ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน "ไขความลับการรักษามะเร็งด้วยรังสี" รศ.พญ.สุพัตรา แสงรุจิ (แพทย์รังสีรักษา) ชวนท่านมาไขข้อข้องใจ รังสีรักษาทำอย่างไร แล้วรักษามะเร็งได้อย่างไร เมื่อไรต้องใช้รังสีรักษาควรหรือไม่ควรทำ ข้อดีของรังสีรักษา และ ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง (อาจารย์และนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคม) มาสอนให้ท่านเรียนรู้การจัดการตนเองเมื่อเป็นมะเร็ง (The Self-Management Model of Care) และสอนท่านทำกิจกรรมบำบัดความล้าหลังรังสีรักษา ในวันเสาร์ที่ 17 กันยายน เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องสัมมนา 2-3 อาคารเฉลิมพระบารมี ชั้น 2 ซ. ศูนย์วิจัย (ซ.เพชรบุรีตัดใหม่40) สำรองที่นั่งที่ 02-664-0078-9 ฟรีตลอดงาน


แหล่งที่มา : www.newswit.com




แหล่งที่มา : www.thairath.co.th



แหล่งที่มา : www.thairath.co.th








แหล่งที่มา : www.thairath.co.th

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. กล่าวว่า ขณะนี้ คพ.เดินหน้ากำจัดขยะจากพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (Cap Seal) ในประเทศ โดยได้พูดคุยกับผู้ผลิตน้ำดื่มหลายบริษัท ส่วนใหญ่เลิกผลิตพลาสติกหุ้มฝาขวดพลาสติกแล้ว คาดว่า ภายใน 1 ปีประเทศไทยจะปราศจากพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มทุกประเภทแน่นอน จะนำร่องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ ห้องประชุมประจำกระทรวง หรือหน่วยงานต่างๆ

เนื่องจากพลาสติกหุ้มฝาขวด ไม่เกี่ยวข้องกับความสะอาดของน้ำดื่มที่ควบคุมคุณภาพน้ำโดยองค์การอาหารและยา(อย.) แต่เน้นฝาปิดขวดที่แน่นสนิท ทั้งนี้ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม มีผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก  เพราะเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก และไม่มีประโยชน์ หากทำสำเร็จจะช่วยลดปริมาณขยะประเภทนี้ลงได้ปีละ 520 ตัน จากปัจจุบันไทยผลิตน้ำดื่มปีละ 7,000 ล้านขวด ใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มมากถึงปีละ 2,600 ล้านชิ้น ความยาว 260,000 กิโลเมตร หรือ คิดเป็นความยาวรอบโลก 6.5 รอบ

ทั้งนี้ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ง่ายต่อการทิ้งกระจัดกระจายลงในสิ่งแวดล้อม ทั้งบนบกและทะเล แต่ยากต่อการจัดเก็บไม่คุ้มทุนในการนำมารีไซเคิล ส่งผลให้เกิดปัญหาการอุดตันตามท่อระบายน้ำ และมีบางส่วนลงสู่ท้องทะเลจนสัตว์ทะเลกินเข้าไปแล้วตายเป็นจำนวนมาก

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  บอกว่า คพ. และกรุงเทพมหานคร แก้ปัญหาขยะของเสียอันตรายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วยการขยายจุดกำจัดขยะของเสียอันตราย ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีที่ทิ้งขยะของเสียอันตรายเพียงพอ จากนั้นจะเก็บและกำจัดอย่างถูกวิธี ในเบื้องต้นได้หารือร่วมกับสถานประกอบการ ห้างสรรพสินค้า สถาบันการศึกษา และสถานีบริการน้ำมัน แล้ว โดยเฉพาะการเพิ่มจุดทิ้งขยะอันตราย เพื่อให้ประชาชนแยกทิ้งจากขยะทั่วไป

Credit : Thai PBS

มลพิษทางเสียงกับผลกระทบต่อสัตว์ป่า




มลพิษทางเสียงกับผลกระทบต่อสัตว์ป่า





ผลการศึกษาครั้งใหม่ระบุว่า มลพิษทางเสียงที่เกิดจากมนุษย์ก่อให้เกิดการหยุดชะงัก หรือเข้าไปขัดขวางวิถีชีวิตประจำวันของสัตว์ป่าตั้งแต่การหากินไปจนถึงการขยายพันธุ์
 
นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบถึงภัยร้ายแรงที่เป็นผลมาจากการก่อมลพิษทางเสียงจากมนุษย์ที่มีผลต่อสัตว์ป่าจากการทำการศึกษาในอุทยานแห่งชาติ Denali ในรัฐอลาสก้า, อุทยานแห่งชาติ Yosemite ในรัฐอลาสก้า และ อุทยานแห่งชาติ Yellowstone ในรัฐไวโอมิ่ง สหรัฐอเมริกา โดยการศึกษาพบว่าเครื่องบิน ถนน หรือกระทั่งเสียงที่เกิดจากการใช้พื้นที่ของมนุษย์ในอุทยานแห่งชาติล้วนแต่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าทั้งสิ้น

ราว 10 ปีก่อน Kurt Fristrup นักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำหน่วยอุทยานแห่งชาติ ได้ติดตั้งเครื่องวัดระดับเสียงขนาดเท่าวิทยุสื่อสารทั่วอุทยานแห่งชาติกว่า 600 จุด เขาระบุว่าไม่มีพื้นที่ใดเลยที่ติดตั้งวิทยุเอาไว้แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียง

"เราพบว่าการเพิ่มขึ้นของเสียงรบกวนในป่าก็เหมือนกับการที่คุณได้ยินเสียงกบร้องอยู่ในหูตลอดเวลา" Fristrup ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว "แทนที่จะมานั่งกลัวว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ในที่กว้างใหญ่ เราควรมาระวังในพื้นที่เล็กๆก่อนดีกว่า"







ผลการศึกษาครั้งใหม่ระบุว่า มลพิษทางเสียงที่เกิดจากมนุษย์ก่อให้เกิดการหยุดชะงัก หรือเข้าไปขัดขวางวิถีชีวิตประจำวันของสัตว์ป่าตั้งแต่การหากินไปจนถึงการขยายพันธุ์
 
นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบถึงภัยร้ายแรงที่เป็นผลมาจากการก่อมลพิษทางเสียงจากมนุษย์ที่มีผลต่อสัตว์ป่าจากการทำการศึกษาในอุทยานแห่งชาติ Denali ในรัฐอลาสก้า, อุทยานแห่งชาติ Yosemite ในรัฐอลาสก้า และ อุทยานแห่งชาติ Yellowstone ในรัฐไวโอมิ่ง สหรัฐอเมริกา โดยการศึกษาพบว่าเครื่องบิน ถนน หรือกระทั่งเสียงที่เกิดจากการใช้พื้นที่ของมนุษย์ในอุทยานแห่งชาติล้วนแต่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าทั้งสิ้น

ราว 10 ปีก่อน Kurt Fristrup นักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำหน่วยอุทยานแห่งชาติ ได้ติดตั้งเครื่องวัดระดับเสียงขนาดเท่าวิทยุสื่อสารทั่วอุทยานแห่งชาติกว่า 600 จุด เขาระบุว่าไม่มีพื้นที่ใดเลยที่ติดตั้งวิทยุเอาไว้แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียง

"เราพบว่าการเพิ่มขึ้นของเสียงรบกวนในป่าก็เหมือนกับการที่คุณได้ยินเสียงกบร้องอยู่ในหูตลอดเวลา" Fristrup ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว "แทนที่จะมานั่งกลัวว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ในที่กว้างใหญ่ เราควรมาระวังในพื้นที่เล็กๆก่อนดีกว่า"






เสียงรบกวนที่พบอยู่ในทุกพื้นที่ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับผู้วิจัยคือเสียงรบกวนจากเครื่องบิน

"ไม่มีเลยสักวันตลอดช่วงเวลาในการเก็บข้อมูลกว่า 20,000 วันที่ไม่มีเสียงเครื่องบิน" Fristrup กล่าว โดยมากเครื่องบินจะก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงนานกว่าห้าถึงหกนาทีและจะได้ยินเสียงชัดมากในพื้นที่ที่เงียบสงัด แน่นอนว่ามันต้องสร้างผลกระทบมากกว่าพื้นที่อื่นๆ

Fristrup สร้างโมเดลการคาดคะเนการเกิดเสียงและพบว่ามนุษย์จะเป็นตัวก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า

จากงานวิจัยของ Clinton Francis จากมหาวิทยาลัย California Polytechnic State University ในรัฐ San Luis Obispo สหรัฐอเมริกา พบว่าเสียงดังกล่าวจะสร้างผลกระทบต่อสัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์ที่ต้องใช้เสียงในการจับคู่ นอกจากนั้นยังพบอีกว่ามีนกน้อยประเภทมากที่จะเลือกอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีเสียงดังคึกโครม

Francis ได้ทำการศึกษาประเภทและจำนวนชนิดของนกที่พบในบริเวณแหล่งขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในนิวเม็กซิโกซึ่งพื้นที่เดิมมีเสียงดังรบกวนขณะที่อีกพื้นที่หนึ่งไม่มี ผลการศึกษาพบว่านกบางชนิด เช่น Western scrub jays พบมากกว่า 32% ในพื้นที่ที่เงียบกว่า แต่ก็ใช่ว่านกทุกประเภทต้องการความเงียบสงบเสมอไป เช่น นกฮัมมิ่งเบิร์ดที่ตอบสนองในแง่บวกกับเสียง เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น พบรังนกฮัมมิ่งเบิร์ดกว่า 36 รังในพื้นที่ที่มีเสียงดัง ขณะที่พบเพียง 3 รังในพื้นที่ที่ไม่มีเสียง Francis ระบุว่า ที่เป็นแบบนั้นก็เนื่องจากเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ่อขุดเจาะก๊าซธรรมชาติไม่มีผลต่อคลื่นความถี่เสียงที่นกฮัมมิ่งเบิร์ดส่งออกไปนั่นเอง หรืออีกสาเหตุหนึ่งก็เนื่องจาก สัตว์ผู้ล่าไม่อยู่ในพื้นที่เสียงดังดังกล่าว นกฮัมมิ่งเบิร์ดจึงเลือกที่จะอยู่บริเวณนั้น


"สรุปโดยรวม มลพิษด้านเสียงจะเป็นการไล่นกให้ออกจากพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะเป็นการลดความหลากหลายของชนิดนกลงมากถึงหนึ่งในสาม โดยเฉพาะนกหายาก/ไม่ได้อยู่ประจำถิ่นซึ่งมีความอ่อนไหวกับภาวะแวดล้อมด้านเสียงสูง" Francis สรุป
เพราะฉะนั้นแล้ว การเข้าสู่เขตอุทยาน พื้นที่ป่า นักท่องเที่ยวควรจะรักษาความสงบทั้งเพื่อความเรียบร้อยส่วนรวม และเพื่อรักษาถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าให้เป็นบ้านของพวกเขาอย่างแท้จริง




ที่มา : http://sarakham.nfe.go.th/chiangyuen/popup.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=44

สาเหตุของน้ำท่วมที่ประเทศไทยมองข้าม






นับครั้งไม่ถ้วนที่เกิดน้ำท่วมฉับพลันในประเทศไทย… ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะหันมาตระหนักถึงต้นตอของปัญหาน้ำท่วมที่ได้มองข้ามไป นั่นก็คือขยะพลาสติก

ในขณะที่การที่ฝนตกหนักควบคู่ไปกับการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพและการขาดความเตรียมพร้อมของกรุงเทพฯเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย ขยะพลาสติกเป็นสาเหตุที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเราคาดไว้ ทั้งโฟม ถุง ขวด และผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดท่อน้ำอุดตันแต่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับที่รุนแรงกว่าอีกด้วย







นับครั้งไม่ถ้วนที่เกิดน้ำท่วมฉับพลันในประเทศไทย… ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะหันมาตระหนักถึงต้นตอของปัญหาน้ำท่วมที่ได้มองข้ามไป นั่นก็คือขยะพลาสติก

ในขณะที่การที่ฝนตกหนักควบคู่ไปกับการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพและการขาดความเตรียมพร้อมของกรุงเทพฯเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย ขยะพลาสติกเป็นสาเหตุที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเราคาดไว้ ทั้งโฟม ถุง ขวด และผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดท่อน้ำอุดตันแต่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับที่รุนแรงกว่าอีกด้วย






ในเวลาที่เกิดน้ำท่วม ขยะพลาสติกเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความลำบากให้คนที่กำลังรถติดอยู่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงชาวบ้านที่ต้องเผชิญกับกองขยะสะสมในแหล่งน้ำใกล้บ้าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องคอยเก็บกวาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
การบริโภคพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทยเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับความต้องการพลาสติกที่มากขึ้นของทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต โดยที่ยังไม่มีระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพมากพอ จากการวิจัยในนิตยสาร Science Magazine ในปีพ.ศ. 2558 ประเทศไทยเป็นประเทศที่สร้างขยะในมหาสมุทรเยอะที่สุดเป็นอันดับที่หกของโลก โดยได้สร้างขยะมากถึง 1.03 ล้านตันต่อปี ซึ่งขยะปริมาณมหาศาลนี้และอีก 8 ล้านตันจากทั่วโลกถูกปล่อยลงทะเลในแต่ละปี
ระหว่างที่คนกรุงเทพฯกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาน้ำท่วมรถติด การบริโภคพลาสติกอย่างล้นหลามส่งผลกระทบที่กว้างกว่านั้น ไม่นานมานี้ได้เกิดปรากฏการณ์ “เกาะขยะ” ที่รอบชายฝั่งของจังหวัดชุมพร ซึ่งรวมขยะมูลฝอยประมาณ 100 ตัน ยาว 10 กิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก ในขณะที่ผู้คนต่างกังวลเพียงแค่เรื่องการท่องเที่ยวในพื้นที่ สิ่งปฏิกูลเหล่านี้กลับเป็นปัญหาร้ายแรงที่คุกคามชีวิตสัตว์ในทะเลทั้งหมด
อีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็คือทะเลและชายหาดบางแสน ถึงแม้หลายคนมองว่าบางแสนไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากขยะพลาสติกในกรุงเทพฯ แต่สุดท้ายแล้วขยะจากหลากหลายแห่งก็มาจบลงที่ชายหาดบางแสนอยู่ดี จากข้อมูลที่ได้รับจากเทศบาลแสนสุขซึ่งทำหน้าที่จัดการดูแลความสะอาดของหาดบางแสนพบว่าปริมาณขยะจะเพิ่มขึ้นตามระดับความแรงของกระแสลมและกระแสน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและช่วงมรสุม
“ขยะที่เกิดจากการทิ้งอย่างไม่มีความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยวเอง กิน ใช้ แล้วก็ทิ้ง โดยไม่ดูเลยว่า ลงถังขยะหรือไม่ คิดแต่เพียงว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการดูแลรักษาความสะอาดและจัดเก็บขยะเท่านั้น เราจึงยังเห็นภาพขยะบนชายหาดทุกวัน” นางเปรมจันทร์ หงส์รัดน์ นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการณ์ของเทศบาลแสนสุข กล่าว







ในเวลาที่เกิดน้ำท่วม ขยะพลาสติกเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความลำบากให้คนที่กำลังรถติดอยู่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงชาวบ้านที่ต้องเผชิญกับกองขยะสะสมในแหล่งน้ำใกล้บ้าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องคอยเก็บกวาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
การบริโภคพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทยเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับความต้องการพลาสติกที่มากขึ้นของทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต โดยที่ยังไม่มีระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพมากพอ จากการวิจัยในนิตยสาร Science Magazine ในปีพ.ศ. 2558 ประเทศไทยเป็นประเทศที่สร้างขยะในมหาสมุทรเยอะที่สุดเป็นอันดับที่หกของโลก โดยได้สร้างขยะมากถึง 1.03 ล้านตันต่อปี ซึ่งขยะปริมาณมหาศาลนี้และอีก 8 ล้านตันจากทั่วโลกถูกปล่อยลงทะเลในแต่ละปี
ระหว่างที่คนกรุงเทพฯกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาน้ำท่วมรถติด การบริโภคพลาสติกอย่างล้นหลามส่งผลกระทบที่กว้างกว่านั้น ไม่นานมานี้ได้เกิดปรากฏการณ์ “เกาะขยะ” ที่รอบชายฝั่งของจังหวัดชุมพร ซึ่งรวมขยะมูลฝอยประมาณ 100 ตัน ยาว 10 กิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก ในขณะที่ผู้คนต่างกังวลเพียงแค่เรื่องการท่องเที่ยวในพื้นที่ สิ่งปฏิกูลเหล่านี้กลับเป็นปัญหาร้ายแรงที่คุกคามชีวิตสัตว์ในทะเลทั้งหมด
อีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็คือทะเลและชายหาดบางแสน ถึงแม้หลายคนมองว่าบางแสนไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากขยะพลาสติกในกรุงเทพฯ แต่สุดท้ายแล้วขยะจากหลากหลายแห่งก็มาจบลงที่ชายหาดบางแสนอยู่ดี จากข้อมูลที่ได้รับจากเทศบาลแสนสุขซึ่งทำหน้าที่จัดการดูแลความสะอาดของหาดบางแสนพบว่าปริมาณขยะจะเพิ่มขึ้นตามระดับความแรงของกระแสลมและกระแสน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและช่วงมรสุม
“ขยะที่เกิดจากการทิ้งอย่างไม่มีความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยวเอง กิน ใช้ แล้วก็ทิ้ง โดยไม่ดูเลยว่า ลงถังขยะหรือไม่ คิดแต่เพียงว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการดูแลรักษาความสะอาดและจัดเก็บขยะเท่านั้น เราจึงยังเห็นภาพขยะบนชายหาดทุกวัน” นางเปรมจันทร์ หงส์รัดน์ นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการณ์ของเทศบาลแสนสุข กล่าว






อาสาสมัครกรีนพีซกำลังคัดแยกขยะที่เก็บได้จากบริเวณชายหาดบางแสน
แม้ว่าจะมีโครงการเพื่อพัฒนาการจัดการขยะเกิดขึ้น เช่น กิจกรรมรับบริจาคขยะรีไซเคิลและโครงการที่สนับสนุนให้ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทนการใช้โฟม แต่ทางเทศบาลแสนสุขยังคงต้องคอยจัดการกับปริมาณขยะที่มากเกินจะรับมือไหว ในแต่ละวันเทศบาลจะต้องจัดการกับขยะราว 90 ตัน โดยขยะที่เก็บได้จากบริเวณชายฝั่งก็มีจำนวนมากถึง 5 ตันแล้ว
ด้วยเหตุนี้เองทางเทศบาลจึงเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีเข้ามามีบทบาทในด้านต่างๆมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการจัดการขยะโดยดำเนินงานตามโครงที่วางไว้ การกำหนดนโยบาย กฎหมาย และระเบียบ ในการคัดแยกขยะ ณ แหล่งกำเนิด การกำหนดให้มีหลักสูตรการเรียนเกี่ยวกับการจัดการขยะ ไปจนถึงการออกกฎหมายโดยใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต

ทั้งนี้แล้ว ในเวลาที่น้ำท่วม เราควรจะถามตัวเองว่าสาเหตุของปัญหาอยู่ที่ฝนหรืออยู่ที่ขยะพลาสติก และมันเกิดจากธรรมชาติหรือเกิดจากเราทุกคนกันแน่


ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/59771/      นันทิชา โอเจริญชัย อาสาสมัครกรีนพีซ

ฝุ่นพิษจิ๋ว PM2.5 ภัยที่มองไม่เห็น





ทุกเช้า ฉันต้องเดินไปสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อไปเรียน และทุกๆวัน จะมีรถเมล์สาย 54 วิ่งผ่านโดยทิ้งควันดำตามหลังมาไว้ให้ฉันสูด และทุกๆครั้ง มันทำให้ฉันสงสัยว่า “ในแต่ละวัน เราหายใจอะไรเข้าไปบ้าง”
ฉันได้เรียนรู้ว่าหนึ่งในมลสารที่อันตรายที่สุดที่อยู่ในอากาศของเราคือฝุ่นพิษจิ๋ว PM2.5 ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือคิดง่ายๆ มันมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมคนเราราวๆ 25 เท่า ลองคิดดูสิ ว่าสิ่งที่เล็กเกินกว่าตาเปล่าจะมองเห็น ถ้าเข้าไปในจมูกลงสู่ปอดของเรา จะเกิดอะไรขึ้น แค่เพราะเรามองมันไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ทำร้ายเรา ไม่ได้แปลว่าจะไม่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนลงและระบบทางเดินหายใจเสียหาย จนอาจทำให้ไอ ติดคอ ออกซิเจนไม่ไหลเวียน เป็นโรคปอด หรือแม้กระทั่งเป็นโรคมะเร็ง 
ทั้งเดินเล่น ขับรถ นั่งเฉยๆ ก่อนกินข้าวเช้า ตอนเรียนหนังสือ หรือหลังเสร็จงาน ถ้าจะเจออะไรทุกที่ทุกเวลา มันก็คืออากาศนั่นแหละ แล้วอากาศที่เราหายใจ นับวันก็ยิ่งไม่มีอากาศดีหลงเหลืออยู่เลย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ซึ่งหลายคนคงลืมไปแล้ว ว่าอากาศสะอาดเป็นอย่างไร 
ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนคนหนึ่ง ฉันได้ออกเดินทางเพื่อหาคำตอบว่าในแต่ละวัน คนกรุงเทพฯสูดอะไรลงปอดบ้าง โดยใช้เครื่องวัดฝุ่นละออง PM 2.5 (Smart Air Quality Monitor) วัดอากาศในหลายๆ จุดในเมืองที่น่าจะอยู่ในกิจวัตรประจำวันของคนหลายคน  ตัวเลขที่แสดงบนเครื่องจะเป็นค่าที่ใช้เพื่อรายงานคุณภาพอากาศรายวัน ทำให้เรารู้ว่าอากาศสะอาด หรือสกปรกเพียงใดและอาจจะเกิดผลกระทบสุขภาพต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง โดยผลกระทบต่อสุขภาพของเราอาจเกิดขึ้นภายในสองสามชั่วโมงหรือหลายวันหลังจากที่หายใจเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไป ตัวเลขนี้เรียกว่า “ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)”
เครื่องวัดที่ฉันใช้ทดลองจะแสดงค่า AQI ขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา(USEPA) และขององค์กรปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน(China State Environmental Protection Administration)หรือ SEPA เครื่องวัดนี้ยังไม่แสดงค่า AQI ของไทยเพราะว่ากรมควบคุมมลพิษของไทยยังไม่ได้ใช้ค่า PM 2.5 ในการคำนวณ AQI อย่างไรก็ตาม ได้มีการสอบเทียบ(Calibration)เครื่องมือวัดนี้ให้เข้ากับคุณภาพอากาศทั่วไปของประเทศไทยแล้ว 
AQI ตามเกณฑ์ของUSEPA ระบุว่าค่า 0-50 แปลว่าคุณภาพดี 51-100 ปานกลาง 101-150 มีผลกระทบต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มอ่อนไหว 151-200 มีผลกระทบต่อสุขภาพ 201-300 มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก และ 301-500 อันตราย ส่วนเกณฑ์ของ SEPAกำหนดไว้ว่าค่า 0-50 หมายความว่าคุณภาพดีมาก 51-100 ดี 101-150 ปนเปื้อนน้อยมาก 151-200 ปนเปื้อนน้อย 201-300 ปนเปื้อนปานกลาง และมากกว่า 300 แปลว่าปนเปื้อนมาก







ทุกเช้า ฉันต้องเดินไปสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อไปเรียน และทุกๆวัน จะมีรถเมล์สาย 54 วิ่งผ่านโดยทิ้งควันดำตามหลังมาไว้ให้ฉันสูด และทุกๆครั้ง มันทำให้ฉันสงสัยว่า “ในแต่ละวัน เราหายใจอะไรเข้าไปบ้าง”
ฉันได้เรียนรู้ว่าหนึ่งในมลสารที่อันตรายที่สุดที่อยู่ในอากาศของเราคือฝุ่นพิษจิ๋ว PM2.5 ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือคิดง่ายๆ มันมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมคนเราราวๆ 25 เท่า ลองคิดดูสิ ว่าสิ่งที่เล็กเกินกว่าตาเปล่าจะมองเห็น ถ้าเข้าไปในจมูกลงสู่ปอดของเรา จะเกิดอะไรขึ้น แค่เพราะเรามองมันไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ทำร้ายเรา ไม่ได้แปลว่าจะไม่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนลงและระบบทางเดินหายใจเสียหาย จนอาจทำให้ไอ ติดคอ ออกซิเจนไม่ไหลเวียน เป็นโรคปอด หรือแม้กระทั่งเป็นโรคมะเร็ง 
ทั้งเดินเล่น ขับรถ นั่งเฉยๆ ก่อนกินข้าวเช้า ตอนเรียนหนังสือ หรือหลังเสร็จงาน ถ้าจะเจออะไรทุกที่ทุกเวลา มันก็คืออากาศนั่นแหละ แล้วอากาศที่เราหายใจ นับวันก็ยิ่งไม่มีอากาศดีหลงเหลืออยู่เลย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ซึ่งหลายคนคงลืมไปแล้ว ว่าอากาศสะอาดเป็นอย่างไร 
ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนคนหนึ่ง ฉันได้ออกเดินทางเพื่อหาคำตอบว่าในแต่ละวัน คนกรุงเทพฯสูดอะไรลงปอดบ้าง โดยใช้เครื่องวัดฝุ่นละออง PM 2.5 (Smart Air Quality Monitor) วัดอากาศในหลายๆ จุดในเมืองที่น่าจะอยู่ในกิจวัตรประจำวันของคนหลายคน  ตัวเลขที่แสดงบนเครื่องจะเป็นค่าที่ใช้เพื่อรายงานคุณภาพอากาศรายวัน ทำให้เรารู้ว่าอากาศสะอาด หรือสกปรกเพียงใดและอาจจะเกิดผลกระทบสุขภาพต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง โดยผลกระทบต่อสุขภาพของเราอาจเกิดขึ้นภายในสองสามชั่วโมงหรือหลายวันหลังจากที่หายใจเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไป ตัวเลขนี้เรียกว่า “ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)”
เครื่องวัดที่ฉันใช้ทดลองจะแสดงค่า AQI ขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา(USEPA) และขององค์กรปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน(China State Environmental Protection Administration)หรือ SEPA เครื่องวัดนี้ยังไม่แสดงค่า AQI ของไทยเพราะว่ากรมควบคุมมลพิษของไทยยังไม่ได้ใช้ค่า PM 2.5 ในการคำนวณ AQI อย่างไรก็ตาม ได้มีการสอบเทียบ(Calibration)เครื่องมือวัดนี้ให้เข้ากับคุณภาพอากาศทั่วไปของประเทศไทยแล้ว 
AQI ตามเกณฑ์ของUSEPA ระบุว่าค่า 0-50 แปลว่าคุณภาพดี 51-100 ปานกลาง 101-150 มีผลกระทบต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มอ่อนไหว 151-200 มีผลกระทบต่อสุขภาพ 201-300 มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก และ 301-500 อันตราย ส่วนเกณฑ์ของ SEPAกำหนดไว้ว่าค่า 0-50 หมายความว่าคุณภาพดีมาก 51-100 ดี 101-150 ปนเปื้อนน้อยมาก 151-200 ปนเปื้อนน้อย 201-300 ปนเปื้อนปานกลาง และมากกว่า 300 แปลว่าปนเปื้อนมาก







สิ่งที่เราค้นพบไม่เป็นข่าวดีเลยสำหรับใครเลย แม้ว่าคุณภาพอากาศในพื่นที่สีเขียวอย่างสวนลุมพินีจะเป็นไปอย่างที่คาดคิด ซึ่งวัดออกมาได้ USEPA AQI= 25/SEPA AQI = 6 อากาศในจุดอื่นที่เราไปหลังจากนั้นต่างไปโดยสิ้นเชิง ทั้งที่อากาศในรถไฟฟ้า BTS จะอยู่ประมาณ USEPA AQI= 50/SEPA AQI=12 อากาศในห้างเทอร์มินอล 21 กลับแย่กว่าโดยวัดได้ USEPA 63/SEPA 27 แม้แต่ติดระบบปรับอากาศก็ยังคุณภาพพอๆกับซอยกลางแจ้งในสยามสแควร์ ซึ่งอยู่ที่ USEPA AQI =  73/SEPA AQI = 35 แม้กระทั่งที่อยู่สูงถึงชั้น 14 ของตึกในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็วัดได้ USEPA AQI =  63/SEPA AQI = 22 สุดท้ายแล้วก็ค้นพบว่าการอยู่ในที่แห่งใดเหล่านี้ก็อาจแย่พอๆกับการยืนข้ามทางม้าลายที่แยกอโศก ที่ดัชนีคุณภาพอากาศแสดงเป็น USEPA AQI = 63/SEPA AQI = 24








สิ่งที่เราค้นพบไม่เป็นข่าวดีเลยสำหรับใครเลย แม้ว่าคุณภาพอากาศในพื่นที่สีเขียวอย่างสวนลุมพินีจะเป็นไปอย่างที่คาดคิด ซึ่งวัดออกมาได้ USEPA AQI= 25/SEPA AQI = 6 อากาศในจุดอื่นที่เราไปหลังจากนั้นต่างไปโดยสิ้นเชิง ทั้งที่อากาศในรถไฟฟ้า BTS จะอยู่ประมาณ USEPA AQI= 50/SEPA AQI=12 อากาศในห้างเทอร์มินอล 21 กลับแย่กว่าโดยวัดได้ USEPA 63/SEPA 27 แม้แต่ติดระบบปรับอากาศก็ยังคุณภาพพอๆกับซอยกลางแจ้งในสยามสแควร์ ซึ่งอยู่ที่ USEPA AQI =  73/SEPA AQI = 35 แม้กระทั่งที่อยู่สูงถึงชั้น 14 ของตึกในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็วัดได้ USEPA AQI =  63/SEPA AQI = 22 สุดท้ายแล้วก็ค้นพบว่าการอยู่ในที่แห่งใดเหล่านี้ก็อาจแย่พอๆกับการยืนข้ามทางม้าลายที่แยกอโศก ที่ดัชนีคุณภาพอากาศแสดงเป็น USEPA AQI = 63/SEPA AQI = 24






“อากาศที่ประตูน้ำแย่กว่าที่นี้ด้วยซ้ำ [จนทำให้]แสบจมูก” นายขจรศักดิ์ สืบสุข ผู้ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เล่าให้เราฟัง ถึงแม้ว่าเราจะเตรียมตัวทำใจกับค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่จะสูงขึ้นในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองหนาแน่น แต่เราไม่ได้เตรียมรับมือกับข้อมูลที่เจอที่ท่าเรือสะพานหัวช้าง ตอนที่ยังไม่มีเรือแล่นผ่านท่า เครื่องวัดแสดงค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่ USEPA AQI = 185/SEPA AQI = 85 และ PM2.5 ราว 70 μg/m3 แต่ภายแค่นาทีที่เรือด่วนแล่นผ่าน พร้อมควันขโมงที่ตามมา ตัวเลขก็พุ่งกระฉูดทันทีโดยดัชนีคุณภาพอากาศเพิ่มไปถึง USEPA AQI = 449/SEPA AQI = 500 และ PM2.5 ราว 420 μg/m3







“อากาศที่ประตูน้ำแย่กว่าที่นี้ด้วยซ้ำ [จนทำให้]แสบจมูก” นายขจรศักดิ์ สืบสุข ผู้ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เล่าให้เราฟัง ถึงแม้ว่าเราจะเตรียมตัวทำใจกับค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่จะสูงขึ้นในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองหนาแน่น แต่เราไม่ได้เตรียมรับมือกับข้อมูลที่เจอที่ท่าเรือสะพานหัวช้าง ตอนที่ยังไม่มีเรือแล่นผ่านท่า เครื่องวัดแสดงค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่ USEPA AQI = 185/SEPA AQI = 85 และ PM2.5 ราว 70 μg/m3 แต่ภายแค่นาทีที่เรือด่วนแล่นผ่าน พร้อมควันขโมงที่ตามมา ตัวเลขก็พุ่งกระฉูดทันทีโดยดัชนีคุณภาพอากาศเพิ่มไปถึง USEPA AQI = 449/SEPA AQI = 500 และ PM2.5 ราว 420 μg/m3






“ถ้าให้เลือก เดินตรงคลองดีกว่า เพราะลมดีกว่าเยอะ ถนนข้างบนมันรู้สึกแออัด ทั้งกลิ่น เสียง และสายตา” นายอดุลย์ ก้อนจันทร์ บอก ทั้งๆที่จะได้กลิ่นและเห็นควันไอเสียอย่างชัดเจน คิดดูแล้ว ก็น่ากังวลที่คนกรุงเทพนับไม่ถ้วนเดินทางโดยเรือและคลองนี้โดยที่รู้และไม่รู้เรื่องภัยที่กำลังเผชิญ 
มาถึงสิ่งที่น่าตกใจที่สุดที่เราเจอ ซึ่งก็คือศาลพระพรหมที่แยกราชประสงค์ ที่แออัดไปด้วยคนไทยและชาวต่างชาติ ในพื้นที่นั้น ดัชนีคุณภาพอากาศบนเครื่องวัดฝุ่นละอองของเราถึงกับขึ้นสุดขีดจำกัดที่ USEPA/SEPA AQI = 500 จากควันธูปเทียนที่ขโมงทั่วไปหมดจนทำให้หายใจลำบาก ในขณะเดียวกัน ค่า PM 2.5 ก็วัดได้ 674 μg/m3 แล้วก็สูงถึง 900 อยู่ช่วงหนึ่ง ทีนี้ สิ่งค้นพบเหล่านี้น่ากลัวพอหรือยัง







“ถ้าให้เลือก เดินตรงคลองดีกว่า เพราะลมดีกว่าเยอะ ถนนข้างบนมันรู้สึกแออัด ทั้งกลิ่น เสียง และสายตา” นายอดุลย์ ก้อนจันทร์ บอก ทั้งๆที่จะได้กลิ่นและเห็นควันไอเสียอย่างชัดเจน คิดดูแล้ว ก็น่ากังวลที่คนกรุงเทพนับไม่ถ้วนเดินทางโดยเรือและคลองนี้โดยที่รู้และไม่รู้เรื่องภัยที่กำลังเผชิญ 
มาถึงสิ่งที่น่าตกใจที่สุดที่เราเจอ ซึ่งก็คือศาลพระพรหมที่แยกราชประสงค์ ที่แออัดไปด้วยคนไทยและชาวต่างชาติ ในพื้นที่นั้น ดัชนีคุณภาพอากาศบนเครื่องวัดฝุ่นละอองของเราถึงกับขึ้นสุดขีดจำกัดที่ USEPA/SEPA AQI = 500 จากควันธูปเทียนที่ขโมงทั่วไปหมดจนทำให้หายใจลำบาก ในขณะเดียวกัน ค่า PM 2.5 ก็วัดได้ 674 μg/m3 แล้วก็สูงถึง 900 อยู่ช่วงหนึ่ง ทีนี้ สิ่งค้นพบเหล่านี้น่ากลัวพอหรือยัง




ทุกตัวเลขที่ได้อ้างเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีคุณภาพอากาศที่ขึ้นลงในแต่ละจุดที่วัด โดยตรวจวัดในระหว่างช่วงเช้าสายๆและช่วงบ่ายของหนึ่งวัน หลังจากที่ฝนตกหนักในข้ามคืนที่ผ่านมา อันที่จริงแล้ว การที่จะตรวจสอบคุณภาพอากาศได้อย่างแม่นยำเพื่อแสดงให้เห็นถึงดัชนีคุณภาพอากาศโดยรวมที่แท้จริงนั้น จำเป็นที่จะต้องพิจารณาไม่ใช่แค่ระดับมลพิษทางอากาศต่างๆ แต่หลายปัจจัยและสถานการณ์อื่นๆเช่นกัน อย่างเช่น ช่วงและระยะเวลา ความถี่ อุณหภูมิ สภาพอุตุนิยมวิทยา ความเร็วและทิศทางลม ความลำเอียงและข้อผิดพลาดมนุษย์ และการสอบเทียบอุปกรณ์ ด้วยเหตุนี้ การฝึกอบรมให้ความรู้และการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของสุขภาพที่ดีของคนไทย 
“สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือเพิ่มความเข้มงวดเรื่องนโยบายและกฏหมายด้านการใช้ทรัพยากร เพื่อลดมลพิษที่ก่อ บางทีโครงการรณรงค์ก็ไม่พอ เพราะคนไทยชอบแหกกฏ” นายอดิรุจ ปันจา ผู้ใช้รถไฟฟ้าคนหนึ่งที่รู้สึกว่า “ปัญหามลพิษทางอากาศของกรุงเทพฯส่งผลร้ายต่อสุขภาพจิต” กล่าว
ทั้งที่ไทยมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศอยู่ 61 แห่งทั่วประเทศ ใน 29 จังหวัด มีแค่ 19 สถานีเหล่านั้นใน 14 จังหวัดที่ติดตั้งเครื่องวัด PM 2.5 ในจำนวนนี้ ก็มีแปดสถานีแล้วที่แสดงค่าเกินกำหนดของไทย ซึ่งก็คือ 25 μg/m3 หรือสูงกว่ากำหนดของ WHO 2.5 เท่า
PM2.5 แบ่งได้เป็นฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรงเช่น การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อุตสาหกรรมการผลิตและการเผาในที่โล่ง และฝุ่นที่เกิดจากการรวมตัวของก๊าซและมลพิษอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจน PM2.5 ยังเป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน เป็นฝุ่นอันตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบทางเคมีใดๆ ก็ตาม เช่น ปรอท แคดเมียม สารหนู และโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน(PAHs) เป็นต้น ในปี พ.ศ.2556 องค์การอนามัยโลก(WHO) จึงกำหนดอย่างเป็นทางการให้ PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง
สารก่อมะเร็งเหล่านี้ยังถูกสร้างโดยปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างก๊าซในบรรยากาศต่างๆอีกด้วย โดยอาจก่อในพื้นที่ที่ไกลจากแหล่งพอสมควร ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า อะไรที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ อาจไม่อยู่ในกรุงเทพฯเสมอไป 
การที่ฝุ่นจิ๋วนี้เป็นส่วนหนึ่งของมลพิษทางอากาศที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 6.5 ล้านคนทั่วโลกในแต่ละปี ทำให้มันเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อสุขภาพมนุษย์ และควรเป็นเหตุผลพอที่จะผลักดันให้กรมควบคุมมลพิษติดตั้งสถานีตรวจวัด PM2.5 ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และยกระดับดัชนีคุณภาพอากาศโดยนำเอา PM2.5 มาคำนวณด้วยซึ่งจะทำให้ประชาชนไทยได้รับรู้ข้อมูลเรื่องคุณภาพอากาศและการปกป้องตัวเองจากมลพิษอากาศ 
ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะมีวิธีตรวจวัดคุณภาพอากาศด้วยตนเองตามความก้าวหน้าและพัฒนาการของเทคโนโลยีที่เราสามารถซื้อหามาใช้ได้ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเอื้ออำนวยข้อมูลสภาพความเป็นอยู่ของประเทศให้ประชาชนทราบ สุดท้ายแล้ว เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรับรู้ว่าเราหายใจอะไรเข้าไป และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เรามีสิทธิ์ที่จะหายใจอากาศที่สะอาดและปลอดมลพิษ
โดย นันทิชา โอเจริญชัย อาสาสมัครกรีนพีซ


ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/pm25/blog/59763/

ไทยเสนอแผนจัดการขยะทะเลภูมิภาคอาเซียน 




ไทยเสนอแผนจัดการขยะทะเลภูมิภาคอาเซียน 





นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า ทช.จัดประชุมระดับอาเซียนเรื่องการลดปริมาณขยะทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน วันที่ 22-23 พ.ย.นี้ ที่ จ.ภูเก็ต วาระสำคัญที่ ทช.เตรียมผลักดันคือให้ประเทศในอาเซียนที่ส่วนใหญ่มีปัญหาขยะในทะเลร่วมกันและมีพื้นที่เชื่อมต่อกัน คือการทำแผนการจัดการขยะของภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์และวิธีจัดการขยะทะเล เพื่อลดปัญหา โดยเฉพาะจีนที่มีปัญหาขยะพลาสติกในทะเลอันดับแรก ส่วนสิงคโปร์ มาเลเซีย จะมี เทคโนโลยีและมาตรการจัดการขยะที่ดีก็จะได้นำมาแลกเปลี่ยนกัน

อธิบดี ทช.กล่าวต่อว่า ขณะที่ ทช.เองก็มีแผนแม่บทการบริหารขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ.2559-2564 ที่ได้จัดทำมาตรการเพื่อจัดการขยะทะเล 5 ด้าน คือการศึกษาชนิด ปริมาณ แหล่งที่มา และจัดทำฐานข้อมูล การลดผลกระทบจากขยะทะเลต่อระบบนิเวศที่สำคัญ การลดปริมาณขยะทะเลตามหลักวิชาการ ส่งเสริมให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสินค้าใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม และการสร้างจิตสำนึกในการลดขยะทะเล ด้วยการเริ่มลดปริมาณขยะทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น การขายถุงพลาสติกในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งและเกาะ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำพื้นที่ต้นแบบในการห้ามใช้ขยะพลาสติก โดยให้ใช้วัสดุอื่นทดแทน ซึ่งมีเป้าหมายลดขยะพลาสติกในทะเลให้ได้ 0.06-0.16 ล้านตันต่อปี.




ที่มา  : https://www.thairath.co.th/content/1128870

“ยูเอ็น” เตือนไทยหยุดเผาในที่โล่ง




“ยูเอ็น” เตือนไทยหยุดเผาในที่โล่ง





นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า คพ.ร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท สมัยที่ 1 จัดโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nation Environment Programme (UNEP) ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส มีสมาชิกเข้าร่วม 83 ประเทศ โดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. กล่าวในนามประเทศไทยว่า ได้ให้ความสำคัญอย่างมากในการจัดการสารเคมีและของเสียอย่างถูกต้อง เพื่อปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการปรอทที่บรรจุในแผนยุทธศาสตร์สารเคมีแห่งชาติ ที่จะช่วยผลักดันการดำเนินงานด้านการจัดการสารเคมีและของเสียอันตรายของประเทศ หลังจากประเทศไทยประสบความสำเร็จในการยกเลิกการใช้ปรอทในกระบวนการคลอร์แอลคาไล การป้องกันการใช้ปรอทในการทำเหมืองแร่ทองคำพื้นบ้านและขนาดเล็ก และไม่มีการทำเหมืองแร่ปรอท นางสุณีกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังมีความเห็นว่าการเผาในที่โล่งเป็นหนึ่งในปัญหาการปล่อยปรอทที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงให้ภาคีจัดส่งข้อมูลการปลดปล่อยปรอทจากกิจกรรมการเผาในที่โล่ง และระบุแหล่งกำเนิดด้านการปลดปล่อยปรอทที่เกี่ยวข้องในระดับประเทศให้เร็วที่สุดกับสำนักเลขาธิการเฉพาะกาลฯ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับพิจารณาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะฯ สมัยที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-23 พ.ย.นี้ ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส.



ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1111362#cxrecs_s

ทำลายป่าและมีอะไรดีขึ้นอย่างไร




ทำลายป่าและมีอะไรดีขึ้นอย่างไร





การตัดไม้ทำลายป่าเป็นสิ่งไม่ควรทำอย่างมากเพราะคุณทำให้สภาพแวดล้อมของสัตว์อาศัยอยู่ออกมาหาของกินข้างล่าง ซึ่งพวกเขานั้นได้ถูกบุกรุกนั่นเองเพราะพื้นที่นั่นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เพื่อได้มีธรรมชาติสวยงามยังช่วยให้สภาพแวดล้อมของป่านั้นเป็นสภาพแวดล้อมนั้นเอง ไม่ควรไปตัดไม้ทำลายป่า มันเป็นสิ่งไม่ถูกต้องเพราะว่าต้นไม่แต่ละต้นนั้นใช้เวลาเจริญเติบโตมากว่าหลายปี กว่าจะได้ต้นไม้แข็งแรงเหมือนทุกวันนี้

โดยการทำลายป่าไม้พวกนี้เป็นสิ่งแรกควรเลิกทำกันสักที เพื่อให้โรคของเรานั้นได้มีธรรมชาติอุดมสมบรูณ์ ยังช่วยลดภาวะโรคร้อนอีกด้วย ซึ่งได้มีการป้องกันพวกตัดไม้ทำลายป่ากันเยอะขึ้น เพื่อทำให้พวกแก็งลักลอบนั้นหายไปให้หมด ซึ่งเห็นว่าสมัยนี้ข่าวการลักลอบตัดไม้มีเยอะมาก ได้มีนายทุนนั้นเป็นคนใหญ่ๆเองมากกว่าและทำไม่รู้ไม่เห็นนั้นเอง โดยเห็นกันว่ามีประเทศเพื่อนบ้านช่วยนำไม้ออกกันไปนั่นเอง พวกนี้ถือว่าทำผิดกฎหมายนั้นเอง ยังช่วยให้พวกลักลอบป่าไม้พวกนี้มีช่องทางการขนย้ายไม่ได้สะดวกขึ้นนั้นเอง ควรเป็นหูเป็นตากันเพื่อที่ช่วยลดพวกนี้กันได้ เพียงแค่พวกเขานั้นถ้าเห็นใครมาตัดไม้ในเขตหวงห้ามหรือเขตเป็นของหลวง เสามารถแจ้งได้นั้นเองโดยสามารถแจ้งไปที่สถานนี้ตำรวจ หรือกรมป่าไมก็ได้คะประสานงานกันเพื่อไปดูแลตรวจสอบคะ ควรหันมาช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่กันคะ ซึ่งสามารถบอกพวกเขาได้ว่าเป็นสิ่งผิดปกติในการคัดไม้ ยังสามารถนำต้นไม้ไปขายได้ราคาอีกด้วยคะ พวกนี้เขาทำงานกันเป็นทีมโดยจะมีคนทำงานอยู่ในราชการเป็นตัวช่วยทำให้ผ่านด่านตรวจสอบอื่นๆได้คะ พวกนี้เขาจึงนิยมลักลอบไม้ข้ามประเทศกัน โดยนำลำเลียงกันทางน้ำหรือเขตชายแดนคนเข้าไปไม่ค่อยถึงในส่วนมากจะเป็นลับตากันอย่างแพร่หลาย คนพวกนี้เห็นว่าเขาทำและได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง ยังได้ทำการช่วยกันปกปิดอีกด้วย

ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อธรรมชาติของเราเลยเพราะจะเสียทั้งต้นไม้หายาก อายุยืนกว่าร้อยปีมาในวันเดียวซึ่งพวกนี้ตัดต้นไม้ยังเผาป่าทิ้งนั้นเอง เพื่อจะทำลายหลักฐานนั้นเองช่วยกันดูแลป่าของเราจะได้กับมาสงบร่มเย็นเหมือนเดิม พวกตัดไม้ทำลายป่าสามารถหมดไปได้เพียงแค่คุณร่วมมือกันช่วยกันดูแล พื้นป่าของประเทศเอาไว้พอเห็นอะไรผิดปกติก็ควรแจ้วให้ผู้ตรวจสอบเข้ามาดูแล ซึ่งควรทำกันนะคะเพื่อป่าสงบสุข



ที่มา : https://www.urbaneco.org

จีนกลับลำให้ใช้ถ่านหินแก้วิกฤตพลังงานชั่วคราว




จีนกลับลำให้ใช้ถ่านหินแก้วิกฤตพลังงานชั่วคราว





รัฐบาลจีนประกาศกลับลำนโยบายที่จะอนุญาตให้บางเมืองทางตอนเหนือสามารถใช้ถ่านหินเพื่อทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวได้เป็นการชั่วคราว ท่ามกลางวิกฤตด้านพลังงาน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนเคยประกาศแผนช่วยลดมลพิษ ด้วยการสั่งห้ามใช้ถ่านหินเพื่อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันหนาทึบ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีประชาชนนับล้านคนที่ไม่มีระบบทำความร้อน เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นพลังงานชนิดอื่นได้ทัน

7 วันหลังยกสิทธิมนุษยชนเป็น "วาระแห่งชาติ" รัฐสลายชุมนุม จับคนค้านโรงไฟฟ้าโยงกุญแจมือ
จีนสั่งห้ามนำเข้าถ่านหินจากเกาหลีเหนือ
กรุงปักกิ่งระงับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดแห่งสุดท้ายแล้ว
คำสั่งห้ามใช้ถ่านหินยังทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น เนื่องจากประชาชนจำนวนมากต้องรีบเปลี่ยนมาใช้ระบบทำความร้อนจากพลังงานชนิดอื่น จนเกิดภาวะก๊าซขาดแคลน

สื่อท้องถิ่นจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กระทรวงพลังงงานได้ออกคำสั่งไปยัง 28 เมืองทางตอนเหนือของประเทศ "ซึ่งพบว่าในบางพื้นที่ ยังเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นไฟฟ้าหรือก๊าซได้ไม่ทันตามแผน และกำลังมีความกังวลถึงแหล่งพลังงานเพื่อใช้ทำความร้อน"

แถลงการณ์ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้ใช้ถ่านหินเพื่อทำความร้อนได้ รวมถึงระบุว่าในการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหิน จะต้อง "รับรองด้วยว่า หลักการอันดับหนึ่ง คือต้องให้ประชาชนได้รับความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวอย่างต่อเนื่อง"






รัฐบาลจีนประกาศกลับลำนโยบายที่จะอนุญาตให้บางเมืองทางตอนเหนือสามารถใช้ถ่านหินเพื่อทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวได้เป็นการชั่วคราว ท่ามกลางวิกฤตด้านพลังงาน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนเคยประกาศแผนช่วยลดมลพิษ ด้วยการสั่งห้ามใช้ถ่านหินเพื่อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันหนาทึบ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีประชาชนนับล้านคนที่ไม่มีระบบทำความร้อน เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นพลังงานชนิดอื่นได้ทัน

7 วันหลังยกสิทธิมนุษยชนเป็น "วาระแห่งชาติ" รัฐสลายชุมนุม จับคนค้านโรงไฟฟ้าโยงกุญแจมือ
จีนสั่งห้ามนำเข้าถ่านหินจากเกาหลีเหนือ
กรุงปักกิ่งระงับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดแห่งสุดท้ายแล้ว
คำสั่งห้ามใช้ถ่านหินยังทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น เนื่องจากประชาชนจำนวนมากต้องรีบเปลี่ยนมาใช้ระบบทำความร้อนจากพลังงานชนิดอื่น จนเกิดภาวะก๊าซขาดแคลน

สื่อท้องถิ่นจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กระทรวงพลังงงานได้ออกคำสั่งไปยัง 28 เมืองทางตอนเหนือของประเทศ "ซึ่งพบว่าในบางพื้นที่ ยังเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นไฟฟ้าหรือก๊าซได้ไม่ทันตามแผน และกำลังมีความกังวลถึงแหล่งพลังงานเพื่อใช้ทำความร้อน"

แถลงการณ์ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้ใช้ถ่านหินเพื่อทำความร้อนได้ รวมถึงระบุว่าในการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหิน จะต้อง "รับรองด้วยว่า หลักการอันดับหนึ่ง คือต้องให้ประชาชนได้รับความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวอย่างต่อเนื่อง"





ด้านบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติของจีน ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ประเทศอาจต้องเผชิญกับภาวะก๊าซขาดแคลนหากอุณหภูมิลดลงต่ำอย่างรุนแรง

เท่าที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ดำเนินโครงการเปลี่ยนการใช้แหล่งพลังงานจากถ่านหินมาเป็นก๊าซในหลายเมืองทางตอนเหนือ โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายแก้ปัญหามลพิษ

ขณะนี้มีกว่าสี่ล้านครัวเรือนและโรงงานนับพันแห่ง ที่มีระบบทำความร้อนที่ใช้ก๊าซแล้ว ซึ่งทำให้ราคาก๊าซในประเทศสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์มาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นฤดูหนาวกลางเดือน พ.ย.

ในปี 2015 จีนเคยต้องออกคำเตือนมลพิษระดับสีแดงเป็นครั้งแรก หลังจากหมอกควันหนาทึบที่เกิดจากการเผาถ่านหินปกคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือ และในปีต่อมา มีการออกคำเตือนเช่นเดียวกันในช่วงฤดูหนาว




ที่มา : http://www.bbc.com/thai/international-42276251

พบเต่าตนุตายเกยตื้นหาดแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี




พบเต่าตนุตายเกยตื้นหาดแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี





ชาวประมงพบเต่าตนุขนาดใหญ่ ตายเกยชายหาด ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มาทำการตรวจหาสาเหตุการตาย

หน่วยกู้ภัยสว่าง อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี เข้าตรวจสอบเต่าตนุ เพศเมีย อายุประมาณ 15-20 ปี ตายเกยตื้นชายหาด ตรวจสอบตามลำตัวพบว่า เต่าตนุมีสภาพสมบูรณ์ ไม่มีบาดแผลจากการถูกเรือประมงหรือสัตว์อื่นทำร้าย

ชาวประมงพื้นบ้านแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่า พบซากเต่าตนุขนาดใหญ่เกยชายหาดจึงแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยจุด อ.แหลมสิงห์ พร้อมโทรแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้มาตรวจสอบ แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ ประกอบเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 2 ชม.

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ จึงนำซากเต่าตนุ ห่อถุงพลาสติก ขุดหลุมฝัง เพื่อรอเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มาทำการตรวจหาสาเหตุการตายอีกครั้ง




ที่มา : http://news.thaipbs.or.th
ปฏิกิริยานานาชาติทวงคืนอากาศบริสุทธิ์ ในวันที่โลกต้องเผชิญวิกฤตมลพิษขั้นสุด



3 ล้านราย/ปี คือสถิติที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากปัญหาฝุ่นควันและมลพิษนอกบ้าน ขณะที่ผลสำรวจจาก The Lanset วารสารทางการแพทย์ ชี้ว่า มีผู้เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะในปี 2015 อยู่ที่ 9 ล้านคน ในจำนวนนี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน เช่น บังคลาเทศ โซมาเลีย ขณะที่บรูไน สวีเดน มียอดผู้เสียชีวิตจากปัญหานี้น้อยที่สุด

แน่นอนว่าปัญหาฝุ่นควัน ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศยากจนหรือประเทศกำลังพัฒนาที่มักเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ยังเกิดกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก อิตาลี และอื่นๆ รวมทั้งประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอย่างจีนและอินเดีย

สาเหตุหลักมาจากฝุ่นละอองในอากาศ ทั้งจากควันรถบนท้องถนน โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องแปลงเชื้อเพลิงเป็นพลังงาน เช่น โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป และโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้เกิดภาวะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งปอด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) สมองเสื่อม และอื่นๆ

นอกจากควันพิษในอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม ยังมีสาเหตุการตายอื่นๆ ที่เกิดจากการปนเปื้อนสารเคมีในอาหาร ภาชนะที่ใช้ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้าน เช่น น้ำยาซักผ้า สเปรย์ ซึ่งมีสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compound: VOC) เป็นตัวการหนึ่งในการปลดปล่อยมลพิษ เทียบเท่ากับที่รถยนต์บนท้องถนนปล่อยควันพิษออกมา

นอกจากนี้ งานวิจัยจาก WHO ระบุด้วยว่า ยังมีผู้คนอีก 1.8 ล้านคน/ปี เสียชีวิตเนื่องจากท้องร่วง เพราะบริโภคน้ำไม่สะอาด

วิกฤตมลภาวะทางอากาศ นับเป็นวิกฤตที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและออกมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา หลายประเทศมีแคมเปญรณรงค์ตั้งแต่ลดการใช้รถยนต์ชั่วคราว ตั้งเป้าเป็นเมืองปลอดรถถาวร กระทั่งประเทศจีนก็มีการประกาศต่อสู้กับศึกมลพิษ ด้วยการชูนโยบายพึ่งพาพลังงานสะอาด และถึงขั้นจำกัดจำนวนประชากรในเมืองใหญ่





3 ล้านราย/ปี คือสถิติที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากปัญหาฝุ่นควันและมลพิษนอกบ้าน ขณะที่ผลสำรวจจาก The Lanset วารสารทางการแพทย์ ชี้ว่า มีผู้เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะในปี 2015 อยู่ที่ 9 ล้านคน ในจำนวนนี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน เช่น บังคลาเทศ โซมาเลีย ขณะที่บรูไน สวีเดน มียอดผู้เสียชีวิตจากปัญหานี้น้อยที่สุด

แน่นอนว่าปัญหาฝุ่นควัน ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศยากจนหรือประเทศกำลังพัฒนาที่มักเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ยังเกิดกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก อิตาลี และอื่นๆ รวมทั้งประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอย่างจีนและอินเดีย

สาเหตุหลักมาจากฝุ่นละอองในอากาศ ทั้งจากควันรถบนท้องถนน โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องแปลงเชื้อเพลิงเป็นพลังงาน เช่น โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป และโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้เกิดภาวะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งปอด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) สมองเสื่อม และอื่นๆ

นอกจากควันพิษในอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม ยังมีสาเหตุการตายอื่นๆ ที่เกิดจากการปนเปื้อนสารเคมีในอาหาร ภาชนะที่ใช้ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้าน เช่น น้ำยาซักผ้า สเปรย์ ซึ่งมีสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compound: VOC) เป็นตัวการหนึ่งในการปลดปล่อยมลพิษ เทียบเท่ากับที่รถยนต์บนท้องถนนปล่อยควันพิษออกมา

นอกจากนี้ งานวิจัยจาก WHO ระบุด้วยว่า ยังมีผู้คนอีก 1.8 ล้านคน/ปี เสียชีวิตเนื่องจากท้องร่วง เพราะบริโภคน้ำไม่สะอาด

วิกฤตมลภาวะทางอากาศ นับเป็นวิกฤตที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและออกมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา หลายประเทศมีแคมเปญรณรงค์ตั้งแต่ลดการใช้รถยนต์ชั่วคราว ตั้งเป้าเป็นเมืองปลอดรถถาวร กระทั่งประเทศจีนก็มีการประกาศต่อสู้กับศึกมลพิษ ด้วยการชูนโยบายพึ่งพาพลังงานสะอาด และถึงขั้นจำกัดจำนวนประชากรในเมืองใหญ่






อังกฤษ: ลดปริมาณรถยนต์ เพิ่มจำนวนนักปั่น

40,000 คน/ปี คือจำนวนผู้เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะในอังกฤษ ตัวเลขงบประมาณให้บริการด้านสุขภาพในกลุ่มนี้อยู่ที่ 2 หมื่นล้านยูโร/ปี สำรวจโดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งราชอาณาจักร (the Royal Colleges of Physicians and Paediatrics and Child Health) เมื่อปี 2016

สื่ออังกฤษแทบทุกสำนักใช้ตัวเลขนี้อ้างอิงในการรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหามลภาวะในอังกฤษ เพื่อกดดันให้รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วนและมาตรการระยะยาวในการแก้ไขสถานการณ์นี้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษเองยังถูกกดดันอย่างหนักทั้งในและนอกบ้าน เช่น ClientEarth องค์กรไม่แสวงกำไรด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ฟ้องรัฐบาลอังกฤษเมื่อเดือน พ.ค. 2017 เรียกร้องให้รัฐบาลพัฒนานโยบายควบคุมมลภาวะทางอากาศให้ชัดเจนกว่านี้ และยังถูกกดดันจากองค์กรนอกบ้านอย่าง EU ฐานปล่อยให้ค่าฝุ่นละอองในอากาศเกินมาตรฐานสากล

ขณะเดียวกัน ซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีมุสลิมคนแรกของอังกฤษ ประกาศนโยบายในเดือน มิ.ย. 2017 ภายใต้โครงการ A zero-emission zone โดยระบุว่า ภายในปี 2050 ถนนและเส้นทางการคมนาคมทุกสายต้องปลอดมลพิษจากควันรถ ด้วยการจำกัดปริมาณรถยนต์ให้เหลือเพียง 3 ล้านคัน/วัน และจะเพิ่มปริมาณรถจักรยานบนท้องถนนให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์จากการเดินทางด้วยระบบขนส่งทั้งหมด

แต่แม้แคมเปญของข่านจะดูมีความหวังและได้รับการตอบรับที่ดี แต่ก็เป็นที่จับตาของประชาชนว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะโครงการจัดโซนนิ่งเพื่อลดมลพิษทำนองนี้ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 10 ปี อย่างโครงการ London Low Emission Zone (LEZ) ในปี 2008 ถึงวันนี้นับเป็นปีที่ 10 แล้ว และเมื่อกลับไปดูยอดผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศประเทศอังกฤษ อาจหมายความว่าผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อยสวยงามนัก






อังกฤษ: ลดปริมาณรถยนต์ เพิ่มจำนวนนักปั่น

40,000 คน/ปี คือจำนวนผู้เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะในอังกฤษ ตัวเลขงบประมาณให้บริการด้านสุขภาพในกลุ่มนี้อยู่ที่ 2 หมื่นล้านยูโร/ปี สำรวจโดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งราชอาณาจักร (the Royal Colleges of Physicians and Paediatrics and Child Health) เมื่อปี 2016

สื่ออังกฤษแทบทุกสำนักใช้ตัวเลขนี้อ้างอิงในการรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหามลภาวะในอังกฤษ เพื่อกดดันให้รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วนและมาตรการระยะยาวในการแก้ไขสถานการณ์นี้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษเองยังถูกกดดันอย่างหนักทั้งในและนอกบ้าน เช่น ClientEarth องค์กรไม่แสวงกำไรด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ฟ้องรัฐบาลอังกฤษเมื่อเดือน พ.ค. 2017 เรียกร้องให้รัฐบาลพัฒนานโยบายควบคุมมลภาวะทางอากาศให้ชัดเจนกว่านี้ และยังถูกกดดันจากองค์กรนอกบ้านอย่าง EU ฐานปล่อยให้ค่าฝุ่นละอองในอากาศเกินมาตรฐานสากล

ขณะเดียวกัน ซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีมุสลิมคนแรกของอังกฤษ ประกาศนโยบายในเดือน มิ.ย. 2017 ภายใต้โครงการ A zero-emission zone โดยระบุว่า ภายในปี 2050 ถนนและเส้นทางการคมนาคมทุกสายต้องปลอดมลพิษจากควันรถ ด้วยการจำกัดปริมาณรถยนต์ให้เหลือเพียง 3 ล้านคัน/วัน และจะเพิ่มปริมาณรถจักรยานบนท้องถนนให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์จากการเดินทางด้วยระบบขนส่งทั้งหมด

แต่แม้แคมเปญของข่านจะดูมีความหวังและได้รับการตอบรับที่ดี แต่ก็เป็นที่จับตาของประชาชนว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะโครงการจัดโซนนิ่งเพื่อลดมลพิษทำนองนี้ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 10 ปี อย่างโครงการ London Low Emission Zone (LEZ) ในปี 2008 ถึงวันนี้นับเป็นปีที่ 10 แล้ว และเมื่อกลับไปดูยอดผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศประเทศอังกฤษ อาจหมายความว่าผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อยสวยงามนัก





อิตาลี: ลดค่าตั๋ว จูงใจคนใช้รถสาธารณะ

เพราะค่าฝุ่นละอองจากควันรถบนท้องถนนในเมืองมิลานสูงเกินค่ามาตรฐานเป็นเวลาหลายวันในเดือน ธ.ค. 2015 สาเหตุหนึ่งเพราะฝนขาดช่วงตั้งแต่เดือน ต.ค. เพื่อลดวิกฤตความรุนแรงจากฝุ่นควัน Giuliano Pisapia นายกเทศมนตรีมิลานจึงออกนโยบายแบนการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และสกู๊ตเตอร์ เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 28-30 ธ.ค. วันละ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น และลดราคาตั๋วเดินทางสาธารณะอยู่ที่ 1.5 ยูโร/วัน เพื่อเป็นตัวเลือกและจูงใจให้คนหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น

เช่นเดียวกับวิกฤตฝุ่นควันในโรมเมื่อ ธ.ค. 2016 อันเนื่องมาจากอากาศแห้งแล้งผิดฤดูกาล นายกเทศมนตรี Virginia Raggi ได้ออกกฎแบนการใช้รถยนต์ ในชื่อ “eco-Sunday” จัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 11 ธ.ค. 2016 เวลา 7.30-12.30 น. และ 16.30-20.30 น. หากใครฝ่าฝืนต้องเสียค่าปรับ ยกเว้นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและพลังงานสะอาดอื่นๆ ที่อนุญาตให้วิ่งบนท้องถนนได้

ขณะที่เมืองตูริน (Turin) ในอิตาลี ซึ่งขณะนั้นมีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานติดต่อกัน 62 วัน ก็มีการโหวตให้แบนการใช้รถยนต์ในวันที่ 11 ธ.ค. 2016 ด้วยเช่นกัน






อิตาลี: ลดค่าตั๋ว จูงใจคนใช้รถสาธารณะ

เพราะค่าฝุ่นละอองจากควันรถบนท้องถนนในเมืองมิลานสูงเกินค่ามาตรฐานเป็นเวลาหลายวันในเดือน ธ.ค. 2015 สาเหตุหนึ่งเพราะฝนขาดช่วงตั้งแต่เดือน ต.ค. เพื่อลดวิกฤตความรุนแรงจากฝุ่นควัน Giuliano Pisapia นายกเทศมนตรีมิลานจึงออกนโยบายแบนการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และสกู๊ตเตอร์ เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 28-30 ธ.ค. วันละ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น และลดราคาตั๋วเดินทางสาธารณะอยู่ที่ 1.5 ยูโร/วัน เพื่อเป็นตัวเลือกและจูงใจให้คนหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น

เช่นเดียวกับวิกฤตฝุ่นควันในโรมเมื่อ ธ.ค. 2016 อันเนื่องมาจากอากาศแห้งแล้งผิดฤดูกาล นายกเทศมนตรี Virginia Raggi ได้ออกกฎแบนการใช้รถยนต์ ในชื่อ “eco-Sunday” จัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 11 ธ.ค. 2016 เวลา 7.30-12.30 น. และ 16.30-20.30 น. หากใครฝ่าฝืนต้องเสียค่าปรับ ยกเว้นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและพลังงานสะอาดอื่นๆ ที่อนุญาตให้วิ่งบนท้องถนนได้

ขณะที่เมืองตูริน (Turin) ในอิตาลี ซึ่งขณะนั้นมีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานติดต่อกัน 62 วัน ก็มีการโหวตให้แบนการใช้รถยนต์ในวันที่ 11 ธ.ค. 2016 ด้วยเช่นกัน





จีน: ลดถ่านหิน ลดประชากร

งานวิจัยเรื่องว่าด้วยปัญหามลภาวะในจีนที่ชื่อ “Air Pollution in China: Mapping of Concentrations and Sources” ตีพิมพ์เมื่อปี 2015 ในวารสารวิชาการ PLOS อธิบายว่า ประชากรในจีนต้องเผชิญกับฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน ในปริมาณ 52 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (เกินค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม.) เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตราว 1.6 ล้านคน/ปี คิดเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด

วิกฤตฝุ่นควันในประเทศจีนนับเป็นปัญหาเรื้อรัง ดังในภาพข่าวที่เสนอให้เห็นว่าประชากรจีนต่างต้องใช้ชีวิตในม่านหมอกของฝุ่นควันและสวมหน้ากากอนามัยบนท้องถนนจนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แม้รายงานฉบับนี้อาจไม่สามารถสร้างแรงกดดันต่อรัฐได้ แต่ หลี่ เค่อเฉียง (Lǐ Kèqiáng) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ออกมาประกาศในเดือน มี.ค. 2017 ว่าเขาจะทำให้ท้องฟ้าประเทศจีนเป็นสีฟ้าอีกครั้ง (We will make our skies blue again.) ด้วยความตั้งใจจะลดกำลังการผลิตพลังงานจากถ่านหิน และหันไปส่งเสริมพลังงานสะอาดแทน

นอกจากนี้ จีนยังมีแผนจำกัดจำนวนประชากรลงเพื่อลดการใช้ทรัพยากร ด้วยธงว่า ภายในปี 2020 ประชากรเมืองปักกิ่งจะต้องอยู่ที่ 23 ล้านคน ขณะที่เซี่ยงไฮ้จำกัดอยู่ที่ 25 ล้านคน ภายในปี 2035 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การจำกัดจำนวนประชากรในเมืองใหญ่เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดหรือไม่

อย่างที่ Liang Zhongtang นักวิจัยจากบัณฑิตยสถานทางสังคมศาสตร์แห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Academy of Social Sciences) กล่าวว่า “เป็นนโยบายที่ทำไม่ได้จริงและไม่สมจริงกับทิศทางการพัฒนาโลก” และกล่าวต่ออีกว่า คนที่จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกคือชนชั้นแรงงาน เพราะการจำกัดจำนวนประชากรจะตามมาด้วยปัญหาการรื้อตึกหรือที่อยู่อาศัยที่ผิดกฎหมายซึ่งมีผู้คนอยู่อาศัยมานาน รวมถึงรื้อตลาดขายส่งของคนในท้องที่ ซึ่งเป็นที่ที่คนงานหรือแรงงานเพื่อนบ้านเข้าไปทำงานกัน

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลจีนให้ความสำคัญที่จะเร่งแก้วิกฤตจากมลพิษฝุ่นควัน เห็นได้จากแนวรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบทสัมภาษณ์ของจูดิธ ชาพิโร (Judith ShapiroX ศาสตราจารย์ด้านการเมืองและสิ่งแวดล้อม ในสำนักข่าว chinadialogue กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศได้เกิดขึ้นกับประชากรด้วยกันเอง ไม่เพียงนโยบายจากรัฐซึ่งมีปัญหาทางโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่เป็นการเข้ามาของเทคโนโลยีและ Big data ที่ให้คนส่งข้อมูลเข้าไปเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์และแก้ปัญหา เข้าถึงข้อมูลเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ องค์กรทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาเรื่องนี้

ขณะที่ข้อมูลอีกด้านของ Anna Lora-Wainwright นักมานุษยวิทยาที่เข้าไปเก็บข้อมูลจากประชากรจีนนานนับปี ชี้ว่า วิกฤตเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในต่างจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้ดีขึ้นเท่าที่ควร และคำติดปากของชาวบ้านเมื่อถามว่า สุขภาพของพวกเขาเป็นอย่างไร คือคำตอบที่ว่า “ชินแล้วกับสภาพอากาศเช่นนี้”





ที่มา : https://greennews.agency/?p=16436

“รายงานวันจันทร์”-กปน.ร่วมมือ UNDP สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เยี่ยมชุมชนร่วมใจรักษ์น้ำ




“รายงานวันจันทร์”-กปน.ร่วมมือ UNDP สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เยี่ยมชุมชนร่วมใจรักษ์น้ำ





งานปิดทองหลังพระที่การประปานครหลวง (กปน.) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP) ได้ร่วมมือกันจัดทำ ได้แก่ “โครงการรวมใจรักษ์น้ำ” โดย กปนให้การสนับสนุนเงินทุน 20 ล้านบาท มาตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีความตั้งใจจริงในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จนถึงวันนี้มีชุมชนกว่า 25 ชุมชนแล้ว ที่ได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการนี้ ทั้งนี้ เมื่อได้รับทุนสนับสนุนก้อนแรกไปดำเนินการระยะหนึ่ง จากนั้นคณะทำงานร่วมระหว่าง 2 หน่วยงาน (กปน. และ UNDP) จะลงพื้นที่ตรวจติดตามกิจกรรมพร้อมให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และครั้งนี้ กปน.ได้ไปเยี่ยมเยียน 3 ใน 7 ชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนในปีที่ 4 ที่จังหวัดราชบุรี ในลุ่มน้ำแม่กลอง 1 ใน 2 เส้นเลือดใหญ่ที่ กปน.นำมาผลิตน้ำประปา






งานปิดทองหลังพระที่การประปานครหลวง (กปน.) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP) ได้ร่วมมือกันจัดทำ ได้แก่ “โครงการรวมใจรักษ์น้ำ” โดย กปนให้การสนับสนุนเงินทุน 20 ล้านบาท มาตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีความตั้งใจจริงในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จนถึงวันนี้มีชุมชนกว่า 25 ชุมชนแล้ว ที่ได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการนี้ ทั้งนี้ เมื่อได้รับทุนสนับสนุนก้อนแรกไปดำเนินการระยะหนึ่ง จากนั้นคณะทำงานร่วมระหว่าง 2 หน่วยงาน (กปน. และ UNDP) จะลงพื้นที่ตรวจติดตามกิจกรรมพร้อมให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และครั้งนี้ กปน.ได้ไปเยี่ยมเยียน 3 ใน 7 ชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนในปีที่ 4 ที่จังหวัดราชบุรี ในลุ่มน้ำแม่กลอง 1 ใน 2 เส้นเลือดใหญ่ที่ กปน.นำมาผลิตน้ำประปา





โครงการแรกที่เราไปเยี่ยมคือ โครงการพัฒนาเครือข่ายชุมชนต้นน้ำ ลุ่มน้ำสาขาลำภาชี นำทีมโดย คุณสุขสันติ์ สำเภา, คุณพรทิพย์ สำเภา และทีมวิจัยลุ่มน้ำห้วยผาก อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี คุณสุขสันติ์เล่าให้ฟังว่า เป็นคนสวนผึ้งโดยกำเนิด เห็นว่าระยะ 20-30 ปีมานี้ป่าไม้หายไปเยอะ กลายเป็นรีสอร์ตและแหล่งท่องเที่ยว จึงเกิดปัญหาน้ำไม่พอใช้มาโดยตลอด จึงขอปรึกษาผู้รู้ และชักชวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับแหล่งน้ำในพื้นที่มาร่วมกันแก้ไขโดยเฉพาะกลุ่มแม่ค้า หากมีน้ำเขาก็มีรายได้ แต่ถ้าไม่มีน้ำ ไม่มีนักท่องเที่ยว

อีกสิ่งหนึ่งที่ดำเนินการควบคู่กันคือ การให้ความรู้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชาติกะเหรี่ยงให้เขามีจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ร่วมกันเก็บขยะ สอนให้เด็กๆทำน้ำหมักชีวภาพ และให้ไปใช้ที่บ้าน รวมถึงรณรงค์ชาวบ้านให้ทำเกษตรอินทรีย์ ใช้น้ำหมักชีวภาพแทนสารเคมี ลดการปนเปื้อนของยาฆ่าแมลงที่ไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติ โครงการที่สองคือ โครงการสร้างฝายกึ่งถาวรเพื่อการบริหารจัดการน้ำ โดยกลุ่มราษฎรอาสาอสมัครพิทักษ์ป่า ต.บ้านบึง จ.ราชบุรีนับเป็นความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและชุมชน ตั้งแต่ อบต. บ้านบึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและชาวชุมชนบ้านบึงเพื่อร่วมกันหาน้ำให้คนในชุมชนไว้ใช้ โดยรวมใจกันสร้างฝายกึ่งถาวร หรือฝายคอนกรีต รวม 5 ฝาย ซึ่งเดิมน้ำในลำห้วยมาเร็วไปเร็ว ทำให้ไม่ค่อยจะมีน้ำในพื้นที่แต่เมื่อสร้างฝายเสร็จทุกคนเห็นได้ด้วยตาตนเองว่าชุมชนมีน้ำเป็นของตนเองแล้ว







โครงการแรกที่เราไปเยี่ยมคือ โครงการพัฒนาเครือข่ายชุมชนต้นน้ำ ลุ่มน้ำสาขาลำภาชี นำทีมโดย คุณสุขสันติ์ สำเภา, คุณพรทิพย์ สำเภา และทีมวิจัยลุ่มน้ำห้วยผาก อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี คุณสุขสันติ์เล่าให้ฟังว่า เป็นคนสวนผึ้งโดยกำเนิด เห็นว่าระยะ 20-30 ปีมานี้ป่าไม้หายไปเยอะ กลายเป็นรีสอร์ตและแหล่งท่องเที่ยว จึงเกิดปัญหาน้ำไม่พอใช้มาโดยตลอด จึงขอปรึกษาผู้รู้ และชักชวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับแหล่งน้ำในพื้นที่มาร่วมกันแก้ไขโดยเฉพาะกลุ่มแม่ค้า หากมีน้ำเขาก็มีรายได้ แต่ถ้าไม่มีน้ำ ไม่มีนักท่องเที่ยว

อีกสิ่งหนึ่งที่ดำเนินการควบคู่กันคือ การให้ความรู้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชาติกะเหรี่ยงให้เขามีจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ร่วมกันเก็บขยะ สอนให้เด็กๆทำน้ำหมักชีวภาพ และให้ไปใช้ที่บ้าน รวมถึงรณรงค์ชาวบ้านให้ทำเกษตรอินทรีย์ ใช้น้ำหมักชีวภาพแทนสารเคมี ลดการปนเปื้อนของยาฆ่าแมลงที่ไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติ โครงการที่สองคือ โครงการสร้างฝายกึ่งถาวรเพื่อการบริหารจัดการน้ำ โดยกลุ่มราษฎรอาสาอสมัครพิทักษ์ป่า ต.บ้านบึง จ.ราชบุรีนับเป็นความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและชุมชน ตั้งแต่ อบต. บ้านบึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและชาวชุมชนบ้านบึงเพื่อร่วมกันหาน้ำให้คนในชุมชนไว้ใช้ โดยรวมใจกันสร้างฝายกึ่งถาวร หรือฝายคอนกรีต รวม 5 ฝาย ซึ่งเดิมน้ำในลำห้วยมาเร็วไปเร็ว ทำให้ไม่ค่อยจะมีน้ำในพื้นที่แต่เมื่อสร้างฝายเสร็จทุกคนเห็นได้ด้วยตาตนเองว่าชุมชนมีน้ำเป็นของตนเองแล้ว





ส่วนโครงการที่สามได้แก่ โครงการพัฒนาองค์กรชุมชนเพื่อการจัดการเกษตรอินทรีย์ โดยเครือข่ายเพื่อนเพื่อการพัฒนาองค์กรเกษตรอินทรีย์ชุมชน อ.บ้านคา จ.ราชบุรี เป็นจุดศูนย์รวมของวิสาหกิจชุมชน กระจายสินค้าอินทรีย์สดใหม่จากไร่ พร้อมให้บริการร้านอาหารเจที่ใช้วัตถุดิบจากไร่มาแบ่งปันความอร่อยปลอดภัยให้ลูกค้า นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุมชนเล็กๆที่เต็มเปี่ยมด้วยความตั้งใจจริงที่จะสร้างสิ่งดีๆให้กับชุมชน สิ่งแวดล้อม และสังคม ที่ กปน.มีส่วนสนับสนุนชุมชนกลุ่มเล็กๆเหล่านี้ ถึงอาจไม่ได้มีผลสำเร็จใหญ่โตมากนัก แต่ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยภาครัฐในการบูรณาการชุมชนต่างๆ สานฝันของคนกลุ่มเล็กๆให้เป็นจริงขึ้นมา เกิดสำนึกรักบ้านเกิด และภูมิใจในความสำเร็จของตนเองที่มีส่วนร่วมด้วยช่วยกัน.


ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/671716




การท่องเที่ยวปลอดพลาสติก เราสุขใจ โลกก็สุขใจ
ความรู้ ประสบการณ์ มิตรภาพ ความสุข  ฯลฯ อีกหลายเหตุผลของผู้คนที่เลือกการท่องเที่ยวเพื่อหลีกหนีหน้าที่ชีวิตประจำวันชั่วขณะ แต่ยิ่งจำนวนคนท่องเที่ยวมากขึ้นเท่าไร พื้นที่ท่องเที่ยวยิ่งมี “พลาสติก” มากขึ้นด้วยเท่านั้น

เราได้สร้างขยะพลาสติกในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่กลับใช้เวลาแสนนานกว่าจะย่อยสลายหมดไป

คนกลุ่มหนึ่งมีความตั้งใจร่วมกัน “ลด” การใช้พลาสติกและได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเสนอทางเลือกในการปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้ทริปท่องเที่ยวมีคุณค่ามากขึ้นและมีความหมาย

พวกเขามีความตั้งใจและความเชื่อว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรง โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศที่แปรเปลี่ยนอย่างน่าตกใจ และสาเหตุอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษคือ  ขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic) และตั้งคำถามกับตนเองว่าทำอย่างไรที่จะช่วยลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวของคนได้มากที่สุด

พวกเขาเลือกใช้รูปแบบทริปท่องเที่ยวมาดึงความน่าสนใจเและสอดแทรกวิธีคิดให้รู้จักคำนึงถึงเหตุและผลที่จะตามมา และนึกถึงธรรมชาติก่อนตนเองอยู่เสมอ




ความรู้ ประสบการณ์ มิตรภาพ ความสุข  ฯลฯ อีกหลายเหตุผลของผู้คนที่เลือกการท่องเที่ยวเพื่อหลีกหนีหน้าที่ชีวิตประจำวันชั่วขณะ แต่ยิ่งจำนวนคนท่องเที่ยวมากขึ้นเท่าไร พื้นที่ท่องเที่ยวยิ่งมี “พลาสติก” มากขึ้นด้วยเท่านั้น

เราได้สร้างขยะพลาสติกในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่กลับใช้เวลาแสนนานกว่าจะย่อยสลายหมดไป

คนกลุ่มหนึ่งมีความตั้งใจร่วมกัน “ลด” การใช้พลาสติกและได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเสนอทางเลือกในการปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้ทริปท่องเที่ยวมีคุณค่ามากขึ้นและมีความหมาย

พวกเขามีความตั้งใจและความเชื่อว่าโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรง โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศที่แปรเปลี่ยนอย่างน่าตกใจ และสาเหตุอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษคือ  ขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic) และตั้งคำถามกับตนเองว่าทำอย่างไรที่จะช่วยลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวของคนได้มากที่สุด

พวกเขาเลือกใช้รูปแบบทริปท่องเที่ยวมาดึงความน่าสนใจเและสอดแทรกวิธีคิดให้รู้จักคำนึงถึงเหตุและผลที่จะตามมา และนึกถึงธรรมชาติก่อนตนเองอยู่เสมอ




เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา กลุ่ม Pastsati ได้จัดทริปท่องเที่ยวชวนไปปั่นจักรยานแบบปลอดพลาสติกกัน ที่บางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ หรือที่หลายคนให้นิยามว่า ปอดกรุงเทพฯ ภายในงานมีกิจกรรมดี ๆ ที่ใช้ “ใจ” เสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงที่ต้องเจอและต่อสู้กับโลกพลาสติก ต่อด้วยการทำกระเป๋าผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติแล้วไปชอปปิ้งตลาดน้ำแบบไม่รับถุงพลาสติก




เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา กลุ่ม Pastsati ได้จัดทริปท่องเที่ยวชวนไปปั่นจักรยานแบบปลอดพลาสติกกัน ที่บางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ หรือที่หลายคนให้นิยามว่า ปอดกรุงเทพฯ ภายในงานมีกิจกรรมดี ๆ ที่ใช้ “ใจ” เสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงที่ต้องเจอและต่อสู้กับโลกพลาสติก ต่อด้วยการทำกระเป๋าผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติแล้วไปชอปปิ้งตลาดน้ำแบบไม่รับถุงพลาสติก



นี่ยังเป็นครั้งแรกของพวกเขาซึ่งยังต้องเรียนรู้กันอีกหลายอย่าง แต่เชื่อได้ว่าครั้งต่อไปจะต้องเกิดขึ้นและดีกว่าครั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เพราะการใช้ชีวิตแบบไม่สนใจธรรมชาตินั้นเป็นเรื่อง “PAST” ในอดีตไปแล้ว คนรุ่นใหม่สามารถเลือกใช้ชีวิตที่ไม่ทำลายธรรมชาติได้เพราะพวกเขาได้ใช้ “SATI” ในการใช้ชีวิตร่วมกันกับธรรมชาติ และถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้คนได้รู้จักกับความหมายของชีวิตเช่นนี้





นี่ยังเป็นครั้งแรกของพวกเขาซึ่งยังต้องเรียนรู้กันอีกหลายอย่าง แต่เชื่อได้ว่าครั้งต่อไปจะต้องเกิดขึ้นและดีกว่าครั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เพราะการใช้ชีวิตแบบไม่สนใจธรรมชาตินั้นเป็นเรื่อง “PAST” ในอดีตไปแล้ว คนรุ่นใหม่สามารถเลือกใช้ชีวิตที่ไม่ทำลายธรรมชาติได้เพราะพวกเขาได้ใช้ “SATI” ในการใช้ชีวิตร่วมกันกับธรรมชาติ และถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้คนได้รู้จักกับความหมายของชีวิตเช่นนี้




หากใครที่มีแพลนไปเที่ยวใกล้ๆ กรุงเทพฯ แบบไปเช้าเย็นกลับ สิ่งที่สามารถพกติดตัวไปได้ทุกเมื่อ เช่น

- ถุงผ้าขนาดกำลังดี สามารถใส่ของที่ซื้อระหว่างทางได้

- ขวดน้ำแบบพกพา พร้อมหลอดแบบใช้ซ้ำได้ เพื่อใส่น้ำดื่มจากบ้านไป หรือเติมน้ำดื่มโดยที่ไม่ต้องซื้อน้ำที่ต้องใช้ขวดน้ำหรือแก้วพลาสติก

- กล่องใส่อาหารสำหรับใส่ขนมทานเล่น หรืออาหารที่อยากรับประทานระหว่างทาง พร้อมพกช้อนส้อมไปด้วย สะอาดและใช้ง่ายได้ทุกเมื่อ

เพียงเท่านี้ก็สามารถลดพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งไปได้หลายชิ้นแล้ว แต่หากใครลืมติดไปจริงๆ ก็สามารถทำได้เพื่อที่อย่างน้อยก็ช่วยลดการใช้พลาสติกลง

- ลองปฏิเสธการใส่ถุงซ้อนถุง ตัวอย่างเช่น ซื้อหมูปิ้ง ก็ต้องใส่ถุงร้อน 1 ใบ แต่เราสามารถไม่รับถุงหูหิ้วภายนอกได้ ลดจาก 2 เป็น 1

- ซื้อกาแฟ 1 แก้ว หากนั่งทานในร้าน ก็ขอร้านใส่แก้ว mug แทนการใส่แก้วพลาสติก และหลอด

และสามารถติดตามข่าวสารจากกลุ่ม Pastsati ได้ที่ - facebook.com/pastsati

ปณต คูณสมบัติ อาสาสมัครกรีนพีซ


ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/61447/

สถิติโลก ปลูก 50 ล้านต้น ภายในเวลา 24 ชั่วโมง



สถิติโลก ปลูก 50 ล้านต้น ภายในเวลา 24 ชั่วโมง




ชาวอินเดียในแคว้นอุตรประเทศ อันเป็นแคว้นที่มีประชากรมากที่สุด ได้พร้อมใจกันออกจากบ้านมาชุมนุมกันตามพื้นที่ว่างเปล่า เพื่อสร้างสถิติโลก ปลูกต้นไม้จำนวน50 ล้านต้น ภายในเวลา 24 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ได้แจกจ่ายพันธุ์ไม้ไปทั่วแคว้นมาก่อนแล้ว เพื่อให้ช่วยกันปลูก และทำสถิติโลกลงในหนังสือกินเนสส์บุ๊ก นายกเทศมนตรีของแคว้นได้กล่าวว่า การระดมปลูกต้นไม้ 50 ล้านต้น จะช่วยสร้างความรู้และความกระตือรือร้นของโครงการปลูกป่า และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เด่นชัดขึ้น เขากล่าวว่า “โลกได้ตระหนักถึงความพยายามที่จะผ่อนคลายการปล่อยคาร์บอนออกมาในบรรยากาศ ทำให้สภาพดินฟ้าอากาศต้องแปรปรวน ชาวอุตรประเทศจะได้ลงมือทำให้เป็นตัวอย่าง” 

สถิติโลกเดิม ชาวปากีสถานจำนวน 847,275 คน เคยทำไว้เมื่อ พ.ศ.2556.


ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/668947

สั่งตรวจสอบเหตุหอยฝาเดียวทับถมชายหาดประพาส จ.ระยอง





สั่งตรวจสอบเหตุหอยฝาเดียวทับถมชายหาดประพาส จ.ระยอง





ทช.สั่งตรวจสอบหาสาเหตุหอยฝาเดียวจำนวนมากกองทับถมบริเวณชายหาดประพาส จ.ระยอง คาดหนีน้ำจืดไหลลงทะเลหลังฝนตกหนัก

วันนี้ (23 มิ.ย.) จากกรณีการปรากฏภาพหอยฝาเดียวจำนวนมากขึ้นกองทับถมบริเวณชายหาดประพาสใกล้กับสถานีวิจัยและพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งอันดามัน สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต.กำพวน จ.ระนอง





ทช.สั่งตรวจสอบหาสาเหตุหอยฝาเดียวจำนวนมากกองทับถมบริเวณชายหาดประพาส จ.ระยอง คาดหนีน้ำจืดไหลลงทะเลหลังฝนตกหนัก

วันนี้ (23 มิ.ย.) จากกรณีการปรากฏภาพหอยฝาเดียวจำนวนมากขึ้นกองทับถมบริเวณชายหาดประพาสใกล้กับสถานีวิจัยและพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งอันดามัน สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต.กำพวน จ.ระนอง





ล่าสุด นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) ได้สั่งให้หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องประสานกับเครือข่ายในพื้นที่ ทราบว่า ปรากฎการณ์ดังกล่าวเกิดภายหลังจากที่มีพายุฝนตกหนัก และลมแรง หอยที่พบ เป็นหอยเจดีย์ หรือออกชื่อเรียกหอยพลูจีบในวงศ์ Terebridae เป็นหอยที่พบได้เสมอในพื้นที่ที่เป็นหาดทรายทอดยาวตามแนวชายฝั่ง โดยอาศัยฝังตัวอยู่ในทราย


ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ที่หอยเจดีย์ที่ยังมีชวิตขึ้นมากองทับถมเกิดไม่บ่อยนัก คาดว่าสืบเนื่องจากมีพายุฝนลมแรง และฝนตกหนักในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ใน จ.ระนอง ปริมาณน้ำฝนจำนวนมากขังท่วมในพื้นที่ชุมชน และน้ำไหลลงคลองกำพวน ทำให้น้ำจืดปริมาณมากไหลงสู่พื้นที่ชายฝั่งอาจเป็นสาเหตุให้หอยชนิดนี้ที่ฝังตัวในทรายอพยพโผล่ขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงปริมาณน้ำจืดที่สะสมอยู่ใต้หาดทราย ซึ่งได้มอบหมายให้ทีมงานติดตามประสานข้อมูลเพิ่มเติมจากสถานีวิจัยและพัฒนาฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป



ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/272935


ไทยเร่งเดินหน้าลด ‘พลาสติก-โฟม’ ทั่วประเทศ พุ่งเป้า ‘ข้าราชการ’ เป็นแบบอย่าง-จัดตั้งตัวชึ้วัด





ไทยเร่งเดินหน้าลด ‘พลาสติก-โฟม’ ทั่วประเทศ พุ่งเป้า ‘ข้าราชการ’ เป็นแบบอย่าง-จัดตั้งตัวชึ้วัด





กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดตัวโครงการ “ทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม” เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2561 เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลดใช้ถุงพลาสติกและหลีกเลี่ยงการใช้โฟม ทั้งในหน่วยงานราชการ 20 กระทรวง ตลาดสดเทศบาล ห้างสรรพสินค้า สถาบันการศึกษา ตลอดจนอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ สวนสัตว์ทั้ง 8 แห่ง และพื้นที่ชายชาดทั้ง 24 จังหวัด ตามที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหาขยะพลาสติก

โครงการนี้มีเป้าหมายให้ข้าราชการจำนวน 2.53 ล้านคน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดและคัดแยกขยะมูลฝอย เป็นตัวอย่างในการดำเนินงานให้กับประชาชนและภาคเอกชน โดยให้ทุกอาคารสำนักงานรัฐมีกิจกรรมสนับสนุนการลดและคัดแยกขยะมูลฝอยในหน่วยงาน เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้ประโยชน์ อีกทั้งปริมาณขยะมูลฝอยของหน่วยงานภาครัฐลดลง 5% หรือ 11,225 ตันต่อปี สามารถประหยัดงบประมาณในการจัดการขยะมูลฝอยได้ 17 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ ในส่วนของปริมาณขยะรีไซเคิลที่คัดแยกได้จากหน่วยงานภาครัฐ จะสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ 26,632 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมทั้งสามารถลดปริมาณพลาสติกถุงหูหิ้ว 4,000 ล้านใบต่อปี ลดปริมาณโฟมบรรจุอาหาร 1,000 ล้านชิ้นต่อปี ลดปริมาณแก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว 30 ล้านใบต่อปี โดยปริมาณพลาสติกถุงหูหิ้ว โฟมบรรจุอาหาร และแก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่ลดลง เมื่อนำไปรีไซเคิลจะก่อให้เกิดรายได้ 2 ล้านบาทต่อปี และหน่วยงานภาครัฐประหยัดงบประมาณในการจัดการได้ 6 ล้านบาทต่อปี

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2561 ให้ ทส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วน รวมทั้งบริษัท ห้างร้าน หรือสถานประกอบการต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดการใช้วัสดุที่ผลิตขึ้นจากพลาสติกเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อม โดย ครม.มีมติเห็นชอบให้ ทส.ดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อขับเคลื่อนร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกพร้อมกันทั่วประเทศ

สำหรับการสร้างความร่วมมือกับภาคราชการทั้ง 20 กระทรวง โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย 5 กิจกรรม ได้แก่ 1.มาตรการลดและคัดแยกขยะมูลฝอยในหน่วยงานภาครัฐ โดยดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2561 และให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำหนดให้ผลการลดและคัดแยกขยะมูลฝอย เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562

2.กิจกรรมทำความดีด้วยหัวใจ ลดรับ ลดให้ ลดใช้ถุงพลาสติก ส่งเสริมห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสดทั่วประเทศ ลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว และงดใช้โฟมบรรจุอาหาร รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใช้บรรจุภัณฑ์หรือภาชนะที่ใช้ซ้ำได้ โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) ดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. 2561 3.การลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วและงดใช้โฟมบรรจุอาหารในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ทั้ง 154 แห่ง โดยไม่นำถุงพลาสติกหูหิ้วและโฟมบรรจุอาหาร รวมถึงน้ำดื่มบรรจุขวดที่มีแคปซีลเข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติ และลดใช้แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว



ที่มา : https://greennews.agency/?p=17683

ยูเอ็นจัดให้ "ไทย" อยู่ในกลุ่มประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก



ยูเอ็นจัดให้ "ไทย" อยู่ในกลุ่มประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก




ใน "วันสิ่งแวดล้อมโลก" ทางสหประชาชาติได้จัดทำรายงานเรื่อง "ปัญหาพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง-แนวทางสู่ความยั่งยืน" ออกมาเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกตระหนักถึงขยะพลาสติกที่เป็นภัยคุกคามสิ่งแวดล้อมโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น หลอดกาแฟ และสำลีแบบพันก้านพลาสติก หรือคอตตอนบัตต์

จากรายงานระบุว่า ปัจจุบันมีถุงพลาสติกราว 5 ล้านล้านใบที่ถูกใช้ทั่วโลกในแต่ละปี ซึ่งส่วนใหญ่กลายเป็นขยะพลาสติก และตามรายงานขององค์กร Ocean Conservancy ที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว รายงานว่า แต่ละปีมีขยะพลาสติกราว 8 ล้านตันที่ถูกทิ้งในมหาสมุทรทั่วโลก ทำให้ขณะนี้มีขยะอยู่ในมหาสมุทรต่างๆ แล้ว ราว 150 ล้านตัน

ทั้งนี้ รายงานชิ้นดังกล่าวยังบ่งชี้ด้วยว่า จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย คือกลุ่มประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก และมากกว่าประเทศที่เหลือทั้งหมดรวมกันด้วยซ้ำ

ขณะที่สหรัฐอเมริกาก็ทิ้งขยะพลาสติกเป็นปริมาณมหาศาลเช่นกัน คือมากกว่า 33 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้มีไม่ถึง 10% ที่ถูกนำไปรีไซเคิลใช้ใหม่




ที่มา : https://www.sanook.com/news/6704302/


อุทยานฯเปิดประชุมระดมแผนอนุรักษ์ ‘นกเงือก’ ต่างชาติห่วง ‘นกชนหิน’ เสี่ยงสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต




อุทยานฯเปิดประชุมระดมแผนอนุรักษ์ ‘นกเงือก’ ต่างชาติห่วง ‘นกชนหิน’ เสี่ยงสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต





กรมอุทยานฯ ตัวกลางจัดประชุมระดมผู้เชี่ยวชาญหาแนวทางอนุรักษ์ “นกเงือก” กำหนดแผนปฏิบัติระยะ 10 ปี พุ่งเป้า “นกชนหิน” เสี่ยงสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยในการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการวางแผนอนุรักษ์นกเงือก เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2561 ตอนหนึ่งว่า แนวทางการอนุรักษ์นกเงือกได้ถูกยกเป็นระดับนานาชาติ เนื่องจากป่ามีความเชื่อมโยงกันในหลายประเทศ ซึ่งกรมอุทยานฯ ได้ตั้งศูนย์ฝึกอบรมเพิ่มศักยภาพการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ แสวงหาข้อมูลภัยคุกคามที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น ร่วมมือกับชุมชนโดยรอบในเรื่องของการข่าว รวมถึงดึงนานาชาติเข้ามาเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

“ทุกวันนี้สถานการณ์ดีขึ้น ถึงจุดที่เราสามารถเป็นแกนนำในการอนุรักษ์นกเงือกของภูมิภาคนี้ โดยกรมอุทยานฯ พร้อมนำแนวทางระดับนานาชาติมาขับเคลื่อน เป็นตัวกลางในการประสานนักวิจัยและชาวบ้าน ในส่วนของการอนุรักษ์นกเงือกที่มีอยู่ และอีกส่วนคือการเพาะพันธุ์และปล่อยสู่พื้นที่ที่นกเงือกได้หายไปแล้ว” นายปิ่นสักก์ กล่าว

สำหรับนกชนหิน (Helmeted Hornbill) หนึ่งในนกเงือกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปัจจุบันพบในเขตป่าของบรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา และไทย ซึ่งส่วนหัวที่มีความแข็งทำให้เป็นที่ต้องการในบางประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีนเพื่อนำไปทำเครื่องประดับ ทำให้นกชนหินเข้ามาอยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ตั้งแต่ปี 2518

ทั้งนี้ ด้วยความต้องการที่มากขึ้นนำไปสู่การลักลอบค้าที่มากขึ้น จึงได้มีการพยายามชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามของนกชนิดนี้ในการประชุม Wildlife Reserves Singapore (WRS) เมื่อปี 2558 นำไปสู่การยกระดับสถานภาพความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ตามบัญชีแดงของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) จากสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Endangered) สู่สถานะเสี่ยงขั้นวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ (Critically Endangered)

ขณะเดียวกัน IUCN ได้มีการตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านนกเงือก Hornbill Specialist Group ภายใต้ Species Survival Commission (SSC) เพื่อใช้องค์ความรู้และข้อมูลทางวิชาการชี้แนะแนวทางเพื่อการอนุรักษ์นกเงือกที่ถูกคุกคาม โดยเฉพาะนกเงือกที่ถูกคุกคามอย่างรุนแรงและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างมาก จึงได้มีการประชุมตัวแทนจากหน่วยงานที่้เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์การอนุรักษ์นกชนหิน ในแผนอนุรักษ์และแผนปฏิบัติการระยะ 10 ปี

ภายใต้แผนดังกล่าว ได้วางไว้ให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ เพิ่มกองทุนเพื่อเพิ่มความสนใจในด้านการอนุรักษ์ให้มากขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายในการฟื้นฟูจำนวนประชากร และที่สำคัญคือกำจัดการค้านกชนหิน โดยทำให้มั่นใจว่าการค้าขายของบัญชี CITES หมายเลข 1 นั้นได้มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคณะทำงานภายใต้ IUCN-SSC Hornbill Specialist Group จะแบ่งการทำงานเป็น 4 กลุ่ม มุ่งเน้นที่การค้าผิดกฎหมาย การปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัย การค้นคว้าวิจัย และการเสริมสร้างประสิทธิภาพ

Dr.Aparajita Datta ประธานร่วม IUCN-SSC Hornbill Specialist Group (Asia) กล่าวว่า นกเงือกทั่วโลกมีจำนวน 62 สายพันธุ์ โดยในแผนระยะ 3 ปีนี้ จะจัดลำดับความสำคัญของสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มีสถานะเสี่ยงขั้นวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ และสายพันธุ์ที่มีข้อมูลอยู่อย่างจำกัด ชนิดใดที่ต้องมีแผนการอนุรักษ์อย่างเป็นทางการ โดยจะทบทวนความรู้ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ควบคู่กับการตรวจสอบติดตามผล รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพและจัดอบรมแก่เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนของการวิจัยและการอนุรักษ์

ศ.เกียรติคุณ พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก กล่าวว่า ในประเทศไทยมีนกเงือกทั้งหมด 13 ชนิด โดยจัดอยู่ในสถานะเสี่ยงขั้นวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ นกชนหิน นกเงือกดำ และนกเงือกปากย่น อยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ นกเงือกคอแดง นกเงือกหัวแรด นกเงือกหัวหงอก และนกเงือกกรามช้างปากเรียบ โดยปัจจุบันไทยมีข้อมูลเกี่ยวกับนกเงือกเยอะ จึงสามารถช่วยประเทศอื่นในการอนุรักษ์ได้

สำหรับพื้นที่ที่มีสถานการณ์นกเงือกดีขึ้นแล้ว เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบลูกนกเกิดใหม่ประมาณ 100 ตัวต่อปี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พบลูกนกเกิดใหม่มากกว่า 80 ตัวต่อปี และ อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี พบลูกนกเกิดใหม่ราว 30 ตัวต่อปี อย่างไรก็ตามพบว่ายังมีการตัดไม้ทำลายป่าอยู่มาก ซึ่งเป็นภัยคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัยของนกเงือก



ที่มา : https://greennews.agency/?p=17901

โลกเสี่ยงภาวะเรือนกระจกแบบถาวร หากปล่อยให้ร้อนอีก 2 องศาเซลเซียส





โลกเสี่ยงภาวะเรือนกระจกแบบถาวร หากปล่อยให้ร้อนอีก 2 องศาเซลเซียส





รายงานดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ PNAS ระบุว่า หากเรายังคงปล่อยให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก จนถึงจุดที่เหนือกว่าอุณหภูมิเฉลี่ย ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส เมื่อนั้นจะเกิดการรบกวนระบบดูดซับคาร์บอนในธรรมชาติ ให้กลับกลายเป็นตัวการปลดปล่อยคาร์บอน ปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแทน ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดถาวร

ในแต่ละปี ผืนป่าสำคัญอย่างป่าแอมะซอน รวมทั้งมหาสมุทรต่าง ๆ และชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ในแถบขั้วโลก ได้ดูดซับคาร์บอน จากชั้นบรรยากาศมาเก็บไว้ถึง 4.5 พันล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของโลก แต่ก็น่าหวั่นเกรงว่าแผนการที่ระบุไว้ ในความตกลงปารีส ซึ่งนานาชาติจะช่วยกันรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศานั้น ไม่เพียงพอจะป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเรือนกระจก แบบถาวรนี้ได้





รายงานดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ PNAS ระบุว่า หากเรายังคงปล่อยให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก จนถึงจุดที่เหนือกว่าอุณหภูมิเฉลี่ย ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส เมื่อนั้นจะเกิดการรบกวนระบบดูดซับคาร์บอนในธรรมชาติ ให้กลับกลายเป็นตัวการปลดปล่อยคาร์บอน ปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแทน ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดถาวร

ในแต่ละปี ผืนป่าสำคัญอย่างป่าแอมะซอน รวมทั้งมหาสมุทรต่าง ๆ และชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ในแถบขั้วโลก ได้ดูดซับคาร์บอน จากชั้นบรรยากาศมาเก็บไว้ถึง 4.5 พันล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของโลก แต่ก็น่าหวั่นเกรงว่าแผนการที่ระบุไว้ ในความตกลงปารีส ซึ่งนานาชาติจะช่วยกันรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศานั้น ไม่เพียงพอจะป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเรือนกระจก แบบถาวรนี้ได้




ศ. โยฮัน ร็อกสตอร์ม จากศูนย์ Stockholm Resilience Centre ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า "เมื่ออุณหภูมิถึงจุดวิกฤตดังกล่าว ระบบป้องกันต่าง ๆ ของโลกที่เคยเป็นมิตรต่อเราจะกลับกลายเป็นศัตรูไปทันที"

"อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 4-5 องศาเซลเซียส และจะคงตัวอยู่ในระดับนั้นไปอีกนาน โดยถือเป็นระดับอุณหภูมิสูงสุดในรอบ 1.2 ล้านปีที่ผ่านมา" ศ. ร็อกสตอร์ม กล่าว





ศ. โยฮัน ร็อกสตอร์ม จากศูนย์ Stockholm Resilience Centre ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า "เมื่ออุณหภูมิถึงจุดวิกฤตดังกล่าว ระบบป้องกันต่าง ๆ ของโลกที่เคยเป็นมิตรต่อเราจะกลับกลายเป็นศัตรูไปทันที"

"อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 4-5 องศาเซลเซียส และจะคงตัวอยู่ในระดับนั้นไปอีกนาน โดยถือเป็นระดับอุณหภูมิสูงสุดในรอบ 1.2 ล้านปีที่ผ่านมา" ศ. ร็อกสตอร์ม กล่าว




ผลการศึกษายังชี้ว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย จนระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นได้ถึง 10-60 เมตรจากในระดับปัจจุบัน สภาพภูมิอากาศจะแปรปรวนจนทำให้ผู้คนไม่อาจอาศัยอยู่ในภูมิภาคบางแห่งของโลกได้

ทุกวันนี้โลกมีอุณหภูมิสูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมราว 1 องศาเซลเซียส และกำลังร้อนขึ้นโดยเฉลี่ยคิดเป็นทศวรรษละ 0.17 องศาเซลเซียส ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการหยุดยั้งภาวะโลกร้อนนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ หากไม่เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในกลางศตวรรษนี้ และเปลี่ยนแปลงนโยบาย ของนักการเมืองฝ่ายขวาที่มองว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องโกหกด้วย




ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45097380

โลกจะเผชิญอุณหภูมิร้อนสุดขั้วตลอด 4 ปีข้างหน้า



โลกจะเผชิญอุณหภูมิร้อนสุดขั้วตลอด 4 ปีข้างหน้า



สภาพภูมิอากาศโลกมีแนวโน้มจะร้อนแรงขึ้นตลอดช่วงระยะเวลา 4 ปีข้างหน้านี้ เนื่องจากวงจรสภาพอากาศตามธรรมชาติเข้าสู่ระยะที่ร้อนที่สุดช่วงหนึ่งในรอบไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เสริมให้ภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์มีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

การทำนายสภาพอากาศโลกดังกล่าว มาจากผลการศึกษาทางสถิติที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ซึ่งระบุว่านับแต่ปีนี้เป็นต้นไป ทั่วโลกมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับคลื่นความร้อนและภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นไปจนถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อย

ดร. ฟลอเรียน ซีวีลเลก จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้บอกว่า ในช่วงสิบกว่าปีแรกของต้นศตวรรษที่ 21 คือระหว่างปี 1998-2010 ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของมนุษย์นั้นไม่ได้บรรเทาเบาบางลง แต่เราไม่รู้สึกถึงผลกระทบที่รุนแรงมากนัก เพราะได้รับความเย็นชดเชยจากวงจรสภาพอากาศตามธรรมชาติที่ยังคงเป็นปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) อยู่

อย่างไรก็ตาม โลกได้เข้าสู่วงจรสภาพอากาศช่วงใหม่ที่มีความร้อนระอุมากขึ้นในปีนี้ ทำให้ปี 2018 มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาวะโลกร้อนในระยะยาวถึง 2 เท่า และจะพุ่งขึ้นอีกเป็น 3 เท่าในปีหน้า

ภาวการณ์เช่นนี้จะทำให้กระแสน้ำในมหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าอากาศบนภาคพื้นทวีปต่าง ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดพายุไต้ฝุ่นและไซโคลนที่รุนแรง รวมทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ส่วนการเกิดคลื่นความร้อน ไฟป่า และภัยแล้ง เช่นที่เกิดขึ้นกับซีกโลกเหนือในปีนี้นั้น เป็นไปได้ว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นในส่วนใดของโลก

"คนทั่วไปอาจยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากนัก แต่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ผลการศึกษานี้น่าตกใจอย่างมาก และชี้ให้เราเร่งย้ำเตือนให้ความรู้เรื่องภาวะโลกร้อนที่ถูกต้องกับผู้คน เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องโดยด่วน" ดร.ซีวีลเลก กล่าว





ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-45192961

มลพิษ ศัตรูของ "ทัชมาฮาล"





มลพิษ ศัตรูของ "ทัชมาฮาล"





สีของทัชมาฮาลกำลังเปลี่ยนไป อนุสรณ์สถานแห่งความรักและมรดกโลกซึ่งสร้างจากหินอ่อนสีขาวได้เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก่อนจะกลายเป็นสีน้ำตาลและเขียวตามลำดับ โดยสาเหตุหลัก ๆ ของการเปลี่ยนสีก็คือ ภาวะมลพิษ, การก่อสร้าง และของเสียจากแมลงจำนวนมหาศาลที่มาเกาะที่พื้นผิวของตัวอาคาร

สิ่งปฏิกูลในแม่น้ำยมุนาที่เน่าเสียบริเวณทัชมาฮาลเป็นบ่อเกิดของฝูงแมลงที่บินมาเกาะ และทิ้งคราบของเสียไว้ ก่อนหน้านี้ ศาลสูงสุดอินเดียได้ออกมาแสดงความกังวลในเรื่องนี้ และแนะให้รัฐบาลขอความช่วยเหลือจากต่างชาติ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปัญหาทัชมาฮาลเปลี่ยนสีจากมลพิษถูกพูดถึง แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาแล้วเป็นเวลา 2 ทศวรรษ เคยมีการทำความสะอาดทัชมาฮาลหลายครั้งด้วยวิธีการพอกด้วยโคลน แต่วิธีนั้นก็ถูกวิจารณ์ว่าจะยิ่งทำให้สภาพภายนอกของทัชมาฮาลแย่ลงไปอีก

ทัชมาฮาล สร้างโดยสมเด็จพระจักพรรดิ์ ชาห์ จาฮาน ตั้งอยู่ที่เมืองอัครา ปัจจุบันสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังแห่งนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมราววันละ 70,000 คน





ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45270687

กรมอุตุ เตือน "ภาคเหนือ" หนาวเร็ว-แล้งนาน




กรมอุตุ เตือน "ภาคเหนือ" หนาวเร็ว-แล้งนาน




วันนี้ (20 ก.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ขณะนี้ยังมีฝนตกในหลายจังหวัดภาคเหนือแต่พื้นที่ปลายน้ำในเขตรับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 1 เชียงใหม่ ทั้ง จ.เชียงใหม่และลำพูน เริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะแม่น้ำลี้ จ.ลำพูน และ น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กหลายแห่งใน อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำน้อย





วันนี้ (20 ก.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ขณะนี้ยังมีฝนตกในหลายจังหวัดภาคเหนือแต่พื้นที่ปลายน้ำในเขตรับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 1 เชียงใหม่ ทั้ง จ.เชียงใหม่และลำพูน เริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะแม่น้ำลี้ จ.ลำพูน และ น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กหลายแห่งใน อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำน้อย




นายเมธี มหายศนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ระบุว่า ปีนี้ภาคเหนือ จะมีฝนตกถึงปลายเดือนนี้ และจะเข้าฤดูหนาวเร็วขึ้น ทำให้เสี่ยงประสบปัญหาภัยแล้งยาวนาน เพราะมีปริมาณน้ำกักเก็บในแหล่งต่างๆ น้อย โดยตั้งแต่ต้นปี มีฝนตกสะสมในภาคเหนือเพียง 600 มิลลิเมตรเท่านั้น ต่ำกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 50





นายเมธี มหายศนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ระบุว่า ปีนี้ภาคเหนือ จะมีฝนตกถึงปลายเดือนนี้ และจะเข้าฤดูหนาวเร็วขึ้น ทำให้เสี่ยงประสบปัญหาภัยแล้งยาวนาน เพราะมีปริมาณน้ำกักเก็บในแหล่งต่างๆ น้อย โดยตั้งแต่ต้นปี มีฝนตกสะสมในภาคเหนือเพียง 600 มิลลิเมตรเท่านั้น ต่ำกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 50




ทั้งนี้ ข้อมูลสำนักงานชลประทานที่ 1 ยังระบุว่า ฝนที่ยังตกช่วงนี้ ยังสามารถเพิ่มระดับน้ำในพื้นที่กักเก็บได้ส่วนหนึ่ง และจากนี้ได้เตรียมแผนการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา โดยจะสรุปปริมาณน้ำ หลังหมดฤดูฝนและประชุมร่วมกับผู้ใช้น้ำ เพื่อวางแผนการใช้น้ำเพื่อการเกษตร และอุปโภคบริโภค





ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/274676

รัฐบาลไทยร่วมแสดงเจตนารมณ์ประชาคมโลก เรียกร้องแก้ปัญหาค้าสัตว์ป่า-พืชผิดกฎหมาย





รัฐบาลไทยร่วมแสดงเจตนารมณ์ประชาคมโลก เรียกร้องแก้ปัญหาค้าสัตว์ป่า-พืชผิดกฎหมาย






ครม.เห็นชอบปฏิญญาลอนดอน และแถลงการณ์ 4 ฉบับ แสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองและเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมกันแก้ปัญหาการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอขอความเห็นชอบปฏิญญาและแถลงการณ์ 4 ฉบับ ดังนี้

1.ปฏิญญาลอนดอนว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย (London Declaration on Illegal Wildlife Trade) พ.ศ. 2557 (ปฏิญญาลอนดอนฯ)
2.แถลงการณ์คาซาเนว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย (Kasane Statement on Illegal Wildlife Trade) พ.ศ. 2558 (แถลงการณ์คาซาเนฯ)
3.แถลงการณ์ฮานอยว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย (Hanoi Statement on Illegal Wildlife Trade) พ.ศ. 2559 (แถลงการณ์ฮานอยฯ)
4.ร่างแถลงการณ์ของการประชุมกรุงลอนดอนว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย (Illegal Wildlife Trade Conference Statement) ครั้งที่ 4 พ.ศ.2561 (ร่างแถลงการณ์ของการประชุมกรุงลอนดอนฯ) พร้อมร่างคำมั่นสัญญาของประเทศไทย (Thailand commitments) ในภาคผนวก (ร่างคำมั่น สัญญาฯ)

นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติให้ รมว.ทส. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารทั้ง 4 ฉบับ (ตามข้อ 1-4) ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย และไม่ขัดกับหลักการที่ ครม.ได้มีมติอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไปแล้ว ให้ ทส.สามารถดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอ ครม.ทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวด้วย ตามนัยมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2558 (เรื่อง การจัดทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ)

สำหรับสาระสำคัญของเอกสารทั้ง 4 ฉบับ เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย โดยมีการกล่าวถึงระดับและผลกระทบจากการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย กรอบการดำเนินงานระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว การให้คำมั่นและเรียกร้องให้ประชาคมโลกสนับสนุนการดำเนินการ เช่น การขจัดตลาดที่มีการค้าผลิตภัณฑ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมาย การสร้างกรอบทางกฎหมายและการยับยั้งที่มีประสิทธิภาพ ฯลฯ

ทั้งนี้ เอกสารข้อ 1-3 ประเทศไทยยังไม่ได้ร่วมให้การรับรอง เนื่องจากไทยไม่ได้เข้าร่วมการประชุมในปี พ.ศ.2557-2559 ส่วนข้อ 4 ร่างแถลงการณ์ของการประชุมกรุงลอนดอนว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย ครั้งที่ 4 พ.ศ.2561 พร้อมร่างคำมั่นสัญญาของประเทศไทย ในภาคผนวก เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองและเรียกร้องให้ประชาคมโลกร่วมกันแก้ไขปัญหาการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย โดยมีการกล่าวถึงผลกระทบจากการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย การสร้างพันธมิตรเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว การปิดตลาดที่สัตว์ป่าถูกค้าอย่างผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม จะมีการรับรองเอกสารทั้ง 4 ฉบับ ในการประชุมกรุงลอนดอนว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย (London Conference on the Illegal Wildlife Trade) ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 11-12 ต.ค. 2561 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่ง ทส. พิจารณาแล้วเห็นว่า การเข้าร่วมประชุมกรุงลอนดอนฯ ครั้งนี้ และการร่วมรับรองเอกสารทั้ง 4 ฉบับ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในด้านต่าง ๆ เช่น เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในการแสดงเจตนารมณ์สนับสนุน และส่งเสริมการแก้ไขปัญหาการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมายร่วมกับประเทศต่างๆ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของประเทศไทย



ที่มา : https://greennews.agency/?p=18064

‘อังกฤษ’ แบนหลอด-คอตตอนบัด ‘อียู’ ลงมติลดพลาสติก 90% ภายใน 7 ปี




‘อังกฤษ’ แบนหลอด-คอตตอนบัด ‘อียู’ ลงมติลดพลาสติก 90% ภายใน 7 ปี



สถานการณ์ลด ละ เลิกพลาสติกในระดับโลก ล่าสุดสหราชอาณาจักรเตรียมออกกฎหมายแบนหลอดพลาสติก ช้อนคนพลาสติก และที่ปั่นหูที่มีก้านทำจากพลาสติก (คอตตอนบัด) ภายในปี 2563 เพื่อลดปัญหามลพิษจากขยะที่ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายหลายร้อยปี

อันที่จริงเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลอังกฤษเพิ่งจะแบนการใช้ไมโครบีดส์ หลังมีงานวิจัยพบว่าชิ้นส่วนขนาดจิ๋วของพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำและมหาสมุทร สามารถเข้าไปอยู่ในตัวของสัตว์ทะเลต่างๆ และเมื่อมนุษย์นำสัตว์เหล่านั้นมาบริโภคก็จะอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

นอกจากนี้รัฐบาลอังกฤษยังได้ออกมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกใบละ 5 เพนนี สำหรับคนที่ซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตไปแล้ว ซึ่งมาตรการดังกล่าวช่วยลดปริมาณถุงพลาสติกในระบบลงถึง 1.5 หมื่นล้านถุงต่อปี

ไมเคิล โกฟ (Michael Gove) รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร เชื่อว่าการออกมาตรการห้ามจำหน่ายหลอดพลาสติก ช้อนคนที่ทำจากพลาสติก รวมถึงคอตตอนบัดเพิ่มเติม จะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้อีกมหาศาล รวมถึงช่วยแก้ปัญหาทางระบายน้ำอุดตันได้อีกด้วย

ในแต่ละปี มีการประเมินว่าเฉพาะประเทศอังกฤษแห่งเดียว มีการใช้หลอดพลาสติกมากกว่า 4,700 ล้านชิ้น ช้อนคนพลาสติก 316 ล้านชิ้น และคอตตอนบัด 1,800 ล้านชิ้น ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยต้องกลายเป็นขยะที่ถูกทิ้งลงสู่แม่น้ำและทะเล

“น่านน้ำและสัตว์ป่าอันล้ำค่าของเราต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเร่งด่วน เพื่อให้พ้นภัยร้ายแรงจากขยะพลาสติกใช้แล้ว และสหราชอาณาจักรจะเป็นหนึ่งในผู้นำของการลดปัญหานี้ ร่วมกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป” นายโกฟ กล่าว



สถานการณ์ลด ละ เลิกพลาสติกในระดับโลก ล่าสุดสหราชอาณาจักรเตรียมออกกฎหมายแบนหลอดพลาสติก ช้อนคนพลาสติก และที่ปั่นหูที่มีก้านทำจากพลาสติก (คอตตอนบัด) ภายในปี 2563 เพื่อลดปัญหามลพิษจากขยะที่ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายหลายร้อยปี

อันที่จริงเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลอังกฤษเพิ่งจะแบนการใช้ไมโครบีดส์ หลังมีงานวิจัยพบว่าชิ้นส่วนขนาดจิ๋วของพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำและมหาสมุทร สามารถเข้าไปอยู่ในตัวของสัตว์ทะเลต่างๆ และเมื่อมนุษย์นำสัตว์เหล่านั้นมาบริโภคก็จะอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

นอกจากนี้รัฐบาลอังกฤษยังได้ออกมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกใบละ 5 เพนนี สำหรับคนที่ซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตไปแล้ว ซึ่งมาตรการดังกล่าวช่วยลดปริมาณถุงพลาสติกในระบบลงถึง 1.5 หมื่นล้านถุงต่อปี

ไมเคิล โกฟ (Michael Gove) รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร เชื่อว่าการออกมาตรการห้ามจำหน่ายหลอดพลาสติก ช้อนคนที่ทำจากพลาสติก รวมถึงคอตตอนบัดเพิ่มเติม จะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้อีกมหาศาล รวมถึงช่วยแก้ปัญหาทางระบายน้ำอุดตันได้อีกด้วย

ในแต่ละปี มีการประเมินว่าเฉพาะประเทศอังกฤษแห่งเดียว มีการใช้หลอดพลาสติกมากกว่า 4,700 ล้านชิ้น ช้อนคนพลาสติก 316 ล้านชิ้น และคอตตอนบัด 1,800 ล้านชิ้น ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยต้องกลายเป็นขยะที่ถูกทิ้งลงสู่แม่น้ำและทะเล

“น่านน้ำและสัตว์ป่าอันล้ำค่าของเราต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเร่งด่วน เพื่อให้พ้นภัยร้ายแรงจากขยะพลาสติกใช้แล้ว และสหราชอาณาจักรจะเป็นหนึ่งในผู้นำของการลดปัญหานี้ ร่วมกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป” นายโกฟ กล่าว


อย่างไรก็ดี นายโกฟ ระบุว่า การห้ามจำหน่ายหลอดพลาสติกจะยังมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เนื่องจากยังมีคนบางกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้สินค้าชนิดนี้ เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน หรือโรคกล้ามเนื้อเจริญผิดเพี้ยน ที่จำเป็นต้องใช้หลอดเพื่อให้สามารถกินอาหารและเครื่องดื่มได้โดยสะดวกปลอดภัย

ทั้งนี้ คาดว่าทางการจะอนุญาตให้มีการจำหน่ายหลอดในร้านขายยา และให้ร้านอาหารรวมถึงผับต่างๆ สำรองหลอดไว้จำนวนหนึ่งสำหรับลูกค้าที่ต้องการ ส่วนการแจกจ่ายหลอดโดยทั่วไปจะถูกกำหนดให้กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ช่วงใดช่วงหนึ่ง ระหว่างเดือนตุลาคมปี 2562 ถึงเดือนตุลาคมปี 2563

สำหรับความพยายามลดปริมาณขยะพลาสติกของสหราชอาณาจักรในครั้งนี้ นับว่าได้รับการชื่นชมจากกรีนพีชและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เป็นจำนวนมาก

แซม เชตัน เวลช์ (Sam Chetan Welsh) ตัวแทนกลุ่มกรีนพีซในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า สังคมที่เสพติดการใช้หลอดพลาสติกใช้แล้วทิ้งนั้นเป็นตัวเร่งวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก และปัญหานี้ต้องได้รับการจัดการ โดยเขาเชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำนั้นเป็นเรื่องที่ดีและสมเหตุสมผลแล้ว

“หากเราจะปกป้องมหาสมุทรของเราจากปัญหาขยะพลาสติก เราก็ต้องแก้ที่ต้นตอ นั่นหมายความว่าบริษัททั้งหลายที่ผลิตและขายบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ต้องรับผิดชอบ และลดจำนวนพลาสติกที่จะมาถึงมือผู้บริโภคลงด้วย” เขาระบุ

ขณะเดียวกัน เครือแฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่ในสหราชอาณาจักร อย่างแมคโดนัลด์ และสตาร์บัคส์เอง ก็ได้แสดงความจำนงว่าจะยุติการใช้หลอดพลาสติกในสาขาต่างๆ โดยเปลี่ยนไปใช้หลอดกระดาษหรือหลอดที่ทำจากวัสดุย่อยสลายได้แทน



อย่างไรก็ดี นายโกฟ ระบุว่า การห้ามจำหน่ายหลอดพลาสติกจะยังมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เนื่องจากยังมีคนบางกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้สินค้าชนิดนี้ เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน หรือโรคกล้ามเนื้อเจริญผิดเพี้ยน ที่จำเป็นต้องใช้หลอดเพื่อให้สามารถกินอาหารและเครื่องดื่มได้โดยสะดวกปลอดภัย

ทั้งนี้ คาดว่าทางการจะอนุญาตให้มีการจำหน่ายหลอดในร้านขายยา และให้ร้านอาหารรวมถึงผับต่างๆ สำรองหลอดไว้จำนวนหนึ่งสำหรับลูกค้าที่ต้องการ ส่วนการแจกจ่ายหลอดโดยทั่วไปจะถูกกำหนดให้กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ช่วงใดช่วงหนึ่ง ระหว่างเดือนตุลาคมปี 2562 ถึงเดือนตุลาคมปี 2563

สำหรับความพยายามลดปริมาณขยะพลาสติกของสหราชอาณาจักรในครั้งนี้ นับว่าได้รับการชื่นชมจากกรีนพีชและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เป็นจำนวนมาก

แซม เชตัน เวลช์ (Sam Chetan Welsh) ตัวแทนกลุ่มกรีนพีซในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า สังคมที่เสพติดการใช้หลอดพลาสติกใช้แล้วทิ้งนั้นเป็นตัวเร่งวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก และปัญหานี้ต้องได้รับการจัดการ โดยเขาเชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำนั้นเป็นเรื่องที่ดีและสมเหตุสมผลแล้ว

“หากเราจะปกป้องมหาสมุทรของเราจากปัญหาขยะพลาสติก เราก็ต้องแก้ที่ต้นตอ นั่นหมายความว่าบริษัททั้งหลายที่ผลิตและขายบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ต้องรับผิดชอบ และลดจำนวนพลาสติกที่จะมาถึงมือผู้บริโภคลงด้วย” เขาระบุ

ขณะเดียวกัน เครือแฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่ในสหราชอาณาจักร อย่างแมคโดนัลด์ และสตาร์บัคส์เอง ก็ได้แสดงความจำนงว่าจะยุติการใช้หลอดพลาสติกในสาขาต่างๆ โดยเปลี่ยนไปใช้หลอดกระดาษหรือหลอดที่ทำจากวัสดุย่อยสลายได้แทน




ปัจจุบันมีการประเมินว่า ขยะพลาสติกที่ลอยหรือปนเปื้อนอยู่ในทะเลและมหาสมุทรทั่วโลก มีไม่น้อยกว่า 150 ล้านตัน และตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นสามเท่าภายในปี 2568 หากไม่มีความพยายามในการลดหรือแก้ปัญหา ขณะเดียวกันยังประเมินว่ามีนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเลไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัวต้องตายในแต่ละปี จากการบริโภคขยะพลาสติกหรือถูกขยะเหล่านี้พันรอบตัว

นอกจากความพยายามในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกของสหราชอาณาจักรแล้ว ล่าสุดสภาของกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ อียู ก็ได้มีมติเห็นชอบให้มีการห้ามใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น คอตตอนบัดและหลอดพลาสติก ภายในประเทศสมาชิกด้วยเช่นเดียวกัน พร้อมตั้งเป้าให้กลุ่มประเทศอียูลดปริมาณพลาสติกกลุ่มนี้ให้ได้ร้อยละ 90 ภายใน 7 ปีข้างหน้า

มาตรการใหม่นี้จะยกเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง และทดแทนด้วยผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันที่สามารถใช้ซ้ำได้ หรือทำจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า

เป้าหมายนับจากนี้ คือการให้ประเทศสมาชิกอียู ยกเลิกการใช้ขวดพลาสติกให้ได้ร้อยละ 90 ภายในปี 2025 รวมทั้งให้บริษัทผู้ผลิตพลาสติกลงทุนกับการบริหารจัดการขยะ เพื่อแก้ปัญหามลพิษจากขยะพลาสติกที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำ

นายฟรานส์ ทิมเมอร์แมนส์ รองคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ระบุว่า ขยะพลาสติกถือเป็นปัญหาใหญ่ และสหภาพยุโรปต้องร่วมมือกันในการจัดการ เพราะขยะพลาสติกเหล่านี้จะส่งผลต่ออากาศ ดิน แหล่งน้ำ และแหล่งอาหารของเราในที่สุด



ที่มา : https://greennews.agency/?p=18102


ความเป็นจริงและความเพ้อฝันกรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่




ความเป็นจริงและความเพ้อฝันกรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่





แท่งตึกที่โผล่เสียดฟ้าขึ้นกลางเมืองหลวงทุกวี่วันอยู่ภาวะล้นเกิน แม้กรุงเทพมหานคร (กทม.) จะยังคงนิยามตัวเองว่าเป็น “เมืองน่าอยู่” ทว่ากลับสวนทางความเป็นจริงสำหรับสถานที่พักอาศัย เพราะนอกจากการจราจรจะแออัดมากขึ้นทุกวันแล้ว พื้นสีเขียวใน กทม. กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามทิศทางการเติบโตของเมือง

แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) พยามเข็นมาตรการออกมาควบคุมการกู้ซื้อบ้านหลังที่สองหลังที่สาม แต่นั่นไม่ใช่นโยบายผลักดันให้ กทม.เร่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือชะลอการสร้างตึกสูงเพิ่มมากขึ้น ตรงกันข้าม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงได้สิทธิ์เดินหน้าใช้ทุกพื้นที่พัฒนาเมืองให้ขยายตัวต่อไป

การขยายตัวของเมืองออกไปสู่หัวเมืองปริมณฑล และความแออัดอาจเป็นปัจจัยบวกและแรงกระตุ้นให้ความต้องการห้องพักอาศัยแคบๆเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การซื้อเก็งกำไรเป็นการลงทุนที่ยังไม่ซบเซาเงา การขยายตัวตามแรงกระตุ้นด้านการตลาดก็อาจจะใช่บางส่วน หรือจะด้วยประชากรทั่วสารทิศยังคงมุ่งหน้าสู่เมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบให้เมืองลดความน่าอยู่ลงทุกวัน

แต่การที่ กทม.วางเป้าหมายในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวใน กทม. เป็น 9 ตรม./คน เทียบเท่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลก เมื่อพิจารณาจากตัวเลขประชากรในเมืองกรุงร่วม 10 ล้านคน (รวมประชากรแฝง) ที่ทำให้พื้นที่เขียวเหลือเพียง 3.54 ตรม./คน เป็นเรื่องชวนสงสัยว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่พื้นที่สีเขียวจะเพิ่มได้มากขนาดนั้น เว้นแต่ยกเลิกนำที่ดินรัฐผืนใหญ่ใจกลางเมืองไปสร้างห้างสรรพสินค้าและโรงแรม

ในขณะเดียวกัน ตราบที่ระบบขนส่งมวลชนยังเป็นง่อยเต่าคลาน, การโซนนิ่งเมืองล้มเหลว เช่น โซนที่อยู่อาศัย ย่านการค้า, ชานเมืองไม่มีระบบสาธารณูปโภครองรับเพียงพอ ฯลฯ นั่นหมายความว่าปริมาณออกซิเจนควรมากกว่าการปล่อย CO2

เสน่ห์ของกรุงเทพฯ ค่อยหดหายลงเรื่อยๆ ความน่าอยู่ของกรุงเทพฯ คงเป็นเพียงวาทกรรม แต่ท้ายที่สุดคงเป็นได้แค่เมืองในจินตนาการ (ว่าสักวัน) มันจะดีขึ้นกว่าเดิม




ที่มา : https://greennews.agency/?p=18192

ชาวบ้านรัฐควีนสแลนด์อพยพหนีไฟป่าลุกลาม

ชาวบ้านรัฐควีนสแลนด์อพยพหนีไฟป่าลุกลาม


สำนักงานดับเพลิงและบริการฉุกเฉินรายงานว่า สถานการณ์ในขณะนี้เข้าขั้นอันตรายมากและนักดับเพลิงอาจไม่สามารถสกัดไฟไหม้ที่ลุกลามเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนที่ดีพวอเตอร์ชุมชนใกล้เคียง ทั้งต้นไม้และทรัพย์สินบางส่วนถูกไฟผลาญเหลือแต่ซากไหม้เกรียม ทั้งหมดพบไฟไหม้ 115 จุดทั่วรัฐควีนสแลนด์ สถานีอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลียรายงานว่า อาจใช้เวลา 3-4 วันกว่าไฟป่าจะบรรเทาลงและยังไม่มีแนวโน้มฝนตก .- สำนักข่าวไทย



ที่มา : https://www.tnamcot.com/view/QTTHEkO8g