรือตะแกรงดักผุ่นในเครื่องดูดฝุ่นออกมาทำความสะอาด เนื่องจากการอุดตันจะทำให้ลดประสิทธิภาพการดูดผุ่นทำให้เพิ่มเวลาในการดูดฝุ่นและเพิ่มปริมาณการใช้ไฟฟ้า
 -  ทำความสะอาดฝาครอบโคมไฟ หลอดไฟ แผ่นสะท้อนแสงในโคมไฟ เพื่อให้สะอาดและให้แสงสว่างอย่างมีประสิทธิภาพ
4.  หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น
 -  ซักผ้าด้วยมือแทนการใช้เครื่องซักผ้า
 -  ตากผ้าโดยอาศัยแสงแดดแทนการใช้เครื่องอบแห้ง เนื่องจากเครื่องซักผ้าที่มีระบบอบแห้งใช้พลังงานไฟฟ้าสูงกว่าเครื่องซักผ้าธรรมดา 10 เท่า
 -  เวลากลางวันเปิดประตู หน้าต่างเพื่อรับแสงแดดแทนการเปิดไฟ
 -  ลดการซื้ออาหารแช่แข็งที่ต้งอนำมาอุ่นด้วยไมโครเวฟ
 -  รีดผ้าครั้งละมาก ๆ ไม่รีดผ้าบ่อยครั้ง เนื่องจากสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าโดยใช่เหตุ






ที่มา : http://bangkokgreencity.bangkok.go.th/Knowledge-Based/Article/EnergyConservation/


เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จ.กระบี่ ออกประกาศปิดสระน้ำผุด ระหว่าง พ.ค - ต.ค นี้ เริ่ม 1 พ.ค.นี้ หวั่นการท่องเที่ยวกระทบช่วงฤดูผสมพันธุ์นกแต้วแร้วท้องดำ

นายวุฒิพงษ์ ชูสังราช หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จ.กระบี่ ได้ประกาศปิดสระน้ำผุด ต้นน้ำของสระมรกต โดยจะปิดให้บริการตั้งแต่บริเวณทางเหนือของสระมรกตขึ้นไปจนถึงสระน้ำผุด เริ่มวันที่ 1 พฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยของนกแต้วแร้วท้องดำ และเป็นช่วงจับคู่ผสมพันธุ์ของนก

ทั้งนี้ ทางเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าเขาประ-บางคราม เตรียมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันนักท่องเที่ยวแอบลักลอบเข้าไปยังสระน้ำผุด ส่วนบริเวณสระมรกต ก็ยังเปิดให้มีการเข้าชมตามปกติ

สำหรับนกแต้วแร้วท้องดำ เป็นสัตว์ป่าสงวนของไทยที่หายากและใกล้สูญพันธ์ุ ผลการสำรวจในปีที่ผ่านมาพบรายงานเห็นตัวนกแต้วแร้วท้องดำ 2 ตัวซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่มีรายงานการเจอตัวนกในธรรมชาติ จนกระทั่งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องนำนกแต้วแร้วท้องดำ ตัวผู้ชื่อเจ้าแต้ว มาจับคู่และสร้างเรือนหอให้นกแต้วแร้วท้องดำ ทำให้ปีนี้มีความหวังว่าอาจจะพบนกแต้วแร้วท้องดำ ซึ่งรายงานว่าเป็นนกตัวเมียอีกครั้ง



เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จ.กระบี่ ออกประกาศปิดสระน้ำผุด ระหว่าง พ.ค - ต.ค นี้ เริ่ม 1 พ.ค.นี้ หวั่นการท่องเที่ยวกระทบช่วงฤดูผสมพันธุ์นกแต้วแร้วท้องดำ

นายวุฒิพงษ์ ชูสังราช หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จ.กระบี่ ได้ประกาศปิดสระน้ำผุด ต้นน้ำของสระมรกต โดยจะปิดให้บริการตั้งแต่บริเวณทางเหนือของสระมรกตขึ้นไปจนถึงสระน้ำผุด เริ่มวันที่ 1 พฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยของนกแต้วแร้วท้องดำ และเป็นช่วงจับคู่ผสมพันธุ์ของนก

ทั้งนี้ ทางเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าเขาประ-บางคราม เตรียมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันนักท่องเที่ยวแอบลักลอบเข้าไปยังสระน้ำผุด ส่วนบริเวณสระมรกต ก็ยังเปิดให้มีการเข้าชมตามปกติ

สำหรับนกแต้วแร้วท้องดำ เป็นสัตว์ป่าสงวนของไทยที่หายากและใกล้สูญพันธ์ุ ผลการสำรวจในปีที่ผ่านมาพบรายงานเห็นตัวนกแต้วแร้วท้องดำ 2 ตัวซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่มีรายงานการเจอตัวนกในธรรมชาติ จนกระทั่งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องนำนกแต้วแร้วท้องดำ ตัวผู้ชื่อเจ้าแต้ว มาจับคู่และสร้างเรือนหอให้นกแต้วแร้วท้องดำ ทำให้ปีนี้มีความหวังว่าอาจจะพบนกแต้วแร้วท้องดำ ซึ่งรายงานว่าเป็นนกตัวเมียอีกครั้ง


น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือ ทช. กล่าวว่า จากกรณีเรือเฟอร์รี่ของบริษัท ราชาเฟอรี่ จำกัด เกยตื้น บริเวณพื้นที่เกาะ พะงัน จ.สุราษฏร์ธานี ได้มอบหมายให้ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 4 ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว

เนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นแนวปะการังบริเวณเขาตลาดชัน โดยปะการังส่วนใหญ่เป็นปะการังโขด และสถานภาพเสื่อมโทรมมาก  ในเบื้องต้นพบปะการังแตกหัก แต่ความเสียหายอยู่ในวงแคบๆบริเวณที่เกิดการชน ทั้งนี้ สภาพความเสียหายจะประเมินได้ชัดเจนอีกครั้ง เมื่อเรือขยับออกจากจุดเกิดเหตุ และบริษัทฯจะขยับเรือออกจากจุดเกิดเหตุในช่วงน้ำขึ้น 

อธิบดี ทช.บอก ว่าา ให้เจ้าหน้าที่กำชับบริษัทฯใช้ความระมัดระวังเคลื่อนย้ายเรือ เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายต่อแนวปะการังและหญ้าทะเล พร้อมทั้ง ให้เจ้าหน้าที่แจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามไว้เป็นหลักฐานและจะสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นว่ากระทบกับปะการังและหญ้าทะเลเพิ่มเติมหรือไม่ต่อไป

สำหรับเรือเฟอร์รี่ของบริษัทราชาเฟอรี่ จำกัด ที่อยู่ระหว่างเดินทางเพื่อรับส่งผู้โดยสารตามปกติเกยตื้นบริเวณใกล้ท่าเทียบเรือท้องศาลาเกาะพะงัน โดยจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากท่าเทียบเรือของบริษัทราชาเฟอร์รี่ จำกัด มาทางทิศใต้ประมาณ 200 เมตร และเป็นร่องเดินเรือตามปกติ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวระดับน้ำต่ำเนื่องจากเป็นช่วงน้ำลง 



น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือ ทช. กล่าวว่า จากกรณีเรือเฟอร์รี่ของบริษัท ราชาเฟอรี่ จำกัด เกยตื้น บริเวณพื้นที่เกาะ พะงัน จ.สุราษฏร์ธานี ได้มอบหมายให้ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 4 ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว

เนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นแนวปะการังบริเวณเขาตลาดชัน โดยปะการังส่วนใหญ่เป็นปะการังโขด และสถานภาพเสื่อมโทรมมาก  ในเบื้องต้นพบปะการังแตกหัก แต่ความเสียหายอยู่ในวงแคบๆบริเวณที่เกิดการชน ทั้งนี้ สภาพความเสียหายจะประเมินได้ชัดเจนอีกครั้ง เมื่อเรือขยับออกจากจุดเกิดเหตุ และบริษัทฯจะขยับเรือออกจากจุดเกิดเหตุในช่วงน้ำขึ้น 

อธิบดี ทช.บอก ว่าา ให้เจ้าหน้าที่กำชับบริษัทฯใช้ความระมัดระวังเคลื่อนย้ายเรือ เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายต่อแนวปะการังและหญ้าทะเล พร้อมทั้ง ให้เจ้าหน้าที่แจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามไว้เป็นหลักฐานและจะสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นว่ากระทบกับปะการังและหญ้าทะเลเพิ่มเติมหรือไม่ต่อไป

สำหรับเรือเฟอร์รี่ของบริษัทราชาเฟอรี่ จำกัด ที่อยู่ระหว่างเดินทางเพื่อรับส่งผู้โดยสารตามปกติเกยตื้นบริเวณใกล้ท่าเทียบเรือท้องศาลาเกาะพะงัน โดยจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากท่าเทียบเรือของบริษัทราชาเฟอร์รี่ จำกัด มาทางทิศใต้ประมาณ 200 เมตร และเป็นร่องเดินเรือตามปกติ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวระดับน้ำต่ำเนื่องจากเป็นช่วงน้ำลง 


กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือ ทช. ส่งทีมสำรวจปะการังจาน ขนาดความกว้างกว่า 5 เมตรน้ำหนักราว 1,000 กิโลกรัม อายุนับพันปี ที่ทะเลชุมพร หลังชาวบ้านแจ้งพบถูกขโมย จนเสียหายแตกออกเป็นเสี่ยงๆ บางชิ้นมีขนาด 1 เมตร และสำรวจที่ด้านล่างพบแตกหักกระจัดกระจาย 

นายวรรรณ ชาตรี ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 ทช.บอกว่า ถือเป็นครั้งแรกที่มีการลักลอบขโมยปะการังขนาดใหญ่ที่สุด ตั้งแต่เคยมีรายงานมา ก่อนหน้านี้พบขบวนการลักลอบเก็บปะการังขนาดเล็กๆ ดอกไม้ทะเล ปะการังอ่อน เพื่อนำไปขายให้กับกลุ่มที่สนใจ แต่ไม่เคยเจอว่าจะกล้าตัดปะการังจานขนาดใหญ่ กว่า 5 เมตรใต้ท้องทะเลมาก่อน จึงถือเป็นความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลโดยเฉพาะปะการัง ที่กว่าจะเติบโตต้องใช้เวลานานมาก

นายวรรณ บอกว่า ขณะนี้ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร่งกำลังแกะรอยหากลุ่มผู้ลักลอบ ซึ่งชาวบ้านแจ้งเบาะแสว่าเป็นเรือจากนอกพื้นที่ รวมทั้งตลาดซื้อขายปะการัง ตอนนี้ยังไม่ชัดว่าส่งให้อควอเรียม หรือต้องการนำไปโชว์ เท่านั้น เบื้องต้นการที่สกัดจับได้ครั้งนี้ เพราะชาวบ้านช่วยเป็นเครือข่ายในการแจ้งเบาะแส และต่อไปทางศูนย์ จะต้องร่วมกันลาดตระเวนทะเลรอยต่อเขตพื้นที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และอ.ปะทิว จ.ชุมพร มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าราคาขายปะการังขนาดเล็กที่เปิดทางเว็บไซด์ของผู้ลักลอบ พบว่าราคา ยังเริ่มที่หลักพันบาทขึ้นไป แต่สำหรับปะการังจาน ที่มีขนาดใหญ่ กว่า 5 เมตรจึง ประเมินราคาได้ยาก แต่ค่อนข้างน่าเสียดายกับการกระทำของกลุ่มคนร้าย



กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือ ทช. ส่งทีมสำรวจปะการังจาน ขนาดความกว้างกว่า 5 เมตรน้ำหนักราว 1,000 กิโลกรัม อายุนับพันปี ที่ทะเลชุมพร หลังชาวบ้านแจ้งพบถูกขโมย จนเสียหายแตกออกเป็นเสี่ยงๆ บางชิ้นมีขนาด 1 เมตร และสำรวจที่ด้านล่างพบแตกหักกระจัดกระจาย 

นายวรรรณ ชาตรี ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 ทช.บอกว่า ถือเป็นครั้งแรกที่มีการลักลอบขโมยปะการังขนาดใหญ่ที่สุด ตั้งแต่เคยมีรายงานมา ก่อนหน้านี้พบขบวนการลักลอบเก็บปะการังขนาดเล็กๆ ดอกไม้ทะเล ปะการังอ่อน เพื่อนำไปขายให้กับกลุ่มที่สนใจ แต่ไม่เคยเจอว่าจะกล้าตัดปะการังจานขนาดใหญ่ กว่า 5 เมตรใต้ท้องทะเลมาก่อน จึงถือเป็นความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลโดยเฉพาะปะการัง ที่กว่าจะเติบโตต้องใช้เวลานานมาก

นายวรรณ บอกว่า ขณะนี้ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร่งกำลังแกะรอยหากลุ่มผู้ลักลอบ ซึ่งชาวบ้านแจ้งเบาะแสว่าเป็นเรือจากนอกพื้นที่ รวมทั้งตลาดซื้อขายปะการัง ตอนนี้ยังไม่ชัดว่าส่งให้อควอเรียม หรือต้องการนำไปโชว์ เท่านั้น เบื้องต้นการที่สกัดจับได้ครั้งนี้ เพราะชาวบ้านช่วยเป็นเครือข่ายในการแจ้งเบาะแส และต่อไปทางศูนย์ จะต้องร่วมกันลาดตระเวนทะเลรอยต่อเขตพื้นที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และอ.ปะทิว จ.ชุมพร มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าราคาขายปะการังขนาดเล็กที่เปิดทางเว็บไซด์ของผู้ลักลอบ พบว่าราคา ยังเริ่มที่หลักพันบาทขึ้นไป แต่สำหรับปะการังจาน ที่มีขนาดใหญ่ กว่า 5 เมตรจึง ประเมินราคาได้ยาก แต่ค่อนข้างน่าเสียดายกับการกระทำของกลุ่มคนร้าย


เซอร์ เดวิด คิงส์ ผู้แทนพิเศษของ รมว.ต่างประเทศ สหราชอาณาจักร (UK) ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เปิดเผยในเวทีสัมมนาเรื่อง “ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและโอกาสไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถานทูตอังกฤษ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตอนหนึ่งว่า ถ่านหินสะอาดเป็นเพียงชื่อเรียกที่ทำให้เข้าใจผิดซึ่งไม่ได้สะอาดอย่างแท้จริง เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่มศักยภาพการผลิตและลดสารพิษดีขึ้นเท่านั้น

เซอร์ เดวิด กล่าวว่า ธุรกิจที่ไม่น่าลงทุนที่สุดในขณะนี้ก็คือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับถ่านหิน โดยสหรัฐอเมริกามีมูลค่าธุรกิจถ่านหินเหลือเพียง 20% เมื่อเทียบกับ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นธุรกิจที่กำลังจะตาย

ทั้งนี้ เป็นไปตามทิศทางของโลกที่มุ่งไปสู่การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำ และแม้นโยบายจากผู้มีอำนาจจะไม่ได้สนับสนุนในแนวทางนี้ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริงในเชิงพาณิชย์นี้ได้ โดยในสหราชอาณาจักรมีกว่า 11,500 บริษัท ที่จ้างพนักงานทำงานเกี่ยวข้องกับธุรกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งรวมแล้วมีมากกว่า 2.6 แสนราย

“ขณะนี้กว่า 20 ประเทศทั่วโลกได้เข้าร่วมโครงการ Mission Innovation ที่ให้คำมั่นสัญญาในการเพิ่มจำนวนเม็ดเงินเพื่อวิจัยและพัฒนาพลังงานสะอาด โดยจะเพิ่มให้ได้มากขึ้นเป็นเท่าตัวภายในปี 2020 ขณะที่กลุ่มนักลงทุนซึ่งนำโดย บิล เกตต์ ก็ได้ประกาศทุ่มงบกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อทำให้พลังงานสะอาดมีศักยภาพในการแข่งขันได้” เซอร์ เดวิด กล่าว

เซอร์ เดวิด กล่าวอีกว่า สำหรับการพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศไทยนั้น ส่วนตัวมองว่าที่ดินควรถูกใช้ประโยชน์ในการเป็นป่าไม้และแหล่งผลิตอาหาร ส่วนการผลิตพลังงานควรเป็นการใช้ประโยชน์จากหลังคาสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งประเทศไทยได้รับโอกาสมากที่สุดจากแสงแดดที่มีมากกว่าในหลายประเทศ พร้อมสนับสนุนการเพิ่มโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับด้วย

ยึดลูกเสือปลา 3 ตัวลักลอบขายด่านชายแดนไทย-ลาว




ยึดลูกเสือปลา 3 ตัวลักลอบขายด่านชายแดนไทย-ลาว





เจ้าหน้าที่ด่านสัตว์ป่าหนองคาย ตรวจยึดลูกเสือปลา ที่ถูกแอบลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำมาขายในตลาดตามแนวชายแดน พร้อมจับผู้ต้องหาเป็นชาวลาวได้ 1 คน โดยลูกเสือปลา จะถูกส่งไปดูแลที่สถานีเพาะพันธ์ุสัตว์ป่าชัยภูมิ

วานนี้(17 ก.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ด่านสัตว์ป่าหนองคาย จับกุมนางสุนทะลี พิมมะปี ชาวบ้านหาดดอนคู เมืองบริคัน แขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมของกลางลูกเสือปลา จำนวน 3 ตัว ได้ บริเวณตลาดจุดผ่อนปรนไทย ลาว บ้านเปงจาน อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย ขณะที่หญิงคนนี้กำลังนำลูกเสือปลามาขายที่ตลาดผ่อนปรนไทยลาว

นางสุนทะลี รับสารภาพว่า รับซื้อลูกเสือปลามาจากชาวลาว จึงนำมาขายต่อให้กับลูกค้าในฝั่งไทยโดยอ้างว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมายไทย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีในข้อหามีสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครอง และค้าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก่อนจะควบคุมตัวส่งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรรัตนวาปี ดำเนินคดี ส่วนลูกเสือปลาทั้ง 3 ตัว จะส่งไปดูแลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจ.ชัยภูมิ ต่อไป

เสือปลา เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของไทย และเป็นสัตว์ในบัญชีหมายเลข 2 อนุสัญญาไซเตส เนื่องจากประชากรเสือปลา ถูกคุกคามทั้ังพื้นที่อาศัย และการถูกจับออกจากป่า 



ที่มา : http://news.thaipbs.or.th





เจ้าหน้าที่ด่านสัตว์ป่าหนองคาย ตรวจยึดลูกเสือปลา ที่ถูกแอบลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำมาขายในตลาดตามแนวชายแดน พร้อมจับผู้ต้องหาเป็นชาวลาวได้ 1 คน โดยลูกเสือปลา จะถูกส่งไปดูแลที่สถานีเพาะพันธ์ุสัตว์ป่าชัยภูมิ

วานนี้(17 ก.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ด่านสัตว์ป่าหนองคาย จับกุมนางสุนทะลี พิมมะปี ชาวบ้านหาดดอนคู เมืองบริคัน แขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมของกลางลูกเสือปลา จำนวน 3 ตัว ได้ บริเวณตลาดจุดผ่อนปรนไทย ลาว บ้านเปงจาน อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย ขณะที่หญิงคนนี้กำลังนำลูกเสือปลามาขายที่ตลาดผ่อนปรนไทยลาว

นางสุนทะลี รับสารภาพว่า รับซื้อลูกเสือปลามาจากชาวลาว จึงนำมาขายต่อให้กับลูกค้าในฝั่งไทยโดยอ้างว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมายไทย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีในข้อหามีสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครอง และค้าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก่อนจะควบคุมตัวส่งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรรัตนวาปี ดำเนินคดี ส่วนลูกเสือปลาทั้ง 3 ตัว จะส่งไปดูแลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าจ.ชัยภูมิ ต่อไป

เสือปลา เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของไทย และเป็นสัตว์ในบัญชีหมายเลข 2 อนุสัญญาไซเตส เนื่องจากประชากรเสือปลา ถูกคุกคามทั้ังพื้นที่อาศัย และการถูกจับออกจากป่า 



ที่มา : http://news.thaipbs.or.th



นักวิชาการชีววิทยา ระบุป่าชายหาดอุทยานแห่งชาติเขาลําปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา มีความสมบูรณ์ที่สุดในคาบสมุทรของไทย แนะประชาชนอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม หวั่นนำพันธุ์พืชนอกพื้นที่มาปลูกทำลายพันธุ์ไม้ดั้งเดิม

นายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้สัมภาษณ์ "ไทยพีบีเอสออนไลน์" ถึงความสมบูรณ์ของป่าชายหาดบริเวณช่วงกลาง ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลําปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา ว่า พื้นที่ดังกล่าวมีความสมบูรณ์ที่สุดในคาบสมุทรของไทย เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ของกรมอุทยานฯ อีกทั้งไม่มีการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน โดยลักษณะเป็นสันทรายชายฝั่งจากทะเลโบราณที่สะสมออกมาเรื่อยๆ แบ่งเป็นแนวชายหาดที่ติดกับทะเล มีพืชกลุ่มผักบุ้งทะเล ต้นไม้พุ่มเตี้ย ต้นไม้ขนาดใหญ่ เช่น พะยอม ถัดมาเป็นแนวละเมาะที่มีต้นไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก แนวหลุมที่มองเห็นเป็นลักษณะสีน้ำตาล กึ่งพรุ มีน้ำขังและต้นเสม็ดขาว แนวดินที่ไม่มีธาตุไนโตรเจน เหมาะกับพืชที่สามารถหาอาหารได้ด้วยตัวเอง เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นกล้วยไม้ แนวสันทรายเป็นร่องและแอ่งน้ำ และแนวป่าชายเลน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากเหตุการณ์สึนามิ เมื่อปี 2547 อีกทั้งพันธุ์พืชสามารถฟื้นฟูได้ด้วยตัวเอง



นักวิชาการชีววิทยา ระบุป่าชายหาดอุทยานแห่งชาติเขาลําปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา มีความสมบูรณ์ที่สุดในคาบสมุทรของไทย แนะประชาชนอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม หวั่นนำพันธุ์พืชนอกพื้นที่มาปลูกทำลายพันธุ์ไม้ดั้งเดิม

นายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้สัมภาษณ์ "ไทยพีบีเอสออนไลน์" ถึงความสมบูรณ์ของป่าชายหาดบริเวณช่วงกลาง ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลําปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา ว่า พื้นที่ดังกล่าวมีความสมบูรณ์ที่สุดในคาบสมุทรของไทย เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ของกรมอุทยานฯ อีกทั้งไม่มีการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน โดยลักษณะเป็นสันทรายชายฝั่งจากทะเลโบราณที่สะสมออกมาเรื่อยๆ แบ่งเป็นแนวชายหาดที่ติดกับทะเล มีพืชกลุ่มผักบุ้งทะเล ต้นไม้พุ่มเตี้ย ต้นไม้ขนาดใหญ่ เช่น พะยอม ถัดมาเป็นแนวละเมาะที่มีต้นไม้ขนาดไม่ใหญ่มาก แนวหลุมที่มองเห็นเป็นลักษณะสีน้ำตาล กึ่งพรุ มีน้ำขังและต้นเสม็ดขาว แนวดินที่ไม่มีธาตุไนโตรเจน เหมาะกับพืชที่สามารถหาอาหารได้ด้วยตัวเอง เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นกล้วยไม้ แนวสันทรายเป็นร่องและแอ่งน้ำ และแนวป่าชายเลน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากเหตุการณ์สึนามิ เมื่อปี 2547 อีกทั้งพันธุ์พืชสามารถฟื้นฟูได้ด้วยตัวเอง


นายศักดิ์อนันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เตรียมลงพื้นที่ศึกษาโครงสร้างสังคมพืชชายฝั่ง การกระจายพันธุ์ และพยายามชี้ให้เห็นว่า ป่าชายฝั่ง ไม่ใช่ป่าเสื่อมโทรม และมีความหลากหลายทางพันธุ์พืช เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ป้องกันการนำพันธุ์ไม้อื่นนอกพื้นที่เข้ามาปลูก ซึ่งอาจทำลายพันธุ์ไม้ดั้งเดิม

"ความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายฝั่ง สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ต้นไม้ขนาดเล็กส่งต่อไนโตรเจนให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ แม้จะไม่มีธาตุอาหารในดิน อย่ามองว่าป่าชายฝั่ง เป็นป่าเสื่อมโทรม เพราะไม่มีต้นไม้ใหญ่และดูแห้งแล้ง แต่ต้องรักษาพื้นที่นี้ไว้ด้วยช้ำ หลายคนเข้าใจว่าเสื่อมโทรมและต้องการเข้ามาปลูกป่า ซึ่งการเอาพันธุ์ไม้อื่นเข้ามาปลูกก็จะทำลายพันธุ์ไม้ดั้งเดิม ตัวอันตรายคือ สนทะเลที่สร้างไนโตรเจนได้เองและใบที่ร่วงหล่นจะทำลายพืชที่อยู่ด้านใต้ เช่น กล้วยไม้ กาฝาก" นายศักดิ์อนันต์ ระบุ ทั้งนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำรวจและจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน ปี พ.ศ. 2552 พบพื้นที่ที่ยังคงสภาพป่าชายหาด 2,708 ไร่ ใน 7 จังหวัดชายฝั่งทะเล ได้แก่ จ.กระบี่ 997 ไร่ จ.ตรัง 641 ไร่ จ.ปัตตานี 421 ไร่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 156 ไร่ จ.พังงา 70 ไร่ จ.สุราษฎร์ธานี 43 ไร่ และ จ.ระนอง 43ไร่


Credit : ThaiPBS

ฝูงโลมาว่ายน้ำโชว์นักท่องเที่ยว จ.ประจวบคีรีขันธ์



ฝูงโลมาว่ายน้ำโชว์นักท่องเที่ยว จ.ประจวบคีรีขันธ์



นักท่องเที่ยวบันทึกคลิปฝูงโลมาออกมาเล่นน้ำบริเวณชายทะเลบ้านทุ่งโก จ.ประจวบคีรีขันธ์ บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ

วันนี้ (30 ส.ค.2560) นายวิทยา แย้มสวัสดิ์ นักท่องเที่ยวที่บันทึกภาพโลมาเล่นน้ำชายทะเลบ้านทุ่งโก ต.บ่อนอก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เล่าว่า ตนเองและครอบครัวไปเที่ยวชายทะเล โดยสถานที่ดังกล่าวอยู่ชายทะเลเข้าทางหมู่บ้านหนองบุญยงค์ มีป่าชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์ ขณะที่ตนเองกำลังตกปลาอยู่ก็เห็นโลมาโผล่ขึ้นมาจึงใช้โทรศัพท์ถ่ายคลิปวีดีโอ จากการสังเกตพบว่าโลมาที่โผล่ออกมาเหนือน้ำส่วนใหญ่เป็นสีเทาดำ แต่มีอยู่ตัวหนึ่งเป็นสีชมพู จากนั้นโลมาตัวหนึ่งก็กระโดดลอยขึ้นมาเหนือน้ำให้เห็นทั้งตัวและกระโดดเล่นอีกหลายครั้ง สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ตนและครอบครัวเป็นอย่างมาก

ที่ผ่านมาพบว่า ทะเลบ่อนอกมีโลมาหัวบาตรและโลมาอิรวดีลอยมาเกยตื้นตายหลายครั้ง เนื่องจากชาวบ้านบ่อนอกและชาวประจวบคีรีขันธ์ช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรไว้ ส่งผลให้มีโลมาจำนวนมาก


Credit : ThaiPBS

ประเทศชิลีปฏิเสธเหมืองเหล็กเพื่อปกป้องนกเพนกวิน



ประเทศชิลีปฏิเสธเหมืองเหล็กเพื่อปกป้องนกเพนกวิน



การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นสิ่งจำเป็นก็จริงอยู่ แต่หากไปกระทบกับสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทบทวนอย่างรอบคอบ ล่าสุดมีรายงานว่า ที่ประเทศชิลีได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์ที่เสี่ยงสูญพันธุ์ โดยรัฐบาลชิลียอมที่จะปฏิเสธโครงการทำเมืองแร่เหล็กมูลค่ากว่า 85,000 ล้านบาท ทางตอนเหนือของแคว้นโกกิมโบ ที่บริษัทท้องถิ่นในประเทศแห่งหนึ่งเสนอมาเพื่อนำไปเหล็กสร้างท่าเรือแห่งใหม่

การปฏิเสธโครงการเหมืองเหล็กดังกล่าวเป็นไปเพื่อปกป้องนกเพนกวินฮัมโบลต์หลายพันตัวที่อาศัยอยู่ในเขตอนุรักษ์นกเพนกวินฮัมโบลต์แห่งชาติ โดยนกเพนกวินชนิดนี้ถูกระบุว่าจวนแจจะสูญพันธุ์เต็มทีแล้ว ซึ่งโครงการทำเหมืองแห่งนี้ก็ไม่ได้มีการมาตรการรับมือและรับประกันด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนเพียงพอในการคุ้มครองสายพันธุ์สัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะนกเพนกวินฮัมโบลต์

ทั้งนี้ นกเพนกวินฮัมโบลต์ หรือเรียกว่าเพนกวินเปรู มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Spheniscus humboldti เป็นเพนกวินขนาดกลางเมื่อโตเต็มวัยจะสูงประมาณ 40 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 5 กิโลกรัม ลักษณะเด่นคือมีสีดำคาดที่หน้าอก บริเวณใต้คอและรอบดวงตาจะเป็นสีขาว ส่วนจงอยปากจะเป็นเนื้อสีชมพู มีถิ่นที่อยู่แถบชายฝั่งทะเลมหาสมุทรแปซิฟิกในทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะประเทศชิลี เปรู ที่น่าอัศจรรย์คือเป็นเพนกวินเพียงชนิดเดียวที่สามารถพบในทะเลทราย



Credit : Thairath

อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อมหาสมุทรแอนตาร์กติกอุ่นขึ้นเพียง 1 องศา



อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อมหาสมุทรแอนตาร์กติกอุ่นขึ้นเพียง 1 องศา



ปัจจุบันเรารู้กันว่า โลกร้อนขึ้นอันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งจากฝีมือมนุษย์ทำให้เกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งมีการสร้างข้อตกลงปารีส ที่มีสมาชิกเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก ให้ความสำคัญเข้าร่วม เพื่อเป้าหมายในการทำให้อุณหภูมิโลกลดลง 2 องศาเซลเซียส แต่ไม่นานนี้ นักสำรวจด้านสิ่งแวดล้อมจากคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกาของสหราช-อาณาจักร และศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมสมิธโซเนียนแห่งสหรัฐอเมริกา สงสัยว่าหากลองทำให้ก้นมหาสมุทรแอนตาร์กติกอุ่นขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียสนั้น จะก่อเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ทีมวิจัยได้ทำการทดลองที่เรียกว่า “การ ทดลองภาวะโลกร้อนที่สมจริงที่สุดในแถบแอนตาร์กติก” ที่สถานีวิจัยโรเธรา ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยทางชีววิทยาที่ใหญ่ที่สุดในแอนตาร์กติกของอังกฤษ โดยการใช้เครื่องมือทำให้พื้นทะเลอุ่นขึ้นกว่าอุณหภูมิโดยรอบประมาณ 1 หรือ 2 องศาเซลเซียส พวกเขาได้สังเกตเห็นผลกระทบมหาศาลในกลุ่มสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัว โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสนั้น พบว่า สายพันธุ์สัตว์ใต้ทะเลโบราณที่มีอิทธิพลต่อชุมชนสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างไบรโอซัว ก็ลดความหลากหลายและความสมดุลลงไป ส่วนหนอนทะเล Romanchella perrieri มีขนาดใหญ่ขึ้นเฉลี่ย 70%

ทีมวิจัยวางแผนที่จะขยายการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อตรวจสอบการตอบสนองต่อความร้อนในพื้นที่อื่นๆ เช่น ในแถบอาร์กติก เนื่องจากผลการวิจัยที่แอนตาร์กติกชี้ให้เห็นว่าภาวะโลกร้อนจะส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเล และอนาคตของโลกมากกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมากมาย.



Credit : Thairath

พบร่องรอยสิ่งมีชีวิตใน “ ถ้ำน้ำแข็งอุ่น ”



พบร่องรอยสิ่งมีชีวิตใน “ ถ้ำน้ำแข็งอุ่น ”



ทีมนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เผยการค้นพบล่าสุดในวารสาร Polar Biology ว่ามีดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากทั้งพืชและสัตว์ขนาดเล็กหลากหลายชนิดพันธุ์ ทั้งที่รู้จักกันดีและชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อน ปะปนอยู่ในดินจากถ้ำน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิอบอุ่นบนเกาะรอสส์ของทวีปแอนตาร์กติกา ถ้ำน้ำแข็งดังกล่าวมีอยู่หลายแห่งในบริเวณโดยรอบภูเขาไฟเอเรบัสซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเดียวกัน โดยถ้ำเหล่านี้เกิดขึ้นจากการละลายของผืนน้ำแข็งเมื่อได้รับไอร้อนจากภูเขาไฟ ทำให้ภายในถ้ำมีน้ำแข็งเกาะเบาบาง มีแสงสว่างส่องเข้าถึงและมีอุณหภูมิอบอุ่น โดยถ้ำบางแห่งมีอุณหภูมิสูงถึง 25 องศาเซลเซียส จนสามารถสวมใส่เพียงเสื้อยืดธรรมดาอยู่ภายในนั้นได้

ดร. ซีร์ดเวน เฟรเซอร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ซึ่งร่วมในทีมวิจัยด้วยบอกว่า ตัวอย่างดีเอ็นเอที่เก็บได้ในถ้ำนั้นมีทั้งของมอส สาหร่าย และสัตว์ขนาดเล็กหลายชนิดที่พบได้ทั่วไปในทวีปแอนตาร์กติกา แต่ก็ยังมีตัวอย่างดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อนรวมอยู่ด้วย



ทีมนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เผยการค้นพบล่าสุดในวารสาร Polar Biology ว่ามีดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากทั้งพืชและสัตว์ขนาดเล็กหลากหลายชนิดพันธุ์ ทั้งที่รู้จักกันดีและชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อน ปะปนอยู่ในดินจากถ้ำน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิอบอุ่นบนเกาะรอสส์ของทวีปแอนตาร์กติกา ถ้ำน้ำแข็งดังกล่าวมีอยู่หลายแห่งในบริเวณโดยรอบภูเขาไฟเอเรบัสซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเดียวกัน โดยถ้ำเหล่านี้เกิดขึ้นจากการละลายของผืนน้ำแข็งเมื่อได้รับไอร้อนจากภูเขาไฟ ทำให้ภายในถ้ำมีน้ำแข็งเกาะเบาบาง มีแสงสว่างส่องเข้าถึงและมีอุณหภูมิอบอุ่น โดยถ้ำบางแห่งมีอุณหภูมิสูงถึง 25 องศาเซลเซียส จนสามารถสวมใส่เพียงเสื้อยืดธรรมดาอยู่ภายในนั้นได้

ดร. ซีร์ดเวน เฟรเซอร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ซึ่งร่วมในทีมวิจัยด้วยบอกว่า ตัวอย่างดีเอ็นเอที่เก็บได้ในถ้ำนั้นมีทั้งของมอส สาหร่าย และสัตว์ขนาดเล็กหลายชนิดที่พบได้ทั่วไปในทวีปแอนตาร์กติกา แต่ก็ยังมีตัวอย่างดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อนรวมอยู่ด้วย


ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่พบว่ามีราและแบคทีเรียหลายชนิดอาศัยอยู่ในถ้ำภูเขาไฟของทวีปแอนตาร์กติกามาแล้ว แต่การค้นพบครั้งล่าสุดนี้บ่งชี้เพิ่มเติมว่า น่าจะมีสิ่งมีชีวิตในระดับที่สูงขึ้นไปอาศัยอยู่ในถ้ำลักษณะเดียวกันด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ระบบนิเวศใต้ผืนน้ำแข็งอาจเป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปในทวีปแอนตาร์กติกาอยู่แล้วและยังรอคอยการค้นพบอยู่ ทีมนักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ในขั้นต่อไปจะต้องมีการมองหาตัวอย่างของพืชและสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในถ้ำดังกล่าวให้พบ เพื่อนำมายืนยันสมมติฐานนี้อีกครั้ง




Credit : BBC


น้ำทะเลสูงขึ้นอาจทำ 8 เกาะ ในมหาสมุทรแปซิฟิกหายไป



น้ำทะเลสูงขึ้นอาจทำ 8 เกาะ ในมหาสมุทรแปซิฟิกหายไป



เหยื่อจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดมีรายงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซันไชน์ โคสต์ และมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ในประเทศออสเตรเลีย เผยว่า มีจำนวน 8 เกาะ ในหมู่เกาะไมโครนีเซียและหมู่เกาะโซโลมอน ในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังทยอยจมหายไป เนื่องมาจากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสูงถึง 12 มิลลิเมตร

ก่อนหน้านี้ มีรายงานเพิ่มเติมจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ในออสเตรเลียว่า มีเกาะ 5 แห่งในหมู่เกาะโซโลมอนได้สูญหายไปตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซันไชน์ โคสต์จึงได้ทำการสำรวจชายฝั่งและสอบถามจากชุมชนท้องถิ่น พร้อมกับศึกษาภาพจากดาวเทียม พบว่าเกาะที่มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มหลายแห่งถูกน้ำทะเลท่วมกลืนหายไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันว่า มี 2 สองที่หายไปเรียบร้อยแล้ว คือเกาะ Kepidauen Pehleng และ Nahlapenlohd ซึ่งจากภาพทางอากาศได้แสดงให้เห็นว่าอีก 6 เกาะคือ Laiap, Nahtik และ Ros ได้หายไประหว่างปี พ.ศ.2550-2557

การจมหายของเกาะเล็กๆอย่างต่อเนื่องกำลังส่งผลกระทบต่อการย้ายถิ่นฐานของประชากร พวกเขาต้องการย้ายไปยังหมู่เกาะขนาดใหญ่เพื่อมั่นใจในความปลอดภัย เพราะนอกจากแค่ระดับน้ำเพิ่มขึ้น พวกเขายังเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับพายุโซนร้อนหรือพายุไซโคลนรุนแรงที่ช่วยเพิ่มระดับน้ำทะเลให้ท่วมถึง ซึ่งความกังวลต่อการหายไปของผืนแผ่นดินไม่ได้มีเฉพาะที่หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพื้นที่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย





Credit : Thairath

หวั่น“ระเบิดแก่งน้ำโขง”กระทบความมั่นคงรัฐ จี้ทำอีเอชไอเอ พิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบด้าน




หวั่น“ระเบิดแก่งน้ำโขง”กระทบความมั่นคงรัฐ จี้ทำอีเอชไอเอ พิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบด้าน





เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำโขง กล่าวว่า ขณะนี้ทางประเทศจีน โดยบริษัท CCCC Second Habor Consultant Co., Ltd. ได้ว่าจ้างบริษัท ทีมคอนซัลติ้ง เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์เมเนจเม้นท์ จำกัด สำรวจออกแบบ และศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการดังกล่าว ในระดับชุมชนและระดับอำเภอ ใน 3 อำเภอ ของจ.เชียงราย คือ อ.เวียงแก่น อ.เชียงของ และ อ.เชียงแสน ระหว่างวันที่ 21-27 ก.ย. 2560 ทั้งนี้ประชาชนที่เข้าร่วมเวทีได้เสนอข้อห่วงใยเรื่องการระเบิดแก่งทุกครั้ง และเน้นย้ำขอให้ทางคณะทำงานที่จัดเวทีนำข้อคิดเห็นดังกล่าวบรรจุในรายงานทุกฉบับ และย้ำว่าเป็นการศึกษาเฉพาะกรอบเท่านั้น เนื่องจากการศึกษาดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ของประเทศไทย

นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวต่อว่า นอกจากผลกระทบต่อระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขงแล้ว โครงการดังกล่าวถือว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยโดยตรง โดยเฉพาะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางน้ำ ร่องน้ำลึกจะเปลี่ยนไป เมื่อนั้นย่อมส่งผลถึงแนวเขตแดนทางน้ำระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะยึดร่องน้ำลึกเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงของแนวเขตแดนระหว่างประเทศเป็นเรื่องของความมั่นคงระดับชาติ ซึ่งเรื่องนี้ขอให้ทางรัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญและความเสียหายที่จะตามมาในอนาคต เพราะไม่เพียงกระทบต่อความมั่นคงของชาติเท่านั้น แต่ยังขัดต่อหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วย ดังนั้นรัฐบาลจะต้องรอบคอบเป็นอย่างยิ่งในการพิจารณา

“การศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาฯ แม้จะเป็นของคนไทย แต่เป็นบริษัทเอกชนที่รับจ้างจากบริษัทเอกชนของประเทศจีน อย่างไรก็ตามผลการศึกษาดังกล่าว ไม่เพียงศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) เท่านั้น แต่ต้องศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ(อีเอชไอเอ) ด้วย และการพิจารณาผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ควรต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงด้วย” นายสมเกียรติ กล่าว  .





ที่มา: http://measwatch.org/news/5973

ผุดไอเดียปลูกต้นไม้ลดภาษี




ผุดไอเดียปลูกต้นไม้ลดภาษี





นายสุทธิชัย ทรรศนสฤษดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวสภากทม.เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่เขตจตุจักรและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการการดูแลรักษาตัดแต่งต้นไม้ในที่สาธารณะและที่ดินของเอกชนโดยนายสุทธิชัย กล่าวว่าขณะนี้พื้นที่สีเขียวในพื้นที่กรุงเทพมหานครเริ่มหายากเข้าไปทุกทีสภากทม.จึงมีแนวคิดที่จะให้เขตได้ขอความร่วมมือภาคเอกชนเพิ่มและดูแลพื้นที่สีเขียวด้วยซึ่งในต่างประเทศเขามีแนวคิดที่ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาคราชการช่วยบำรุงดูแลรักษาพื้นที่สีเขียวซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสามารถนำมาลดภาษีได้อีกด้วยคณะอนุกรรมการฯได้เคยมีโอกาสไปดูพื้นที่สีเขียวในเมืองฟุกุโอกะประเทศญี่ปุ่นพื้นที่เมืองไม่ต่างจากกรุงเทพมหานครเท่าไหร่นักแต่กับมีสวนสาธารณะมากกว่ากรุงเทพมหานครทำได้มาตรฐาน ร่มรื่นมีการออกกฎระเบียบให้ภาคเอกชนจัดเก็บรายได้ได้อีกด้วยทั้งนี้ก็เป็นแนวคิดที่กรุงเทพมหานคร โดยทางสภาฯจะนำมาศึกษาเพื่อหาแนวทางนำมาสานต่อให้เกิดเป็นรูปธรรม



ที่มา : http://measwatch.org/news/5987

"กทม." มหานครขยะล้น 4.2 ล้านตันต่อวัน




"กทม." มหานครขยะล้น 4.2 ล้านตันต่อวัน





เผยตัวเลขชาวกรุงเทพมหานครผลิตขยะ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศไทย 4.2 ล้านตันต่อวัน หลังฝนตกหนักพบขยะติดตามท่อระบายน้ำ จนเกิดปัญหาท่วมขัง

วันนี้(16 ต.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีปัญหาน้ำท่วมขังหลายจุด จากฝนที่ตกหนักเกินกว่า 203 มิลลิเมตร ซึ่งนอกจากน้ำท่วมจะทำให้รถติดอีกปัญหาที่ปรากฎคือ ขยะ

ถ้าดูภาพจากหลายๆที่ ที่พยายามจะระบายน้ำ ก็พบว่า ขยะไปอุดตันตามท่อระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำ
ก่อนหน้านี้ไทยพีบีเอส เคยเผยแพร่ภาพโซฟา เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่ตกค้างอยู่บริเวณประตูระบายน้ำ และทำให้ระบายน้ำได้ช้า

แต่นี่ใช่ปัญหาการจัดเก็บเพียงอย่างเดียวหรือไม่ เพราะถ้าดูในปริมาณการผลิตขยะต่อวัน กรุงเทพ มหานครมีขยะถูกทิ้งต่อวันถึง 4.2 ล้านตัน ติด 1 ใน 5 จังหวัดที่มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นต่อวันมากที่สุด ปีที่แล้วทั่วประเทศมีขยะ กว่า 27 ล้านตัน เป็นขยะอินทรีย์ที่เกิดจากอุตสาหกรรมอาหารและการกินเหลือทิ้งมากที่สุด นั่นหมายถึง เรายังพอมีวิธีลดจำนวนขยะได้

ข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ขยะมูลฝอยในประเทศไทย ปี 2559 เป็นขยะมูลฝอยชุมชน 27.04 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558  จำนวน 190,000 ตัน โดยพบว่าเป็นขยะมูลฝอยในกรุงเทพมหานคร 4.2 ล้านตัน และ76 จังหวัด อีก 22.84 ล้านตัน

โดยกรุงเทพมหานครเป็น 1 ใน 5 จังหวัด ที่มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นต่อวันมากที่สุด รองลงมาคือ ชลบุรี นครราชสีมาสมุทรปราการ ขอนแก่น ปัจจุบันคนไทยสร้างขยะเฉลี่ย 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน หรือคิดเป็น 74,130 ตันต่อวัน

ในจำนวนนี้ เป็นขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่เพียงร้อยละ 22 ตัวเลขที่น่าสนใจคือ เกินครึ่งของขยะมูลฝอย เป็นขยะอินทรีย์ร้อยละ 64 ในจำนวนนี้ เกิดจากอุตสาหกรรมอาหารร้อยละ 53 และยังมีขยะอาหารที่เหลืออีก ร้อยละ 46.7 ซึ่งยังไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ ที่ผ่านมาการกำจัดขยะ มักไม่ถูกต้องการนำกลับมาใช้ใหม่จึงต่ำกว่าเป้าหมาย ทำให้มีขยะสะสมมากถึง 30.49 ล้านตัน แต่จัดการได้เพียง 20.53 ล้านตัน

จนนำมาสู่การจัดทำแผนแม่บทการบริการจัดการขยะ ระยะ 5 ปี กำหนดกรอบ แนวทางการดำเนินการอย่างชัดเจน ควบคู่กับการสร้างวินัยให้คนในชาติ เพื่อให้มีส่วนร่วมจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ภายใต้หลัก 3 R ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ 






เผยตัวเลขชาวกรุงเทพมหานครผลิตขยะ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศไทย 4.2 ล้านตันต่อวัน หลังฝนตกหนักพบขยะติดตามท่อระบายน้ำ จนเกิดปัญหาท่วมขัง

วันนี้(16 ต.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีปัญหาน้ำท่วมขังหลายจุด จากฝนที่ตกหนักเกินกว่า 203 มิลลิเมตร ซึ่งนอกจากน้ำท่วมจะทำให้รถติดอีกปัญหาที่ปรากฎคือ ขยะ

ถ้าดูภาพจากหลายๆที่ ที่พยายามจะระบายน้ำ ก็พบว่า ขยะไปอุดตันตามท่อระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำ
ก่อนหน้านี้ไทยพีบีเอส เคยเผยแพร่ภาพโซฟา เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่ตกค้างอยู่บริเวณประตูระบายน้ำ และทำให้ระบายน้ำได้ช้า

แต่นี่ใช่ปัญหาการจัดเก็บเพียงอย่างเดียวหรือไม่ เพราะถ้าดูในปริมาณการผลิตขยะต่อวัน กรุงเทพ มหานครมีขยะถูกทิ้งต่อวันถึง 4.2 ล้านตัน ติด 1 ใน 5 จังหวัดที่มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นต่อวันมากที่สุด ปีที่แล้วทั่วประเทศมีขยะ กว่า 27 ล้านตัน เป็นขยะอินทรีย์ที่เกิดจากอุตสาหกรรมอาหารและการกินเหลือทิ้งมากที่สุด นั่นหมายถึง เรายังพอมีวิธีลดจำนวนขยะได้

ข้อมูลกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ขยะมูลฝอยในประเทศไทย ปี 2559 เป็นขยะมูลฝอยชุมชน 27.04 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558  จำนวน 190,000 ตัน โดยพบว่าเป็นขยะมูลฝอยในกรุงเทพมหานคร 4.2 ล้านตัน และ76 จังหวัด อีก 22.84 ล้านตัน

โดยกรุงเทพมหานครเป็น 1 ใน 5 จังหวัด ที่มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นต่อวันมากที่สุด รองลงมาคือ ชลบุรี นครราชสีมาสมุทรปราการ ขอนแก่น ปัจจุบันคนไทยสร้างขยะเฉลี่ย 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน หรือคิดเป็น 74,130 ตันต่อวัน

ในจำนวนนี้ เป็นขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่เพียงร้อยละ 22 ตัวเลขที่น่าสนใจคือ เกินครึ่งของขยะมูลฝอย เป็นขยะอินทรีย์ร้อยละ 64 ในจำนวนนี้ เกิดจากอุตสาหกรรมอาหารร้อยละ 53 และยังมีขยะอาหารที่เหลืออีก ร้อยละ 46.7 ซึ่งยังไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ ที่ผ่านมาการกำจัดขยะ มักไม่ถูกต้องการนำกลับมาใช้ใหม่จึงต่ำกว่าเป้าหมาย ทำให้มีขยะสะสมมากถึง 30.49 ล้านตัน แต่จัดการได้เพียง 20.53 ล้านตัน

จนนำมาสู่การจัดทำแผนแม่บทการบริการจัดการขยะ ระยะ 5 ปี กำหนดกรอบ แนวทางการดำเนินการอย่างชัดเจน ควบคู่กับการสร้างวินัยให้คนในชาติ เพื่อให้มีส่วนร่วมจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ภายใต้หลัก 3 R ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่ 



ชาวหัวหินจวก!ค้านใช้งบ3,000ล้านถมทรายชายหาด




ชาวหัวหินจวก!ค้านใช้งบ3,000ล้านถมทรายชายหาด





วันที่  29 กันยายน 60 ที่โรงแรมนาวีภิรมย์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายมนตรี ชูภู่ รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เป็นประธานเปิดการประชุม ประชาสัมพันธ์โครงการศึกษาวางแผนแม่บทและสำรวจออกแบบเพื่อเสริมทรายป้องกันการกัดเซาะชายหาดหัวหิน ครั้งที่ 3 จัดโดยกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเชิญตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ สมาชิกสภาท้องถิ่น หน่วยงานภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรม ประชาชนและกลุ่มชาวประมงชายฝั่งในพื้นที่ อ.หัวหิน กว่า 200 คน เข้าร่วมรับฟัง โดยมีนายธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าโครงการฯ และนายสุพจน์ จารุลักขณา วิศวกรชายฝั่ง ได้ชี้แจงการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายหาดหัวหินโดยวิธีการเสริมทราย นายกฤษดารักษ์ แพรัตกุล และนายกิตติชัย ดวงมาลย์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม ได้เสนอรายงานผลการศึกษาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ชายหาดสนามบินหัวหินถึงเขาตะเกียบ ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร






วันที่  29 กันยายน 60 ที่โรงแรมนาวีภิรมย์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายมนตรี ชูภู่ รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เป็นประธานเปิดการประชุม ประชาสัมพันธ์โครงการศึกษาวางแผนแม่บทและสำรวจออกแบบเพื่อเสริมทรายป้องกันการกัดเซาะชายหาดหัวหิน ครั้งที่ 3 จัดโดยกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเชิญตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ สมาชิกสภาท้องถิ่น หน่วยงานภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรม ประชาชนและกลุ่มชาวประมงชายฝั่งในพื้นที่ อ.หัวหิน กว่า 200 คน เข้าร่วมรับฟัง โดยมีนายธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าโครงการฯ และนายสุพจน์ จารุลักขณา วิศวกรชายฝั่ง ได้ชี้แจงการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายหาดหัวหินโดยวิธีการเสริมทราย นายกฤษดารักษ์ แพรัตกุล และนายกิตติชัย ดวงมาลย์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม ได้เสนอรายงานผลการศึกษาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ชายหาดสนามบินหัวหินถึงเขาตะเกียบ ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร





ต่อมาในที่ประชุมได้เปิดรับฟังความคิดเห็นซึ่งประชาชนส่วนใหญ่คัดค้านไม่เห็นด้วย ขณะที่มีประชาชนบางส่วนยืนถือป้ายประท้วงไม่เอาด้วยกับโครงการนี้ที่ด้านหน้าห้องประชุม เนื่องจากต้องการให้ชายหาดหัวหินที่มีความงดงามเปลี่ยนแปลงไปเองตามธรรมชาติจากลักษณะของเม็ดทรายชายหาดที่ขาวละเอียด รวมทั้งไม่มั่นใจปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากความล้มเหลวในการทำโครงการลักษณะเดียวกันในพื้นที่ชายหาดบางแห่งแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดในภาคตะวันออก จากนั้นที่ประชุมมีมติให้หยุดการศึกษาและการดำเนินโครงการ ซึ่งเจ้าหน้าที่จากกรมเจ้าท่าได้รับมติที่ประชุม และจะมีหนังสือแจ้งผลการประชุมให้ยุติโครงการในพื้นที่ อ.หัวหิน 

 นายอุดม ศรีมหาโชตะ อุปนายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก กล่าวว่าการทำโครงการตลอดแนวชายหาดหัวหินหลังจากมีการประเมินผลกระทบรัฐบาลจะใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท นอกจากนั้นทราบว่ามีงบประมาณอีก 148 ล้านบาทที่จะใช้ทำโครงการนำร่องที่ชายหาดหัวหินด้านหน้าสวนหลวงราชินี 19 ไร่ ความยาว 700 เมตร แต่ล่าสุดกรมเจ้าท่าได้ยุติโครงการแล้ว และมีแนวโน้มว่ากรมโยธาธิการและผังเมือง จะเข้ามาสำรวจออกแบบเพื่อสร้างเขื่อนกันคลื่นที่หัวหินเหมือนชายหาดปากน้ำปราณ หากดำเนินการก็จะมีประชาชนออกมาคัดค้านอย่างแน่นอน เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างที่ชายหาดปากน้ำปราณขณะนี้ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ มีสภาพทรุดโทรมอย่างมาก ส่วนการถมทรายก็มีตัวอย่างที่ชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งทราบว่าหลังใช้งบประมาณดำเนินการก็ไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย 

ด้าน นายอุดมสุข นิ่มเซียน นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่แสดงความเห็นคัดค้านโครงการนี้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ภาครัฐสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก นอกจากนั้นสภาพชายหาดหัวหินในรอบ 100 ปี ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามแนวทางการประเมิน ส่วนการถมทรายทราบว่าผู้ทำโครงการจะนำทรายจากทะเลเพื่อถมบริเวณชายหาด ส่วนตัวไม่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาการกัดเซาะได้ และหากการทำโครงการเสร็จสิ้นถ้าผลกระทบเกิดกับพื้นที่ชายหาดเชื่อว่าจะไม่มีหน่วยงานใดออกมาแสดงความรับผิดชอบเหมือนปัญหาผลกระทบจากชายหาดแห่งอื่นที่ทำโครงการนี้. 





ที่มา : http://measwatch.org/news/5976

เปิดฉากประชุมโลกร้อน COP 23 ลุ้นบรรลุกรอบความตกลงปารีส




เปิดฉากประชุมโลกร้อน COP 23 ลุ้นบรรลุกรอบความตกลงปารีส





เปิดฉากการประชุมโลกร้อน COP 23 เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ลุ้นหาข้อมติกำหนดกติกาความตกลงปารีสที่จะมีผลบังคับใช้ ไทยชงขอสนับสนุนเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนภูมิอากาศ (GCF) 2 โครงการวงเงิน 1,462 ล้านบาท รู้ผล ก.พ.2561

วันนี้ (9 พ.ย.2560) นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. กล่าวว่า ขณะนี้การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (COP 23) พร้อมการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 13 (CMP 13) และการประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 6-17 พ.ย.นี้ ที่เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยมี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมประชุมระดับสูงระหว่างวันที่ 15-17 พ.ย.นี้






เปิดฉากการประชุมโลกร้อน COP 23 เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ลุ้นหาข้อมติกำหนดกติกาความตกลงปารีสที่จะมีผลบังคับใช้ ไทยชงขอสนับสนุนเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนภูมิอากาศ (GCF) 2 โครงการวงเงิน 1,462 ล้านบาท รู้ผล ก.พ.2561

วันนี้ (9 พ.ย.2560) นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. กล่าวว่า ขณะนี้การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (COP 23) พร้อมการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 13 (CMP 13) และการประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 6-17 พ.ย.นี้ ที่เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยมี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมประชุมระดับสูงระหว่างวันที่ 15-17 พ.ย.นี้





“ประเด็นสำคัญของเวที COP 23 จะเน้นหารือแทวทางปฏิบัติและข้อกำหนดการบังคับใช้ความตกลงปารีสก่อนเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ หลังพิธีสารเกียวโตหมดอายุลงในปี 2563 เพื่อผลักดันความมั่นใจลดก๊าซเรือนกระจก รักษาอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส โดยแต่ละประเทศต้องเพิ่มเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกอีก 11 - 13.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ ภายในปี 2573 การติดตาม ทบทวน เสนอกติกาที่ให้แต่ละประเทศส่งเป้าหมายการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ทุก 5 ปี ซึ่งจะหารือกับกลุ่มประเทศ 77 (G77) จีน และสหภาพยุโรป (EU) ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างสูง”

ไทยประกาศลดก๊าซเรือนกระจก 20-25
นายพิรุณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของประเทศไทย ขณะนี้มีการจัดทำแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พ.ศ. 2564-2573 เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เป้าการลดของไทยในปี 2573 เป็นไปตามแผนที่ร้อยละ 20-25 ในเบื้องต้นไทยลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 40.14 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ หรือประมาณร้อยละ 11 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีปกติ ซึ่งถือว่าเกินเป้าที่ประกาศไว้ที่ร้อยละ 7-20 ภายในปี 2563

นอกจากนี้ ประเทศไทย ยังได้จัดส่งข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา 3 เรื่องเป็นครั้งแรก คือ แผนปฏิบัติการโนโรบี เรื่องการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้นำเสนอกรณีศึกษาผลกระทบจากอุทกภัยและการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  แนวคิดเกี่ยวกับความร่วมมือในกลไกตลาดระหว่างประเทศตามความตกลงปารีส และแนวคิดเกี่ยวกับความร่วมมือการจัดการกับผลกระทบที่ประเทศกำลังพัฒนาได้รับจากการดำเนินมาตรการของประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ






“ประเด็นสำคัญของเวที COP 23 จะเน้นหารือแทวทางปฏิบัติและข้อกำหนดการบังคับใช้ความตกลงปารีสก่อนเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ หลังพิธีสารเกียวโตหมดอายุลงในปี 2563 เพื่อผลักดันความมั่นใจลดก๊าซเรือนกระจก รักษาอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส โดยแต่ละประเทศต้องเพิ่มเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกอีก 11 - 13.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ ภายในปี 2573 การติดตาม ทบทวน เสนอกติกาที่ให้แต่ละประเทศส่งเป้าหมายการมีส่วนร่วมของแต่ละประเทศในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ทุก 5 ปี ซึ่งจะหารือกับกลุ่มประเทศ 77 (G77) จีน และสหภาพยุโรป (EU) ที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างสูง”

ไทยประกาศลดก๊าซเรือนกระจก 20-25
นายพิรุณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของประเทศไทย ขณะนี้มีการจัดทำแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พ.ศ. 2564-2573 เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เป้าการลดของไทยในปี 2573 เป็นไปตามแผนที่ร้อยละ 20-25 ในเบื้องต้นไทยลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 40.14 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ หรือประมาณร้อยละ 11 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีปกติ ซึ่งถือว่าเกินเป้าที่ประกาศไว้ที่ร้อยละ 7-20 ภายในปี 2563

นอกจากนี้ ประเทศไทย ยังได้จัดส่งข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา 3 เรื่องเป็นครั้งแรก คือ แผนปฏิบัติการโนโรบี เรื่องการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้นำเสนอกรณีศึกษาผลกระทบจากอุทกภัยและการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  แนวคิดเกี่ยวกับความร่วมมือในกลไกตลาดระหว่างประเทศตามความตกลงปารีส และแนวคิดเกี่ยวกับความร่วมมือการจัดการกับผลกระทบที่ประเทศกำลังพัฒนาได้รับจากการดำเนินมาตรการของประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ





ลุ้นไทยได้เงินกองทุนสีเขียว 1,462 ล้านบาท
“ส่วนอีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ได้ทำหนังสือขอรับการสนับสนุนในโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยไปยังกองทุนภูมิอากาศ หรือ GCF ซึ่งเป็นเงินสนับสนุนช่วยเหลือแบบให้เปล่า ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  2 โครงการ รวมวงเงินประมาณ 43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,462 ล้านบาท”
แบ่งเป็นโครงการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือตอนล่างให้ประกอบอาชีพได้มั่นคง ด้วยวงเงิน 39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,326 ล้านบาท


 

ส่วนโครงการเสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจก การสร้างชุมชน และระบบนิเวศชายฝั่งที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมการจัดการและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและระบบนิเวศชายฝั่ง ทั้งป่าชายเลน ปะการัง หน้าทะเล รวมทั้ง พัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่งในพื้นที่จังหวัดตราดและระนองให้มีความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยวงเงิน 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 136 ล้านบาท คาดว่า จะได้รับการอนุมัติวงเงินสนับสนุนประมาณเดือนก.พ. 2561

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าแผนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะสวนทางกับการลดก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ ซึ่งนายพิรุณ ยอมรับว่าไม่น่าจะกระทบเนื่องจากเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 ได้นำแผนพัฒนาพลังงาน และมาตรการลดจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมา โดยเฉพาะแผนใช้พลังงานทดแทน ขณะที่ไทยเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 0.8 ของทั้งโลก






ที่มา : http://news.thaipbs.or.th

อนุรักษ์ “พลับพลึงธาร” แห่งเดียวในโลก




อนุรักษ์ “พลับพลึงธาร” แห่งเดียวในโลก





เวลานี้แหล่งท่องเที่ยวทั่วไทยสร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล จึงต้องดูแลและอนุรักษ์ให้คงอยู่...! หนึ่งในนั้นเป็น พลับพลึงธาร มีอยู่แห่งเดียวในโลกบริเวณรอยต่อ2 จังหวัด ระนอง-พังงา โดยเฉพาะบริเวณคลองนาคา อ.สุขสำราญ ซึ่งในอดีตมีเป็นจำนวนมาก จนเกิดเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวสร้างรายได้ แต่หลายปีผ่านมามีปัจจัยทำให้พลับพลึงธารถูกคุกคาม จากการลักลอบขุดหัวไปขาย ไม่ก็ขุดลอกคลองจนส่งผลกระทบกับพลับพลึงธารในธรรมชาติอย่างรุนแรง จนไม่มีเหลือให้เห็นอีกเลยในคลองนาคาที่เหลืออยู่ก็น้อยนิดเท่านั้น บริเวณคลองสาขาย่อยทั้ง อ.สุขสำราญ และ อ.กะเปอร์ จ.ระนอง นายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ ผวจ.ระนอง กล่าวว่า เหตุนี้เอง นายสมชัย มาเสถียร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเปิดตัวโครงการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่อาศัยพันธุ์พืชและสัตว์ที่สำคัญระดับโลก หลังจาก สนง.นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การสวนสัตว์ในพระราชูปถัมภ์ ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้รับงบประมาณมาจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกจึงนำมาใช้ในโครงการนี้เนื่องจากถิ่นอาศัยของสัตว์และพันธุ์สัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลก และอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ 3 ชนิด ที่ต้องอนุรักษ์ไว้ ได้แก่ นกชาย
เลนปากช้อน พลับพลึงธาร และนกกระเรียนพันธุ์ไทย นายจตุพจน์ บอกด้วยว่า จ.ระนอง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีทั้งผืนป่าบก ป่าชายเลน แหล่งน้ำแร่ น้ำทะเล และโดยเฉพาะพลับพลึงธารที่เป็นหนึ่งในความหลากหลายในระบบนิเวศ กิจกรรมครั้งนี้จึงจะทำให้เกิดการรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของพลับพลึงธารที่เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญของความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำลำคลองและธรรมชาติ นำมาซึ่งความร่วมมือในการพิทักษ์และฟื้นฟูประชากรพลับพลึงธารในทุกระดับชั้นทั้งในและนอกพื้นที่ สู่การเป็นมรดกตกทอดล้ำค่าทางธรรมชาติที่ต้องบำรุงรักษาและหวงแหนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน...! 

:  สาโรจน์ คชาเศรษฐ์




ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1133293

"ปากพนัง"คลื่นลมแรง-สงขลา ประกาศน้ำท่วมทั้งจังหวัด





ปริมาณน้ำจากหลายอำเภอในจังหวัด สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ไหลมารวมบริเวณทะเลสาบสงขลา ก่อนลงสู่ทะเลทำให้เกือบทุกพื้นที่ มีน้ำท่วมสูง ส่วน อำเภอเทพา สะบ้าย้อย และนาทวี จ.สงขลาขณะนี้ น้ำได้ไหลเข้าท่วมเขตเมืองแล้ว

วันนี้ (1 ธ.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ยังคงวิกฤต ปริมาณน้ำจากหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ไหลมารวมบริเวณทะเลสาบสงขลา ก่อนลงสู่ทะเลทำให้เกือบทุกพื้นที่ มีน้ำท่วมสูง ส่วนอำเภอเทพา สะบ้าย้อย และนาทวี จ.สงขลา ขณะนี้ น้ำได้ไหลเข้าท่วมเขตเมืองแล้ว

ขณะที่ยังพบว่า คลื่นลมที่รุนแรง ได้ซัดกระแทกแนวหินกันคลื่นบริเวณบ้านขนาบนาค อ.ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้แนวกั้นคลื่นบางจุดพังทลายลงทันที ขณะเดียวกันในบางช่วงที่คลื่นสูง ได้ทะลักข้ามฝั่งมายังบ้านเรือนของชาวบ้านโดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็นน้ำทะเลที่หนุนสูง ทำให้เจ้าของบ้านบางหลังต้องอพยพไปนอนบ้านญาติ เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย เพราะนอกจากจะมีคลื่มลมแล้ว ฝนที่ตกสะสมอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เช่นเดียวกับพื้นที่ริมทะเลในเขตรอยต่อจังหวัดสงขลา จนถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชเกือบทุกแห่งที่เผชิญกับคลื่นลมสูง







ปริมาณน้ำจากหลายอำเภอในจังหวัด สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ไหลมารวมบริเวณทะเลสาบสงขลา ก่อนลงสู่ทะเลทำให้เกือบทุกพื้นที่ มีน้ำท่วมสูง ส่วน อำเภอเทพา สะบ้าย้อย และนาทวี จ.สงขลาขณะนี้ น้ำได้ไหลเข้าท่วมเขตเมืองแล้ว

วันนี้ (1 ธ.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ยังคงวิกฤต ปริมาณน้ำจากหลายอำเภอในจังหวัดสงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ไหลมารวมบริเวณทะเลสาบสงขลา ก่อนลงสู่ทะเลทำให้เกือบทุกพื้นที่ มีน้ำท่วมสูง ส่วนอำเภอเทพา สะบ้าย้อย และนาทวี จ.สงขลา ขณะนี้ น้ำได้ไหลเข้าท่วมเขตเมืองแล้ว

ขณะที่ยังพบว่า คลื่นลมที่รุนแรง ได้ซัดกระแทกแนวหินกันคลื่นบริเวณบ้านขนาบนาค อ.ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้แนวกั้นคลื่นบางจุดพังทลายลงทันที ขณะเดียวกันในบางช่วงที่คลื่นสูง ได้ทะลักข้ามฝั่งมายังบ้านเรือนของชาวบ้านโดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็นน้ำทะเลที่หนุนสูง ทำให้เจ้าของบ้านบางหลังต้องอพยพไปนอนบ้านญาติ เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย เพราะนอกจากจะมีคลื่มลมแล้ว ฝนที่ตกสะสมอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เช่นเดียวกับพื้นที่ริมทะเลในเขตรอยต่อจังหวัดสงขลา จนถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชเกือบทุกแห่งที่เผชิญกับคลื่นลมสูง






 "สงขลา" น้ำท่วม 16 อำเภอยังวิกฤต

ส่วนที่ จ.สงขลา หลายอำเภอกำลังเผชิญกับน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะอ.นาทวี น้ำท่วมได้ไหลเข้าท่วมในตัวเมืองและเส้นทางสายหลักระหว่างอำเภอ และชายแดนไทยมาเลเซีย

โดยเฉพาะในเส้นทางนาทวี-ลำไพล และนาทวี-ด่านประกอบ ที่ถูกน้ำท่วมสูง ทำให้การสัญจรไปมายากลำบากโดยเฉพาะรถเล็ก ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายเพราะน้ำไหลเชี่ยว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆซึ่งชุมชนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมหนักที่สุด คือ ชุมชนหน้าค่าย น้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนแล้วกว่า 100 ครัวเรือน






 "สงขลา" น้ำท่วม 16 อำเภอยังวิกฤต

ส่วนที่ จ.สงขลา หลายอำเภอกำลังเผชิญกับน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะอ.นาทวี น้ำท่วมได้ไหลเข้าท่วมในตัวเมืองและเส้นทางสายหลักระหว่างอำเภอ และชายแดนไทยมาเลเซีย

โดยเฉพาะในเส้นทางนาทวี-ลำไพล และนาทวี-ด่านประกอบ ที่ถูกน้ำท่วมสูง ทำให้การสัญจรไปมายากลำบากโดยเฉพาะรถเล็ก ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายเพราะน้ำไหลเชี่ยว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆซึ่งชุมชนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมหนักที่สุด คือ ชุมชนหน้าค่าย น้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนแล้วกว่า 100 ครัวเรือน





เช่นเดียวกับที่ อ.สิงหนคร ชาวบ้านหมู่ 5 และ หมู่ 6 ตำบลปากรอ เดือดร้อนอย่างหนัก เพราะน้ำที่ท่วมสูงเกือบ 1 เมตรและกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะน้ำจำนวนมากจากหลายอำเภอ รวมถึงพื้นที่จังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราช ได้ไหลระบายลงสู่งทะเลสาบสงขลา ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านหลายคนจึงกังวลว่า สถานการณ์น้ำท่วมอาจจะเลวร้ายเหมือน 4 ปีก่อน

นางบุญร่วม บัวงาม กล่าวว่า น้ำมาเร็วก็ค่อยขนย้ายข้าวของที่สำคัญ เครื่องใช้ไฟฟ้าไปฝากไว้บ้านคนอื่นก่อน ไม่แตกต่างไปจากชาวประมงผู้เลี้ยงปลากระพงในกระชัง ที่บ้านแหลม ต.ปากรอ อ.สิงหนคร ซึ่งรองรับน้ำที่ระบายจากพื้นที่ตอนบน ทั้งจาก อ.สะเดา หาดใหญ่ คลองหอยโข่ง และบางกล่ำ






เช่นเดียวกับที่ อ.สิงหนคร ชาวบ้านหมู่ 5 และ หมู่ 6 ตำบลปากรอ เดือดร้อนอย่างหนัก เพราะน้ำที่ท่วมสูงเกือบ 1 เมตรและกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะน้ำจำนวนมากจากหลายอำเภอ รวมถึงพื้นที่จังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราช ได้ไหลระบายลงสู่งทะเลสาบสงขลา ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านหลายคนจึงกังวลว่า สถานการณ์น้ำท่วมอาจจะเลวร้ายเหมือน 4 ปีก่อน

นางบุญร่วม บัวงาม กล่าวว่า น้ำมาเร็วก็ค่อยขนย้ายข้าวของที่สำคัญ เครื่องใช้ไฟฟ้าไปฝากไว้บ้านคนอื่นก่อน ไม่แตกต่างไปจากชาวประมงผู้เลี้ยงปลากระพงในกระชัง ที่บ้านแหลม ต.ปากรอ อ.สิงหนคร ซึ่งรองรับน้ำที่ระบายจากพื้นที่ตอนบน ทั้งจาก อ.สะเดา หาดใหญ่ คลองหอยโข่ง และบางกล่ำ





เทพา-นาทวี-สะบ้าย้อย ยังอ่วม 
ขณะนี้น้ำจำนวนมากไหลทะลักลงมา ท่วมพื้นที่ ทำให้ปลากะพงขาวของชาวบ้านกว่า 100 กระชังหลุดออกจากกระชังเลี้ยงเกือบทั้งหมด ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสงขลา มีรายงานว่า ทั้ง 16 อำเภอได้รับผลกระทบ ทำให้ทางจังหวัดประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน มีประชาชนกว่า 1 แสน 2 หมื่นคนได้รับความเดือดร้อน มีผู้เสียชีวิต 3 คน และมีผู้ที่ต้องอพยพ 85 ครัวเรือน โดยพื้นที่ที่สถานการณ์น่ากังวลมากที่สุด คือ อำเภอเทพานาทวี และสะบ้าย้อย

สถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบกับคนเท่านั้น แต่ฝนที่ตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้สัตว์ในสวนสัตว์สงขลาได้รับผลกระทบ ทางสวนสัตว์สงขลา จึงมีความจำเป็นดูแลสุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่วย โดยได้นำผ้าห่ม และติดไฟฟ้าบนกรง เพื่อให้ความอบอุ่นแก่สัตว์ หรือนำฟางแห้ง มาปูพื้น เพื่อให้สัตว์นอน ส่วนนกก็จะเครื่องเป่าผมมาเป่าให้แห้งเพื่อให้นกเกิดความอบอุ่น


ที่มา : https://news.thaipbs.or.th/content/268173

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดระบบ Smart Micro Grid แห่งแรกของประเทศ “บ้านขุนแปะ” ควบคุมไฟฟ้าพลังน้ำ-แสงอาทิตย์-แบตเตอรี่ โมเดลนำร่องชุมชนพึ่งพาตนเอง




การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดระบบ Smart Micro Grid แห่งแรกของประเทศ “บ้านขุนแปะ” ควบคุมไฟฟ้าพลังน้ำ-แสงอาทิตย์-แบตเตอรี่ โมเดลนำร่องชุมชนพึ่งพาตนเอง





นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยในพิธีเปิดระบบไฟฟ้า Smart Micro Grid บ้านขุนแปะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2560 ตอนหนึ่งว่า พื้นที่บ้านขุนแปะได้นำระบบไฟฟ้าแบบ Smart Micro Grid มาใช้ควบคุมการจ่ายไฟจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบสำรองไฟด้วยแบตเตอรี่ ทำให้พื้นที่แห่งนี้สามารถจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพียงพอสำหรับใช้ในพื้นที่โดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าที่ส่งมาจากภายนอก ถือเป็นพื้นที่นำร่องในการดำเนินการระบบ Smart Micro Grid แห่งแรกของประเทศ

ทั้งนี้ ระบบไฟฟ้าในพื้นที่บ้านขุนแปะ ซึ่งมีขนาดชุมชนประมาณ 500 หลังคาเรือน เป็นระบบไฟฟ้าแบบ Smart Micro Grid อย่างสมบูรณ์ ทำงานในโหมดแยกตัวอิสระ (Islanding) หรือโหมดเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าหลัก (Grid Connected) ควบคุมการจ่ายไฟฟ้าได้จากระยะไกล เป็นโครงการ Smart Micro Grid แห่งแรกของประเทศไทย และจะเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบ Smart Micro Grid ในพื้นที่อื่นๆ โดยเป็นศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้าน Smart Micro Grid รวมทั้งเป็นพื้นที่นำร่องในการวิจัยและพัฒนาระบบไฟฟ้าในด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์กับชุมชนต่อไปในอนาคต

นายเสริมสกุล กล่าวว่า กฟภ.ได้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กมากที่บ้านขุนแปะ ตั้งแต่ปี 2532 เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนแปะและชุมชนใกล้เคียงจำนวน 10 หมู่บ้าน โดยไม่มีการเชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายหลักของ กฟภ. ดังนั้นการจ่ายไฟฟ้าจึงขึ้นกับปริมาณน้ำในแต่ละปี และด้วยระยะทางที่ไกลมีปัญหาไฟตกไฟดับ ต่อมาในปี 2541 กฟภ.จึงปรับปรุงการจ่ายไฟในพื้นที่ให้มีความมั่นคงมากขึ้น ด้วยการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน โดยติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลขนาด 56 กิโลวัตต์ และระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 7.3 กิโลวัตต์

“เมื่อรวมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 96 กิโลวัตต์ที่ใช้อยู่เดิม ทำให้พื้นที่นี้มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 159 กิโลวัตต์ และเป็นจุดเริ่มต้นของระบบไฟฟ้าแบบ Micro Grid หรือระบบไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีแหล่งผลิตไฟฟ้าของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าหลัก” นายเสริมสกุล กล่าว

นายเสริมสกุล กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นในปี 2553 กฟภ.ได้ดำเนินการการก่อสร้างระบบจำหน่ายจ่ายไฟเข้าพื้นที่เพื่อเสริมความมั่งคงระบบไฟฟ้า และในปี 2560 ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) พัฒนาระบบไฟฟ้าในพื้นที่บ้านขุนแปะให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ด้วยการพัฒนากังหันพลังน้ำประสิทธิภาพสูง ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 100 กิโลวัตต์ และระบบควบคุมการจ่ายไฟ (Micro Grid Controller) พร้อมติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง


ที่มา : https://greennews.agency/?p=16129

คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าเหมืองถ่านหิน จะมีสภาพแบบนี้ !!
โฮ…. โอ้โฮ …. OH WOW … นี่หรือคือเหมืองถ่านหิน !!




คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าเหมืองถ่านหิน จะมีสภาพแบบนี้ !!
โฮ…. โอ้โฮ …. OH WOW … นี่หรือคือเหมืองถ่านหิน !!



เชื่อหรือไม่ว่า นี่คือทุ่งบัวตองในเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง

กับอากาศแสนสดชื่น ท่ามกลางทะเลหมอกแสนสวยงาม

ดอกบัวตองสวยๆ กับฟ้าใสๆ





เชื่อหรือไม่ว่า นี่คือทุ่งบัวตองในเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง

กับอากาศแสนสดชื่น ท่ามกลางทะเลหมอกแสนสวยงาม

ดอกบัวตองสวยๆ กับฟ้าใสๆ





ดอกไม้หลากสี ต้อนรับการมาเยือนของลมหนาว





ดอกไม้หลากสี ต้อนรับการมาเยือนของลมหนาว




ทุ่งดอกบัวตอง ณ เหมืองและโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง

ดอกไม้นานาพรรณ กับ ไอหมอกยามเช้า ท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก



ทุ่งดอกบัวตอง ณ เหมืองและโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง

ดอกไม้นานาพรรณ กับ ไอหมอกยามเช้า ท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก


มาสูดอากาศบริสุทธิ์ เก็บความประทับใจด้วยตัวคุณเอง เพราะ 10 ปากว่า ไม่เท่าตาเห็น
มาสัมผัสด้วยตัวคุณเอง ที่ งานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ ณ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง





มาสูดอากาศบริสุทธิ์ เก็บความประทับใจด้วยตัวคุณเอง เพราะ 10 ปากว่า ไม่เท่าตาเห็น
มาสัมผัสด้วยตัวคุณเอง ที่ งานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ ณ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง





มาสูดอากาศบริสุทธิ์ เก็บความประทับใจด้วยตัวคุณเอง เพราะ 10 ปากว่า ไม่เท่าตาเห็น
มาสัมผัสด้วยตัวคุณเอง ที่ งานเทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ ณ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง





Bird’s Eye View มองมุมใหม่ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง
มาดูกันว่า สวรรค์บนดิน เป็นเช่นไร
จะสวยงามมากแค่ไหน กับมุมมองที่คุณไม่เคยได้เห็น






Bird’s Eye View มองมุมใหม่ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง
มาดูกันว่า สวรรค์บนดิน เป็นเช่นไร
จะสวยงามมากแค่ไหน กับมุมมองที่คุณไม่เคยได้เห็น





@ เทศกาลท่องเที่ยวแม่เมาะ กฟผ. แม่เมาะ จ.ลำปาง
https://www.facebook.com/maemohfestival/

ที่มา : http://www.balanceenergythai.com

เอนไซม์กินพลาสติกช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติก?




เอนไซม์กินพลาสติกช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติก?




นักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักรพยายามแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยการใช้เอนไซม์กินพลาสติก

ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เราใช้เพียง ครั้งเดียว อาจตกค้างอยู่ในทะเล นานหลายสิบปี หรือหลายร้อยปี ห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยพอร์ตสมัทอาจค้นพบทางออก ด้วยการสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมา กินพลาสติก

พลาสติกถูกนำไปรีไซเคิลได้ โรงงานนี้นำวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้งานแล้ว มาทำเป็นขวดน้ำดื่มใหม่ แต่ที่มหาวิทยาลัยพอร์ตสมัท ในสหราชอาณาจักร นักวิทยาศาสตร์ได้ก้าวไปไกลกว่านั้น พวกเขาค้นพบเอนไซม์ ที่สามารถกินพลาสติกได้

ศ.จอห์น แม็คจีฮัน แห่ง ม.พอร์ตสมัท สหราชอาณาจักร กล่าวว่า "วัสดุนี้เพิ่งมีมาราว 50 ปี การนำเอนไซม์มาใช้เพื่อกินวัสดุที่คนสร้างขึ้นนี้ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งจริง ๆ"

นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามดัดแปลงเอนไซม์ให้ทำงานได้เร็วขึ้น แม้เทคโนโลยีนี้อาจช่วยทำให้การรีไซเคิลทำได้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่ได้ผลกับพลาสติกทุกชนิด นักรณรงค์บอกว่าเรายังคงต้องลดการใช้วัสดุที่คนทำขึ้นในชีวิตประจำวัน


ที่มา : http://www.bbc.com/thai/international-43810176