ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน "ไขความลับการรักษามะเร็งด้วยรังสี" รศ.พญ.สุพัตรา แสงรุจิ (แพทย์รังสีรักษา) ชวนท่านมาไขข้อข้องใจ รังสีรักษาทำอย่างไร แล้วรักษามะเร็งได้อย่างไร เมื่อไรต้องใช้รังสีรักษาควรหรือไม่ควรทำ ข้อดีของรังสีรักษา และ ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง (อาจารย์และนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคม) มาสอนให้ท่านเรียนรู้การจัดการตนเองเมื่อเป็นมะเร็ง (The Self-Management Model of Care) และสอนท่านทำกิจกรรมบำบัดความล้าหลังรังสีรักษา ในวันเสาร์ที่ 17 กันยายน เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องสัมมนา 2-3 อาคารเฉลิมพระบารมี ชั้น 2 ซ. ศูนย์วิจัย (ซ.เพชรบุรีตัดใหม่40) สำรองที่นั่งที่ 02-664-0078-9 ฟรีตลอดงาน


แหล่งที่มา : www.newswit.com




แหล่งที่มา : www.thairath.co.th



แหล่งที่มา : www.thairath.co.th








แหล่งที่มา : www.thairath.co.th

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. กล่าวว่า ขณะนี้ คพ.เดินหน้ากำจัดขยะจากพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (Cap Seal) ในประเทศ โดยได้พูดคุยกับผู้ผลิตน้ำดื่มหลายบริษัท ส่วนใหญ่เลิกผลิตพลาสติกหุ้มฝาขวดพลาสติกแล้ว คาดว่า ภายใน 1 ปีประเทศไทยจะปราศจากพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มทุกประเภทแน่นอน จะนำร่องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ ห้องประชุมประจำกระทรวง หรือหน่วยงานต่างๆ

เนื่องจากพลาสติกหุ้มฝาขวด ไม่เกี่ยวข้องกับความสะอาดของน้ำดื่มที่ควบคุมคุณภาพน้ำโดยองค์การอาหารและยา(อย.) แต่เน้นฝาปิดขวดที่แน่นสนิท ทั้งนี้ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม มีผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก  เพราะเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก และไม่มีประโยชน์ หากทำสำเร็จจะช่วยลดปริมาณขยะประเภทนี้ลงได้ปีละ 520 ตัน จากปัจจุบันไทยผลิตน้ำดื่มปีละ 7,000 ล้านขวด ใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่มมากถึงปีละ 2,600 ล้านชิ้น ความยาว 260,000 กิโลเมตร หรือ คิดเป็นความยาวรอบโลก 6.5 รอบ

ทั้งนี้ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ง่ายต่อการทิ้งกระจัดกระจายลงในสิ่งแวดล้อม ทั้งบนบกและทะเล แต่ยากต่อการจัดเก็บไม่คุ้มทุนในการนำมารีไซเคิล ส่งผลให้เกิดปัญหาการอุดตันตามท่อระบายน้ำ และมีบางส่วนลงสู่ท้องทะเลจนสัตว์ทะเลกินเข้าไปแล้วตายเป็นจำนวนมาก

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  บอกว่า คพ. และกรุงเทพมหานคร แก้ปัญหาขยะของเสียอันตรายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วยการขยายจุดกำจัดขยะของเสียอันตราย ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีที่ทิ้งขยะของเสียอันตรายเพียงพอ จากนั้นจะเก็บและกำจัดอย่างถูกวิธี ในเบื้องต้นได้หารือร่วมกับสถานประกอบการ ห้างสรรพสินค้า สถาบันการศึกษา และสถานีบริการน้ำมัน แล้ว โดยเฉพาะการเพิ่มจุดทิ้งขยะอันตราย เพื่อให้ประชาชนแยกทิ้งจากขยะทั่วไป

Credit : Thai PBS

มลพิษทางเสียงกับผลกระทบต่อสัตว์ป่า




มลพิษทางเสียงกับผลกระทบต่อสัตว์ป่า





ผลการศึกษาครั้งใหม่ระบุว่า มลพิษทางเสียงที่เกิดจากมนุษย์ก่อให้เกิดการหยุดชะงัก หรือเข้าไปขัดขวางวิถีชีวิตประจำวันของสัตว์ป่าตั้งแต่การหากินไปจนถึงการขยายพันธุ์
 
นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบถึงภัยร้ายแรงที่เป็นผลมาจากการก่อมลพิษทางเสียงจากมนุษย์ที่มีผลต่อสัตว์ป่าจากการทำการศึกษาในอุทยานแห่งชาติ Denali ในรัฐอลาสก้า, อุทยานแห่งชาติ Yosemite ในรัฐอลาสก้า และ อุทยานแห่งชาติ Yellowstone ในรัฐไวโอมิ่ง สหรัฐอเมริกา โดยการศึกษาพบว่าเครื่องบิน ถนน หรือกระทั่งเสียงที่เกิดจากการใช้พื้นที่ของมนุษย์ในอุทยานแห่งชาติล้วนแต่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าทั้งสิ้น

ราว 10 ปีก่อน Kurt Fristrup นักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำหน่วยอุทยานแห่งชาติ ได้ติดตั้งเครื่องวัดระดับเสียงขนาดเท่าวิทยุสื่อสารทั่วอุทยานแห่งชาติกว่า 600 จุด เขาระบุว่าไม่มีพื้นที่ใดเลยที่ติดตั้งวิทยุเอาไว้แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียง

"เราพบว่าการเพิ่มขึ้นของเสียงรบกวนในป่าก็เหมือนกับการที่คุณได้ยินเสียงกบร้องอยู่ในหูตลอดเวลา" Fristrup ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว "แทนที่จะมานั่งกลัวว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ในที่กว้างใหญ่ เราควรมาระวังในพื้นที่เล็กๆก่อนดีกว่า"







ผลการศึกษาครั้งใหม่ระบุว่า มลพิษทางเสียงที่เกิดจากมนุษย์ก่อให้เกิดการหยุดชะงัก หรือเข้าไปขัดขวางวิถีชีวิตประจำวันของสัตว์ป่าตั้งแต่การหากินไปจนถึงการขยายพันธุ์
 
นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบถึงภัยร้ายแรงที่เป็นผลมาจากการก่อมลพิษทางเสียงจากมนุษย์ที่มีผลต่อสัตว์ป่าจากการทำการศึกษาในอุทยานแห่งชาติ Denali ในรัฐอลาสก้า, อุทยานแห่งชาติ Yosemite ในรัฐอลาสก้า และ อุทยานแห่งชาติ Yellowstone ในรัฐไวโอมิ่ง สหรัฐอเมริกา โดยการศึกษาพบว่าเครื่องบิน ถนน หรือกระทั่งเสียงที่เกิดจากการใช้พื้นที่ของมนุษย์ในอุทยานแห่งชาติล้วนแต่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าทั้งสิ้น

ราว 10 ปีก่อน Kurt Fristrup นักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำหน่วยอุทยานแห่งชาติ ได้ติดตั้งเครื่องวัดระดับเสียงขนาดเท่าวิทยุสื่อสารทั่วอุทยานแห่งชาติกว่า 600 จุด เขาระบุว่าไม่มีพื้นที่ใดเลยที่ติดตั้งวิทยุเอาไว้แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียง

"เราพบว่าการเพิ่มขึ้นของเสียงรบกวนในป่าก็เหมือนกับการที่คุณได้ยินเสียงกบร้องอยู่ในหูตลอดเวลา" Fristrup ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว "แทนที่จะมานั่งกลัวว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ในที่กว้างใหญ่ เราควรมาระวังในพื้นที่เล็กๆก่อนดีกว่า"






เสียงรบกวนที่พบอยู่ในทุกพื้นที่ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับผู้วิจัยคือเสียงรบกวนจากเครื่องบิน

"ไม่มีเลยสักวันตลอดช่วงเวลาในการเก็บข้อมูลกว่า 20,000 วันที่ไม่มีเสียงเครื่องบิน" Fristrup กล่าว โดยมากเครื่องบินจะก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงนานกว่าห้าถึงหกนาทีและจะได้ยินเสียงชัดมากในพื้นที่ที่เงียบสงัด แน่นอนว่ามันต้องสร้างผลกระทบมากกว่าพื้นที่อื่นๆ

Fristrup สร้างโมเดลการคาดคะเนการเกิดเสียงและพบว่ามนุษย์จะเป็นตัวก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า

จากงานวิจัยของ Clinton Francis จากมหาวิทยาลัย California Polytechnic State University ในรัฐ San Luis Obispo สหรัฐอเมริกา พบว่าเสียงดังกล่าวจะสร้างผลกระทบต่อสัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์ที่ต้องใช้เสียงในการจับคู่ นอกจากนั้นยังพบอีกว่ามีนกน้อยประเภทมากที่จะเลือกอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีเสียงดังคึกโครม

Francis ได้ทำการศึกษาประเภทและจำนวนชนิดของนกที่พบในบริเวณแหล่งขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในนิวเม็กซิโกซึ่งพื้นที่เดิมมีเสียงดังรบกวนขณะที่อีกพื้นที่หนึ่งไม่มี ผลการศึกษาพบว่านกบางชนิด เช่น Western scrub jays พบมากกว่า 32% ในพื้นที่ที่เงียบกว่า แต่ก็ใช่ว่านกทุกประเภทต้องการความเงียบสงบเสมอไป เช่น นกฮัมมิ่งเบิร์ดที่ตอบสนองในแง่บวกกับเสียง เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น พบรังนกฮัมมิ่งเบิร์ดกว่า 36 รังในพื้นที่ที่มีเสียงดัง ขณะที่พบเพียง 3 รังในพื้นที่ที่ไม่มีเสียง Francis ระบุว่า ที่เป็นแบบนั้นก็เนื่องจากเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ่อขุดเจาะก๊าซธรรมชาติไม่มีผลต่อคลื่นความถี่เสียงที่นกฮัมมิ่งเบิร์ดส่งออกไปนั่นเอง หรืออีกสาเหตุหนึ่งก็เนื่องจาก สัตว์ผู้ล่าไม่อยู่ในพื้นที่เสียงดังดังกล่าว นกฮัมมิ่งเบิร์ดจึงเลือกที่จะอยู่บริเวณนั้น


"สรุปโดยรวม มลพิษด้านเสียงจะเป็นการไล่นกให้ออกจากพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะเป็นการลดความหลากหลายของชนิดนกลงมากถึงหนึ่งในสาม โดยเฉพาะนกหายาก/ไม่ได้อยู่ประจำถิ่นซึ่งมีความอ่อนไหวกับภาวะแวดล้อมด้านเสียงสูง" Francis สรุป
เพราะฉะนั้นแล้ว การเข้าสู่เขตอุทยาน พื้นที่ป่า นักท่องเที่ยวควรจะรักษาความสงบทั้งเพื่อความเรียบร้อยส่วนรวม และเพื่อรักษาถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าให้เป็นบ้านของพวกเขาอย่างแท้จริง




ที่มา : http://sarakham.nfe.go.th/chiangyuen/popup.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=44

สาเหตุของน้ำท่วมที่ประเทศไทยมองข้าม






นับครั้งไม่ถ้วนที่เกิดน้ำท่วมฉับพลันในประเทศไทย… ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะหันมาตระหนักถึงต้นตอของปัญหาน้ำท่วมที่ได้มองข้ามไป นั่นก็คือขยะพลาสติก

ในขณะที่การที่ฝนตกหนักควบคู่ไปกับการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพและการขาดความเตรียมพร้อมของกรุงเทพฯเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย ขยะพลาสติกเป็นสาเหตุที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเราคาดไว้ ทั้งโฟม ถุง ขวด และผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดท่อน้ำอุดตันแต่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับที่รุนแรงกว่าอีกด้วย







นับครั้งไม่ถ้วนที่เกิดน้ำท่วมฉับพลันในประเทศไทย… ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะหันมาตระหนักถึงต้นตอของปัญหาน้ำท่วมที่ได้มองข้ามไป นั่นก็คือขยะพลาสติก

ในขณะที่การที่ฝนตกหนักควบคู่ไปกับการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพและการขาดความเตรียมพร้อมของกรุงเทพฯเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย ขยะพลาสติกเป็นสาเหตุที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเราคาดไว้ ทั้งโฟม ถุง ขวด และผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดท่อน้ำอุดตันแต่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับที่รุนแรงกว่าอีกด้วย






ในเวลาที่เกิดน้ำท่วม ขยะพลาสติกเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความลำบากให้คนที่กำลังรถติดอยู่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงชาวบ้านที่ต้องเผชิญกับกองขยะสะสมในแหล่งน้ำใกล้บ้าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องคอยเก็บกวาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
การบริโภคพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทยเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับความต้องการพลาสติกที่มากขึ้นของทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต โดยที่ยังไม่มีระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพมากพอ จากการวิจัยในนิตยสาร Science Magazine ในปีพ.ศ. 2558 ประเทศไทยเป็นประเทศที่สร้างขยะในมหาสมุทรเยอะที่สุดเป็นอันดับที่หกของโลก โดยได้สร้างขยะมากถึง 1.03 ล้านตันต่อปี ซึ่งขยะปริมาณมหาศาลนี้และอีก 8 ล้านตันจากทั่วโลกถูกปล่อยลงทะเลในแต่ละปี
ระหว่างที่คนกรุงเทพฯกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาน้ำท่วมรถติด การบริโภคพลาสติกอย่างล้นหลามส่งผลกระทบที่กว้างกว่านั้น ไม่นานมานี้ได้เกิดปรากฏการณ์ “เกาะขยะ” ที่รอบชายฝั่งของจังหวัดชุมพร ซึ่งรวมขยะมูลฝอยประมาณ 100 ตัน ยาว 10 กิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก ในขณะที่ผู้คนต่างกังวลเพียงแค่เรื่องการท่องเที่ยวในพื้นที่ สิ่งปฏิกูลเหล่านี้กลับเป็นปัญหาร้ายแรงที่คุกคามชีวิตสัตว์ในทะเลทั้งหมด
อีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็คือทะเลและชายหาดบางแสน ถึงแม้หลายคนมองว่าบางแสนไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากขยะพลาสติกในกรุงเทพฯ แต่สุดท้ายแล้วขยะจากหลากหลายแห่งก็มาจบลงที่ชายหาดบางแสนอยู่ดี จากข้อมูลที่ได้รับจากเทศบาลแสนสุขซึ่งทำหน้าที่จัดการดูแลความสะอาดของหาดบางแสนพบว่าปริมาณขยะจะเพิ่มขึ้นตามระดับความแรงของกระแสลมและกระแสน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและช่วงมรสุม
“ขยะที่เกิดจากการทิ้งอย่างไม่มีความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยวเอง กิน ใช้ แล้วก็ทิ้ง โดยไม่ดูเลยว่า ลงถังขยะหรือไม่ คิดแต่เพียงว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการดูแลรักษาความสะอาดและจัดเก็บขยะเท่านั้น เราจึงยังเห็นภาพขยะบนชายหาดทุกวัน” นางเปรมจันทร์ หงส์รัดน์ นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการณ์ของเทศบาลแสนสุข กล่าว







ในเวลาที่เกิดน้ำท่วม ขยะพลาสติกเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความลำบากให้คนที่กำลังรถติดอยู่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงชาวบ้านที่ต้องเผชิญกับกองขยะสะสมในแหล่งน้ำใกล้บ้าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องคอยเก็บกวาดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
การบริโภคพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทยเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับความต้องการพลาสติกที่มากขึ้นของทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต โดยที่ยังไม่มีระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพมากพอ จากการวิจัยในนิตยสาร Science Magazine ในปีพ.ศ. 2558 ประเทศไทยเป็นประเทศที่สร้างขยะในมหาสมุทรเยอะที่สุดเป็นอันดับที่หกของโลก โดยได้สร้างขยะมากถึง 1.03 ล้านตันต่อปี ซึ่งขยะปริมาณมหาศาลนี้และอีก 8 ล้านตันจากทั่วโลกถูกปล่อยลงทะเลในแต่ละปี
ระหว่างที่คนกรุงเทพฯกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาน้ำท่วมรถติด การบริโภคพลาสติกอย่างล้นหลามส่งผลกระทบที่กว้างกว่านั้น ไม่นานมานี้ได้เกิดปรากฏการณ์ “เกาะขยะ” ที่รอบชายฝั่งของจังหวัดชุมพร ซึ่งรวมขยะมูลฝอยประมาณ 100 ตัน ยาว 10 กิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก ในขณะที่ผู้คนต่างกังวลเพียงแค่เรื่องการท่องเที่ยวในพื้นที่ สิ่งปฏิกูลเหล่านี้กลับเป็นปัญหาร้ายแรงที่คุกคามชีวิตสัตว์ในทะเลทั้งหมด
อีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็คือทะเลและชายหาดบางแสน ถึงแม้หลายคนมองว่าบางแสนไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากขยะพลาสติกในกรุงเทพฯ แต่สุดท้ายแล้วขยะจากหลากหลายแห่งก็มาจบลงที่ชายหาดบางแสนอยู่ดี จากข้อมูลที่ได้รับจากเทศบาลแสนสุขซึ่งทำหน้าที่จัดการดูแลความสะอาดของหาดบางแสนพบว่าปริมาณขยะจะเพิ่มขึ้นตามระดับความแรงของกระแสลมและกระแสน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและช่วงมรสุม
“ขยะที่เกิดจากการทิ้งอย่างไม่มีความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยวเอง กิน ใช้ แล้วก็ทิ้ง โดยไม่ดูเลยว่า ลงถังขยะหรือไม่ คิดแต่เพียงว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการดูแลรักษาความสะอาดและจัดเก็บขยะเท่านั้น เราจึงยังเห็นภาพขยะบนชายหาดทุกวัน” นางเปรมจันทร์ หงส์รัดน์ นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการณ์ของเทศบาลแสนสุข กล่าว






อาสาสมัครกรีนพีซกำลังคัดแยกขยะที่เก็บได้จากบริเวณชายหาดบางแสน
แม้ว่าจะมีโครงการเพื่อพัฒนาการจัดการขยะเกิดขึ้น เช่น กิจกรรมรับบริจาคขยะรีไซเคิลและโครงการที่สนับสนุนให้ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทนการใช้โฟม แต่ทางเทศบาลแสนสุขยังคงต้องคอยจัดการกับปริมาณขยะที่มากเกินจะรับมือไหว ในแต่ละวันเทศบาลจะต้องจัดการกับขยะราว 90 ตัน โดยขยะที่เก็บได้จากบริเวณชายฝั่งก็มีจำนวนมากถึง 5 ตันแล้ว
ด้วยเหตุนี้เองทางเทศบาลจึงเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีเข้ามามีบทบาทในด้านต่างๆมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการจัดการขยะโดยดำเนินงานตามโครงที่วางไว้ การกำหนดนโยบาย กฎหมาย และระเบียบ ในการคัดแยกขยะ ณ แหล่งกำเนิด การกำหนดให้มีหลักสูตรการเรียนเกี่ยวกับการจัดการขยะ ไปจนถึงการออกกฎหมายโดยใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต

ทั้งนี้แล้ว ในเวลาที่น้ำท่วม เราควรจะถามตัวเองว่าสาเหตุของปัญหาอยู่ที่ฝนหรืออยู่ที่ขยะพลาสติก และมันเกิดจากธรรมชาติหรือเกิดจากเราทุกคนกันแน่


ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/59771/      นันทิชา โอเจริญชัย อาสาสมัครกรีนพีซ

ฝุ่นพิษจิ๋ว PM2.5 ภัยที่มองไม่เห็น





ทุกเช้า ฉันต้องเดินไปสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อไปเรียน และทุกๆวัน จะมีรถเมล์สาย 54 วิ่งผ่านโดยทิ้งควันดำตามหลังมาไว้ให้ฉันสูด และทุกๆครั้ง มันทำให้ฉันสงสัยว่า “ในแต่ละวัน เราหายใจอะไรเข้าไปบ้าง”
ฉันได้เรียนรู้ว่าหนึ่งในมลสารที่อันตรายที่สุดที่อยู่ในอากาศของเราคือฝุ่นพิษจิ๋ว PM2.5 ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือคิดง่ายๆ มันมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมคนเราราวๆ 25 เท่า ลองคิดดูสิ ว่าสิ่งที่เล็กเกินกว่าตาเปล่าจะมองเห็น ถ้าเข้าไปในจมูกลงสู่ปอดของเรา จะเกิดอะไรขึ้น แค่เพราะเรามองมันไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ทำร้ายเรา ไม่ได้แปลว่าจะไม่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนลงและระบบทางเดินหายใจเสียหาย จนอาจทำให้ไอ ติดคอ ออกซิเจนไม่ไหลเวียน เป็นโรคปอด หรือแม้กระทั่งเป็นโรคมะเร็ง 
ทั้งเดินเล่น ขับรถ นั่งเฉยๆ ก่อนกินข้าวเช้า ตอนเรียนหนังสือ หรือหลังเสร็จงาน ถ้าจะเจออะไรทุกที่ทุกเวลา มันก็คืออากาศนั่นแหละ แล้วอากาศที่เราหายใจ นับวันก็ยิ่งไม่มีอากาศดีหลงเหลืออยู่เลย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ซึ่งหลายคนคงลืมไปแล้ว ว่าอากาศสะอาดเป็นอย่างไร 
ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนคนหนึ่ง ฉันได้ออกเดินทางเพื่อหาคำตอบว่าในแต่ละวัน คนกรุงเทพฯสูดอะไรลงปอดบ้าง โดยใช้เครื่องวัดฝุ่นละออง PM 2.5 (Smart Air Quality Monitor) วัดอากาศในหลายๆ จุดในเมืองที่น่าจะอยู่ในกิจวัตรประจำวันของคนหลายคน  ตัวเลขที่แสดงบนเครื่องจะเป็นค่าที่ใช้เพื่อรายงานคุณภาพอากาศรายวัน ทำให้เรารู้ว่าอากาศสะอาด หรือสกปรกเพียงใดและอาจจะเกิดผลกระทบสุขภาพต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง โดยผลกระทบต่อสุขภาพของเราอาจเกิดขึ้นภายในสองสามชั่วโมงหรือหลายวันหลังจากที่หายใจเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไป ตัวเลขนี้เรียกว่า “ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)”
เครื่องวัดที่ฉันใช้ทดลองจะแสดงค่า AQI ขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา(USEPA) และขององค์กรปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน(China State Environmental Protection Administration)หรือ SEPA เครื่องวัดนี้ยังไม่แสดงค่า AQI ของไทยเพราะว่ากรมควบคุมมลพิษของไทยยังไม่ได้ใช้ค่า PM 2.5 ในการคำนวณ AQI อย่างไรก็ตาม ได้มีการสอบเทียบ(Calibration)เครื่องมือวัดนี้ให้เข้ากับคุณภาพอากาศทั่วไปของประเทศไทยแล้ว 
AQI ตามเกณฑ์ของUSEPA ระบุว่าค่า 0-50 แปลว่าคุณภาพดี 51-100 ปานกลาง 101-150 มีผลกระทบต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มอ่อนไหว 151-200 มีผลกระทบต่อสุขภาพ 201-300 มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก และ 301-500 อันตราย ส่วนเกณฑ์ของ SEPAกำหนดไว้ว่าค่า 0-50 หมายความว่าคุณภาพดีมาก 51-100 ดี 101-150 ปนเปื้อนน้อยมาก 151-200 ปนเปื้อนน้อย 201-300 ปนเปื้อนปานกลาง และมากกว่า 300 แปลว่าปนเปื้อนมาก







ทุกเช้า ฉันต้องเดินไปสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อไปเรียน และทุกๆวัน จะมีรถเมล์สาย 54 วิ่งผ่านโดยทิ้งควันดำตามหลังมาไว้ให้ฉันสูด และทุกๆครั้ง มันทำให้ฉันสงสัยว่า “ในแต่ละวัน เราหายใจอะไรเข้าไปบ้าง”
ฉันได้เรียนรู้ว่าหนึ่งในมลสารที่อันตรายที่สุดที่อยู่ในอากาศของเราคือฝุ่นพิษจิ๋ว PM2.5 ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือคิดง่ายๆ มันมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมคนเราราวๆ 25 เท่า ลองคิดดูสิ ว่าสิ่งที่เล็กเกินกว่าตาเปล่าจะมองเห็น ถ้าเข้าไปในจมูกลงสู่ปอดของเรา จะเกิดอะไรขึ้น แค่เพราะเรามองมันไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ทำร้ายเรา ไม่ได้แปลว่าจะไม่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนลงและระบบทางเดินหายใจเสียหาย จนอาจทำให้ไอ ติดคอ ออกซิเจนไม่ไหลเวียน เป็นโรคปอด หรือแม้กระทั่งเป็นโรคมะเร็ง 
ทั้งเดินเล่น ขับรถ นั่งเฉยๆ ก่อนกินข้าวเช้า ตอนเรียนหนังสือ หรือหลังเสร็จงาน ถ้าจะเจออะไรทุกที่ทุกเวลา มันก็คืออากาศนั่นแหละ แล้วอากาศที่เราหายใจ นับวันก็ยิ่งไม่มีอากาศดีหลงเหลืออยู่เลย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ซึ่งหลายคนคงลืมไปแล้ว ว่าอากาศสะอาดเป็นอย่างไร 
ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนคนหนึ่ง ฉันได้ออกเดินทางเพื่อหาคำตอบว่าในแต่ละวัน คนกรุงเทพฯสูดอะไรลงปอดบ้าง โดยใช้เครื่องวัดฝุ่นละออง PM 2.5 (Smart Air Quality Monitor) วัดอากาศในหลายๆ จุดในเมืองที่น่าจะอยู่ในกิจวัตรประจำวันของคนหลายคน  ตัวเลขที่แสดงบนเครื่องจะเป็นค่าที่ใช้เพื่อรายงานคุณภาพอากาศรายวัน ทำให้เรารู้ว่าอากาศสะอาด หรือสกปรกเพียงใดและอาจจะเกิดผลกระทบสุขภาพต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง โดยผลกระทบต่อสุขภาพของเราอาจเกิดขึ้นภายในสองสามชั่วโมงหรือหลายวันหลังจากที่หายใจเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไป ตัวเลขนี้เรียกว่า “ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)”
เครื่องวัดที่ฉันใช้ทดลองจะแสดงค่า AQI ขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา(USEPA) และขององค์กรปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน(China State Environmental Protection Administration)หรือ SEPA เครื่องวัดนี้ยังไม่แสดงค่า AQI ของไทยเพราะว่ากรมควบคุมมลพิษของไทยยังไม่ได้ใช้ค่า PM 2.5 ในการคำนวณ AQI อย่างไรก็ตาม ได้มีการสอบเทียบ(Calibration)เครื่องมือวัดนี้ให้เข้ากับคุณภาพอากาศทั่วไปของประเทศไทยแล้ว 
AQI ตามเกณฑ์ของUSEPA ระบุว่าค่า 0-50 แปลว่าคุณภาพดี 51-100 ปานกลาง 101-150 มีผลกระทบต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มอ่อนไหว 151-200 มีผลกระทบต่อสุขภาพ 201-300 มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก และ 301-500 อันตราย ส่วนเกณฑ์ของ SEPAกำหนดไว้ว่าค่า 0-50 หมายความว่าคุณภาพดีมาก 51-100 ดี 101-150 ปนเปื้อนน้อยมาก 151-200 ปนเปื้อนน้อย 201-300 ปนเปื้อนปานกลาง และมากกว่า 300 แปลว่าปนเปื้อนมาก







สิ่งที่เราค้นพบไม่เป็นข่าวดีเลยสำหรับใครเลย แม้ว่าคุณภาพอากาศในพื่นที่สีเขียวอย่างสวนลุมพินีจะเป็นไปอย่างที่คาดคิด ซึ่งวัดออกมาได้ USEPA AQI= 25/SEPA AQI = 6 อากาศในจุดอื่นที่เราไปหลังจากนั้นต่างไปโดยสิ้นเชิง ทั้งที่อากาศในรถไฟฟ้า BTS จะอยู่ประมาณ USEPA AQI= 50/SEPA AQI=12 อากาศในห้างเทอร์มินอล 21 กลับแย่กว่าโดยวัดได้ USEPA 63/SEPA 27 แม้แต่ติดระบบปรับอากาศก็ยังคุณภาพพอๆกับซอยกลางแจ้งในสยามสแควร์ ซึ่งอยู่ที่ USEPA AQI =  73/SEPA AQI = 35 แม้กระทั่งที่อยู่สูงถึงชั้น 14 ของตึกในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็วัดได้ USEPA AQI =  63/SEPA AQI = 22 สุดท้ายแล้วก็ค้นพบว่าการอยู่ในที่แห่งใดเหล่านี้ก็อาจแย่พอๆกับการยืนข้ามทางม้าลายที่แยกอโศก ที่ดัชนีคุณภาพอากาศแสดงเป็น USEPA AQI = 63/SEPA AQI = 24








สิ่งที่เราค้นพบไม่เป็นข่าวดีเลยสำหรับใครเลย แม้ว่าคุณภาพอากาศในพื่นที่สีเขียวอย่างสวนลุมพินีจะเป็นไปอย่างที่คาดคิด ซึ่งวัดออกมาได้ USEPA AQI= 25/SEPA AQI = 6 อากาศในจุดอื่นที่เราไปหลังจากนั้นต่างไปโดยสิ้นเชิง ทั้งที่อากาศในรถไฟฟ้า BTS จะอยู่ประมาณ USEPA AQI= 50/SEPA AQI=12 อากาศในห้างเทอร์มินอล 21 กลับแย่กว่าโดยวัดได้ USEPA 63/SEPA 27 แม้แต่ติดระบบปรับอากาศก็ยังคุณภาพพอๆกับซอยกลางแจ้งในสยามสแควร์ ซึ่งอยู่ที่ USEPA AQI =  73/SEPA AQI = 35 แม้กระทั่งที่อยู่สูงถึงชั้น 14 ของตึกในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็วัดได้ USEPA AQI =  63/SEPA AQI = 22 สุดท้ายแล้วก็ค้นพบว่าการอยู่ในที่แห่งใดเหล่านี้ก็อาจแย่พอๆกับการยืนข้ามทางม้าลายที่แยกอโศก ที่ดัชนีคุณภาพอากาศแสดงเป็น USEPA AQI = 63/SEPA AQI = 24






“อากาศที่ประตูน้ำแย่กว่าที่นี้ด้วยซ้ำ [จนทำให้]แสบจมูก” นายขจรศักดิ์ สืบสุข ผู้ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เล่าให้เราฟัง ถึงแม้ว่าเราจะเตรียมตัวทำใจกับค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่จะสูงขึ้นในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองหนาแน่น แต่เราไม่ได้เตรียมรับมือกับข้อมูลที่เจอที่ท่าเรือสะพานหัวช้าง ตอนที่ยังไม่มีเรือแล่นผ่านท่า เครื่องวัดแสดงค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่ USEPA AQI = 185/SEPA AQI = 85 และ PM2.5 ราว 70 μg/m3 แต่ภายแค่นาทีที่เรือด่วนแล่นผ่าน พร้อมควันขโมงที่ตามมา ตัวเลขก็พุ่งกระฉูดทันทีโดยดัชนีคุณภาพอากาศเพิ่มไปถึง USEPA AQI = 449/SEPA AQI = 500 และ PM2.5 ราว 420 μg/m3







“อากาศที่ประตูน้ำแย่กว่าที่นี้ด้วยซ้ำ [จนทำให้]แสบจมูก” นายขจรศักดิ์ สืบสุข ผู้ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เล่าให้เราฟัง ถึงแม้ว่าเราจะเตรียมตัวทำใจกับค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่จะสูงขึ้นในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองหนาแน่น แต่เราไม่ได้เตรียมรับมือกับข้อมูลที่เจอที่ท่าเรือสะพานหัวช้าง ตอนที่ยังไม่มีเรือแล่นผ่านท่า เครื่องวัดแสดงค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่ USEPA AQI = 185/SEPA AQI = 85 และ PM2.5 ราว 70 μg/m3 แต่ภายแค่นาทีที่เรือด่วนแล่นผ่าน พร้อมควันขโมงที่ตามมา ตัวเลขก็พุ่งกระฉูดทันทีโดยดัชนีคุณภาพอากาศเพิ่มไปถึง USEPA AQI = 449/SEPA AQI = 500 และ PM2.5 ราว 420 μg/m3






“ถ้าให้เลือก เดินตรงคลองดีกว่า เพราะลมดีกว่าเยอะ ถนนข้างบนมันรู้สึกแออัด ทั้งกลิ่น เสียง และสายตา” นายอดุลย์ ก้อนจันทร์ บอก ทั้งๆที่จะได้กลิ่นและเห็นควันไอเสียอย่างชัดเจน คิดดูแล้ว ก็น่ากังวลที่คนกรุงเทพนับไม่ถ้วนเดินทางโดยเรือและคลองนี้โดยที่รู้และไม่รู้เรื่องภัยที่กำลังเผชิญ 
มาถึงสิ่งที่น่าตกใจที่สุดที่เราเจอ ซึ่งก็คือศาลพระพรหมที่แยกราชประสงค์ ที่แออัดไปด้วยคนไทยและชาวต่างชาติ ในพื้นที่นั้น ดัชนีคุณภาพอากาศบนเครื่องวัดฝุ่นละอองของเราถึงกับขึ้นสุดขีดจำกัดที่ USEPA/SEPA AQI = 500 จากควันธูปเทียนที่ขโมงทั่วไปหมดจนทำให้หายใจลำบาก ในขณะเดียวกัน ค่า PM 2.5 ก็วัดได้ 674 μg/m3 แล้วก็สูงถึง 900 อยู่ช่วงหนึ่ง ทีนี้ สิ่งค้นพบเหล่านี้น่ากลัวพอหรือยัง







“ถ้าให้เลือก เดินตรงคลองดีกว่า เพราะลมดีกว่าเยอะ ถนนข้างบนมันรู้สึกแออัด ทั้งกลิ่น เสียง และสายตา” นายอดุลย์ ก้อนจันทร์ บอก ทั้งๆที่จะได้กลิ่นและเห็นควันไอเสียอย่างชัดเจน คิดดูแล้ว ก็น่ากังวลที่คนกรุงเทพนับไม่ถ้วนเดินทางโดยเรือและคลองนี้โดยที่รู้และไม่รู้เรื่องภัยที่กำลังเผชิญ 
มาถึงสิ่งที่น่าตกใจที่สุดที่เราเจอ ซึ่งก็คือศาลพระพรหมที่แยกราชประสงค์ ที่แออัดไปด้วยคนไทยและชาวต่างชาติ ในพื้นที่นั้น ดัชนีคุณภาพอากาศบนเครื่องวัดฝุ่นละอองของเราถึงกับขึ้นสุดขีดจำกัดที่ USEPA/SEPA AQI = 500 จากควันธูปเทียนที่ขโมงทั่วไปหมดจนทำให้หายใจลำบาก ในขณะเดียวกัน ค่า PM 2.5 ก็วัดได้ 674 μg/m3 แล้วก็สูงถึง 900 อยู่ช่วงหนึ่ง ทีนี้ สิ่งค้นพบเหล่านี้น่ากลัวพอหรือยัง




ทุกตัวเลขที่ได้อ้างเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีคุณภาพอากาศที่ขึ้นลงในแต่ละจุดที่วัด โดยตรวจวัดในระหว่างช่วงเช้าสายๆและช่วงบ่ายของหนึ่งวัน หลังจากที่ฝนตกหนักในข้ามคืนที่ผ่านมา อันที่จริงแล้ว การที่จะตรวจสอบคุณภาพอากาศได้อย่างแม่นยำเพื่อแสดงให้เห็นถึงดัชนีคุณภาพอากาศโดยรวมที่แท้จริงนั้น จำเป็นที่จะต้องพิจารณาไม่ใช่แค่ระดับมลพิษทางอากาศต่างๆ แต่หลายปัจจัยและสถานการณ์อื่นๆเช่นกัน อย่างเช่น ช่วงและระยะเวลา ความถี่ อุณหภูมิ สภาพอุตุนิยมวิทยา ความเร็วและทิศทางลม ความลำเอียงและข้อผิดพลาดมนุษย์ และการสอบเทียบอุปกรณ์ ด้วยเหตุนี้ การฝึกอบรมให้ความรู้และการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของสุขภาพที่ดีของคนไทย 
“สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือเพิ่มความเข้มงวดเรื่องนโยบายและกฏหมายด้านการใช้ทรัพยากร เพื่อลดมลพิษที่ก่อ บางทีโครงการรณรงค์ก็ไม่พอ เพราะคนไทยชอบแหกกฏ” นายอดิรุจ ปันจา ผู้ใช้รถไฟฟ้าคนหนึ่งที่รู้สึกว่า “ปัญหามลพิษทางอากาศของกรุงเทพฯส่งผลร้ายต่อสุขภาพจิต” กล่าว
ทั้งที่ไทยมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศอยู่ 61 แห่งทั่วประเทศ ใน 29 จังหวัด มีแค่ 19 สถานีเหล่านั้นใน 14 จังหวัดที่ติดตั้งเครื่องวัด PM 2.5 ในจำนวนนี้ ก็มีแปดสถานีแล้วที่แสดงค่าเกินกำหนดของไทย ซึ่งก็คือ 25 μg/m3 หรือสูงกว่ากำหนดของ WHO 2.5 เท่า
PM2.5 แบ่งได้เป็นฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรงเช่น การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อุตสาหกรรมการผลิตและการเผาในที่โล่ง และฝุ่นที่เกิดจากการรวมตัวของก๊าซและมลพิษอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจน PM2.5 ยังเป็นมลพิษข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน เป็นฝุ่นอันตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบทางเคมีใดๆ ก็ตาม เช่น ปรอท แคดเมียม สารหนู และโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน(PAHs) เป็นต้น ในปี พ.ศ.2556 องค์การอนามัยโลก(WHO) จึงกำหนดอย่างเป็นทางการให้ PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง
สารก่อมะเร็งเหล่านี้ยังถูกสร้างโดยปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างก๊าซในบรรยากาศต่างๆอีกด้วย โดยอาจก่อในพื้นที่ที่ไกลจากแหล่งพอสมควร ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า อะไรที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ อาจไม่อยู่ในกรุงเทพฯเสมอไป 
การที่ฝุ่นจิ๋วนี้เป็นส่วนหนึ่งของมลพิษทางอากาศที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 6.5 ล้านคนทั่วโลกในแต่ละปี ทำให้มันเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อสุขภาพมนุษย์ และควรเป็นเหตุผลพอที่จะผลักดันให้กรมควบคุมมลพิษติดตั้งสถานีตรวจวัด PM2.5 ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และยกระดับดัชนีคุณภาพอากาศโดยนำเอา PM2.5 มาคำนวณด้วยซึ่งจะทำให้ประชาชนไทยได้รับรู้ข้อมูลเรื่องคุณภาพอากาศและการปกป้องตัวเองจากมลพิษอากาศ 
ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะมีวิธีตรวจวัดคุณภาพอากาศด้วยตนเองตามความก้าวหน้าและพัฒนาการของเทคโนโลยีที่เราสามารถซื้อหามาใช้ได้ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเอื้ออำนวยข้อมูลสภาพความเป็นอยู่ของประเทศให้ประชาชนทราบ สุดท้ายแล้ว เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรับรู้ว่าเราหายใจอะไรเข้าไป และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เรามีสิทธิ์ที่จะหายใจอากาศที่สะอาดและปลอดมลพิษ
โดย นันทิชา โอเจริญชัย อาสาสมัครกรีนพีซ


ที่มา : http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/pm25/blog/59763/

ไทยเสนอแผนจัดการขยะทะเลภูมิภาคอาเซียน 




ไทยเสนอแผนจัดการขยะทะเลภูมิภาคอาเซียน 





นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า ทช.จัดประชุมระดับอาเซียนเรื่องการลดปริมาณขยะทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน วันที่ 22-23 พ.ย.นี้ ที่ จ.ภูเก็ต วาระสำคัญที่ ทช.เตรียมผลักดันคือให้ประเทศในอาเซียนที่ส่วนใหญ่มีปัญหาขยะในทะเลร่วมกันและมีพื้นที่เชื่อมต่อกัน คือการทำแผนการจัดการขยะของภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์และวิธีจัดการขยะทะเล เพื่อลดปัญหา โดยเฉพาะจีนที่มีปัญหาขยะพลาสติกในทะเลอันดับแรก ส่วนสิงคโปร์ มาเลเซีย จะมี เทคโนโลยีและมาตรการจัดการขยะที่ดีก็จะได้นำมาแลกเปลี่ยนกัน

อธิบดี ทช.กล่าวต่อว่า ขณะที่ ทช.เองก็มีแผนแม่บทการบริหารขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ.2559-2564 ที่ได้จัดทำมาตรการเพื่อจัดการขยะทะเล 5 ด้าน คือการศึกษาชนิด ปริมาณ แหล่งที่มา และจัดทำฐานข้อมูล การลดผลกระทบจากขยะทะเลต่อระบบนิเวศที่สำคัญ การลดปริมาณขยะทะเลตามหลักวิชาการ ส่งเสริมให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสินค้าใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม และการสร้างจิตสำนึกในการลดขยะทะเล ด้วยการเริ่มลดปริมาณขยะทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น การขายถุงพลาสติกในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งและเกาะ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำพื้นที่ต้นแบบในการห้ามใช้ขยะพลาสติก โดยให้ใช้วัสดุอื่นทดแทน ซึ่งมีเป้าหมายลดขยะพลาสติกในทะเลให้ได้ 0.06-0.16 ล้านตันต่อปี.




ที่มา  : https://www.thairath.co.th/content/1128870

“ยูเอ็น” เตือนไทยหยุดเผาในที่โล่ง




“ยูเอ็น” เตือนไทยหยุดเผาในที่โล่ง





นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า คพ.ร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท สมัยที่ 1 จัดโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nation Environment Programme (UNEP) ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส มีสมาชิกเข้าร่วม 83 ประเทศ โดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. กล่าวในนามประเทศไทยว่า ได้ให้ความสำคัญอย่างมากในการจัดการสารเคมีและของเสียอย่างถูกต้อง เพื่อปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการปรอทที่บรรจุในแผนยุทธศาสตร์สารเคมีแห่งชาติ ที่จะช่วยผลักดันการดำเนินงานด้านการจัดการสารเคมีและของเสียอันตรายของประเทศ หลังจากประเทศไทยประสบความสำเร็จในการยกเลิกการใช้ปรอทในกระบวนการคลอร์แอลคาไล การป้องกันการใช้ปรอทในการทำเหมืองแร่ทองคำพื้นบ้านและขนาดเล็ก และไม่มีการทำเหมืองแร่ปรอท นางสุณีกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังมีความเห็นว่าการเผาในที่โล่งเป็นหนึ่งในปัญหาการปล่อยปรอทที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงให้ภาคีจัดส่งข้อมูลการปลดปล่อยปรอทจากกิจกรรมการเผาในที่โล่ง และระบุแหล่งกำเนิดด้านการปลดปล่อยปรอทที่เกี่ยวข้องในระดับประเทศให้เร็วที่สุดกับสำนักเลขาธิการเฉพาะกาลฯ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับพิจารณาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะฯ สมัยที่ 2 ระหว่างวันที่ 19-23 พ.ย.นี้ ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส.



ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1111362#cxrecs_s

ทำลายป่าและมีอะไรดีขึ้นอย่างไร




ทำลายป่าและมีอะไรดีขึ้นอย่างไร





การตัดไม้ทำลายป่าเป็นสิ่งไม่ควรทำอย่างมากเพราะคุณทำให้สภาพแวดล้อมของสัตว์อาศัยอยู่ออกมาหาของกินข้างล่าง ซึ่งพวกเขานั้นได้ถูกบุกรุกนั่นเองเพราะพื้นที่นั่นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เพื่อได้มีธรรมชาติสวยงามยังช่วยให้สภาพแวดล้อมของป่านั้นเป็นสภาพแวดล้อมนั้นเอง ไม่ควรไปตัดไม้ทำลายป่า มันเป็นสิ่งไม่ถูกต้องเพราะว่าต้นไม่แต่ละต้นนั้นใช้เวลาเจริญเติบโตมากว่าหลายปี กว่าจะได้ต้นไม้แข็งแรงเหมือนทุกวันนี้

โดยการทำลายป่าไม้พวกนี้เป็นสิ่งแรกควรเลิกทำกันสักที เพื่อให้โรคของเรานั้นได้มีธรรมชาติอุดมสมบรูณ์ ยังช่วยลดภาวะโรคร้อนอีกด้วย ซึ่งได้มีการป้องกันพวกตัดไม้ทำลายป่ากันเยอะขึ้น เพื่อทำให้พวกแก็งลักลอบนั้นหายไปให้หมด ซึ่งเห็นว่าสมัยนี้ข่าวการลักลอบตัดไม้มีเยอะมาก ได้มีนายทุนนั้นเป็นคนใหญ่ๆเองมากกว่าและทำไม่รู้ไม่เห็นนั้นเอง โดยเห็นกันว่ามีประเทศเพื่อนบ้านช่วยนำไม้ออกกันไปนั่นเอง พวกนี้ถือว่าทำผิดกฎหมายนั้นเอง ยังช่วยให้พวกลักลอบป่าไม้พวกนี้มีช่องทางการขนย้ายไม่ได้สะดวกขึ้นนั้นเอง ควรเป็นหูเป็นตากันเพื่อที่ช่วยลดพวกนี้กันได้ เพียงแค่พวกเขานั้นถ้าเห็นใครมาตัดไม้ในเขตหวงห้ามหรือเขตเป็นของหลวง เสามารถแจ้งได้นั้นเองโดยสามารถแจ้งไปที่สถานนี้ตำรวจ หรือกรมป่าไมก็ได้คะประสานงานกันเพื่อไปดูแลตรวจสอบคะ ควรหันมาช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่กันคะ ซึ่งสามารถบอกพวกเขาได้ว่าเป็นสิ่งผิดปกติในการคัดไม้ ยังสามารถนำต้นไม้ไปขายได้ราคาอีกด้วยคะ พวกนี้เขาทำงานกันเป็นทีมโดยจะมีคนทำงานอยู่ในราชการเป็นตัวช่วยทำให้ผ่านด่านตรวจสอบอื่นๆได้คะ พวกนี้เขาจึงนิยมลักลอบไม้ข้ามประเทศกัน โดยนำลำเลียงกันทางน้ำหรือเขตชายแดนคนเข้าไปไม่ค่อยถึงในส่วนมากจะเป็นลับตากันอย่างแพร่หลาย คนพวกนี้เห็นว่าเขาทำและได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง ยังได้ทำการช่วยกันปกปิดอีกด้วย

ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อธรรมชาติของเราเลยเพราะจะเสียทั้งต้นไม้หายาก อายุยืนกว่าร้อยปีมาในวันเดียวซึ่งพวกนี้ตัดต้นไม้ยังเผาป่าทิ้งนั้นเอง เพื่อจะทำลายหลักฐานนั้นเองช่วยกันดูแลป่าของเราจะได้กับมาสงบร่มเย็นเหมือนเดิม พวกตัดไม้ทำลายป่าสามารถหมดไปได้เพียงแค่คุณร่วมมือกันช่วยกันดูแล พื้นป่าของประเทศเอาไว้พอเห็นอะไรผิดปกติก็ควรแจ้วให้ผู้ตรวจสอบเข้ามาดูแล ซึ่งควรทำกันนะคะเพื่อป่าสงบสุข



ที่มา : https://www.urbaneco.org

จีนกลับลำให้ใช้ถ่านหินแก้วิกฤตพลังงานชั่วคราว




จีนกลับลำให้ใช้ถ่านหินแก้วิกฤตพลังงานชั่วคราว





รัฐบาลจีนประกาศกลับลำนโยบายที่จะอนุญาตให้บางเมืองทางตอนเหนือสามารถใช้ถ่านหินเพื่อทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวได้เป็นการชั่วคราว ท่ามกลางวิกฤตด้านพลังงาน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนเคยประกาศแผนช่วยลดมลพิษ ด้วยการสั่งห้ามใช้ถ่านหินเพื่อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันหนาทึบ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีประชาชนนับล้านคนที่ไม่มีระบบทำความร้อน เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นพลังงานชนิดอื่นได้ทัน

7 วันหลังยกสิทธิมนุษยชนเป็น "วาระแห่งชาติ" รัฐสลายชุมนุม จับคนค้านโรงไฟฟ้าโยงกุญแจมือ
จีนสั่งห้ามนำเข้าถ่านหินจากเกาหลีเหนือ
กรุงปักกิ่งระงับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดแห่งสุดท้ายแล้ว
คำสั่งห้ามใช้ถ่านหินยังทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น เนื่องจากประชาชนจำนวนมากต้องรีบเปลี่ยนมาใช้ระบบทำความร้อนจากพลังงานชนิดอื่น จนเกิดภาวะก๊าซขาดแคลน

สื่อท้องถิ่นจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กระทรวงพลังงงานได้ออกคำสั่งไปยัง 28 เมืองทางตอนเหนือของประเทศ "ซึ่งพบว่าในบางพื้นที่ ยังเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นไฟฟ้าหรือก๊าซได้ไม่ทันตามแผน และกำลังมีความกังวลถึงแหล่งพลังงานเพื่อใช้ทำความร้อน"

แถลงการณ์ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้ใช้ถ่านหินเพื่อทำความร้อนได้ รวมถึงระบุว่าในการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหิน จะต้อง "รับรองด้วยว่า หลักการอันดับหนึ่ง คือต้องให้ประชาชนได้รับความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวอย่างต่อเนื่อง"






รัฐบาลจีนประกาศกลับลำนโยบายที่จะอนุญาตให้บางเมืองทางตอนเหนือสามารถใช้ถ่านหินเพื่อทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวได้เป็นการชั่วคราว ท่ามกลางวิกฤตด้านพลังงาน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนเคยประกาศแผนช่วยลดมลพิษ ด้วยการสั่งห้ามใช้ถ่านหินเพื่อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันหนาทึบ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีประชาชนนับล้านคนที่ไม่มีระบบทำความร้อน เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นพลังงานชนิดอื่นได้ทัน

7 วันหลังยกสิทธิมนุษยชนเป็น "วาระแห่งชาติ" รัฐสลายชุมนุม จับคนค้านโรงไฟฟ้าโยงกุญแจมือ
จีนสั่งห้ามนำเข้าถ่านหินจากเกาหลีเหนือ
กรุงปักกิ่งระงับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดแห่งสุดท้ายแล้ว
คำสั่งห้ามใช้ถ่านหินยังทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น เนื่องจากประชาชนจำนวนมากต้องรีบเปลี่ยนมาใช้ระบบทำความร้อนจากพลังงานชนิดอื่น จนเกิดภาวะก๊าซขาดแคลน

สื่อท้องถิ่นจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กระทรวงพลังงงานได้ออกคำสั่งไปยัง 28 เมืองทางตอนเหนือของประเทศ "ซึ่งพบว่าในบางพื้นที่ ยังเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นไฟฟ้าหรือก๊าซได้ไม่ทันตามแผน และกำลังมีความกังวลถึงแหล่งพลังงานเพื่อใช้ทำความร้อน"

แถลงการณ์ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้ใช้ถ่านหินเพื่อทำความร้อนได้ รวมถึงระบุว่าในการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหิน จะต้อง "รับรองด้วยว่า หลักการอันดับหนึ่ง คือต้องให้ประชาชนได้รับความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวอย่างต่อเนื่อง"





ด้านบริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติของจีน ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ประเทศอาจต้องเผชิญกับภาวะก๊าซขาดแคลนหากอุณหภูมิลดลงต่ำอย่างรุนแรง

เท่าที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ดำเนินโครงการเปลี่ยนการใช้แหล่งพลังงานจากถ่านหินมาเป็นก๊าซในหลายเมืองทางตอนเหนือ โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายแก้ปัญหามลพิษ

ขณะนี้มีกว่าสี่ล้านครัวเรือนและโรงงานนับพันแห่ง ที่มีระบบทำความร้อนที่ใช้ก๊าซแล้ว ซึ่งทำให้ราคาก๊าซในประเทศสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์มาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นฤดูหนาวกลางเดือน พ.ย.

ในปี 2015 จีนเคยต้องออกคำเตือนมลพิษระดับสีแดงเป็นครั้งแรก หลังจากหมอกควันหนาทึบที่เกิดจากการเผาถ่านหินปกคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือ และในปีต่อมา มีการออกคำเตือนเช่นเดียวกันในช่วงฤดูหนาว




ที่มา : http://www.bbc.com/thai/international-42276251

พบเต่าตนุตายเกยตื้นหาดแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี




พบเต่าตนุตายเกยตื้นหาดแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี





ชาวประมงพบเต่าตนุขนาดใหญ่ ตายเกยชายหาด ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มาทำการตรวจหาสาเหตุการตาย

หน่วยกู้ภัยสว่าง อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี เข้าตรวจสอบเต่าตนุ เพศเมีย อายุประมาณ 15-20 ปี ตายเกยตื้นชายหาด ตรวจสอบตามลำตัวพบว่า เต่าตนุมีสภาพสมบูรณ์ ไม่มีบาดแผลจากการถูกเรือประมงหรือสัตว์อื่นทำร้าย

ชาวประมงพื้นบ้านแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่า พบซากเต่าตนุขนาดใหญ่เกยชายหาดจึงแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยจุด อ.แหลมสิงห์ พร้อมโทรแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้มาตรวจสอบ แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ ประกอบเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 2 ชม.

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ จึงนำซากเต่าตนุ ห่อถุงพลาสติก ขุดหลุมฝัง เพื่อรอเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มาทำการตรวจหาสาเหตุการตายอีกครั้ง




ที่มา : http://news.thaipbs.or.th
ปฏิกิริยานานาชาติทวงคืนอากาศบริสุทธิ์ ในวันที่โลกต้องเผชิญวิกฤตมลพิษขั้นสุด



3 ล้านราย/ปี คือสถิติที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากปัญหาฝุ่นควันและมลพิษนอกบ้าน ขณะที่ผลสำรวจจาก The Lanset วารสารทางการแพทย์ ชี้ว่า มีผู้เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะในปี 2015 อยู่ที่ 9 ล้านคน ในจำนวนนี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน เช่น บังคลาเทศ โซมาเลีย ขณะที่บรูไน สวีเดน มียอดผู้เสียชีวิตจากปัญหานี้น้อยที่สุด

แน่นอนว่าปัญหาฝุ่นควัน ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศยากจนหรือประเทศกำลังพัฒนาที่มักเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ยังเกิดกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก อิตาลี และอื่นๆ รวมทั้งประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอย่างจีนและอินเดีย

สาเหตุหลักมาจากฝุ่นละอองในอากาศ ทั้งจากควันรถบนท้องถนน โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องแปลงเชื้อเพลิงเป็นพลังงาน เช่น โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป และโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้เกิดภาวะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งปอด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) สมองเสื่อม และอื่นๆ

นอกจากควันพิษในอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม ยังมีสาเหตุการตายอื่นๆ ที่เกิดจากการปนเปื้อนสารเคมีในอาหาร ภาชนะที่ใช้ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้าน เช่น น้ำยาซักผ้า สเปรย์ ซึ่งมีสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compound: VOC) เป็นตัวการหนึ่งในการปลดปล่อยมลพิษ เทียบเท่ากับที่รถยนต์บนท้องถนนปล่อยควันพิษออกมา

นอกจากนี้ งานวิจัยจาก WHO ระบุด้วยว่า ยังมีผู้คนอีก 1.8 ล้านคน/ปี เสียชีวิตเนื่องจากท้องร่วง เพราะบริโภคน้ำไม่สะอาด

วิกฤตมลภาวะทางอากาศ นับเป็นวิกฤตที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและออกมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา หลายประเทศมีแคมเปญรณรงค์ตั้งแต่ลดการใช้รถยนต์ชั่วคราว ตั้งเป้าเป็นเมืองปลอดรถถาวร กระทั่งประเทศจีนก็มีการประกาศต่อสู้กับศึกมลพิษ ด้วยการชูนโยบายพึ่งพาพลังงานสะอาด และถึงขั้นจำกัดจำนวนประชากรในเมืองใหญ่





3 ล้านราย/ปี คือสถิติที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากปัญหาฝุ่นควันและมลพิษนอกบ้าน ขณะที่ผลสำรวจจาก The Lanset วารสารทางการแพทย์ ชี้ว่า มีผู้เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะในปี 2015 อยู่ที่ 9 ล้านคน ในจำนวนนี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน เช่น บังคลาเทศ โซมาเลีย ขณะที่บรูไน สวีเดน มียอดผู้เสียชีวิตจากปัญหานี้น้อยที่สุด

แน่นอนว่าปัญหาฝุ่นควัน ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศยากจนหรือประเทศกำลังพัฒนาที่มักเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ยังเกิดกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก อิตาลี และอื่นๆ รวมทั้งประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอย่างจีนและอินเดีย

สาเหตุหลักมาจากฝุ่นละอองในอากาศ ทั้งจากควันรถบนท้องถนน โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องแปลงเชื้อเพลิงเป็นพลังงาน เช่น โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป และโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้เกิดภาวะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งปอด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) สมองเสื่อม และอื่นๆ

นอกจากควันพิษในอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม ยังมีสาเหตุการตายอื่นๆ ที่เกิดจากการปนเปื้อนสารเคมีในอาหาร ภาชนะที่ใช้ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้าน เช่น น้ำยาซักผ้า สเปรย์ ซึ่งมีสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compound: VOC) เป็นตัวการหนึ่งในการปลดปล่อยมลพิษ เทียบเท่ากับที่รถยนต์บนท้องถนนปล่อยควันพิษออกมา

นอกจากนี้ งานวิจัยจาก WHO ระบุด้วยว่า ยังมีผู้คนอีก 1.8 ล้านคน/ปี เสียชีวิตเนื่องจากท้องร่วง เพราะบริโภคน้ำไม่สะอาด

วิกฤตมลภาวะทางอากาศ นับเป็นวิกฤตที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและออกมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา หลายประเทศมีแคมเปญรณรงค์ตั้งแต่ลดการใช้รถยนต์ชั่วคราว ตั้งเป้าเป็นเมืองปลอดรถถาวร กระทั่งประเทศจีนก็มีการประกาศต่อสู้กับศึกมลพิษ ด้วยการชูนโยบายพึ่งพาพลังงานสะอาด และถึงขั้นจำกัดจำนวนประชากรในเมืองใหญ่






อังกฤษ: ลดปริมาณรถยนต์ เพิ่มจำนวนนักปั่น

40,000 คน/ปี คือจำนวนผู้เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะในอังกฤษ ตัวเลขงบประมาณให้บริการด้านสุขภาพในกลุ่มนี้อยู่ที่ 2 หมื่นล้านยูโร/ปี สำรวจโดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งราชอาณาจักร (the Royal Colleges of Physicians and Paediatrics and Child Health) เมื่อปี 2016

สื่ออังกฤษแทบทุกสำนักใช้ตัวเลขนี้อ้างอิงในการรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหามลภาวะในอังกฤษ เพื่อกดดันให้รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วนและมาตรการระยะยาวในการแก้ไขสถานการณ์นี้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษเองยังถูกกดดันอย่างหนักทั้งในและนอกบ้าน เช่น ClientEarth องค์กรไม่แสวงกำไรด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ฟ้องรัฐบาลอังกฤษเมื่อเดือน พ.ค. 2017 เรียกร้องให้รัฐบาลพัฒนานโยบายควบคุมมลภาวะทางอากาศให้ชัดเจนกว่านี้ และยังถูกกดดันจากองค์กรนอกบ้านอย่าง EU ฐานปล่อยให้ค่าฝุ่นละอองในอากาศเกินมาตรฐานสากล

ขณะเดียวกัน ซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีมุสลิมคนแรกของอังกฤษ ประกาศนโยบายในเดือน มิ.ย. 2017 ภายใต้โครงการ A zero-emission zone โดยระบุว่า ภายในปี 2050 ถนนและเส้นทางการคมนาคมทุกสายต้องปลอดมลพิษจากควันรถ ด้วยการจำกัดปริมาณรถยนต์ให้เหลือเพียง 3 ล้านคัน/วัน และจะเพิ่มปริมาณรถจักรยานบนท้องถนนให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์จากการเดินทางด้วยระบบขนส่งทั้งหมด

แต่แม้แคมเปญของข่านจะดูมีความหวังและได้รับการตอบรับที่ดี แต่ก็เป็นที่จับตาของประชาชนว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะโครงการจัดโซนนิ่งเพื่อลดมลพิษทำนองนี้ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 10 ปี อย่างโครงการ London Low Emission Zone (LEZ) ในปี 2008 ถึงวันนี้นับเป็นปีที่ 10 แล้ว และเมื่อกลับไปดูยอดผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศประเทศอังกฤษ อาจหมายความว่าผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อยสวยงามนัก






อังกฤษ: ลดปริมาณรถยนต์ เพิ่มจำนวนนักปั่น

40,000 คน/ปี คือจำนวนผู้เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะในอังกฤษ ตัวเลขงบประมาณให้บริการด้านสุขภาพในกลุ่มนี้อยู่ที่ 2 หมื่นล้านยูโร/ปี สำรวจโดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งราชอาณาจักร (the Royal Colleges of Physicians and Paediatrics and Child Health) เมื่อปี 2016

สื่ออังกฤษแทบทุกสำนักใช้ตัวเลขนี้อ้างอิงในการรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหามลภาวะในอังกฤษ เพื่อกดดันให้รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วนและมาตรการระยะยาวในการแก้ไขสถานการณ์นี้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษเองยังถูกกดดันอย่างหนักทั้งในและนอกบ้าน เช่น ClientEarth องค์กรไม่แสวงกำไรด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ฟ้องรัฐบาลอังกฤษเมื่อเดือน พ.ค. 2017 เรียกร้องให้รัฐบาลพัฒนานโยบายควบคุมมลภาวะทางอากาศให้ชัดเจนกว่านี้ และยังถูกกดดันจากองค์กรนอกบ้านอย่าง EU ฐานปล่อยให้ค่าฝุ่นละอองในอากาศเกินมาตรฐานสากล

ขณะเดียวกัน ซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีมุสลิมคนแรกของอังกฤษ ประกาศนโยบายในเดือน มิ.ย. 2017 ภายใต้โครงการ A zero-emission zone โดยระบุว่า ภายในปี 2050 ถนนและเส้นทางการคมนาคมทุกสายต้องปลอดมลพิษจากควันรถ ด้วยการจำกัดปริมาณรถยนต์ให้เหลือเพียง 3 ล้านคัน/วัน และจะเพิ่มปริมาณรถจักรยานบนท้องถนนให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์จากการเดินทางด้วยระบบขนส่งทั้งหมด

แต่แม้แคมเปญของข่านจะดูมีความหวังและได้รับการตอบรับที่ดี แต่ก็เป็นที่จับตาของประชาชนว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะโครงการจัดโซนนิ่งเพื่อลดมลพิษทำนองนี้ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 10 ปี อย่างโครงการ London Low Emission Zone (LEZ) ในปี 2008 ถึงวันนี้นับเป็นปีที่ 10 แล้ว และเมื่อกลับไปดูยอดผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศประเทศอังกฤษ อาจหมายความว่าผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อยสวยงามนัก





อิตาลี: ลดค่าตั๋ว จูงใจคนใช้รถสาธารณะ

เพราะค่าฝุ่นละอองจากควันรถบนท้องถนนในเมืองมิลานสูงเกินค่ามาตรฐานเป็นเวลาหลายวันในเดือน ธ.ค. 2015 สาเหตุหนึ่งเพราะฝนขาดช่วงตั้งแต่เดือน ต.ค. เพื่อลดวิกฤตความรุนแรงจากฝุ่นควัน Giuliano Pisapia นายกเทศมนตรีมิลานจึงออกนโยบายแบนการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และสกู๊ตเตอร์ เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 28-30 ธ.ค. วันละ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น และลดราคาตั๋วเดินทางสาธารณะอยู่ที่ 1.5 ยูโร/วัน เพื่อเป็นตัวเลือกและจูงใจให้คนหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น

เช่นเดียวกับวิกฤตฝุ่นควันในโรมเมื่อ ธ.ค. 2016 อันเนื่องมาจากอากาศแห้งแล้งผิดฤดูกาล นายกเทศมนตรี Virginia Raggi ได้ออกกฎแบนการใช้รถยนต์ ในชื่อ “eco-Sunday” จัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 11 ธ.ค. 2016 เวลา 7.30-12.30 น. และ 16.30-20.30 น. หากใครฝ่าฝืนต้องเสียค่าปรับ ยกเว้นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและพลังงานสะอาดอื่นๆ ที่อนุญาตให้วิ่งบนท้องถนนได้

ขณะที่เมืองตูริน (Turin) ในอิตาลี ซึ่งขณะนั้นมีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานติดต่อกัน 62 วัน ก็มีการโหวตให้แบนการใช้รถยนต์ในวันที่ 11 ธ.ค. 2016 ด้วยเช่นกัน






อิตาลี: ลดค่าตั๋ว จูงใจคนใช้รถสาธารณะ

เพราะค่าฝุ่นละอองจากควันรถบนท้องถนนในเมืองมิลานสูงเกินค่ามาตรฐานเป็นเวลาหลายวันในเดือน ธ.ค. 2015 สาเหตุหนึ่งเพราะฝนขาดช่วงตั้งแต่เดือน ต.ค. เพื่อลดวิกฤตความรุนแรงจากฝุ่นควัน Giuliano Pisapia นายกเทศมนตรีมิลานจึงออกนโยบายแบนการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และสกู๊ตเตอร์ เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 28-30 ธ.ค. วันละ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น และลดราคาตั๋วเดินทางสาธารณะอยู่ที่ 1.5 ยูโร/วัน เพื่อเป็นตัวเลือกและจูงใจให้คนหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น

เช่นเดียวกับวิกฤตฝุ่นควันในโรมเมื่อ ธ.ค. 2016 อันเนื่องมาจากอากาศแห้งแล้งผิดฤดูกาล นายกเทศมนตรี Virginia Raggi ได้ออกกฎแบนการใช้รถยนต์ ในชื่อ “eco-Sunday” จัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 11 ธ.ค. 2016 เวลา 7.30-12.30 น. และ 16.30-20.30 น. หากใครฝ่าฝืนต้องเสียค่าปรับ ยกเว้นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและพลังงานสะอาดอื่นๆ ที่อนุญาตให้วิ่งบนท้องถนนได้

ขณะที่เมืองตูริน (Turin) ในอิตาลี ซึ่งขณะนั้นมีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานติดต่อกัน 62 วัน ก็มีการโหวตให้แบนการใช้รถยนต์ในวันที่ 11 ธ.ค. 2016 ด้วยเช่นกัน





จีน: ลดถ่านหิน ลดประชากร

งานวิจัยเรื่องว่าด้วยปัญหามลภาวะในจีนที่ชื่อ “Air Pollution in China: Mapping of Concentrations and Sources” ตีพิมพ์เมื่อปี 2015 ในวารสารวิชาการ PLOS อธิบายว่า ประชากรในจีนต้องเผชิญกับฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน ในปริมาณ 52 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (เกินค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม.) เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตราว 1.6 ล้านคน/ปี คิดเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด

วิกฤตฝุ่นควันในประเทศจีนนับเป็นปัญหาเรื้อรัง ดังในภาพข่าวที่เสนอให้เห็นว่าประชากรจีนต่างต้องใช้ชีวิตในม่านหมอกของฝุ่นควันและสวมหน้ากากอนามัยบนท้องถนนจนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แม้รายงานฉบับนี้อาจไม่สามารถสร้างแรงกดดันต่อรัฐได้ แต่ หลี่ เค่อเฉียง (Lǐ Kèqiáng) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ออกมาประกาศในเดือน มี.ค. 2017 ว่าเขาจะทำให้ท้องฟ้าประเทศจีนเป็นสีฟ้าอีกครั้ง (We will make our skies blue again.) ด้วยความตั้งใจจะลดกำลังการผลิตพลังงานจากถ่านหิน และหันไปส่งเสริมพลังงานสะอาดแทน

นอกจากนี้ จีนยังมีแผนจำกัดจำนวนประชากรลงเพื่อลดการใช้ทรัพยากร ด้วยธงว่า ภายในปี 2020 ประชากรเมืองปักกิ่งจะต้องอยู่ที่ 23 ล้านคน ขณะที่เซี่ยงไฮ้จำกัดอยู่ที่ 25 ล้านคน ภายในปี 2035 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การจำกัดจำนวนประชากรในเมืองใหญ่เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดหรือไม่

อย่างที่ Liang Zhongtang นักวิจัยจากบัณฑิตยสถานทางสังคมศาสตร์แห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Academy of Social Sciences) กล่าวว่า “เป็นนโยบายที่ทำไม่ได้จริงและไม่สมจริงกับทิศทางการพัฒนาโลก” และกล่าวต่ออีกว่า คนที่จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกคือชนชั้นแรงงาน เพราะการจำกัดจำนวนประชากรจะตามมาด้วยปัญหาการรื้อตึกหรือที่อยู่อาศัยที่ผิดกฎหมายซึ่งมีผู้คนอยู่อาศัยมานาน รวมถึงรื้อตลาดขายส่งของคนในท้องที่ ซึ่งเป็นที่ที่คนงานหรือแรงงานเพื่อนบ้านเข้าไปทำงานกัน

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลจีนให้ความสำคัญที่จะเร่งแก้วิกฤตจากมลพิษฝุ่นควัน เห็นได้จากแนวรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบทสัมภาษณ์ของจูดิธ ชาพิโร (Judith ShapiroX ศาสตราจารย์ด้านการเมืองและสิ่งแวดล้อม ในสำนักข่าว chinadialogue กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศได้เกิดขึ้นกับประชากรด้วยกันเอง ไม่เพียงนโยบายจากรัฐซึ่งมีปัญหาทางโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่เป็นการเข้ามาของเทคโนโลยีและ Big data ที่ให้คนส่งข้อมูลเข้าไปเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์และแก้ปัญหา เข้าถึงข้อมูลเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ องค์กรทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาเรื่องนี้

ขณะที่ข้อมูลอีกด้านของ Anna Lora-Wainwright นักมานุษยวิทยาที่เข้าไปเก็บข้อมูลจากประชากรจีนนานนับปี ชี้ว่า วิกฤตเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในต่างจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้ดีขึ้นเท่าที่ควร และคำติดปากของชาวบ้านเมื่อถามว่า สุขภาพของพวกเขาเป็นอย่างไร คือคำตอบที่ว่า “ชินแล้วกับสภาพอากาศเช่นนี้”





ที่มา : https://greennews.agency/?p=16436