ชี้น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายเร็วขึ้นเพราะสาหร่ายจับ











แหล่งที่มา : www.thairath.co.th
แหล่งที่มา : www.thairath.co.th
แหล่งที่มา : www.thairath.co.th






แหล่งที่มา : www.thairath.co.th


ความรู้เกี่ยวกับการจัดการและการใช้ประโยชน์จากขยะรีไซเคิล



การจัดการและการใช้ประโยชน์จากขยะ สำหรับประเทศไทยนับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่คัดแยกขยะจากบ้านเรือน เพื่อนำขยะเหล่านี้กับมารีไซเคิลใหม่ กลุ่มบุคคลเหล่านี้ คือ ผู้ประกอบอาชีพเก็บและรับซื้อของเก่าที่เป็นกลไกที่สำคัญในการคัดแยกขยะ ซึ่งในการคัดแยกขยะผู้ประกอบอาชีพนี้จะต้องทราบว่าขยะประเภทใดบ้างที่เป็นความต้องการของตลาดรีไซเคิล และควรจัดการกับขยะเหล่านี้อย่างไรก่อนนำไปขายเพื่อให้ได้ราคาดี





การจัดการและการใช้ประโยชน์จากขยะ สำหรับประเทศไทยนับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่คัดแยกขยะจากบ้านเรือน เพื่อนำขยะเหล่านี้กับมารีไซเคิลใหม่ กลุ่มบุคคลเหล่านี้ คือ ผู้ประกอบอาชีพเก็บและรับซื้อของเก่าที่เป็นกลไกที่สำคัญในการคัดแยกขยะ ซึ่งในการคัดแยกขยะผู้ประกอบอาชีพนี้จะต้องทราบว่าขยะประเภทใดบ้างที่เป็นความต้องการของตลาดรีไซเคิล และควรจัดการกับขยะเหล่านี้อย่างไรก่อนนำไปขายเพื่อให้ได้ราคาดี






1.  ประเภทพลาสติก
ขยะประเภทพลาสติกมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสินค้าและบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ส่วนมากทำมาจากพลาสติก เช่น ขวดนม กระป่องยา ขวดอาหาร เป็นต้น เนื่องจากคุณสมบัติที่เหมาะสมของพลาสติกซึ่งมีน้ำหนักเบา สีสันสวยงาม ไม่เป็นสนิม ทนทาน และมีหลายประเภทจึงทำให้สามารถนำพลาสติกมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ถึงแม้ว่าพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ ดังนั้นจึงทำให้ยากต่อการกำจัดโดยการฝังกลบ แต่การกำจัดขยะพลาสติกโดยการฝังกลบไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เนื่องจากขยะพลาสติกสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบทุกประเภท พลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคอลได้ ได้แก่ พลาสติกชนิดยูเรีย เมลามีน อีพอกซี่ นอกนั้นสามารถรีไซเคิลได้หมด แต่บางครั้งยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่องที่ไม่สามารถนำพลาสติกทุกชนิดมารีไซเคิลได้ เช่นด้านความต้องการของโรงงานรีไซเคิล หรือพลาสติกบางประเภทมีน้ำหนักเบาและเก็บรวบรวมได้ยากจึงไม่เนที่นิยมนำมารีไซเคิล เช่น ถุงพลาสติก เป็นต้น
          1.1  พลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิล ได้แก่
          (1)  โพลีโพรพิลิน (Polypropylene;PP) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นถ้วยนมเปรี้ยว กระป๋องมันฝรั่งทอด และถังเนยเทียม
          (2)  โพลีสไตรีน (Polystyrene;PS) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นภาชนะแทนโฟม ถาดสลัด กล่องบรรจุวิดีโอและซีดี
          (3)  โพลีเอทิลีน (Polyethylene;PE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้ทำขวดเครื่องดื่มหรือขวดน้ำอัดลม
          (4)  โพลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl Chloride;PVC) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร สายไฟ และท่อน้ำ
          (5)  โพลิเอทิลีนที่มีความหนาแน่นสูง (High-density Polyethylene;HDPE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นเหยือกน้ำผลไม้ เหยือกนม ของเล่น ขวดน้ำยาซักผ้า
          (6)  โพลิเอทิลินที่มีความหนาแน่นต่ำ (Low-density Polyethylene;LDPE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นพลาสติกใสสำหรับห่ออาหาร และถุงหิ้ว
          1.2  การคัดแยกพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิล
           พลาสติกที่ซื้อขายเกันเพื่อนำกลับมารีไซเคิลมีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 3-8 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของพลาสติกก่อนนำไปขายจะมีการจัดการขยะพลาสติกให้ดีก่อน ดังนี้
          (1)  ขวดให้สิ่งปนเปื้อนออกให้หมด ดึงฉลากและสิ่งต่างๆ ที่ติดกับพลาสติกออกให้หมด
          (2)  ทำให้แบนเพื่อประหยัดเนื้อที่
          (3)  คัดแยกพลาสติกออกตามปรเภท อาจจะสังเกตประเภทของพลาสติกจากเครื่องหมายที่ก้อนบรรจุภัณฑ์ก็ได้ เพราะบางทีจะมีเครื่องหมายรีไซเคิลพร้อมทั้งตัวเลขระบุประเภทของพลาสติก หรืออาจนำพลาสติกมาแช่น้ำเพื่อแยกประเภทพลาสติก เพราะพลาสติกแต่ละประเภทมีความหนาแน่นไม่เท่ากัน









1.  ประเภทพลาสติก
ขยะประเภทพลาสติกมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสินค้าและบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ส่วนมากทำมาจากพลาสติก เช่น ขวดนม กระป่องยา ขวดอาหาร เป็นต้น เนื่องจากคุณสมบัติที่เหมาะสมของพลาสติกซึ่งมีน้ำหนักเบา สีสันสวยงาม ไม่เป็นสนิม ทนทาน และมีหลายประเภทจึงทำให้สามารถนำพลาสติกมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ถึงแม้ว่าพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ ดังนั้นจึงทำให้ยากต่อการกำจัดโดยการฝังกลบ แต่การกำจัดขยะพลาสติกโดยการฝังกลบไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เนื่องจากขยะพลาสติกสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบทุกประเภท พลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคอลได้ ได้แก่ พลาสติกชนิดยูเรีย เมลามีน อีพอกซี่ นอกนั้นสามารถรีไซเคิลได้หมด แต่บางครั้งยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่องที่ไม่สามารถนำพลาสติกทุกชนิดมารีไซเคิลได้ เช่นด้านความต้องการของโรงงานรีไซเคิล หรือพลาสติกบางประเภทมีน้ำหนักเบาและเก็บรวบรวมได้ยากจึงไม่เนที่นิยมนำมารีไซเคิล เช่น ถุงพลาสติก เป็นต้น
          1.1  พลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิล ได้แก่
          (1)  โพลีโพรพิลิน (Polypropylene;PP) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นถ้วยนมเปรี้ยว กระป๋องมันฝรั่งทอด และถังเนยเทียม
          (2)  โพลีสไตรีน (Polystyrene;PS) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นภาชนะแทนโฟม ถาดสลัด กล่องบรรจุวิดีโอและซีดี
          (3)  โพลีเอทิลีน (Polyethylene;PE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้ทำขวดเครื่องดื่มหรือขวดน้ำอัดลม
          (4)  โพลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl Chloride;PVC) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร สายไฟ และท่อน้ำ
          (5)  โพลิเอทิลีนที่มีความหนาแน่นสูง (High-density Polyethylene;HDPE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นเหยือกน้ำผลไม้ เหยือกนม ของเล่น ขวดน้ำยาซักผ้า
          (6)  โพลิเอทิลินที่มีความหนาแน่นต่ำ (Low-density Polyethylene;LDPE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นพลาสติกใสสำหรับห่ออาหาร และถุงหิ้ว
          1.2  การคัดแยกพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิล
           พลาสติกที่ซื้อขายเกันเพื่อนำกลับมารีไซเคิลมีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 3-8 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของพลาสติกก่อนนำไปขายจะมีการจัดการขยะพลาสติกให้ดีก่อน ดังนี้
          (1)  ขวดให้สิ่งปนเปื้อนออกให้หมด ดึงฉลากและสิ่งต่างๆ ที่ติดกับพลาสติกออกให้หมด
          (2)  ทำให้แบนเพื่อประหยัดเนื้อที่
          (3)  คัดแยกพลาสติกออกตามปรเภท อาจจะสังเกตประเภทของพลาสติกจากเครื่องหมายที่ก้อนบรรจุภัณฑ์ก็ได้ เพราะบางทีจะมีเครื่องหมายรีไซเคิลพร้อมทั้งตัวเลขระบุประเภทของพลาสติก หรืออาจนำพลาสติกมาแช่น้ำเพื่อแยกประเภทพลาสติก เพราะพลาสติกแต่ละประเภทมีความหนาแน่นไม่เท่ากัน








2.  ประเภทกระดาษ
ขยะมูลฝอยจากบ้านเรือนและสำนักงานจะมีกระดาษเป็นองคืประกอบที่สำคัญตัวหนึ่ง เนื่องจากในชีวิตประจำวันของเราจะต้องเกี่ยวพันกับการใช้กระดาษ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ กระดาษคอมพิวเตอร์ ถุงกระดาษ กระดาษลัง เป้นต้น กระดาษเหล่านี้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ กระดาษที่ไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ เช่น กระดาษห่อของขวัญ กระดาษกล่องแอปเปิล เพราะกระดาษประเภทนี้มีเยื่อเซลลูโลสน้อยมากไม่เหมาะที่จะนำมารีไซเคิลอีก
          2.1  การจัดการขยะประเภทกระดาษเพื่อนำมารีไซเคิล
          กระดาษแต่ละประเภทมีราคารับซื้อไม่เท่ากัน ถ้าขายรวมๆ กันก็จะได้ราคารวมเย่างต่ำเพียงกิโลกรัมละ 1 บาท และที่สำคัญกระดาษที่นำมากขายจะต้องไม่เปื้อนคราบน้ำมันต่างๆ ดังนั้นจึงควรมีการแยกประเภทกระดาษก่อนที่จำนำไปขายตามประเภทดังนี้
     -  กระดาษแข็งกล่องน้ำตาล
     -  กระดาษย่อยและหนังสือเล่มทั่วไป
     -  กระดาษขาวสำนักงาน
     -  กระดาษหนังสือพิมพ์
     -  สมุดโทรศัพท์
     -  กระดาษสมุดนักเรียน
     -  กล่องยูเอชที
          2.2  การรีไซเคิลกระดาษ
           กระดาษที่รับซื้อจากบ้านเรือนหรือแหล่งต่างๆ จะถูกส่งไปยังโรงงานผลิตกระดาษ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผสมในการผลิตกระดาษประเภทต่างๆ กระดาษมีหลายชนิดและหลายคุณภาพ กระดาษขาวสำหรับเขียนหรือการะดาษคอมพิวเตอร์จะเป็นกระดาาที่มีคุณภาพสูง จึงถูกนำมาแปรรูปเป็นกระดาษสมุดและหนังสือ ส่วนหนังสือพิมพ์และกระดาษกล่องจะมีคุณภาพต่ำ จึงถูกนำมาแปรรูปเป็นกระดาษกล่องบรรจุเครื่องดื่ม กระดาษห่อของขวัญ กล่องกระดาษแข็ง การรีไซเคิลกระดาษจะเริ่มด้วยกำจัดหมึกออกและตีกระดาษให้เปื่อยยุ่ยเป็นเยื่อกระดาษและเติมเยื่อกระดาษใหม่เข้าไป ซึ่งสัดส่วนเยื่อกระดาษรีไซเคิลกับเยื่อกระดาษใหม่ขึ้นอยู่กับประเภทของกระดาษที่จะผลิตแล้วจะเข้าสู่กระบวนการผลิตกระดาษต่อไป
 






2.  ประเภทกระดาษ
ขยะมูลฝอยจากบ้านเรือนและสำนักงานจะมีกระดาษเป็นองคืประกอบที่สำคัญตัวหนึ่ง เนื่องจากในชีวิตประจำวันของเราจะต้องเกี่ยวพันกับการใช้กระดาษ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ กระดาษคอมพิวเตอร์ ถุงกระดาษ กระดาษลัง เป้นต้น กระดาษเหล่านี้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ กระดาษที่ไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ เช่น กระดาษห่อของขวัญ กระดาษกล่องแอปเปิล เพราะกระดาษประเภทนี้มีเยื่อเซลลูโลสน้อยมากไม่เหมาะที่จะนำมารีไซเคิลอีก
          2.1  การจัดการขยะประเภทกระดาษเพื่อนำมารีไซเคิล
          กระดาษแต่ละประเภทมีราคารับซื้อไม่เท่ากัน ถ้าขายรวมๆ กันก็จะได้ราคารวมเย่างต่ำเพียงกิโลกรัมละ 1 บาท และที่สำคัญกระดาษที่นำมากขายจะต้องไม่เปื้อนคราบน้ำมันต่างๆ ดังนั้นจึงควรมีการแยกประเภทกระดาษก่อนที่จำนำไปขายตามประเภทดังนี้
     -  กระดาษแข็งกล่องน้ำตาล
     -  กระดาษย่อยและหนังสือเล่มทั่วไป
     -  กระดาษขาวสำนักงาน
     -  กระดาษหนังสือพิมพ์
     -  สมุดโทรศัพท์
     -  กระดาษสมุดนักเรียน
     -  กล่องยูเอชที
          2.2  การรีไซเคิลกระดาษ
           กระดาษที่รับซื้อจากบ้านเรือนหรือแหล่งต่างๆ จะถูกส่งไปยังโรงงานผลิตกระดาษ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผสมในการผลิตกระดาษประเภทต่างๆ กระดาษมีหลายชนิดและหลายคุณภาพ กระดาษขาวสำหรับเขียนหรือการะดาษคอมพิวเตอร์จะเป็นกระดาาที่มีคุณภาพสูง จึงถูกนำมาแปรรูปเป็นกระดาษสมุดและหนังสือ ส่วนหนังสือพิมพ์และกระดาษกล่องจะมีคุณภาพต่ำ จึงถูกนำมาแปรรูปเป็นกระดาษกล่องบรรจุเครื่องดื่ม กระดาษห่อของขวัญ กล่องกระดาษแข็ง การรีไซเคิลกระดาษจะเริ่มด้วยกำจัดหมึกออกและตีกระดาษให้เปื่อยยุ่ยเป็นเยื่อกระดาษและเติมเยื่อกระดาษใหม่เข้าไป ซึ่งสัดส่วนเยื่อกระดาษรีไซเคิลกับเยื่อกระดาษใหม่ขึ้นอยู่กับประเภทของกระดาษที่จะผลิตแล้วจะเข้าสู่กระบวนการผลิตกระดาษต่อไป
 





3.  ประเภทแก้ว
 แก้วเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากทรายโดยมีหินปูนและโซดาไฟเป็นส่วนผสม โดยนำมาหลอมและขึ้นรูปเป็นภาชนะต่างๆ เช่น แก้วน้ำ ขวดอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ แก้วเป็นวัสดุที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ ขวดแก้วทุกประเภทสามารถนำมารีไซเคิลได้แต่ขวดแก้วแต่ละประเภทแต่ละสีจะมีาคาต่างๆ คือ ขวดแก้วสีขาวจะมีราคาดีที่สุด รองลงมาคือสีชาและสีเขียว ถ้าเป็นขวดดีไม่แตกก็จะได้ราคาสูงกว่าขวดแตกหรือเศษแก้ว ดังนั้นควรมีการคัดแยกแก้วออกตามสี







3.  ประเภทแก้ว
 แก้วเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากทรายโดยมีหินปูนและโซดาไฟเป็นส่วนผสม โดยนำมาหลอมและขึ้นรูปเป็นภาชนะต่างๆ เช่น แก้วน้ำ ขวดอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ แก้วเป็นวัสดุที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ ขวดแก้วทุกประเภทสามารถนำมารีไซเคิลได้แต่ขวดแก้วแต่ละประเภทแต่ละสีจะมีาคาต่างๆ คือ ขวดแก้วสีขาวจะมีราคาดีที่สุด รองลงมาคือสีชาและสีเขียว ถ้าเป็นขวดดีไม่แตกก็จะได้ราคาสูงกว่าขวดแตกหรือเศษแก้ว ดังนั้นควรมีการคัดแยกแก้วออกตามสี






-  ขวดแก้วดี
สินค้า เช่น ขวดแม่โขง ขวดเบียร์ ขวดน้ำปลา ขวดซอส ขวดน้ำอัดลมแบบวันเวย์ ฯลฯ  ขวดแก้วเหล่านี้หากไม่แตกบิ่นเสียหายจะถูกส่งแลับเข้าโรงงานเพื่อนำไปล้างและฆ่าเชื้อโรคและนำกลับมาบรรจุสินค้าใหม่ซ้ำอีกอย่างน้อยถึง 30 ครั้ง โดยผู้ผลิตสินค้าเดิม เช่น บริษัทผลิตเบียร์จำนำขวดเบียร์ที่ใช้แล้วมาผ่านกระบวนการล้างและทำความสะอาดด้วยสารเคมีต่างๆ แล้วจึงนำกลับมาบรรจุเบียร์อีกครั้ง







-  ขวดแก้วดี
สินค้า เช่น ขวดแม่โขง ขวดเบียร์ ขวดน้ำปลา ขวดซอส ขวดน้ำอัดลมแบบวันเวย์ ฯลฯ  ขวดแก้วเหล่านี้หากไม่แตกบิ่นเสียหายจะถูกส่งแลับเข้าโรงงานเพื่อนำไปล้างและฆ่าเชื้อโรคและนำกลับมาบรรจุสินค้าใหม่ซ้ำอีกอย่างน้อยถึง 30 ครั้ง โดยผู้ผลิตสินค้าเดิม เช่น บริษัทผลิตเบียร์จำนำขวดเบียร์ที่ใช้แล้วมาผ่านกระบวนการล้างและทำความสะอาดด้วยสารเคมีต่างๆ แล้วจึงนำกลับมาบรรจุเบียร์อีกครั้ง






-  ขวดแก้วแตกหรือเศษแก้ว
ถูกนำมาคัดแยกสี คือ ขวดแก้วขาว ขวดแก้วสีชา ขวดแก้วสีเขียว แมื่อแยกสีแล้วจะถูกส่งเข้าโรงงานหลอมแก้ว เพื่อทุบให้แตกละเอียด ล้างทำความสะอาดด้วยสารเคมีและหลมละลาย เพื่อเป่าเป็นชขวดใหม่







-  ขวดแก้วแตกหรือเศษแก้ว
ถูกนำมาคัดแยกสี คือ ขวดแก้วขาว ขวดแก้วสีชา ขวดแก้วสีเขียว แมื่อแยกสีแล้วจะถูกส่งเข้าโรงงานหลอมแก้ว เพื่อทุบให้แตกละเอียด ล้างทำความสะอาดด้วยสารเคมีและหลมละลาย เพื่อเป่าเป็นชขวดใหม่






4.  ประเภทโลหะ
โลหะหลากหลายชนิดสามารถนำมารีไซเคิลได้โดยการนำมาหลอมและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ สามารถแบ่งโลหะออกได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ
          -  โลหะประเภทเหล็ก  เหล็กสามารถนำมารีไซเคิลได้ทุกชนิด สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ เหล็กหล่อ เหล็กหนา และเหล็กบาง ราคราซื้อขายจะต่างกันตามประเภทของเหล็ก ซึ่งพ่อค้ารับซื้อของเก่าจะทำการตัดเหล็กตามขนาดต่างๆ ตามที่ท่างโรงงานกำหนดเพื่อสะดวกในการเข้าเตาหลอมและการขนส่ง
          -  โลหะประเภทอะลูมิเนียม  แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ (1) อะลูมินียมหนา เช่น อะไหร่เครื่องยนต์ ลูกสูบ อะลูมิเนียมาอัลลอย ฯลฯ (2) อะลูมิเนียมบาง เช่น หม้อ กะละมังซักผ้า ขันน้ำ กระป๋องเครื่องดื่ม ฯลฯ ราคาซื้อขายโลหะประเภทอะลูมิเนียมมีราคาตั้งแต่ 10 บาท ถึง 45 บาท แล้วแต่ประเภท อะลูมิเนียมหนาจะมีราคาแพงกว่าอะลูมิเนียมบาง แต่ขยะอะลูมิเนียมที่พบมากในกองขยะส่วนใหญ่จะเป็นพวกกระป๋องเครื่องดื่ม เช่น กระป๋องน้ำอัดลม กระป๋องเบียร์  โดยเฉพาะกระป๋องน้ำอัดลมจะเป็นขยะที่มีปริมาตรมาก ดังนั้นก่อนนำไปขายควรจะอัดกระป๋องให้มีปริมาตรเล็กลงเพื่อที่จะได้ประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง สำหรับการรีไซเคิลกระป๋องอะลูมิเนียมนั้นพ่อค้ารับซื้อของเก่าจะทำการอัดกระป๋องอะลูมิเนียมให้มีขนาดตามที่ทางโรงงานกำหนดมา กระป๋องอะลูมิเนียมสามารถนำกลับมารีไซเคิลซื้กได้หลายๆ ครั้ง ไม่มีการกำจัดจำนวนครั้งของการผลิต เมื่อกระป๋องอะลูมิเนียมถูกส่งเข้าโรงงานแล้วจะถูกบดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วหลอมให้เป็นแท่งแข็ง จากนั้นนำไปรีดให้เป็นแผ่นบางเพื่อส่งต่ไปยังโรงงานผลิตกระป๋องเพื่อผลิตกระป่องใหม่
         -  โหละประเภททองเหลือง ทองแดง และสแตนเลส  โลหะประเภทนี้มีราคาสูงประมาณ 30-60 บาท โดยทองเหลืองสามารถนำมากลับมาหลอมใหม่ โดยทำเป็นพระ ระฆัง อุปกรณ์สุขภัณฑ์ต่างๆ ส่วนทองแดงก็นำกลับมาหลอมทำสายไฟได้ใหม่
          ปัจจัยสำคัญในการรีไซเคิลวัสดุประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลหะ พลาสติก กระดาษ แก้ว ก็คือจะต้องแยกประเภทของขยะรีไซเคิลแต่ละชนิดออกจากกันไม่ให้ปนกัน และทำความสะอาดวัสดุก่อนที่จะนำไปขาย ถ้าเป็นกระป่องก็ควรจะทำการอัดเพื่อลดปริมาตรของชขยะก่อนที่จำนำไปขาย
 






ที่มา : http://bangkokgreencity.bangkok.go.th/Knowledge-Based/Article/GarbageByCommunity/

ผลการศึกษาเขตเมืองดูดซับคาร์บอนมากกว่าที่คิด!










ปารีส-นักวิทยาศาสตร์พบข่าวดีเล็ก ๆ และน่าประหลาดใจเรื่องภาวะโลกร้อน เมื่อผลศึกษาพบว่า เขตเมืองช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อนได้มากกว่าที่คิด ผลศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสารนิเวศวิทยาประยุกต์ในอังกฤษฉบับล่าสุด ระบุว่าทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเคนท์ ได้สำรวจเมืองเลสเตอร์ ทางภาคกลางของอังกฤษ ซึ่งมีประชากรราว 3 แสนคน บนพื้นที่ 73 ตารางกิโลเมตร เพื่อวัดความสามารถในการดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ หรือคาร์บอนซิงค์ ตามสวนสาธารณะ สวนในบ้าน แหล่งอุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งร้าง สนามกอล์ฟ สนามเด็กเล่น ริมถนน และฝั่งแม่น้ำ ปรากฎว่าพบปริมาณก๊าซคาร์บอนที่ถูกดูดซับไว้ 2.31 แสนตัน สูงกว่าที่คาดการณ์ ไว้ถึง 10 เท่า หรือ พอ ๆ กับปริมาณการปล่อยไอเสียรถยนต์ 1.5 แสนคันต่อปีโดยเฉลี่ย ทั้งนี้ ราว 4% ของผิวโลก ที่เป็นพื้นดินถูกจัดเป็นเขตเมือง ตัวเลขนี้จะสูงขึ้นอีกตามจำนวนประชากรโลกที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 7,000 ล้านคนในปีนี้ และ 9,500 ล้านคนในกลางศตวรรษ แต่การคำนวนแหล่งคาร์บอนซิงค์ส่วนใหญ่ไม่ได้นำเขตเมืองมาคิดด้วย และมุ่งเฉพาะป่าไม้ ผลการศึกษาใหม่นี้จึงมีความสำคัญ คาร์บอนซิงค์ในเมืองโดยตัวมันเอง อาจไม่ใช่ทางแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันล้านตันทั่วโลก แต่อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากปลูกต้นไม้ใหญ่ที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าหญ้าและพุ่มไม้เตี้ย ในกรณีของเมืองเลสเตอร์ ที่ดินส่วนใหญ่ที่เป็นที่สาธารณะนั้น เป็นสนามหญ้า หากปลูกต้นไม้บนที่ดินเหล่านี้ เพียงร้อยละ 10 การกักเก็บคาร์บอนของเมืองจะพุ่งขึ้น 12% เลยทีเดียว นักวิจัยกล่าวว่า การปลูกต้นไม้ในเขตเมืองเพื่อกักเก็บคาร์บอน จะต้องเป็นต้นไม้ถูกชนิด และในสถานที่ที่เหมาะสมด้วย เพื่อต้นไม้จะได้มีชีวิตอยู่นาน ๆ และเมื่อต้นไม้ตายก็ควรปลูกทดแทน นอกจากนี้ ต้นไม้ใหญ่ยังมีประโยชน์ช่วยลดความร้อนและให้ร่มเงาอีกด้วย 



ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับประจำวันที่ 13 ก.ค. 54 หน้าที่ 14






ปารีส-นักวิทยาศาสตร์พบข่าวดีเล็ก ๆ และน่าประหลาดใจเรื่องภาวะโลกร้อน เมื่อผลศึกษาพบว่า เขตเมืองช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อนได้มากกว่าที่คิด ผลศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสารนิเวศวิทยาประยุกต์ในอังกฤษฉบับล่าสุด ระบุว่าทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเคนท์ ได้สำรวจเมืองเลสเตอร์ ทางภาคกลางของอังกฤษ ซึ่งมีประชากรราว 3 แสนคน บนพื้นที่ 73 ตารางกิโลเมตร เพื่อวัดความสามารถในการดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ หรือคาร์บอนซิงค์ ตามสวนสาธารณะ สวนในบ้าน แหล่งอุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งร้าง สนามกอล์ฟ สนามเด็กเล่น ริมถนน และฝั่งแม่น้ำ ปรากฎว่าพบปริมาณก๊าซคาร์บอนที่ถูกดูดซับไว้ 2.31 แสนตัน สูงกว่าที่คาดการณ์ ไว้ถึง 10 เท่า หรือ พอ ๆ กับปริมาณการปล่อยไอเสียรถยนต์ 1.5 แสนคันต่อปีโดยเฉลี่ย ทั้งนี้ ราว 4% ของผิวโลก ที่เป็นพื้นดินถูกจัดเป็นเขตเมือง ตัวเลขนี้จะสูงขึ้นอีกตามจำนวนประชากรโลกที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 7,000 ล้านคนในปีนี้ และ 9,500 ล้านคนในกลางศตวรรษ แต่การคำนวนแหล่งคาร์บอนซิงค์ส่วนใหญ่ไม่ได้นำเขตเมืองมาคิดด้วย และมุ่งเฉพาะป่าไม้ ผลการศึกษาใหม่นี้จึงมีความสำคัญ คาร์บอนซิงค์ในเมืองโดยตัวมันเอง อาจไม่ใช่ทางแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันล้านตันทั่วโลก แต่อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากปลูกต้นไม้ใหญ่ที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าหญ้าและพุ่มไม้เตี้ย ในกรณีของเมืองเลสเตอร์ ที่ดินส่วนใหญ่ที่เป็นที่สาธารณะนั้น เป็นสนามหญ้า หากปลูกต้นไม้บนที่ดินเหล่านี้ เพียงร้อยละ 10 การกักเก็บคาร์บอนของเมืองจะพุ่งขึ้น 12% เลยทีเดียว นักวิจัยกล่าวว่า การปลูกต้นไม้ในเขตเมืองเพื่อกักเก็บคาร์บอน จะต้องเป็นต้นไม้ถูกชนิด และในสถานที่ที่เหมาะสมด้วย เพื่อต้นไม้จะได้มีชีวิตอยู่นาน ๆ และเมื่อต้นไม้ตายก็ควรปลูกทดแทน นอกจากนี้ ต้นไม้ใหญ่ยังมีประโยชน์ช่วยลดความร้อนและให้ร่มเงาอีกด้วย 



ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับประจำวันที่ 13 ก.ค. 54 หน้าที่ 14


กรมประมง เตรียมประกาศควบคุมสัตว์น้ำเอเลียนสปีชร์ กลุ่มปลาสวยงาม 100 ชนิด กุ้งเครฟิช เป็นสัตว์ควบคุมภายใต้มาตรา 76 กฎหมายประมง หลังพบช่องโหว่กฎหมายนำเข้ามาเพาะและปรับปรุงพันธุ์ จนสร้างปัญหาต่อระบบนิเวศ

นายสุทธิชัย ฤทธิธรรม ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง กล่าวว่า จากการสำรวจการแพร่การกระจายพันธุ์ของปลาหมอสีคางดำ เอเลียนสปีชีส์ ในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม และยังอยู่ระหว่างการสำรวจในแหล่งน้ำสาธารณะอื่นๆ ยอมรับว่าการประเมินความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเป็นไปได้ยาก รวมถึงการกำจัดให้หมดจากแหล่งน้ำก็ยาก ระดับความรุนแรงของการระบาดหากเทียบกับการระบาดของปลาซักเกอร์ หอยเชอรี่ในช่วงหลายปีจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถจัดการได้ 

ปัญหาที่เกิดขึ้นยอมรับว่ามีช่องว่าง ในการควบคุมการนำเข้าปลาสวยงาม สัตว์น้ำต่างถิ่นที่ผู้ประกอบการและนักปรับปรุงพันธ์ุ สามารถนำเข้ามาได้ได้อย่างถูกกฎหมาย โดยขาดการควบคุมซึ่งกรมประมง เคยรวบรวมไว้ประมาณ 100 สายพันธ์ุ ครอบคลุมกลุ่มปลาหมอสี ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาทอง ปลาปอมปาดัวร์  เรนโบว์ หอยชนิดต่างๆ ยังไม่รวมถึงสัตว์น้ำในบัญชีไซเตส ที่มักจะถูกแอบลักลอบนำเข้ามาขายและจำหน่าย

นายสุทธิชัย บอกว่า หลังจากเริ่มพบการระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่นหลายชนิด เช่น ปลาหมอสีคางดำ กลุ่มปลาหมอสีประมาณ 100 ชนิด กลุ่มปลากระเบนอะเมซอน กุ้งกร้ามกรามแดง หรือกุ้งเครฟิช ปลาเอลิเกเตอร์ กบอะเมซอน  ที่เริ่มมีรายงานเจอในแหล่งน้ำสาธารณะแล้ว กรมประมง อยู่ระหว่างเตรียมประกาศให้สัตว์ในบัญชีเหล่านี้ เป็นสัตว์ที่ต้องควบคุมการนำเข้า การเพาะเลี้ยง โดยใช้มาตรา 76 พระราชบัญญัติประมงปี 2558 ที่ระบุไว้ชัดเจนให้ออกกฎกระทรวงกำหนดชนิดหรือลักษณะของสัตว์น้ำ เพื่อกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จะต้องป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค 

"ยอมรับว่า กฎหมายไม่สามารถย้อนหลังเอาผิดกับผู้ขออนุญาตนำสัตว์น้ำต่างถิ่น เข้ามาเพาะขยายพันธุ์ได้ ทั้งการเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม หรือการกำจัด ซึ่งกรณีปลาหมอสี ยืนยันว่าการขออนุญาต ไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงรายเดียวที่นำเข้าเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่นักเพาะเลี้ยงนำเข้ามาเพื่อปรับปรุงพันธุ์ โดยไม่ต้องผ่านการขออนุญาต เนื่องจากเป็นกลุ่มปลาสวยงาม ที่จะถูกตรวจเรื่องโรคสัตว์น้ำเท่านั้น ตรงนี้เป็นช่องโหว่ของกฎหมายที่กรมประมง ต้องควบคุมโดยเร็วที่สุด โดยการออกประกาศควบคุมปลาหมอสีทุกชนิด และสัตว์น้ำอื่นๆทีระบาดในแหล่งน้ำตอนนี้ "  

นายสุทธิชัย บอกอีกว่าอยากขอความร่วมมือจากนักเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงาม หากไม่อยากเลี้ยงให้นำมาไว้ให้กับกรมประมง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่านำไปปล่อยในแหล่งน้ำ เพราะจะเกิดอันตรายต่อระบบนิเวศจนควบคุมยาก

ทั้งนี้ มาตรา 76 ของพระราชบัญญัติกรมประมง ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้มีคุณภาพป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออันตรายต่อผู้บริโภค หรือกิจการของบุคคลอื่นให้ออกกฎกระทรวงกำหนดชนิดของสัตว์น้ำ ประเภทและขนาดรูปแบบของกิจการ ให้เป็นกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ควบคุมได้

Credit : ThaiPBS  


"ยอมรับว่า กฎหมายไม่สามารถย้อนหลังเอาผิดกับผู้ขออนุญาตนำสัตว์น้ำต่างถิ่น เข้ามาเพาะขยายพันธุ์ได้ ทั้งการเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม หรือการกำจัด ซึ่งกรณีปลาหมอสี ยืนยันว่าการขออนุญาต ไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงรายเดียวที่นำเข้าเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่นักเพาะเลี้ยงนำเข้ามาเพื่อปรับปรุงพันธุ์ โดยไม่ต้องผ่านการขออนุญาต เนื่องจากเป็นกลุ่มปลาสวยงาม ที่จะถูกตรวจเรื่องโรคสัตว์น้ำเท่านั้น ตรงนี้เป็นช่องโหว่ของกฎหมายที่กรมประมง ต้องควบคุมโดยเร็วที่สุด โดยการออกประกาศควบคุมปลาหมอสีทุกชนิด และสัตว์น้ำอื่นๆทีระบาดในแหล่งน้ำตอนนี้ "  

นายสุทธิชัย บอกอีกว่าอยากขอความร่วมมือจากนักเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงาม หากไม่อยากเลี้ยงให้นำมาไว้ให้กับกรมประมง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่านำไปปล่อยในแหล่งน้ำ เพราะจะเกิดอันตรายต่อระบบนิเวศจนควบคุมยาก

ทั้งนี้ มาตรา 76 ของพระราชบัญญัติกรมประมง ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้มีคุณภาพป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออันตรายต่อผู้บริโภค หรือกิจการของบุคคลอื่นให้ออกกฎกระทรวงกำหนดชนิดของสัตว์น้ำ ประเภทและขนาดรูปแบบของกิจการ ให้เป็นกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ควบคุมได้

Credit : ThaiPBS  


สัตวแพทย์ยืนยันสุขภาพลูกเต่ากระ 99 ตัว ที่ฟักออกจากไข่เมื่อ 4 วันก่อน สุขภาพแข็งแรงดีทุกตัว ขณะที่ยังคงพบเต่าขึ้นมาวางไข่บนเกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่รวบรวมไข่เต่าได้กว่า 800 ฟอง

เจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม เปิดเผยว่า ลูกเต่ากระที่ฟักออกจากไข่เมื่อ 4 วันก่อน และเป็นลูกเต่ากลุ่มแรกของปีนี้ พบว่าทั้ง 99 ตัวมีสุขภาพแข็งแรง เบื้องต้นลูกเต่าจะถูกเลี้ยงในบ่ออนุบาลประมาณ 5 - 6 เดือน เพื่อให้มีขนาดลำตัวใหญ่พอที่จะไม่ตกเป็นอาหารของศัตรูตามธรรมชาติ

เจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงไข่เต่าบริเวณชายหาดเกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปวางไว้ที่บ่อฟักภายในศูนย์ดูแลของมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม หลังจากพบแม่เต่าขึ้นมาวางไข่บนชายหาดอ่าวเทียน เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 19 ก.ค.60

จากการตรวจสอบพบมีไข่เต่าทั้งหมด 114 ฟอง อยู่ในสภาพสมบูรณ์และถือเป็นไข่เต่ารังที่ 7 ของปีนี้ของเกาะทะลุ ทำให้ขณะนี้มีไข่เต่าที่อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่กว่า 800 ฟอง ซึ่งคาดว่าไข่เต่ารังนี้จะครบกำหนดฟักเป็นตัวประมาณปลายเดือนกันยายน

Credit : ThaiPBS



สัตวแพทย์ยืนยันสุขภาพลูกเต่ากระ 99 ตัว ที่ฟักออกจากไข่เมื่อ 4 วันก่อน สุขภาพแข็งแรงดีทุกตัว ขณะที่ยังคงพบเต่าขึ้นมาวางไข่บนเกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่รวบรวมไข่เต่าได้กว่า 800 ฟอง

เจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม เปิดเผยว่า ลูกเต่ากระที่ฟักออกจากไข่เมื่อ 4 วันก่อน และเป็นลูกเต่ากลุ่มแรกของปีนี้ พบว่าทั้ง 99 ตัวมีสุขภาพแข็งแรง เบื้องต้นลูกเต่าจะถูกเลี้ยงในบ่ออนุบาลประมาณ 5 - 6 เดือน เพื่อให้มีขนาดลำตัวใหญ่พอที่จะไม่ตกเป็นอาหารของศัตรูตามธรรมชาติ

เจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงไข่เต่าบริเวณชายหาดเกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปวางไว้ที่บ่อฟักภายในศูนย์ดูแลของมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม หลังจากพบแม่เต่าขึ้นมาวางไข่บนชายหาดอ่าวเทียน เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 19 ก.ค.60

จากการตรวจสอบพบมีไข่เต่าทั้งหมด 114 ฟอง อยู่ในสภาพสมบูรณ์และถือเป็นไข่เต่ารังที่ 7 ของปีนี้ของเกาะทะลุ ทำให้ขณะนี้มีไข่เต่าที่อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่กว่า 800 ฟอง ซึ่งคาดว่าไข่เต่ารังนี้จะครบกำหนดฟักเป็นตัวประมาณปลายเดือนกันยายน

Credit : ThaiPBS


อุทยานแห่งชาติภูพาน จ.สกลนคร เปิดภาพของเจ้าหน้าที่ในการดูแลช้าง "ช้างต้น" 
ช้างสำคัญประจำพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 

โดยช้างสำคัญที่ย้ายมายืนโรง ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ มีจำนวนทั้งสิ้น 4 ช้าง เป็นช้างพัง (ตัวเมีย) หมดทั้งสิ้น เพราะหลังจากเข้าพระราชพิธีสมโภชแล้วจะไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ ตามขัตติยราชประเพณีดั้งเดิมของไทย ซึ่งช้างหลวง ที่ตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ประกอบด้วย

1. พระวิมลรัตนกิริณี กมุทศรีพรรณโศภิต อัฏฐทิศพงศ์กมลาสน์ อรรคราชทิพยพาหน ถกลกิตติคุณกำจร อมรสารเลิศฟ้า ฯ
2. พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดี โรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์ อัฐทิศพิศาล พิเสฐธารธรณี พิทักษ์ คุณารักษ กิตติกำจร อมรสารเลิศฟ้าฯ
3.พระเทพวัชระกิริณี ดามพหัสดี พิษณุพงศ์ โสตธำรงวิสุทธิลักษณ์ อำนรรฆคุณสปสกนธ์ วิมลสารโสภิต วิบุลกิตติเลิศฟ้าฯ
4. พังมด ( ยังไม่ได้ขึ้นระวาง)



อุทยานแห่งชาติภูพาน จ.สกลนคร เปิดภาพของเจ้าหน้าที่ในการดูแลช้าง "ช้างต้น" 
ช้างสำคัญประจำพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 

โดยช้างสำคัญที่ย้ายมายืนโรง ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ มีจำนวนทั้งสิ้น 4 ช้าง เป็นช้างพัง (ตัวเมีย) หมดทั้งสิ้น เพราะหลังจากเข้าพระราชพิธีสมโภชแล้วจะไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ ตามขัตติยราชประเพณีดั้งเดิมของไทย ซึ่งช้างหลวง ที่ตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ประกอบด้วย

1. พระวิมลรัตนกิริณี กมุทศรีพรรณโศภิต อัฏฐทิศพงศ์กมลาสน์ อรรคราชทิพยพาหน ถกลกิตติคุณกำจร อมรสารเลิศฟ้า ฯ
2. พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดี โรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์ อัฐทิศพิศาล พิเสฐธารธรณี พิทักษ์ คุณารักษ กิตติกำจร อมรสารเลิศฟ้าฯ
3.พระเทพวัชระกิริณี ดามพหัสดี พิษณุพงศ์ โสตธำรงวิสุทธิลักษณ์ อำนรรฆคุณสปสกนธ์ วิมลสารโสภิต วิบุลกิตติเลิศฟ้าฯ
4. พังมด ( ยังไม่ได้ขึ้นระวาง)


ส่วนการดูแลนั้นจะเป็นไปตามตารางที่ค่อนข้าง จะเป็นกิจวัตรประจำที่เหมือนกันทุกวัน ก็คือตอนเช้ตั้งแต่เวลา 7.00 น. ควาญจะนำช้างออกจากโรงช้างไปฝึกเข้าแถว ฝึกยืนนิ่งๆ นั่งนิ่งๆ หมอบนิ่งๆ ฝึกทำความเคารพโดยการยกงวงขึ้นจบ ฝึกรับของจากพระหัตถ์

จากนั้นประมาณ 8.00น.  ก็จะปล่อยเข้าป่า โดยจะปล่อยโซ่ยาว 50 เมตรเพื่อให้เดินไปหากินในป่าได้ กระทั่งเวลา 14.30 น.ก็นำออกจากป่า พาไปเล่นน้ำประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำไปอาบน้ำหน้าโรงเรือน

ในส่วนของการอาบน้ำถ้าเป็นของโบราณ เวลาอาบน้ำจะใช้มะขามเปียกถูแทนสบู่ แต่ตอนนี้ใช่สบู่เหลวเด็กอาบแทน เพื่อจะได้ไม่กัดผิวหนังของช้าง จากนั้นอาบน้ำเสร็จก็พาเข้าโรงเรือน ทอดหญ้าให้น้ำ เป็นอันจบกิจวัตร 

"เวลาปล่อยท่านไปหาอาหาร ควาญช้างต้องอยู่บริเวณนั้น ไม่ใกล้เกินไปเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่าน โดยพระวิมลฯจะเป็นหัวหน้า เมื่อถึงเวลากลับสักประมาณบ่ายโมงครึ่ง หากท่านยังไม่เดินออกมาต้องไปตามท่าน โดยต้องกราบท่านก่อนแล้วถึงเรียนเชิญท่านกลับ ท่านถึงจะยอมกลับโดยดี"ควาญช้าง บอกถึงกิจวัตรในการดูแลช้างต้น 



ส่วนการดูแลนั้นจะเป็นไปตามตารางที่ค่อนข้าง จะเป็นกิจวัตรประจำที่เหมือนกันทุกวัน ก็คือตอนเช้ตั้งแต่เวลา 7.00 น. ควาญจะนำช้างออกจากโรงช้างไปฝึกเข้าแถว ฝึกยืนนิ่งๆ นั่งนิ่งๆ หมอบนิ่งๆ ฝึกทำความเคารพโดยการยกงวงขึ้นจบ ฝึกรับของจากพระหัตถ์

จากนั้นประมาณ 8.00น.  ก็จะปล่อยเข้าป่า โดยจะปล่อยโซ่ยาว 50 เมตรเพื่อให้เดินไปหากินในป่าได้ กระทั่งเวลา 14.30 น.ก็นำออกจากป่า พาไปเล่นน้ำประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำไปอาบน้ำหน้าโรงเรือน

ในส่วนของการอาบน้ำถ้าเป็นของโบราณ เวลาอาบน้ำจะใช้มะขามเปียกถูแทนสบู่ แต่ตอนนี้ใช่สบู่เหลวเด็กอาบแทน เพื่อจะได้ไม่กัดผิวหนังของช้าง จากนั้นอาบน้ำเสร็จก็พาเข้าโรงเรือน ทอดหญ้าให้น้ำ เป็นอันจบกิจวัตร 

"เวลาปล่อยท่านไปหาอาหาร ควาญช้างต้องอยู่บริเวณนั้น ไม่ใกล้เกินไปเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่าน โดยพระวิมลฯจะเป็นหัวหน้า เมื่อถึงเวลากลับสักประมาณบ่ายโมงครึ่ง หากท่านยังไม่เดินออกมาต้องไปตามท่าน โดยต้องกราบท่านก่อนแล้วถึงเรียนเชิญท่านกลับ ท่านถึงจะยอมกลับโดยดี"ควาญช้าง บอกถึงกิจวัตรในการดูแลช้างต้น 


ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสหราชอาณาจักรแสดงความห่วงกังวลว่า แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมกรีนแลนด์จะละลายเร็วขึ้น เนื่องจากมีสาหร่ายหลายชนิดขึ้นจับบนพื้นผิวน้ำแข็งจนดูเป็นปื้นดำสกปรกกินบริเวณกว้าง ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้จะทำให้แผ่นน้ำแข็งยิ่งละลายเร็วกว่าเดิม จนส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในมหาสมุทรให้เอ่อสูงมากยิ่งขึ้นได้

นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Black and Bloom ซึ่งจะปักหลักทำการศึกษาเรื่องสาหร่ายที่กรีนแลนด์เป็นเวลา 5 ปีบอกว่า การที่โลกร้อนขึ้น นอกจากจะทำให้แผ่นน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ซึ่งมีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 3 เท่าของประเทศไทยละลายเร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้มีสาหร่ายหลากชนิด ทั้งสาหร่ายสีน้ำตาลและสาหร่ายสีม่วงอ่อนขึ้นปกคลุมพื้นผิวของน้ำแข็งเป็นบริเวณกว้างจนดูเป็นปื้นสีดำ ซึ่งการที่แผ่นน้ำแข็งหมองลงเช่นนี้จะทำให้สะท้อนรังสีจากแสงอาทิตย์ได้ลดลง และดูดซับความร้อนมากขึ้น จนเร่งให้แผ่นน้ำแข็งละลายเร็วเป็นทวีคูณ
  • ภูเขาน้ำแข็งที่แตกจากแอนตาร์กติกาเริ่มเคลื่อนตัวแล้ว
  • หนึ่งในภูเขาน้ำแข็งลูกใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกไว้ได้แตกตัวจากทวีปแอนตาร์กติกา
  • โลกร้อนทำเชื้อร้ายในดินเยือกแข็งขั้วโลกฟื้นคืนชีพ
ตามปกติแล้ว แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาด จะสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ถึง 90% แต่แผ่นน้ำแข็งที่กลายเป็นปื้นดำจากสาหร่าย จะสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้เพียง 35% ในบางจุดที่ดำเข้มอาจสะท้อนได้เพียง 1% เท่านั้น





ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสหราชอาณาจักรแสดงความห่วงกังวลว่า แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมกรีนแลนด์จะละลายเร็วขึ้น เนื่องจากมีสาหร่ายหลายชนิดขึ้นจับบนพื้นผิวน้ำแข็งจนดูเป็นปื้นดำสกปรกกินบริเวณกว้าง ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้จะทำให้แผ่นน้ำแข็งยิ่งละลายเร็วกว่าเดิม จนส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในมหาสมุทรให้เอ่อสูงมากยิ่งขึ้นได้

นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Black and Bloom ซึ่งจะปักหลักทำการศึกษาเรื่องสาหร่ายที่กรีนแลนด์เป็นเวลา 5 ปีบอกว่า การที่โลกร้อนขึ้น นอกจากจะทำให้แผ่นน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ซึ่งมีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 3 เท่าของประเทศไทยละลายเร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้มีสาหร่ายหลากชนิด ทั้งสาหร่ายสีน้ำตาลและสาหร่ายสีม่วงอ่อนขึ้นปกคลุมพื้นผิวของน้ำแข็งเป็นบริเวณกว้างจนดูเป็นปื้นสีดำ ซึ่งการที่แผ่นน้ำแข็งหมองลงเช่นนี้จะทำให้สะท้อนรังสีจากแสงอาทิตย์ได้ลดลง และดูดซับความร้อนมากขึ้น จนเร่งให้แผ่นน้ำแข็งละลายเร็วเป็นทวีคูณ
  • ภูเขาน้ำแข็งที่แตกจากแอนตาร์กติกาเริ่มเคลื่อนตัวแล้ว
  • หนึ่งในภูเขาน้ำแข็งลูกใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกไว้ได้แตกตัวจากทวีปแอนตาร์กติกา
  • โลกร้อนทำเชื้อร้ายในดินเยือกแข็งขั้วโลกฟื้นคืนชีพ
ตามปกติแล้ว แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาด จะสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ถึง 90% แต่แผ่นน้ำแข็งที่กลายเป็นปื้นดำจากสาหร่าย จะสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้เพียง 35% ในบางจุดที่ดำเข้มอาจสะท้อนได้เพียง 1% เท่านั้น




ทั้งนี้ แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์เป็นแผ่นน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกเหนือ มีความหนาสูงสุดถึง 3 กิโลเมตร และในปัจจุบันอัตราการละลายของแผ่นน้ำแข็งนี้อยู่ในสัดส่วนที่เพิ่มระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 1 มิลลิเมตร แต่ถ้าหากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายลงทั้งหมด จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นราว 7 เมตร โดยปัจจุบันแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์กำลังบางลงเนื่องจากมีปริมาณหิมะที่ตกมาทับถมในฤดูหนาวไม่เพียงพอที่จะทดแทนอัตราการละลายของน้ำแข็งได้

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการข้างต้น วางแผนจะศึกษาถึงผลกระทบที่สาหร่ายหลากชนิดเติบโตบนพื้นผิวแผ่นน้ำแข็ง เพื่อนำมาเป็นปัจจัยในการคำนวณว่า สาหร่ายที่กำลังแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็วนี้จะส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายมากขึ้นจนเพิ่มระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำปัจจัยเรื่องสาหร่ายนี้มาร่วมพิจารณาด้วย

ก่อนหน้านี้ ผลการวิจัยของคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (IPCC) เมื่อปี 2013 คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นอย่างมากที่สุด 98 เซนติเมตร ในช่วงสิ้นสุดศตวรรษนี้ แต่งานวิจัยดังกล่าวไม่ได้นำเรื่องของสภาพแผ่นน้ำแข็งที่ทรุดโทรมจนละลายเร็วขึ้นในกรีนแลนด์มาร่วมพิจารณา


เผยโฉม "ลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทย" เกิดเพิ่มในธรรมชาติอีก 4 ตัว



เผยโฉม "ลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทย" เกิดเพิ่มในธรรมชาติอีก 4 ตัว



ข่าวดีนกกระเรียนพันธ์ุไทย ให้ลูกเพิ่มอีก 4 ตัวที่สุขภาพแข็งแรง โดย 2 ตัวเกิดที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแสงเหนือ ส่วนอีก 2 ตัวเกิดที่อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ จากพ่อแม่พันธุ์ที่นำปล่อยคืนถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟชบุ๊กของโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ องค์การสวนสัตว์ ได้เผยแพร่ความคืบหน้าของนกกระเรียนพันธุ์ไทย โดยเผยข่าวดีเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า มีลูกนกระเรียนพันธุ์ไทย จำนวน 2 ตัว ที่เกิดใหม่เมื่อวันที่ 13 ส.ค.นี้ และ 15 ส.ค.นี้ ในกรงเพาะขยายพันธุ์ บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแสงเหนือ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการอวดโฉมหลังวันแม่เพียงแค่ 1 วัน



ข่าวดีนกกระเรียนพันธ์ุไทย ให้ลูกเพิ่มอีก 4 ตัวที่สุขภาพแข็งแรง โดย 2 ตัวเกิดที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแสงเหนือ ส่วนอีก 2 ตัวเกิดที่อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ จากพ่อแม่พันธุ์ที่นำปล่อยคืนถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟชบุ๊กของโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ องค์การสวนสัตว์ ได้เผยแพร่ความคืบหน้าของนกกระเรียนพันธุ์ไทย โดยเผยข่าวดีเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า มีลูกนกระเรียนพันธุ์ไทย จำนวน 2 ตัว ที่เกิดใหม่เมื่อวันที่ 13 ส.ค.นี้ และ 15 ส.ค.นี้ ในกรงเพาะขยายพันธุ์ บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแสงเหนือ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการอวดโฉมหลังวันแม่เพียงแค่ 1 วัน


ต่อมาวันที่ 17 ส.ค.นี้ ยังได้ภาพของลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทยในธรรมชาติรังแรกของปี 2560 ฟักแล้ว เมื่อวันที่ 2 ส.ค.นี้ จำนวน 2 ตัว อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ จากแม่พันธุ์ ID 236 และพ่อพันธุ์ ID 224 คู่เมล่อน ปัจจุบัน ยังมีชีวิตรอด 2 ตัว และอายุประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนหน้านี้องค์การสวนสัตว์ ได้นำพ่อแม่พันธุ์นกกระเรียนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจากกรงในสวนสัตว์นครราชสีมา ไปปล่อยคืนธรรมชาติ นำพื้นที่จ.บุรีรัมย์ เมื่อปี 2555 ทดแทนการสูญพันธ์จากธรรมชาติ จนช่วงปีนี้ พบนกสามารถทำรังวางไข่ และมีลูกตามธรรมชาติได้แล้ว

สำหรับนกกระเรียนไทยเป็นสัตว์ป่าสงวนหนึ่งใน 16 ชนิด ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 สถานะภาพปัจจุบันจัดเป็นสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว ประเทศไทยพบนกกระเรียนในธรรมชาติครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2511 ที่บริเวณชายแดนติดกับกัมพูชา จนกระทั่งมีข่าวดีว่ากับทีมวิจัยในปี 2559 มีรายงานพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่ปล่อยคืนถิ่น สามารถจับคู่ ทำรัง วางไข่ และมีลูกนกเกิดในธรรมชาติตัวแรกในนาข้าว ซึ่งมีภาพถ่ายลูกนกในช่วงเดือน ก.ย.2559 ในแปลงนาข้าวของนางเกษร บุญอารีย์ ในต.สะแกโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ จึงตั้งชื่อ “นาข้าว” ส่วนอีกตัวชื่อ “มะพร้าว” เกิดเดือน ส.ค.2559


สำหรับนกกระเรียนไทยเป็นสัตว์ป่าสงวนหนึ่งใน 16 ชนิด ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 สถานะภาพปัจจุบันจัดเป็นสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว ประเทศไทยพบนกกระเรียนในธรรมชาติครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2511 ที่บริเวณชายแดนติดกับกัมพูชา จนกระทั่งมีข่าวดีว่ากับทีมวิจัยในปี 2559 มีรายงานพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่ปล่อยคืนถิ่น สามารถจับคู่ ทำรัง วางไข่ และมีลูกนกเกิดในธรรมชาติตัวแรกในนาข้าว ซึ่งมีภาพถ่ายลูกนกในช่วงเดือน ก.ย.2559 ในแปลงนาข้าวของนางเกษร บุญอารีย์ ในต.สะแกโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ จึงตั้งชื่อ “นาข้าว” ส่วนอีกตัวชื่อ “มะพร้าว” เกิดเดือน ส.ค.2559


และล่าสุดมีลูกนกที่ปล่อยตามธรรมชาติในปี 2560 อีก 2 ตัว และในกรงเลี้ยงอีก 2 ตัวรวมเป็น 4 ตัวสำหรับช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิชาการ เสนอปลด "นกกระเรียนพันธุ์ไทย"พ้นบัญชีสูญพันธุ์ หลังเจอลูกนกเกิดใหม่ 2 ตัว ครั้งแรกรอบ 50 ปี



Credit : ThaiPBS

จีนผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทะลุเป้าปี 2563 สำเร็จแล้ว



รายงานจากทบวงพลังงานของรัฐบาลจีนระบุว่าจีนสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่าสองเท่าจากที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2563 ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์ขึ้นใหม่จำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมหาศาล




รายงานจากทบวงพลังงานของรัฐบาลจีนระบุว่าจีนสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่าสองเท่าจากที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2563 ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์ขึ้นใหม่จำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมหาศาล





ในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมปีนี้ จีนสามารถกักเก็บไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึงกว่า 112 กิกะวัตต์ หลังจากที่ติดตั้งแผงโซลาร์ที่ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 35 กิกะวัตต์ภายในเวลาเพียงเจ็ดเดือน ซึ่งนับเป็นปริมาณการติดตั้งที่มากกว่าประเทศอื่นๆในปี 2559 กว่าสองเท่าตัว

ด้วยเหตุนี้เอง ปริมาณการกักเก็บไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของจีนในขณะนี้จึงทะลุเป้าปี 2563 ซึ่งรัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ที่ 105 กิกะวัตต์เมื่อปีที่แล้ว

ข่าวนี้อาจก่อให้เกิดสถานการณ์ที่น่าสับสนต่อวงการอุตสาหกรรมได้ เพราะจากหลายปีที่มีการเก็บข้อมูลการติดตั้งแผงโซลาร์ พบว่าไม่มีการตั้งเป้าทางพลังงานแสงอาทิตย์ใดๆไว้ ทว่าทางสำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติ (NEA) ของจีนได้ดำเนินการตั้งเป้าการติดตั้งแผงโซลาร์ประจำปีที่ท้าทายกว่าเดิมขึ้นใหม่

โดยจากเป้าหมายเหล่านี้ เล็งว่าจะเพิ่มปริมาณการกักเก็บไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้เพิ่มสูงขึ้นถึง 213 กิกะวัตต์ในปี 2563 ซึ่งมากกว่าปริมาณความจุปัจจุบันของสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่าตัว

เป้าหมายนี้ยังหมายถึงการใช้พื้นที่ครอบคลุมราว 1,500 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดเทียบเท่ากับเกรเทอร์ลอนดอน เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์

โดยอัตราการเติบโตปัจจุบันชี้ว่า จีนอาจสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทะลุเป้าหมายใหม่ที่สูงขึ้นได้สำเร็จเสียด้วยซ้ำ

ด้านพลังงานลมเองก็กำลังไปได้ดีเช่นกัน
จีนกำลังอยู่ระหว่างการติดตั้งกังหันลมบนฝั่งเพื่อให้สามารถกักเก็บไฟฟ้าพลังงานลมได้อย่างต่ำ 110.4 กิกะวัตต์ภายในอีกสามปีข้างหน้า




ที่มา : http://www.greenpeace.org

หมีขั้วโลกชี้สัญญาณอาร์กติกกำลังเปลี่ยน




หมีขั้วโลกชี้สัญญาณอาร์กติกกำลังเปลี่ยน





ภาพที่ชวนให้นักท่องเที่ยวบนเรือนำเที่ยวต้องตื่นเต้นขณะล่อง ไปถึงฝั่งตะวันออกของขั้วโลกเหนือ หรือแถบอาร์กติกฝั่งรัสเซีย นั่นคือฝูงหมีขั้วโลกกำลังรุมแทะซากปลาวาฬอย่างเอร็ดอร่อย โดยรอบนั้นก็มีเหล่าครอบครัวของหมีขั้วโลกพักอาศัยอยู่ใกล้ๆ ซึ่งนายอเล็กซานเดอร์ กรูซเดฟ ผู้อำนวยการเขตอนุรักษ์ธรรมชาติของเกาะแรงเกิล เผยว่า นี่เป็นสถานการณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใคร

เหตุการณ์นี้นักวิทยาศาสตร์เผยว่ามีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และน้ำแข็งขั้วโลกเหนือซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของหมีเหล่านี้กำลังละลาย ทำให้พวกมันต้องใช้เวลานานในการเดินทาง มีชีวิตอยู่บนบกมากกว่าเดิม กระทั่งมีจำนวนหมีหนาแน่นมากขึ้นบนชายฝั่ง ทำให้พวกมันต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในการหาอาหาร จนบางครั้งหมีที่หิวโหยก็เข้าไปขโมยอาหารของมนุษย์ในหมู่บ้าน 

เกาะแรงเกิลนับเป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิด นกในเขตอาร์กติกทั้งหมดจะมาวางไข่ที่เกาะแห่งนี้ และช่วงหลังที่น้ำแข็งละลายหมีขั้วโลกจะมาอยู่ที่นี่ในช่วงเดือน ส.ค.-พ.ย. ต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนนี้ ที่หมีขั้วโลกจะใช้เวลาอยู่เพียงแค่ 1 เดือน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ฤดูใบไม้ร่วงนี้สังเกตพบหมีจำนวน 589 ตัว ขณะที่ก่อนหน้านี้พบเพียง 200-300 ตัว อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่ก็ต้องมีการจัดการที่ดีขึ้นสำหรับหมีขั้วโลก.





ที่มา : https://www.thairath.co.th


ผสมเทียมปะการังต่อชีวิตเกรทแบร์ริเออร์รีฟ




ผสมเทียมปะการังต่อชีวิตเกรทแบร์ริเออร์รีฟ





คณะนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียพยายามแก้วิกฤตฟอกขาวที่กำลังเป็นภัยคุกคามสำคัญของแนวปะการังเกรทแบร์ริเออร์รีฟ ด้วยการผสมเทียมปะการังในที่เพาะพันธุ์แบบปิด เลี้ยงจนโต แล้วนำกลับไปปล่อยในบริเวณที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาปะการังฟอกขาว

โครงการวิจัยนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิเกรทแบร์ริเออร์รีฟ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จะเก็บไข่และน้ำเชื้อจากปะการังตามธรรมชาติ แล้วนำมาเพาะพันธุ์ในแท็งก์น้ำ เมื่อโตได้ที่ก็นำกลับไปปล่อยในทะเลเพื่อให้ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ และช่วยเพิ่มสิ่งมีชีวิตรอบระบบนิเวศน์ดังกล่าวต่อไป

แนวปะการังเกรทแบร์ริเออร์รีฟ ประกอบไปด้วยแนวปะการังย่อยและเกาะปะการังราว 900 แห่งที่ทอดตัวยาวในทะเลทางตะวันออกของรัฐควีนส์แลนด์เป็นระยะทางถึงกว่า 2,300 กิโลเมตร และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1981 เนื่องจากเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม นับแต่ปี 1998 เป็นต้นมา แนวปะการังแห่งนี้ได้เกิดการฟอกขาวครั้งใหญ่ขึ้นแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง โดยอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นเนื่องจากดูดซับความร้อนจากบรรยากาศโลก ทำให้ปะการังเกิดภาวะเครียดและขับเอาสาหร่ายซูแซนเทลลีซึ่งอาศัยในปะการังและเป็นตัวสร้างสีออกไป จนปะการังกลายเป็นสีขาว ปะการังที่ฟอกขาวแล้วสามารถฟื้นตัวได้หากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ต้องใช้เวลาหลายสิบปี แต่หากเกิดการฟอกขาวติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ปะการังตายได้




ที่มา : http://www.bbc.com/thai/features-42351674

จับตา "รอยเลื่อนสะกาย" เสี่ยงแผ่นดินไหวเมียนมา กระทบตึกสูง




จับตา "รอยเลื่อนสะกาย" เสี่ยงแผ่นดินไหวเมียนมา กระทบตึกสูง





ผู้อำนวยการส่วนวิจัยรอยเลื่อนมีพลัง ระบุแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกในเมียนมา ไม่มีผลกระทบต่อไทย มีเพียงตึกสูงที่รับรู้แรงสั่นสะเทือน พร้อมเฝ้าระวังรอยเลื่อนสะกายในเมียนมา เสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว ขนาด 7

วันนี้ (14 ม.ค.2561) นายสุวิทย์ โคสุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนวิจัยรอยเลื่อนมีพลัง สำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยกรณีเกิดแผ่นดินไหวเมียนมา ขนาด 3-6 เกือบ 30 ครั้ง ล่าสุดวันนี้ เวลา 06.27 น. ว่า กรณีนี้เป็นอาฟเตอร์ช็อก ขนาดแรงสุดอยู่ที่ 6 เกิดจากแขนงของรอยเลื่อนสะกายในเมียนมา บริเวณฝั่งตะวันตกห่างจากรอยเลื่อนสะกาย 20-30 กิโลเมตร ซึ่งขนาดของอาฟเตอร์ช็อกจะลดลงเรื่อยๆ อยู่ที่ขนาด 3-5 โดยไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยและรอยเลื่อนในไทย มีเพียงตึกสูงในจังหวัดทางภาคเหนือ รวมทั้งกรุงเทพฯ ที่รับรู้แรงสั่นสะเทือน

ผู้อำนวยการส่วนวิจัยรอยเลื่อนมีพลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องติดตามและเฝ้าระวังรอยเลื่อนสะกาย เนื่องจากมีความเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว ขนาด 7 แต่ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด หากเกิดขึ้นจริงจะมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ คือ บริเวณย่างกุ้งและเนปิดอว์ ส่วนประเทศไทยจะได้รับผลกระทบบริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก จ.ลำปาง และตึกสูงในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา เวลา 01.26 น. เกิดแผ่นดินไหวบนบกขนาด 5.9 ระดับความลึก 10 กม. ศูนย์กลางบริเวณเมืองพยู ตอนกลางของประเทศเมียนมา สาเหตุเกิดจากการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกาย (Sagiang Fault) วางตัวในแนว NNW-SSE เป็นรอยเลื่อนย้อน (Reverse Fault) รอยเลื่อนสะกายเป็นรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกพม่าตะวันตก (Western Burma Plate) กับ แผ่นเปลือกโลกฉานไทย (Shan-Thai Plate) ด้วยอัตราการเลื่อนตัว 20 มิลลิเมตรต่อปี โดยได้เกิดแผ่นดินไหวตาม (Aftershocks) ขนาดตั้งแต่ 3.2 – 5.2 จำนวน 12 ครั้ง ทั้งนี้ เคยเกิดแผ่นดินไหวบริเวณใกล้เคียงมาแล้ว เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2559 ขนาด 6.8 ศูนย์กลางบริเวณเมืองมะเกว เขตสะกาย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และเจดีย์หลายแห่งในเมืองพุกามได้รับความเสียหาย

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย เนื่องจากแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีชาวบ้านพักอาศัย อยู่ประปราย ระหว่างกรุงเนปิดอว์และเมืองย่างกุ้ง ห่างจากทั้ง 2 เมือง ประมาณ 150 กิโลเมตร ศูนย์กลางแผ่นดินไหวดังกล่าวห่างจาก อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 225 กิโลเมตร ประชาชนในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.ตาก จ.นนทบุรี และกรุงเทพฯ รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน




ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/

22 อ่างเก็บน้ำเสี่ยง! ต้องปรับปรุงในจ.สกลนคร อายุมากที่สุด 62 ปี




22 อ่างเก็บน้ำเสี่ยง! ต้องปรับปรุงในจ.สกลนคร อายุมากที่สุด 62 ปี





กรมชลประทาน สรุปผลการสำรวจสถานภาพอ่างเก็บน้ำเสี่ยงใช้งาน อายุระหว่าง 20-62 ปี ในจ.สกนคร เพื่อเตรียมปรับปรุงให้มีความพร้อมในการใช้งาน สนองพระราชกระแส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นห่วงเรื่องความเสี่ยง เริ่มที่มีความพร้อมช่วงปี 2561-2562

วันนี้( 9 ม.ค.2561) นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชกระแส ให้กรมชลประทาน เร่งรัดออกแบบปรับปรุงเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับอ่างเก็บน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 22 แห่งที่อยู่ในสภาพเก่า เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบเช่นเดียวกับเขื่อนห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนคร ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนสันเขื่อนพังในช่วงที่เกิดพายุเซินกาเมื่อปี 2560

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้สนองพระราชกระแสอย่างเร่งด่วน สำรวจสถานภาพของอ่างเก็บน้ำทั้ง 22 แห่งในจ.สกลนคร แล้วเสร็จพบว่ามีอายุการใช้งานเฉลี่ย 30 ปีขึ้นไปและมากที่สุด 62 ปี คืออ่างเก็บน้ำภูเพ็ก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ความจุ 2.7 ล้านลูกบาศก์เมตร และอายุการใช้งานน้อยสุด 12 ปีคืออ่างเก็บน้ำห้วยแหน่ง อ.ภูพาน จ.สกลนคร ความจุ 600 ลูกบาศก์เมตร 

รองอธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า ส่วนใหญ่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง ความจุตั้ง 300 ลูกบาศก์เมตร -2.7 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากมีอายุการใช้งานมานาน ทำให้ศักยภาพการเก็บน้ำมีน้อยลง เนื่องจากมีตะกอนลงไปทับถมจำนวนมาก 

พบจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหากรณีที่ต้องเร่งระบายน้ำฉุกเฉิน เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านกายภาพของอ่างเก็บน้ำ เบื้องต้นแนวทางการปรับปรุง เช่น การเพิ่มความสูงของระยะพ้นน้ำ การปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเดิม การก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน การปรับปรุงรางระบายน้ำด้านท้ายทำนบดิน ซึ่งทั้งหมดนี้มีการทำแผนเสนอของจาก กปร.3 โครงการ ในช่วงปี 2561 ทั้งนี้หลังจากสำรวจออกแบบแล้วเสร็จ จึงจะสามารถตั้งงบประมาณในการปรับปรุงได้ 






กรมชลประทาน สรุปผลการสำรวจสถานภาพอ่างเก็บน้ำเสี่ยงใช้งาน อายุระหว่าง 20-62 ปี ในจ.สกนคร เพื่อเตรียมปรับปรุงให้มีความพร้อมในการใช้งาน สนองพระราชกระแส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นห่วงเรื่องความเสี่ยง เริ่มที่มีความพร้อมช่วงปี 2561-2562

วันนี้( 9 ม.ค.2561) นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชกระแส ให้กรมชลประทาน เร่งรัดออกแบบปรับปรุงเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับอ่างเก็บน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 22 แห่งที่อยู่ในสภาพเก่า เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบเช่นเดียวกับเขื่อนห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนคร ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนสันเขื่อนพังในช่วงที่เกิดพายุเซินกาเมื่อปี 2560

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้สนองพระราชกระแสอย่างเร่งด่วน สำรวจสถานภาพของอ่างเก็บน้ำทั้ง 22 แห่งในจ.สกลนคร แล้วเสร็จพบว่ามีอายุการใช้งานเฉลี่ย 30 ปีขึ้นไปและมากที่สุด 62 ปี คืออ่างเก็บน้ำภูเพ็ก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ความจุ 2.7 ล้านลูกบาศก์เมตร และอายุการใช้งานน้อยสุด 12 ปีคืออ่างเก็บน้ำห้วยแหน่ง อ.ภูพาน จ.สกลนคร ความจุ 600 ลูกบาศก์เมตร 

รองอธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า ส่วนใหญ่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง ความจุตั้ง 300 ลูกบาศก์เมตร -2.7 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากมีอายุการใช้งานมานาน ทำให้ศักยภาพการเก็บน้ำมีน้อยลง เนื่องจากมีตะกอนลงไปทับถมจำนวนมาก 

พบจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหากรณีที่ต้องเร่งระบายน้ำฉุกเฉิน เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านกายภาพของอ่างเก็บน้ำ เบื้องต้นแนวทางการปรับปรุง เช่น การเพิ่มความสูงของระยะพ้นน้ำ การปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเดิม การก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน การปรับปรุงรางระบายน้ำด้านท้ายทำนบดิน ซึ่งทั้งหมดนี้มีการทำแผนเสนอของจาก กปร.3 โครงการ ในช่วงปี 2561 ทั้งนี้หลังจากสำรวจออกแบบแล้วเสร็จ จึงจะสามารถตั้งงบประมาณในการปรับปรุงได้ 



ภาพ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง

10 อันดับอ่างเก็บน้ำที่ต้องเร่งปรับปรุง 
จากการสำรวจทั้ง 22 อ่างเก็บน้ำต้องปรับปรุง ในจำนวนนี้เขื่อนที่มีอายุมากสุด 62 ปี โดยกรมชลประทาน

1.อ่างเก็บน้ำภูเพ็ก อ.พรรณานิคม อายุ 62 ปี ต้องปรับปรุงตัวทำนบดินที่ชำรุดเสียหาย และใช้หินทิ้งป้องกันการกัดเซาะทั้งด้านหน้าเขื่อนและด้านท้ายเขื่อน ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ อยู่ระหว่างออกแบบดำเนินการโดยสำนักออกแบบวิศวกรรมฯ กรมชลประทาน

2.อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง อ.สว่างแดนดิน อายุ 50 ปี  ต้องปรับปรุงตัวทำนบดินที่ชำรุดเสียหาย และใช้หินทิ้งป้องกันการกัดเซาะทั้งด้านหน้า เขื่อนและด้านท้ายเขื่อน2. ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความมจุเต็มศักยภาพ

3.อ่างเก็บน้ำห้วยหาด อ.ส่องดาว อายุ 36 ปี ต้อง ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ เพิ่มอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินบริเวณAbutment ฝั่งขวา ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ"อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้วเสร็จ ม.ค. 61

4.อ่างเก็บน้ำคำมะโคตร อ.ส่องดาว อายุ 35 ปี ต้องปรับปรุงอาคารท่อส่งน้ำทั้งสองแห่ง ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ ก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน บริเวณ Abutment ฝั่งซ้าย ปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นให้สามารถระบายน้ำปริมาณน้ำสูงสุดที่รอบปีการเกิดซ้ำ
50 ปี อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้ว เสร็จ ก.พ. 61

5.อ่างเก็บน้ำห้วยนกเค้า อ.เจริญศิลป์ อายุ 34 ปี ต้องปรับปรุงด้านท้ายอาคารทางระบายน้ำล้น
โดยใช้ Gabion เพื่อป้องกันการกัดเซาะ เพิ่ม Emergency Spillway ปรับปรุงผิวทางเป็น Asphaltic Concrete อยู่ระหว่างออกแบบ ดำเนินการโดยสำนักออกแบบวิศวกรรมฯ
กรมชลประทาน




ภาพ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง

10 อันดับอ่างเก็บน้ำที่ต้องเร่งปรับปรุง 
จากการสำรวจทั้ง 22 อ่างเก็บน้ำต้องปรับปรุง ในจำนวนนี้เขื่อนที่มีอายุมากสุด 62 ปี โดยกรมชลประทาน

1.อ่างเก็บน้ำภูเพ็ก อ.พรรณานิคม อายุ 62 ปี ต้องปรับปรุงตัวทำนบดินที่ชำรุดเสียหาย และใช้หินทิ้งป้องกันการกัดเซาะทั้งด้านหน้าเขื่อนและด้านท้ายเขื่อน ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ อยู่ระหว่างออกแบบดำเนินการโดยสำนักออกแบบวิศวกรรมฯ กรมชลประทาน

2.อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง อ.สว่างแดนดิน อายุ 50 ปี  ต้องปรับปรุงตัวทำนบดินที่ชำรุดเสียหาย และใช้หินทิ้งป้องกันการกัดเซาะทั้งด้านหน้า เขื่อนและด้านท้ายเขื่อน2. ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความมจุเต็มศักยภาพ

3.อ่างเก็บน้ำห้วยหาด อ.ส่องดาว อายุ 36 ปี ต้อง ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ เพิ่มอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินบริเวณAbutment ฝั่งขวา ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ"อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้วเสร็จ ม.ค. 61

4.อ่างเก็บน้ำคำมะโคตร อ.ส่องดาว อายุ 35 ปี ต้องปรับปรุงอาคารท่อส่งน้ำทั้งสองแห่ง ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ ก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน บริเวณ Abutment ฝั่งซ้าย ปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นให้สามารถระบายน้ำปริมาณน้ำสูงสุดที่รอบปีการเกิดซ้ำ
50 ปี อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้ว เสร็จ ก.พ. 61

5.อ่างเก็บน้ำห้วยนกเค้า อ.เจริญศิลป์ อายุ 34 ปี ต้องปรับปรุงด้านท้ายอาคารทางระบายน้ำล้น
โดยใช้ Gabion เพื่อป้องกันการกัดเซาะ เพิ่ม Emergency Spillway ปรับปรุงผิวทางเป็น Asphaltic Concrete อยู่ระหว่างออกแบบ ดำเนินการโดยสำนักออกแบบวิศวกรรมฯ
กรมชลประทาน





6.อ่างเก็บน้ำน้ำซับ 3 อ.สว่างแดนดิน อายุ 33 ปี  ต้องขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพเพิ่มอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินบริเวณ Abutment ฝั่งซ้าย ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ อยู่ระหว่างขอรับการสนับสนุนงบประมาณ

7.อ่างเก็บน้ำหนองไผ่ 2 อ.สว่างแดนดิน อายุ 32 ปี อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้วเสร็จ ก.พ. 61

8.อ่างเก็บน้ำภูน้อย อ.ส่องดาว อายุ  32 ปี อยู่ระหว่างการจัดทำประมาณการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบจากกปร.ปี 61

9.ปรับปรุงฝายต้นน้ำ อ.สว่างแดนดิน อายุ 30 ปี ต้องก่อสร้างอาคารบังคับน้ำแบบมีบานปิด-เปิด บริ เวณจุดที่น้ำไหลลงอ่างน้ำซับ 3  ขุดลอกด้านท้ายอาคารบังคับน้ำที่จะก่อสร้างพร้อมดาดคอนกรีต ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ อยู่ระหว่างการจัดทำประมาณการขอรับการสนับสนุนงบ กปร. 

10.อ่างเก็บน้ำหนองแปน 1 อ.เจริญศิลป์ อายุ 29 ปี  ต้องขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ
เพิ่มอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินบริเวณ Abutment ฝั่งขวา ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิมเพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้วเสร็จ ม.ค. 61

นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำอีก 12 แห่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านแพงตอนบน  อ่างเก็บน้ำห้วยแหน่ง  อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหยาด อ่างเก็บน้ำบ้านหนองแปน 2  อ่างเก็บน้ำหนองบัวแพ อ่างเก็บน้ำวังกอไผ่ อ่างเก็บน้ำบ้านหนองแปน 1  อ่างเก็บน้ำน้ำซับ 4  อ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน  อ่างเก็บน้ำห้วยคำบาก



ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/

อากาศแปรปรวน ขยับ “อากาศหนาวเย็น” อีสาน -เหนือ- กทม. ถึงวันที่ 6 ก.พ.




อากาศแปรปรวน ขยับ “อากาศหนาวเย็น” อีสาน -เหนือ- กทม. ถึงวันที่ 6 ก.พ.





วันที่ 30 มกราคม - 6 กุมภาพันธ์ 2561 ไทยตอนบนจะมีสภาพอากาศแปรปรวนโดยมีฝนฟ้าคะนองและอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาฯ ขณะที่ภาคใต้มีฝนตกหนักและคลื่นลมแรง ขอให้ประชาชนดูแสสุขภาพ

วันนี้ (30 ม.ค.2561) เวลา 11.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศสภาพอากาศแปรปรวน บริเวณประเทศไทยตอนบนกับฝนตกหนัก และคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ ฉบับที่ 15 ซึ่งจะมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม - วันที่ 6 กุมภาพันธ์

ในช่วงวันที่ 30 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2561 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีสภาพอากาศแปรปรวนโดยมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นและอุณหภูมิจะลดลง 1 – 3 องศาเซลเซียส เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีน ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้แล้ว ส่วนภาคเหนือมีลมตะวันตกพัดเข้ามาปกคลุมทำให้ยังคงมีอากาศหนาวเย็น

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 2 - 6 กุมภาพันธ์ 2561 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่องและอุณหภูมิจะลดลงได้อีก 3-5 องศาเซลเซียส สำหรับภาคใต้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น

ขอให้ประชาชนดูแสสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเกษตรกรควรระวังความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

ส่วนในช่วงวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2561 บริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง



ที่มา : http://news.thaipbs.or.th

ชี้แผ่นดินไหว 6.4 " ไต้หวัน" เกิดการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมแนวดิ่งแบบย้อน




ชี้แผ่นดินไหว 6.4 " ไต้หวัน" เกิดการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมแนวดิ่งแบบย้อน




วิเคราะห์แผ่นดินไหวขนาด 6.4 ที่เมืองหัวเหลียน ไต้หวัน เกิดจากการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมผสานแนวดิ่งแบบย้อน เนื่องจากตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลก 3 แผ่น มีรายงานอาคารถล่ม มีผู้เสียชีวิต 2 บาดเจ็บกว่า 200 คน

วันนี้ (7 ก.พ.2561) กรมทรัพยากรธรณี รายงานกรณีแผ่นดินไหววานนี้ (6 ก.พ.)ที่ประเทศไต้หวัน ขนาด 6.4 เมื่อเวลา 22.50 น.ตามเวลาประเทศไทย ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร ศูนย์กลางทางตะวันออกเฉียงเหนือระยะทาง 22 กิโลเมตร ของเมืองหัวเหลียน ไต้หวัน 

สาเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมผสานแนวดิ่งแบบย้อน (Oblique strike-slip fault) ซึ่งเกาะใต้หวัน ตั้งอยู่บนเปลือกโลกที่มีความซับซ้อน มีการตัดกันของเปลือกโลกสามแผ่นคือ แผ่นทะเลฟิลิปปิน แผ่นยูเรเชีย และแผ่นซุนดา และแผ่นดินไหวครั้งอยู่เกิดอยู่ใกล้กับโซนการมุดตัว Ryukyu (The Ryukyu subduction zone)





วิเคราะห์แผ่นดินไหวขนาด 6.4 ที่เมืองหัวเหลียน ไต้หวัน เกิดจากการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมผสานแนวดิ่งแบบย้อน เนื่องจากตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลก 3 แผ่น มีรายงานอาคารถล่ม มีผู้เสียชีวิต 2 บาดเจ็บกว่า 200 คน

วันนี้ (7 ก.พ.2561) กรมทรัพยากรธรณี รายงานกรณีแผ่นดินไหววานนี้ (6 ก.พ.)ที่ประเทศไต้หวัน ขนาด 6.4 เมื่อเวลา 22.50 น.ตามเวลาประเทศไทย ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร ศูนย์กลางทางตะวันออกเฉียงเหนือระยะทาง 22 กิโลเมตร ของเมืองหัวเหลียน ไต้หวัน 

สาเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมผสานแนวดิ่งแบบย้อน (Oblique strike-slip fault) ซึ่งเกาะใต้หวัน ตั้งอยู่บนเปลือกโลกที่มีความซับซ้อน มีการตัดกันของเปลือกโลกสามแผ่นคือ แผ่นทะเลฟิลิปปิน แผ่นยูเรเชีย และแผ่นซุนดา และแผ่นดินไหวครั้งอยู่เกิดอยู่ใกล้กับโซนการมุดตัว Ryukyu (The Ryukyu subduction zone)





เกิดแผ่นดินไหวตาม หรืออาฟเตอร์ช็อก ขนาด 4.7-5.4 จำนวน 10 ครั้ง แผ่นดินไหวขนาด 6.4 นี้ นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์ในพื้นที่นี้ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 3 ก.พ. ขนาด 4.8 และแผ่นดินไหวตาม เกิดขึ้นต่อเนื่อง 19 ครั้ง และวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ขนาด 6.1 เกิดแบบรอยเลื่อนย้อน (Thrust-type falling) และล่าสุดวานนี้ (6 ก.พ.) ขนาด 6.4

ซึ่งความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ เบื้องต้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 214 คน และมีประชาชนติดอยู่ในอาคารจำนวนมาก ทั้งนี้อาคารของหน่วยงานดับเพลิงแห่งชาติ หน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งโรงแรม และโรงพยบาลได้รับความเสียหาย โดยหน่วยกู้ภัยเร่งช่วยประชาชนออกจากอาคาร 






เกิดแผ่นดินไหวตาม หรืออาฟเตอร์ช็อก ขนาด 4.7-5.4 จำนวน 10 ครั้ง แผ่นดินไหวขนาด 6.4 นี้ นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์ในพื้นที่นี้ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 3 ก.พ. ขนาด 4.8 และแผ่นดินไหวตาม เกิดขึ้นต่อเนื่อง 19 ครั้ง และวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ขนาด 6.1 เกิดแบบรอยเลื่อนย้อน (Thrust-type falling) และล่าสุดวานนี้ (6 ก.พ.) ขนาด 6.4

ซึ่งความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ เบื้องต้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 214 คน และมีประชาชนติดอยู่ในอาคารจำนวนมาก ทั้งนี้อาคารของหน่วยงานดับเพลิงแห่งชาติ หน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งโรงแรม และโรงพยบาลได้รับความเสียหาย โดยหน่วยกู้ภัยเร่งช่วยประชาชนออกจากอาคาร 







ที่มา : http://news.thaipbs.or.th

ลิงที่เกิดจากการโคลน 2 ตัวแรกของโลก





ลิงที่เกิดจากการโคลน 2 ตัวแรกของโลก






นักวิทยาศาสตร์ในจีนประสบความสำเร็จในการโคลนลิง 2 ตัว ด้วยการใช้เทคนิคเดียวกันกับที่ใช้โคลนแกะดอลลีในปี 1996 ลิงแสมหางยาว 2 ตัวที่เป็นแฝดเหมือนมีชื่อว่า จงจง และหัวหัว พวกมันเกิดในห้องปฏิบัติการในนครเซี่ยงไฮ้ กระบวนการนี้ได้รับการคาดหวังว่าจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าในโรคที่เกิดในมนุษย์มากขึ้น และเป็นผลดีต่อการวิจัย

เทคนิคที่ใช้โคลนลิง 2 ตัวนี้เรียกว่า วิธีย้ายฝากนิวเคลียสของเซลล์ร่างกายที่ไม่ใช่เซลล์สืบพันธุ์ (somatic cell nuclear transfer) เป็นการนำดีเอ็นเอจากนิวเคลียสของเซลล์ในร่างกายซึ่งไม่ใช่เซลล์สืบพันธุ์ ไปใส่ไว้ในเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียของผู้บริจาคซึ่งถูกตัดต่อนำดีเอ็นเอออก จากนั้นจึงนำตัวอ่อนที่ได้ไปฝังไว้ในสัตว์ที่เป็นแม่อุ้มบุญ

จีนเปิดตัวลิงที่เกิดจากการโคลนคู่แรกของโลก
“โคลนทอง” ควายโคลนนิ่งตัวแรกของโลก
นับตั้งแต่มีการโคลนแกะดอลลี ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เกิดจากการโคลนตัวแรกของโลก มีการโคลนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกหลายชนิด รวมถึงวัว สุกร สุนัข แมว และหนู แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการโคลนสัตว์ประเภทลิง


ที่มา : http://www.bbc.com

‘ยุง’ สายพันธุ์อึด ยิ่งร้อนยิ่งเลเวลอัพ


รู้สึกไหมว่าทุกวันนี้ยุงแข็งแกร่งมากขึ้น ?…

นอกจากจะกัดรุนแรงและถี่ยิบกว่าเดิมแล้ว ยังพบว่ามันสามารถกัดทะลุทะลวงกางเกงยีนส์ หรือเสื้อผ้าหนาๆ จนบ่อยครั้งเราต้องสะดุ้ง

เชื่อหรือไม่ว่าความอึดของยุงนั้นเกี่ยวพันโดยตรงกับอุณหภูมิโลก ?

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ส่งผลต่อพัฒนาการของยุงมานำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้


‘ยุง’ สายพันธุ์อึด ยิ่งร้อนยิ่งเลเวลอัพ


รู้สึกไหมว่าทุกวันนี้ยุงแข็งแกร่งมากขึ้น ?…

นอกจากจะกัดรุนแรงและถี่ยิบกว่าเดิมแล้ว ยังพบว่ามันสามารถกัดทะลุทะลวงกางเกงยีนส์ หรือเสื้อผ้าหนาๆ จนบ่อยครั้งเราต้องสะดุ้ง

เชื่อหรือไม่ว่าความอึดของยุงนั้นเกี่ยวพันโดยตรงกับอุณหภูมิโลก ?

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้รวบรวมข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ส่งผลต่อพัฒนาการของยุงมานำเสนอผ่าน infographic ชิ้นนี้




ที่มา : https://greennews.agency/?p=16504#

แชร์สนั่น ลูกเห็บลูกใหญ่ตกที่สุพรรณบุรี เผยถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ในรอบปี
โซเชียลแชร์เพียบ ปรากฏการณ์ลูกเห็บลูกใหญ่ตกใน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ร่วมครึ่งชั่วโมง เผยถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ในรอบปี

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 มีรายงานว่า เฟซบุ๊ก Thammarong Pramahayokeeได้โพสต์ภาพพร้อมคลิปปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั่นคือลูกเห็บตกในพื้นที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันดังกล่าว หลังจากเกิดพายุลมและมีฝนตกลงมาอย่างหนัก จากนั้นก็มีลูกเห็บขนาดใหญ่ตกลงกระทบกับหลังคาบ้านเรือนประชาชนอย่างแรงคล้ายก้อนหินตกใส่ นานเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ในรอบปี ที่เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติใน อ.อู่ทอง เลยทีเดียว




โซเชียลแชร์เพียบ ปรากฏการณ์ลูกเห็บลูกใหญ่ตกใน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ร่วมครึ่งชั่วโมง เผยถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ในรอบปี

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 มีรายงานว่า เฟซบุ๊ก Thammarong Pramahayokeeได้โพสต์ภาพพร้อมคลิปปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั่นคือลูกเห็บตกในพื้นที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันดังกล่าว หลังจากเกิดพายุลมและมีฝนตกลงมาอย่างหนัก จากนั้นก็มีลูกเห็บขนาดใหญ่ตกลงกระทบกับหลังคาบ้านเรือนประชาชนอย่างแรงคล้ายก้อนหินตกใส่ นานเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ในรอบปี ที่เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติใน อ.อู่ทอง เลยทีเดียว




โซเชียลแชร์เพียบ ปรากฏการณ์ลูกเห็บลูกใหญ่ตกใน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ร่วมครึ่งชั่วโมง เผยถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ในรอบปี

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 มีรายงานว่า เฟซบุ๊ก Thammarong Pramahayokeeได้โพสต์ภาพพร้อมคลิปปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั่นคือลูกเห็บตกในพื้นที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันดังกล่าว หลังจากเกิดพายุลมและมีฝนตกลงมาอย่างหนัก จากนั้นก็มีลูกเห็บขนาดใหญ่ตกลงกระทบกับหลังคาบ้านเรือนประชาชนอย่างแรงคล้ายก้อนหินตกใส่ นานเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ในรอบปี ที่เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติใน อ.อู่ทอง เลยทีเดียว



นักอนุรักษ์ใช้เครื่องมือไฮเทคปกป้องสัตว์ป่า




นักอนุรักษ์ใช้เครื่องมือไฮเทคปกป้องสัตว์ป่า





อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีเกาะกว่า 17,000 แห่ง เป็นป่าฝนเขตร้อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดในโลก ตั้งแต่ตัวนิ่มไปจนถึงลิงอุรังอุตังที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งเป็นที่หมายตาของกลุ่มการค้าผิดกฎหมายซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนมาก การจะรับมือกับองค์กรเหล่านี้ นอกจากต้องมีตัวบทกฎหมายที่แข็งแรงแล้ว ยังต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัยมาช่วยพิทักษ์สัตว์ป่าที่หายากและถูกคุกคาม 

ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าแม้จะมีกฎหมายหลายฉบับที่มุ่งคุ้มครองสัตว์ป่าในอินโดนีเซีย แต่ก็ยังล้าสมัย อีกทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้และตำรวจก็ยังขาดแคลนทรัพยากรและขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่จึงตกเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ ที่สอดส่องเส้นทางการค้าสัตว์ แต่นักอนุรักษ์จากหลายองค์กรก็ไม่ย่อท้อโดยพยายามนำเทคโนโลยีไฮเทคมาช่วย เช่น ทำรหัสบาร์โค้ดของพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ไปจนถึงใช้แอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ที่สามารถระบุการค้าขายสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย เช่น สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ซึ่งทำงานร่วมกับหน่วยงานของอินโดนีเซียในการยับยั้งอาชญากรรมเกี่ยวกับสัตว์ป่า ก็นำซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์แบบเดียวกับที่ใช้ทำแผนที่เครือข่ายกลุ่มอาชญากรมาใช้และดึงข้อมูลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกยึด 

ตรวจสอบหลักฐานอาชญากรรม มาจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตหรือทำอนุกรมวิธานลำดับพันธุกรรมเพื่อระบุชนิดของสัตว์ เมื่อได้ตัวอย่างเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ถูกยึดมา ก็จะสามารถโยงไปยังฐานข้อมูลของรหัสพันธุกรรมที่เก็บไว้ ซึ่งจะช่วยแยกแยะความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์หลักและสายพันธุ์ย่อยที่ไม่เหมือนกัน และจะสามารถติดตามจุดที่มีการล่าสัตว์ รวมถึงเส้นทางการค้าต่างๆได้



ที่มา : https://www.thairath.co.th/

"นาก" ทูตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ เสี่ยงสูญพันธุ์ของโลก




"นาก" ทูตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ เสี่ยงสูญพันธุ์ของโลก





รู้จัก “นาก” ผ่านมุมมองของ “เพชร มโนปวิตร” รองหัวหน้ากลุ่มงานอนุรักษ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ไอยูซีเอ็น) วิเคราะห์วิกฤตสัตว์ผู้ล่าที่ได้รับฉายา “ทูตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ”ท่ามกลางความเสี่ยงการสูญพันธุ์

ประชากร “นาก” ไทยและของโลก
น่าเสียดายว่าเราไม่มีไม่มีข้อมูลประชากรตัวนากในธรรมชาติ รวมทั้งการกระจายพันธุ์ที่ชัดเจน เนื่องจากยังไม่มีการสำรวจอย่างจริงจัง ทั้งที่นาก เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ในไทยมี 4 ชนิดคือ นากเล็กเล็บสั้น นากใหญ่ขนเรียบ นากจมูกขน และนากธรรมดา แต่ตัวที่อาจพบได้ในเขตเมืองมี 2 ชนิดคือ นากใหญ่ขนเรียบ นากเล็กเล็บสั้น

เบื้องต้นกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี เริ่มการศึกษาเก็บข้อมูลของสัตว์ผู้ล่าขนาดเล็ก รวมทั้งเสือปลา สัตว์กลุ่มนาก แต่การสำรวจประชากรยังจำเป็นต้องเก็บข้อมูลเชิงลึก เพื่อประเมินว่าจะมีประชากรเท่าไหร่ในพื้นที่นั้นๆ

ขณะที่ในระดับโลก “นาก” 3 ใน 4 ชนิดถูกขึ้นบัญชีแดงของไอยูซีเอ็น เป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ในระดับโลก หมายความว่าสัตว์กลุ่มนี้มีแนวโน้มประชากรลดลง โดยเฉพาะนากจมูกขน หายากที่สุดของโลก ทั้งนี้ในภาพรวมนาก มีภัยคุกคามหลายอย่าง ทั้งถิ่นที่อยู่อาศัยน้อยลง ภัยคุกคามจากมนุษย์ เรื่องความขัดแย้งที่เข้ามา เช่นการใช้พื้นที่ซ้อนทับกัน และระยะหลัง ภัยคุกคามจากการค้าสัตว์ป่าที่พบว่า ลูกนากเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมขึ้นมาในบ้านเรา

เจอนากในเขตเมือง ทุ่งครุ-บางขุนเทียน บอกอะไร
ข่าวการเจอตัวนากในเขตทุ่งครุ เขตบางขุนเทียน จำนวนเยอะจนถึงขั้นไปขโมยปลาในบ่อเลี้ยงของชาวบ้านกิน เป็นข่าวดี หากจำกันได้ในประเทศสิงคโปร์ การกลับมาของฝูงนาก ถือเป็นความสำเร็จของการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ บริเวณมารีน่า ตรงกลางเมืองสิงคโปร์ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนจะไปเรียนรู้นากอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นในเชิงระบบนิเวศ เรารู้กันอยู่แล้วว่านากเป็นสัตว์ผู้ล่าสูงสุดในระบบนิเวศน์พื้นที่ชุ่มน้ำ การที่เรายังมีนาก เป็นเรื่องน่าดีใจอย่างยิ่ง






รู้จัก “นาก” ผ่านมุมมองของ “เพชร มโนปวิตร” รองหัวหน้ากลุ่มงานอนุรักษ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ไอยูซีเอ็น) วิเคราะห์วิกฤตสัตว์ผู้ล่าที่ได้รับฉายา “ทูตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ”ท่ามกลางความเสี่ยงการสูญพันธุ์

ประชากร “นาก” ไทยและของโลก
น่าเสียดายว่าเราไม่มีไม่มีข้อมูลประชากรตัวนากในธรรมชาติ รวมทั้งการกระจายพันธุ์ที่ชัดเจน เนื่องจากยังไม่มีการสำรวจอย่างจริงจัง ทั้งที่นาก เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ในไทยมี 4 ชนิดคือ นากเล็กเล็บสั้น นากใหญ่ขนเรียบ นากจมูกขน และนากธรรมดา แต่ตัวที่อาจพบได้ในเขตเมืองมี 2 ชนิดคือ นากใหญ่ขนเรียบ นากเล็กเล็บสั้น

เบื้องต้นกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี เริ่มการศึกษาเก็บข้อมูลของสัตว์ผู้ล่าขนาดเล็ก รวมทั้งเสือปลา สัตว์กลุ่มนาก แต่การสำรวจประชากรยังจำเป็นต้องเก็บข้อมูลเชิงลึก เพื่อประเมินว่าจะมีประชากรเท่าไหร่ในพื้นที่นั้นๆ

ขณะที่ในระดับโลก “นาก” 3 ใน 4 ชนิดถูกขึ้นบัญชีแดงของไอยูซีเอ็น เป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ในระดับโลก หมายความว่าสัตว์กลุ่มนี้มีแนวโน้มประชากรลดลง โดยเฉพาะนากจมูกขน หายากที่สุดของโลก ทั้งนี้ในภาพรวมนาก มีภัยคุกคามหลายอย่าง ทั้งถิ่นที่อยู่อาศัยน้อยลง ภัยคุกคามจากมนุษย์ เรื่องความขัดแย้งที่เข้ามา เช่นการใช้พื้นที่ซ้อนทับกัน และระยะหลัง ภัยคุกคามจากการค้าสัตว์ป่าที่พบว่า ลูกนากเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมขึ้นมาในบ้านเรา

เจอนากในเขตเมือง ทุ่งครุ-บางขุนเทียน บอกอะไร
ข่าวการเจอตัวนากในเขตทุ่งครุ เขตบางขุนเทียน จำนวนเยอะจนถึงขั้นไปขโมยปลาในบ่อเลี้ยงของชาวบ้านกิน เป็นข่าวดี หากจำกันได้ในประเทศสิงคโปร์ การกลับมาของฝูงนาก ถือเป็นความสำเร็จของการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ บริเวณมารีน่า ตรงกลางเมืองสิงคโปร์ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนจะไปเรียนรู้นากอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นในเชิงระบบนิเวศ เรารู้กันอยู่แล้วว่านากเป็นสัตว์ผู้ล่าสูงสุดในระบบนิเวศน์พื้นที่ชุ่มน้ำ การที่เรายังมีนาก เป็นเรื่องน่าดีใจอย่างยิ่ง




อยากให้คนทั่วไปเข้าใจว่าการเจอนาก เป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าอย่างน้อยเรายังมีสัตว์ชนิดนี้อยู่ ซึ่งความจริงในอดีต นากเป็นสัตว์ประจำที่สามารถพบได้ในกรุงเทพมหานคร ในสมัยที่เรายังมีพื้นที่ชุ่มน้ำอยู่รอบทั่วกรุงเทพที่เป็นพื้นที่ราบลุ่ม และมีพื้นที่ชุ่มน้ำ มีนกน้ำขนาดใหญ่ มีสัตว์แม้แต่จระเข้ การหลงเหลืออยู่ของนากเรียกว่าสัตว์ผู้ล่าสูงสุดในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องเร่งอนุรักษ์ และทำให้เขาสามารถอยู่อาศัยได้ตามธรรมชาติ

นาก “ทูตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ” ของเด็กๆ
การที่เรามาเจอนากในหลายพื้นที่ อาจจะดูเหมือนวิกฤติ ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับสัตว์ป่า แต่อยากให้ใช้ตรงนี้เป็นโอกาสในการให้ความรู้กับชาวบ้าน ชุมชน และให้การศึกษา เพราะพื้นที่ชุ่มน้ำรอบกรุงเทพมหานคร ต้องยอมรับว่าหมดไปอย่างรวดเร็ว หมดไปเรื่อยๆ และพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ รองรับน้ำยามน้ำท่วม แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง พื้นที่ธรรมชาติเหล่านี้ ถ้าเราเก็บเอาไว้ได้ หมายถึงว่านากจะยังอยู่ได้ และเรายังสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุ่มน้ำด้านอื่นๆ โดยเฉพาะป้องกันลดภัยพิบัติ

“นาก จะเป็นตัวแทน และเป็นทูตที่ดีมากในเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ เวลาเราพาเด็กไปศึกษา ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ เราอาจจะพูดถึงนกน้ำ และสัตว์อื่นๆ แต่ถ้าเขาเจอกับนาก ซึ่งเป็นสัตว์ผู้ล่าตัวท็อปของระบบนิเวศชุ่มน้ำ จะกระตุ้นความสนใจ เราเห็นตัวอย่างในหลายพื้นที่ นากเป็นดารา เป็นเสือแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ และผู้ล่าสูงสุดของระบบนิเวศ ซึ่งเขามีพฤติกรรมที่น่าสนใจหลายอย่างจะเป็นตัวดูดให้คนเข้าใจความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำได้”





อยากให้คนทั่วไปเข้าใจว่าการเจอนาก เป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าอย่างน้อยเรายังมีสัตว์ชนิดนี้อยู่ ซึ่งความจริงในอดีต นากเป็นสัตว์ประจำที่สามารถพบได้ในกรุงเทพมหานคร ในสมัยที่เรายังมีพื้นที่ชุ่มน้ำอยู่รอบทั่วกรุงเทพที่เป็นพื้นที่ราบลุ่ม และมีพื้นที่ชุ่มน้ำ มีนกน้ำขนาดใหญ่ มีสัตว์แม้แต่จระเข้ การหลงเหลืออยู่ของนากเรียกว่าสัตว์ผู้ล่าสูงสุดในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องเร่งอนุรักษ์ และทำให้เขาสามารถอยู่อาศัยได้ตามธรรมชาติ

นาก “ทูตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ” ของเด็กๆ
การที่เรามาเจอนากในหลายพื้นที่ อาจจะดูเหมือนวิกฤติ ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับสัตว์ป่า แต่อยากให้ใช้ตรงนี้เป็นโอกาสในการให้ความรู้กับชาวบ้าน ชุมชน และให้การศึกษา เพราะพื้นที่ชุ่มน้ำรอบกรุงเทพมหานคร ต้องยอมรับว่าหมดไปอย่างรวดเร็ว หมดไปเรื่อยๆ และพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ รองรับน้ำยามน้ำท่วม แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง พื้นที่ธรรมชาติเหล่านี้ ถ้าเราเก็บเอาไว้ได้ หมายถึงว่านากจะยังอยู่ได้ และเรายังสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุ่มน้ำด้านอื่นๆ โดยเฉพาะป้องกันลดภัยพิบัติ

“นาก จะเป็นตัวแทน และเป็นทูตที่ดีมากในเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ เวลาเราพาเด็กไปศึกษา ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ เราอาจจะพูดถึงนกน้ำ และสัตว์อื่นๆ แต่ถ้าเขาเจอกับนาก ซึ่งเป็นสัตว์ผู้ล่าตัวท็อปของระบบนิเวศชุ่มน้ำ จะกระตุ้นความสนใจ เราเห็นตัวอย่างในหลายพื้นที่ นากเป็นดารา เป็นเสือแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ และผู้ล่าสูงสุดของระบบนิเวศ ซึ่งเขามีพฤติกรรมที่น่าสนใจหลายอย่างจะเป็นตัวดูดให้คนเข้าใจความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำได้”




นากหัวขโมย กินปลาในบ่อชาวบ้าน
ประเด็นที่ขัดแย้งขี้นมา จะเป็นโอกาสที่เจ้าหน้าที่ควรเร่งลงไปสำรวจประชากร สำรวจถิ่นที่อยู่อาศัย เพราะการเจอนากได้ หมายความว่ามันยังต้องมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่คุณภาพดีพอสมควร และกรณีที่มีนากเข้ามากินบ่อเลี้ยงปลาของชาวบ้านเป็นประจำ เจ้าหน้าที่อาจต้องแนะนำว่าจะมีวิธีป้องกันอย่างไร และถ้าพบว่ายังพอมีระบบพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติบริเวณนั้น สถานภาพเป็นอย่างไร มีการจัดการหรือไม่ ตรงนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้น

เป็นไปได้ด้วยว่านากเป็นสัตว์ที่ฉลาด ถ้าพบว่าการเข้ามาหากินในบ่อเลี้ยงปลามีโอกาสจับปลา หากินปลาได้เยอะกว่า การหากินตามธรรมชาติ สัตว์จะมีการเรียนรู้และอาจจะติดใจ เข้ามาหากินในบ่อเลี้ยงปลาดีกว่า คล้ายกับที่ช้าง บุกเข้าไปกินไร่สับปะรด ถามว่าเขาหากินในธรรมชาติได้มั้ย จริงๆได้แต่เขาเข้ามาแล้วคุ้ม ประหยัดเวลา ก็เป็นการเรียนรู้ของสัตว์ที่จะหากินในบ่อปลาแทนไปไล่จับปลา

ควรจัดการความขัดแย้งวิธีไหน
คงต้องไปสำรวจพื้นที่ก่อนว่า ยังมีพื้นที่เพียงพอจะให้นากอาศัยได้ตามธรรมชาติหรือไม่ ถ้าเป็นไปได้ การจับนากออกจากระบบ ต้องเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะนั่นหมายถึงการสูญพันธุ์ของนากจากระบบนิเวศ พื้นที่ตรงนั้นไปเลย นาก 3ใน 4 ชนิดที่พบในบ้านเราถือเป็นสัตว์ที่ถูกคุกคามในระดับโลก นากใหญ่ขนเรียบ และนากเล็บสั้น มีสถานภาพแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ และนากจมูกขน ใกล้สูญพันธุ์ ดังนั้นต้องตระหนักตรงนี้ด้วยว่านากมีภัยคุกคามเยอะ และมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

ผมว่านากเป็นสัตว์ผู้ล่าขนาดเล็กที่เราน่าจะมีโอกาสจัดการได้ไม่ยาก ไม่เหมือนสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนใช้พื้นที่หากินไกล น่าจะเป็นไปได้ในการจัดการพื้นที่ที่ยังพอมีสภาพเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำดั้งเดิม จัดให้เป็นเขตให้นากอาศัยอยู่อย่างปลอดภัย แต่ อาจจะมีมาตรการตามมาป้องกันไม่ให้นากออกรบกวนชาวบ้าน





นากหัวขโมย กินปลาในบ่อชาวบ้าน
ประเด็นที่ขัดแย้งขี้นมา จะเป็นโอกาสที่เจ้าหน้าที่ควรเร่งลงไปสำรวจประชากร สำรวจถิ่นที่อยู่อาศัย เพราะการเจอนากได้ หมายความว่ามันยังต้องมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่คุณภาพดีพอสมควร และกรณีที่มีนากเข้ามากินบ่อเลี้ยงปลาของชาวบ้านเป็นประจำ เจ้าหน้าที่อาจต้องแนะนำว่าจะมีวิธีป้องกันอย่างไร และถ้าพบว่ายังพอมีระบบพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติบริเวณนั้น สถานภาพเป็นอย่างไร มีการจัดการหรือไม่ ตรงนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้น

เป็นไปได้ด้วยว่านากเป็นสัตว์ที่ฉลาด ถ้าพบว่าการเข้ามาหากินในบ่อเลี้ยงปลามีโอกาสจับปลา หากินปลาได้เยอะกว่า การหากินตามธรรมชาติ สัตว์จะมีการเรียนรู้และอาจจะติดใจ เข้ามาหากินในบ่อเลี้ยงปลาดีกว่า คล้ายกับที่ช้าง บุกเข้าไปกินไร่สับปะรด ถามว่าเขาหากินในธรรมชาติได้มั้ย จริงๆได้แต่เขาเข้ามาแล้วคุ้ม ประหยัดเวลา ก็เป็นการเรียนรู้ของสัตว์ที่จะหากินในบ่อปลาแทนไปไล่จับปลา

ควรจัดการความขัดแย้งวิธีไหน
คงต้องไปสำรวจพื้นที่ก่อนว่า ยังมีพื้นที่เพียงพอจะให้นากอาศัยได้ตามธรรมชาติหรือไม่ ถ้าเป็นไปได้ การจับนากออกจากระบบ ต้องเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะนั่นหมายถึงการสูญพันธุ์ของนากจากระบบนิเวศ พื้นที่ตรงนั้นไปเลย นาก 3ใน 4 ชนิดที่พบในบ้านเราถือเป็นสัตว์ที่ถูกคุกคามในระดับโลก นากใหญ่ขนเรียบ และนากเล็บสั้น มีสถานภาพแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ และนากจมูกขน ใกล้สูญพันธุ์ ดังนั้นต้องตระหนักตรงนี้ด้วยว่านากมีภัยคุกคามเยอะ และมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

ผมว่านากเป็นสัตว์ผู้ล่าขนาดเล็กที่เราน่าจะมีโอกาสจัดการได้ไม่ยาก ไม่เหมือนสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนใช้พื้นที่หากินไกล น่าจะเป็นไปได้ในการจัดการพื้นที่ที่ยังพอมีสภาพเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำดั้งเดิม จัดให้เป็นเขตให้นากอาศัยอยู่อย่างปลอดภัย แต่ อาจจะมีมาตรการตามมาป้องกันไม่ให้นากออกรบกวนชาวบ้าน



                                         เพชร มโนปวิตร รองหัวหน้ากลุ่มงานอนุรักษ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไอยูซีเอ็น


เพิ่มพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อให้นากกลับมา
ประเด็นที่ทำควบคู่กันไปได้เลยคือการให้ความรู้ความเข้าใจกับชาวบ้านว่านาก เป็นสัตว์ป่า และมีความสำคัญเชิงระบบนิเวศอย่างไร แน่นอนว่าถ้ายังมีกระทบต่ออาชีพของชาวบ้าน ทางการก็อาจจะให้คำแนะนำเรื่องการป้องกันอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าเรื่องการป้องกันนาก ไม่เข้ามาสร้างความเสียหายทางการเกษตรเป็นไปได้เพียงแต่ว่าต้องไปดูว่ามีถิ่นที่อยู่อาศัยที่นากจะพออาศัยอยู่ได้ตามธรรมชาติหริอไม่

ถ้าพบว่าไม่มี หมายถึงพื้นที่ชุ่มน้ำดั้งเดิมหมดไป และกลายเป็นว่านากต้องเข้ามาอาศัยหากินในบ่อเลี้ยงปลาของชาวบ้านเป็นประจำเพื่อความอยู่รอด จะต้องเป็นประเด็นที่ต้องคิดกันหนักว่า แสดงว่าพื้นที่ชุ่มน้ำของนากเหลือน้อยจนกระทั่งนากไม่อยู่ตามธรรมชาติได้

โดยในระยะกลางอาจต้องมองถึงการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ และในสิงคโปร์เองก็ไม่ต่างกัน ประชากรฝูงนากกลับมาเพราะมีโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำตรงนั้น ทำให้ผู้คนที่อาศัยบริเวณนั้น นักท่องเที่ยว และประชาชนที่เข้ามาใช้พื้นที่ ชื่นชมด้วยซ้ำ และตระหนักว่าการกลับมาของนากเป็นความสำเร็จในการฟื้นฟูระบบนิเวศ ทำให้คนเข้าไปท่องเที่ยว


“นาก” น่ารักจนกลายเป็นสัตว์ยอดฮิต
จากข้อมูลการสำรวจของหน่วยงานอนุรักษ์ ทั้งสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย องค์กรทราฟฟิก ที่ร่วมกันมอนิเตอร์การค้าขายสัตว์ป่าออนไลน์ พบว่า นากเป็นหนึ่งในชนิดสัตว์ป่าที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ซื้อขายสัตว์ป่าออนไลน์ และน่าเป็นห่วงว่าคนไม่รับรู้ว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ที่สำคัญเราไม่รู้ว่านากถูกจับมาจากที่ไหนบ้าง ซึ่งการจับนากมาจากระบบนิเวศ เหมือนกับการจับเสือออกจากป่า มันจะกลายเป็นว่าไม่มีสัตว์ผู้ล่าที่จะคอยทำหน้าที่ควบคุมสมดุล หรือจัดการประชากรในระดับรองลงมาของระบบนิเวศ

“ไม่ใครรู้นากถูกจับมามากน้อยแค่ไหน อัตรารอดตาย ไม่มีข้อมูลตรงนี้ เรามีข้อมูลคนเป็นพ่อค้าโปรโมทว่า นากน่ารัก แสนรู้ ลักษณะคล้ายสุนัข แต่มีความแปลกชอบเล่นน้ำอยู่กับน้ำ แต่เราไม่รู้เลยว่าลูกค้าที่หลงซื้อไปอัตราการรอดอยู่ที่เท่าไหร่ และพอเขาโตขึ้นแล้วมีปัญหาอะไรบ้างแน่นอนว่านากเป็นสัตว์ป่า การปรับตัวอยู่ในบ้านคน ซึ่งไม่ใช้พื้นที่เหมาะสมน่าจะมีผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ในระยะยาว”

ดังนั้นความนิยมที่จะเลี้ยงนากเป็นสัตว์เลี้ยง ถือเป็นปัญหาใหญ่เหมือนกันมีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลาย มีการทำให้นากดูเป็นสัตว์น่ารักที่น่าจะเลี้ยง เพราะเป็นนิสัยตามธรรมชาติที่นากจะมีความอยากรู้อยากเห็น ว่องไว ตื่นตัวตลอดเวลาและเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วด้วย เป็นสัตว์ที่ฉลาด เลยกลายเป็นสร้างความเข้าใจที่ผิดว่ามันน่ารัก และนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงได้ ความจริงต้องเร่งประชาสัมพันธุ์ว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และยังมีสัตว์ให้เลือกเลี้ยงอีกมากมาย การนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงเป็นการทำร้ายธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นเลย

ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/272376

สลด!พายุฝนฟ้าคะนอง-ฟ้าผ่าโจมตีอินเดีย ปลิดชีวิตชาวบ้านกว่าครึ่งร้อย





สลด!พายุฝนฟ้าคะนอง-ฟ้าผ่าโจมตีอินเดีย ปลิดชีวิตชาวบ้านกว่าครึ่งร้อย






บีบีซี - มีรายงานพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 รายท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่าที่โหมโจมตีพื้นที่ต่างๆทางตอนเหนือของอินเดียเมื่อวันอังคาร(29พ.ค.)ที่ผ่านมา จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ในวันพุธ(30พ.ค.)

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าพายุลมแรงและฟ้าฝ่าก่อความเสียหายร้ายแรงแก่หลายหมู่บ้าน กำแพงโค่นล้ม และนอกเหนือจากยอดผู้เสียชีวิตข้างต้นแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

รัฐพิหาร ทางภาคตะวันออกของประเทศ เป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบเลวร้ายที่สุด โดยมีคำยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า 20 ศพ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเกิดพายุฝุ่นเลวร้ายซัดโจมตีทางตอนเหนือของอินเดีย คร่าชีวิตชาวบ้านมากกว่า 100 ศพ

ทั้งนี้เหตุเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่าเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนแทบกลายเป็นเรื่องปกติในอินเดียระหว่างฤดูมรสุม 

ในเหตุการณ์ล่าสุดนอกเหนือจากรัฐพิหารแล้ว ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 15 คนในรัฐอุตตรประเทศ ทางภาคเหนือ และอย่างน้อย 12 คนในรัฐฌารขัณฑ์ ทางภาคตะวันออก พวกเจ้าหน้าที่เปิดเผยกับบีบีซี

ขณะเดียวกันสำนักข่าวพีทีไอรายงานว่ามีเด็กเสียชีวิต 3 รายในรัฐอุตตราขัณฑ์ หลังถูกต้นไม้หักโค่นลงมาทับ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอินเดียเปิดเผยกับบีบีซีว่าอุณหภูมิทั่วตอนเหนือของอินเดีย อาจพุ่งแตะ 47 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยมันอาจนำมาซึ่งลมพัดแรงและพายุฝนฟ้าคะนอง นอกจากนี้พวกเขายังเตือนว่าสภาพอากาศอันเลวร้ายอาจก่อปัญหาไฟฟ้าขัดข้องตามรัฐต่างๆ

รายงานข่าวระบุว่าในบรรดาเหยื่อเหล่านั้น มีอยู่หลายคนที่ต้องมาจบชีวิตขณะกำลังนอนหลับอยู่ภายในที่พักอาศัยตอนที่บ้านของพวกเขาพังถล่มลงมาทับ หลังจากถูกฟ้าฝ่าหรือทานแรงลมไม่ไหว

จากตัวเลขของสำนักงานบันทึกข้อมูลอาชญากรรมแห่งชาติพบว่านับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ในแต่ละปีจะมีชาวบ้านเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่าในอินเดียอย่างน้อยๆ 2,000 คน




ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9610000053738

เตือน “พายุดีเปรสชัน” ขึ้นเกาะไหหลำ 5-7 มิ.ย. ไทยไม่กระทบแต่มีฝนเพิ่ม




เตือน “พายุดีเปรสชัน” ขึ้นเกาะไหหลำ 5-7 มิ.ย. ไทยไม่กระทบแต่มีฝนเพิ่ม





กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนพายุดีเปรสชันจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่เกาะไหหลำ ประเทศจีน ในช่วงวันที่ 5-7 มิถุนายน 2561 แนะตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง ระบุยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย

วันนี้ ( 4 มิ.ย.2561) กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฉบับที่ 7 เรื่อง พายุดีเปรสชัน บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ว่าเมื่อเวลา 01.00 น. พายุดีเปรสชัน บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ประมาณ 250 กิโลเมตร หรือที่ละติจูด 16.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 110.5 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 30 นอต หรือ 55 กม./ชม.

พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศเหนืออย่างช้าๆ คาดว่าพายุนี้จะมีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่เกาะไหหลำ ประเทศจีน ในช่วงวันที่ 5-7 มิถุนายน 2561 ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณประเทศเวียดนามและเกาะไหหลำ ประเทศจีน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย ซึ่งพายุนี้ยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย และขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 4-7 มิถุนายน 2561 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนัก และฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ




ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/272587

โรงเรือนปลูกผักใต้ดิน: เกษตรกรรมบนผืนดินอันแห้งแล้งของโบลิเวีย





โรงเรือนปลูกผักใต้ดิน: เกษตรกรรมบนผืนดินอันแห้งแล้งของโบลิเวีย






เทือกเขาแอนดีสบริเวณประเทศโบลิเวียในทวีปอเมริกาใต้ มีที่ราบสูงที่ชาวโบลีเวียเรียกว่า อัลติพลาโน (Altiplano) หรือที่ราบสูงโบลิเวีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในที่ราบสูงอันกว้างใหญ่ และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังมีสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วแห่งหนึ่งของโลก ทำให้การทำเกษตรกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความรู้ใหม่ในการสร้างโรงเรือนใต้ดินช่วยให้เกษตรกรที่นี่สามารถปลูกพืชผักเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวได้ตลอดทั้งปี

โบลิเวีย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีส่วนก่อให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน้อยที่สุด ทว่าลักษณะของภูมิประเทศซึ่งตั้งอยู่บนที่สูงทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบมากที่สุด เกือบ 60% ของเกษตรกรในประเทศนี้อาศัยอยู่บนที่ราบสูงโบลิเวีย ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ทั้งความแห้งแล้ง น้ำค้างแข็ง กระแสลมแรง และแสงแดดที่แผดเผา

แต่เมื่อ 25 ปีก่อน นายปีเตอร์ อิเซลลี อาสาสมัครชาวสวิส ได้นำแนวคิดใหม่ในการเพาะปลูกมาถ่ายทอดให้คนท้องถิ่นได้ใช้กัน นั่นคือการทำโรงเรือนใต้ดินที่ชนพื้นเมืองชาวไอมารา เรียกว่า "วาลีปินี" (Walipini) ซึ่งมีความหมายว่า "ที่อบอุ่น"

นายแกเบรียล กอนโด อาปาซา เล่าว่า วาลีปินีช่วยให้เขาไม่ต้องไปซื้อผักที่ตลาดอีกต่อไป เพราะปัจจุบันสามารถปลูกพืชผักได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงปากท้องคนทั้งครอบครัวตลอดทั้งปี






เทือกเขาแอนดีสบริเวณประเทศโบลิเวียในทวีปอเมริกาใต้ มีที่ราบสูงที่ชาวโบลีเวียเรียกว่า อัลติพลาโน (Altiplano) หรือที่ราบสูงโบลิเวีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในที่ราบสูงอันกว้างใหญ่ และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังมีสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วแห่งหนึ่งของโลก ทำให้การทำเกษตรกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความรู้ใหม่ในการสร้างโรงเรือนใต้ดินช่วยให้เกษตรกรที่นี่สามารถปลูกพืชผักเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัวได้ตลอดทั้งปี

โบลิเวีย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีส่วนก่อให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน้อยที่สุด ทว่าลักษณะของภูมิประเทศซึ่งตั้งอยู่บนที่สูงทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบมากที่สุด เกือบ 60% ของเกษตรกรในประเทศนี้อาศัยอยู่บนที่ราบสูงโบลิเวีย ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ทั้งความแห้งแล้ง น้ำค้างแข็ง กระแสลมแรง และแสงแดดที่แผดเผา

แต่เมื่อ 25 ปีก่อน นายปีเตอร์ อิเซลลี อาสาสมัครชาวสวิส ได้นำแนวคิดใหม่ในการเพาะปลูกมาถ่ายทอดให้คนท้องถิ่นได้ใช้กัน นั่นคือการทำโรงเรือนใต้ดินที่ชนพื้นเมืองชาวไอมารา เรียกว่า "วาลีปินี" (Walipini) ซึ่งมีความหมายว่า "ที่อบอุ่น"

นายแกเบรียล กอนโด อาปาซา เล่าว่า วาลีปินีช่วยให้เขาไม่ต้องไปซื้อผักที่ตลาดอีกต่อไป เพราะปัจจุบันสามารถปลูกพืชผักได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงปากท้องคนทั้งครอบครัวตลอดทั้งปี




วิธีการสร้าง วาลีปินี มีขั้นตอนดังต่อนี้:

1. ขุดหลุมลึก 1 เมตร

2. ก่อผนังและหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ

3. ปูพื้นด้วยก้อนหิน

4. ติดตั้งหลังคาใสให้ทำมุมเอียง 30 องศา ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยเก็บกักความชื้นและลดความต้องการใช้น้ำในการเพาะปลูกลง

รายงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของสารคดีชุด Taking the Temperature ของบีบีซีซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนด้านการผลิตโดย Skoll Foundation มูลนิธิในสหรัฐฯ ที่ส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนที่โลกกำลังเผชิญ


ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-44513346


อากาศแปรปรวนรุนแรง กระทบผลผลิต ‘ลำไย’ ชาวสวนโอดปริมาณลดฮวบ-รายได้ไม่แน่นอน




อากาศแปรปรวนรุนแรง กระทบผลผลิต ‘ลำไย’ ชาวสวนโอดปริมาณลดฮวบ-รายได้ไม่แน่นอน





ชาวสวนลำไยเชียงรายโอดได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง เหตุอากาศหนาวสั้นลง ทำให้ไม่ออกดอก ฝนลงมากเปลี่ยนดอกเป็นใบแทน แล้งหนักทำให้ยืนต้นตาย

ผศ.พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า เกษตรกรชาวสวนได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.เชียงราย ส่วนหนึ่งผลผลิตได้รับความเสียหาย ตัวอย่างเช่น การปลูกลำไยที่ต้องการอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 1 เดือน จึงจะติดดอก แต่ปัจจุบันอากาศแปรปรวนและอุณหภูมิไม่เย็นต่อเนื่องยาวนานถึง 1 เดือน ลำไยจึงติดดอกน้อยและได้ปริมาณผลผลิตลดลง

ผศ.พาวิน กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้สภาพอากาศใน จ.เชียงราย มีความแปรปรวนรุนแรง บางช่วงแล้งจัด บางช่วงฝนตกหนัก บางช่วงมีลมและลูกเห็บถี่ พบปัญหาการยืนต้นตายของต้นไม้ในสวนในพื้นที่ดอนเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกจะต้องปรับเปลี่ยนช่วงเวลาในการผลิต ขณะเดียวกันยังจำเป็นต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอีกด้วย

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีหลายอย่าง เช่น บางปีแล้ง ฝนตกน้อย ผลผลิตของลำไยลดลง ขนาดผลเล็กลง และทำให้ผลแตกเยอะขึ้นเนื่องจากการขาดน้ำ หากขาดมากๆ ทำให้ยืนต้นตาย ในขณะเดียวกันบางปีน้ำท่วม ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต การแตกใบเกิดขึ้นได้ช้า นอกจากนี้แล้วมีการเปลี่ยนของอุณหภูมิไม่มีความหนาวพอ จะทำให้ลำไยออกดอกน้อยลง เนื่องจากได้รับอยู่ต่ำ และระยะเวลาไม่นานพอ ทำให้ได้ผลผลิตน้อย หากหนาวจัดเกินไปก็ทำให้ติดผลน้อยเช่นกัน” ผศ.พาวิน กล่าว







ชาวสวนลำไยเชียงรายโอดได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง เหตุอากาศหนาวสั้นลง ทำให้ไม่ออกดอก ฝนลงมากเปลี่ยนดอกเป็นใบแทน แล้งหนักทำให้ยืนต้นตาย

ผศ.พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า เกษตรกรชาวสวนได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.เชียงราย ส่วนหนึ่งผลผลิตได้รับความเสียหาย ตัวอย่างเช่น การปลูกลำไยที่ต้องการอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 1 เดือน จึงจะติดดอก แต่ปัจจุบันอากาศแปรปรวนและอุณหภูมิไม่เย็นต่อเนื่องยาวนานถึง 1 เดือน ลำไยจึงติดดอกน้อยและได้ปริมาณผลผลิตลดลง

ผศ.พาวิน กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้สภาพอากาศใน จ.เชียงราย มีความแปรปรวนรุนแรง บางช่วงแล้งจัด บางช่วงฝนตกหนัก บางช่วงมีลมและลูกเห็บถี่ พบปัญหาการยืนต้นตายของต้นไม้ในสวนในพื้นที่ดอนเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกจะต้องปรับเปลี่ยนช่วงเวลาในการผลิต ขณะเดียวกันยังจำเป็นต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอีกด้วย

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีหลายอย่าง เช่น บางปีแล้ง ฝนตกน้อย ผลผลิตของลำไยลดลง ขนาดผลเล็กลง และทำให้ผลแตกเยอะขึ้นเนื่องจากการขาดน้ำ หากขาดมากๆ ทำให้ยืนต้นตาย ในขณะเดียวกันบางปีน้ำท่วม ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต การแตกใบเกิดขึ้นได้ช้า นอกจากนี้แล้วมีการเปลี่ยนของอุณหภูมิไม่มีความหนาวพอ จะทำให้ลำไยออกดอกน้อยลง เนื่องจากได้รับอยู่ต่ำ และระยะเวลาไม่นานพอ ทำให้ได้ผลผลิตน้อย หากหนาวจัดเกินไปก็ทำให้ติดผลน้อยเช่นกัน” ผศ.พาวิน กล่าว





ด.ต.สมศักดิ์ แสงโรจน์ หัวหน้าวิสาหกิจชุมชนกลุ่มไม้ผลร่องเบ้อ ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย กล่าวว่า ฝนเป็นต้นเหตุหลักของปัญหา ทำให้ชาวสวนเสียโอกาสในการได้ผลผลิต และรายได้ตามที่คาดหวังไว้ โดยเฉพาะในช่วงที่ลำไยกำลังจะออกดอก แต่ฝนกลับตกลงมามาก ทำให้ดอกที่จะออกเปลี่ยนเป็นใบ และบางดอกก็หลุดร่วง

ด.ต.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อชาวสวนไม่สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแหลงของภูมิอากาศได้ก็ไม่สามารถคาดการณ์การผลผลิตและรายได้ที่แน่นอนได้ ทางกลุ่มจึงพยายามรวมกลุ่มกันศึกษาและเก็บข้อมูลสภาพอากาศเพื่อปรับตัว จากนั้นก็ได้ปรับเปลี่ยนช่วงเวลาในการเพาะปลูก เพื่อให้ดอกและผลเลื่อนไปออกในช่วงที่มีความเหมาะสม

“ปัจจุบันการคาดการณ์สภาพอากาศยากมาก เมื่อก่อนลำไยออกดอกผลตามฤดูกาล ระยะเวลาการดูแล เก็บผลผลิตสามารถควบคุมได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ถึงแม้จะบังคับให้ออกดอกออกผลได้ตามที่ต้องการ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศก็ทำให้ผลผลิตเสียหาย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ตามไปด้วย” ด.ต.สมศักดิ์ กล่าว



ที่มา : https://greennews.agency/?p=17482

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ กลายเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องจับตา เมื่อตลอดเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการกวาดล้างโรงงานรีไซเคิลซากเหล่านี้



ขยะอิเล็กทรอนิกส์ กลายเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องจับตา เมื่อตลอดเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการกวาดล้างโรงงานรีไซเคิลซากเหล่านี้




ขยะอิเล็กทรอนิกส์ กลายเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องจับตา เมื่อตลอดเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการกวาดล้างโรงงานรีไซเคิลซากเหล่านี้อย่างผิดกฎหมายไปแล้วหลายแห่ง

ความอันตรายจากมลพิษ คือปัญหาหลักที่จะเกิดขึ้นหากขยะประเภทนี้ถูกจัดการอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งสามารถสร้างผลเสียหายที่ใหญ่หลวงตามมา ผกผันตามปริมาณที่มากขึ้นในทุกขณะ

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ฉายภาพรวมของสถานการณ์ผ่าน Infographic ชิ้นนี้



ที่มา : https://greennews.agency/?p=17498

EU เดินหน้ากิจกรรมเก็บขยะชายหาดทั่วโลก ส่งสารเตือนแก้ปัญหา ‘พลาสติก’ ก่อนจะมากกว่าจำนวนปลา




EU เดินหน้ากิจกรรมเก็บขยะชายหาดทั่วโลก ส่งสารเตือนแก้ปัญหา ‘พลาสติก’ ก่อนจะมากกว่าจำนวนปลา





คณะนักการทูตชาวยุโรปและพนักงานชาวไทย จากคณะผู้แทนสหภาพยุโรป (EU) ประจำประเทศไทย กว่า 60 ชีวิต ร่วมกิจกรรมทำความสะอาดชายหาดบนเกาะสาก เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พร้อมด้วยคณะผู้วิจัยจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บนชายหาดที่มีความยาวเพียง 150 เมตร กลับสามารถรวบรวมชิ้นส่วนขยะพลาสติก ตลอดจนเศษขยะอื่นๆ ได้ไม่ต่ำกว่า 1,500 ชิ้น

เวย์น ฟิลลิปส์ อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม MUIC และผู้ดำเนินโครงการวิจัยเรื่องขยะพลาสติกและปะการังบนเกาะสาก เปิดเผยภายหลังทำการคัดแยกขยะดังกล่าวว่า ขวดพลาสติกมีสัดส่วนมากที่สุดถึง 89% ตามมาด้วยชิ้นส่วนโฟม ถุงพลาสติก และหลอด







คณะนักการทูตชาวยุโรปและพนักงานชาวไทย จากคณะผู้แทนสหภาพยุโรป (EU) ประจำประเทศไทย กว่า 60 ชีวิต ร่วมกิจกรรมทำความสะอาดชายหาดบนเกาะสาก เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พร้อมด้วยคณะผู้วิจัยจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บนชายหาดที่มีความยาวเพียง 150 เมตร กลับสามารถรวบรวมชิ้นส่วนขยะพลาสติก ตลอดจนเศษขยะอื่นๆ ได้ไม่ต่ำกว่า 1,500 ชิ้น

เวย์น ฟิลลิปส์ อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม MUIC และผู้ดำเนินโครงการวิจัยเรื่องขยะพลาสติกและปะการังบนเกาะสาก เปิดเผยภายหลังทำการคัดแยกขยะดังกล่าวว่า ขวดพลาสติกมีสัดส่วนมากที่สุดถึง 89% ตามมาด้วยชิ้นส่วนโฟม ถุงพลาสติก และหลอด






กิจกรรมดังกล่าวคือหนึ่งในภาพใหญ่ ของแคมเปญรณรงค์ทำความสะอาดชายหาดระดับโลก ซึ่งสำนักงาน EU ในแต่ละประเทศจะร่วมทำกิจกรรม เริ่มมาตั้งแต่ “วันทำความสะอาดชายฝั่งสากล” วันที่ 15 กันยายน และจะยาวไปจนถึงวันที่ 29-30 ตุลาคม 2561 ซึ่งต่อเนื่องกับการประชุมว่าด้วยเรื่องมหาสมุทร ที่ EU กำลังจะจัดขึ้น ณ บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

“โลกเราไม่สามารถรับขยะพลาสติกไปได้มากกว่านี้ เราต้องเริ่มมีจิตสำนึกในทุกครั้งที่รับถุงพลาสติกหรือหลอดออกจากร้านค้า ว่าสุดท้ายมันไปจบลงในทะเล ซึ่งกิจกรรมนี้เราต้องการส่งสารที่ชัดเจนว่าปัญหานี้ใหญ่มากเพียงใด และทุกคนทุกฝ่ายจะต้องเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา” เปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าว

ความจริงจังของ EU ในเรื่องนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรปต้องทำการรับรองกลยุทธ์ด้านพลาสติกสำหรับ EU ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อมจากมลภาวะพลาสติก พร้อมส่งเสริมการเติบโต การสร้างนวัตกรรม และผลักดันเศรษฐกิจไปสู่รูปแบบของเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy

ในแต่ละปีประชากรชาวยุโรปจะผลิตขยะพลาสติกจำนวน 25 ล้านตัน แต่สามารถทำการจัดเก็บเพื่อนำไปรีไซเคิลได้ไม่ถึง 30% ในขณะที่ทั่วโลกมีสัดส่วนของขยะพลาสติกมากถึง 85% ของขยะที่พบตามชายหาดและในทะเล ขณะเดียวกันนักวิจัยได้ประมาณการว่า ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจสามารถคงมูลค่าของวัสดุบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้เพียง 5% ของมูลค่าทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะหายไปหลังจากที่ใช้งานครั้งแรก คิดเป็นมูลค่าที่หายไปกว่า 70-105 พันล้านยูโรต่อปี

พลาสติกที่ไม่ผ่านการรีไซเคิลนั้นใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย เศษพลาสติกหลายล้านตันจึงตกค้างในมหาสมุทรทุกปี ส่งสัญญาณที่น่าตกใจและสร้างความกังวลต่อสาธารณชนเพิ่มมากขึ้น มาวันนี้ทุกคนต่างรู้แล้วว่าพลาสติกสามารถกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ ผ่านพลาสติกขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า ไมโครพลาสติก ซึ่งปนเปื้อนในอากาศ น้ำ และอาหาร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง






กิจกรรมดังกล่าวคือหนึ่งในภาพใหญ่ ของแคมเปญรณรงค์ทำความสะอาดชายหาดระดับโลก ซึ่งสำนักงาน EU ในแต่ละประเทศจะร่วมทำกิจกรรม เริ่มมาตั้งแต่ “วันทำความสะอาดชายฝั่งสากล” วันที่ 15 กันยายน และจะยาวไปจนถึงวันที่ 29-30 ตุลาคม 2561 ซึ่งต่อเนื่องกับการประชุมว่าด้วยเรื่องมหาสมุทร ที่ EU กำลังจะจัดขึ้น ณ บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

“โลกเราไม่สามารถรับขยะพลาสติกไปได้มากกว่านี้ เราต้องเริ่มมีจิตสำนึกในทุกครั้งที่รับถุงพลาสติกหรือหลอดออกจากร้านค้า ว่าสุดท้ายมันไปจบลงในทะเล ซึ่งกิจกรรมนี้เราต้องการส่งสารที่ชัดเจนว่าปัญหานี้ใหญ่มากเพียงใด และทุกคนทุกฝ่ายจะต้องเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหา” เปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าว

ความจริงจังของ EU ในเรื่องนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรปต้องทำการรับรองกลยุทธ์ด้านพลาสติกสำหรับ EU ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อมจากมลภาวะพลาสติก พร้อมส่งเสริมการเติบโต การสร้างนวัตกรรม และผลักดันเศรษฐกิจไปสู่รูปแบบของเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy

ในแต่ละปีประชากรชาวยุโรปจะผลิตขยะพลาสติกจำนวน 25 ล้านตัน แต่สามารถทำการจัดเก็บเพื่อนำไปรีไซเคิลได้ไม่ถึง 30% ในขณะที่ทั่วโลกมีสัดส่วนของขยะพลาสติกมากถึง 85% ของขยะที่พบตามชายหาดและในทะเล ขณะเดียวกันนักวิจัยได้ประมาณการว่า ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจสามารถคงมูลค่าของวัสดุบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้เพียง 5% ของมูลค่าทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะหายไปหลังจากที่ใช้งานครั้งแรก คิดเป็นมูลค่าที่หายไปกว่า 70-105 พันล้านยูโรต่อปี

พลาสติกที่ไม่ผ่านการรีไซเคิลนั้นใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย เศษพลาสติกหลายล้านตันจึงตกค้างในมหาสมุทรทุกปี ส่งสัญญาณที่น่าตกใจและสร้างความกังวลต่อสาธารณชนเพิ่มมากขึ้น มาวันนี้ทุกคนต่างรู้แล้วว่าพลาสติกสามารถกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ ผ่านพลาสติกขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า ไมโครพลาสติก ซึ่งปนเปื้อนในอากาศ น้ำ และอาหาร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง





จากเหตุผลหลักดังกล่าว เป็นที่มาให้คณะกรรมาธิการยุโรปได้ทำการรับรองยุทธศาสตร์พลาสติกเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงความท้าทายให้เป็นวาระเชิงบวกสำหรับยุโรป เปิดโอกาสเชิงธุรกิจสำหรับการเปลี่ยนกระบวนการออกแบบ ผลิต ใช้ และนำกลับมาใช้ใหม่ ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดย EU ต้องการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงนี้ ผ่านโอกาสการลงทุนและการสร้างงานใหม่ๆ

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้ บรรจุภัณฑ์พลาสติกในตลาด EU จะต้องสามารถรีไซเคิลได้ทั้งหมด ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ลดการใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastics) และจำกัดการใช้พลาสติกขนาดเล็กหรือไมโครพลาสติกโดยเจตนา

ยุทธศาสตร์ใหม่นี้คาดว่าจะทำให้สหภาพยุโรป กระตือรือร้นในการรีไซเคิลเชิงธุรกิจ เพื่อลดขยะพลาสติก และหยุดการทิ้งขยะในทะเล รวมทั้งผลักดันการลงทุนและนวัตกรรม และกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก เพราะมาตรฐานของสหภาพยุโรปจะถูกบังคับใช้กับประเทศต่างๆ ที่ส่งสินค้ามาขายในสหภาพยุโรปทั้งหมด

สำหรับรายละเอียดภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ประกอบไปด้วย

ทำให้การรีไซเคิลสร้างกำไรในเชิงธุรกิจ: EU จะพัฒนากฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์เพื่อปรับปรุงการนำกลับมาใช้ใหม่ของพลาสติกที่ใช้ในตลาด และเพิ่มความต้องการใช้พลาสติกรีไซเคิลให้สูงขึ้น รวมถึงมีการจัดเก็บขยะที่เพิ่มขึ้น จัดตั้งและปรับปรุงศูนย์การรีไซเคิลที่ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างระบบที่เป็นมาตรฐานสำหรับการจัดเก็บและการแยกขยะใน EU

ลดขยะพลาสติก: ก่อนหน้านี้กฎระเบียบในยุโรปได้ช่วยลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกไปได้มากแล้ว ยุทธศาสตร์ใหม่นี้จึงมุ่งไปที่พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งอื่นๆ และเครื่องมือประมง สนับสนุนแคมเปญระดับชาติเพื่อสร้างความตระหนัก กำหนดขอบเขตของกฎระเบียบใหม่ ใช้มาตรการเพื่อจำกัดการใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทไมโครพลาสติก รวมถึงทำการติดฉลากสำหรับพลาสติกย่อยสลายได้

ยับยั้งการทิ้งขยะในทะเล: จะมีการรับรองกฎระเบียบใหม่ที่อำนวยความสะดวกให้ท่าเรือมุ่งจัดการกับเศษขยะ โดยมาตรการที่มีเพื่อให้แน่ใจว่าขยะที่เกิดจากเรือประเภทต่างๆ จะไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่มีการจัดเก็บกลับคืนสู่บนบก และจัดการได้อย่างเหมาะสม รวมถึงช่วยลดภาระการบริหารจัดการท่าเรือลง

ผลักดันการลงทุนและนวัตกรรม: ให้คำแนะนำต่อหน่วยงานและภาคธุรกิจเกี่ยวกับวิธีลดขยะพลาสติก ณ แหล่งผลิต โดยจะมีการสนับสนุนนวัตกรรมผ่านกองทุนมูลค่ากว่า 100 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนการการพัฒนาวัสดุพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้อย่างชาญฉลาด และยกระดับความสามารถในการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถกำจัดสารอันตรายและสิ่งปนเปื้อน รวมทั้งสามารถติดตามได้

กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก: กิจกรรมใน EU จะถูกขยายผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากทั่วโลก เพื่อหาทางแนวทางแก้ปัญหาระดับโลกและพัฒนามาตรฐานสากล นอกจากนี้จะมีการสนับสนุนประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง






จากเหตุผลหลักดังกล่าว เป็นที่มาให้คณะกรรมาธิการยุโรปได้ทำการรับรองยุทธศาสตร์พลาสติกเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงความท้าทายให้เป็นวาระเชิงบวกสำหรับยุโรป เปิดโอกาสเชิงธุรกิจสำหรับการเปลี่ยนกระบวนการออกแบบ ผลิต ใช้ และนำกลับมาใช้ใหม่ ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดย EU ต้องการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงนี้ ผ่านโอกาสการลงทุนและการสร้างงานใหม่ๆ

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้ บรรจุภัณฑ์พลาสติกในตลาด EU จะต้องสามารถรีไซเคิลได้ทั้งหมด ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) ลดการใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastics) และจำกัดการใช้พลาสติกขนาดเล็กหรือไมโครพลาสติกโดยเจตนา

ยุทธศาสตร์ใหม่นี้คาดว่าจะทำให้สหภาพยุโรป กระตือรือร้นในการรีไซเคิลเชิงธุรกิจ เพื่อลดขยะพลาสติก และหยุดการทิ้งขยะในทะเล รวมทั้งผลักดันการลงทุนและนวัตกรรม และกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก เพราะมาตรฐานของสหภาพยุโรปจะถูกบังคับใช้กับประเทศต่างๆ ที่ส่งสินค้ามาขายในสหภาพยุโรปทั้งหมด

สำหรับรายละเอียดภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ประกอบไปด้วย

ทำให้การรีไซเคิลสร้างกำไรในเชิงธุรกิจ: EU จะพัฒนากฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์เพื่อปรับปรุงการนำกลับมาใช้ใหม่ของพลาสติกที่ใช้ในตลาด และเพิ่มความต้องการใช้พลาสติกรีไซเคิลให้สูงขึ้น รวมถึงมีการจัดเก็บขยะที่เพิ่มขึ้น จัดตั้งและปรับปรุงศูนย์การรีไซเคิลที่ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างระบบที่เป็นมาตรฐานสำหรับการจัดเก็บและการแยกขยะใน EU

ลดขยะพลาสติก: ก่อนหน้านี้กฎระเบียบในยุโรปได้ช่วยลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกไปได้มากแล้ว ยุทธศาสตร์ใหม่นี้จึงมุ่งไปที่พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งอื่นๆ และเครื่องมือประมง สนับสนุนแคมเปญระดับชาติเพื่อสร้างความตระหนัก กำหนดขอบเขตของกฎระเบียบใหม่ ใช้มาตรการเพื่อจำกัดการใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทไมโครพลาสติก รวมถึงทำการติดฉลากสำหรับพลาสติกย่อยสลายได้

ยับยั้งการทิ้งขยะในทะเล: จะมีการรับรองกฎระเบียบใหม่ที่อำนวยความสะดวกให้ท่าเรือมุ่งจัดการกับเศษขยะ โดยมาตรการที่มีเพื่อให้แน่ใจว่าขยะที่เกิดจากเรือประเภทต่างๆ จะไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่มีการจัดเก็บกลับคืนสู่บนบก และจัดการได้อย่างเหมาะสม รวมถึงช่วยลดภาระการบริหารจัดการท่าเรือลง

ผลักดันการลงทุนและนวัตกรรม: ให้คำแนะนำต่อหน่วยงานและภาคธุรกิจเกี่ยวกับวิธีลดขยะพลาสติก ณ แหล่งผลิต โดยจะมีการสนับสนุนนวัตกรรมผ่านกองทุนมูลค่ากว่า 100 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนการการพัฒนาวัสดุพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้อย่างชาญฉลาด และยกระดับความสามารถในการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถกำจัดสารอันตรายและสิ่งปนเปื้อน รวมทั้งสามารถติดตามได้

กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก: กิจกรรมใน EU จะถูกขยายผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากทั่วโลก เพื่อหาทางแนวทางแก้ปัญหาระดับโลกและพัฒนามาตรฐานสากล นอกจากนี้จะมีการสนับสนุนประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง





ฟรานซ์ ทิมเมอร์แมนส์ รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ระบุไว้ว่า หากเราไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและใช้พลาสติกตั้งแต่ตอนนี้ ภายใน ค.ศ.2050 มหาสมุทรของเราจะมีปริมาณพลาสติกมากกว่าจำนวนปลาเสียอีก



ที่มา : https://greennews.agency/?p=18069

ชูนวัตกรรม ‘เครื่องตะบันน้ำ’ ขจัดปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยวพื้นที่สูง สูบน้ำใช้-ไร้มลพิษ




ชูนวัตกรรม ‘เครื่องตะบันน้ำ’ ขจัดปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยวพื้นที่สูง สูบน้ำใช้-ไร้มลพิษ





แม้พื้นที่ราบสูงส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ จุดกำเนิดแหล่งน้ำให้กับคนที่อยู่เบื้องล่าง แต่หนึ่งในปมปัญหาสำคัญของคนบนพื้นที่นี้ กลับเป็นการเข้าไม่ถึงการใช้น้ำเหล่านั้นเสียเอง นั่นเพราะแหล่งน้ำซึ่งอยู่ต่ำกว่าพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ชุมชนบนพื้นที่สูงต้องจัดหาและขนส่งน้ำขึ้นสู่พื้นที่ โดยมีสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกันคือ “ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน”

เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่ในกรอบคิดของการใช้น้ำมันและไฟฟ้าในการนำน้ำขึ้นมา นั่นย่อมหมายความว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนการทำเกษตรเชิงนิเวศ ต้องติดบ่วงอยู่กับการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งพลังงานดังกล่าวยังเป็นที่มาของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนการจัดการน้ำในระบบอื่นๆ เช่น การขุดสระ การใช้น้ำใต้ดิน ก็เป็นรูปแบบที่ไม่มีความสอดคล้องเหมาะสมกับพื้นที่

นั่นเองเป็นจุดหลักที่ทำให้กลุ่มอนุรักษ์กลุ่มหนึ่ง มีแรงบันดาลใจในการช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อย มีขีดความสามารถในการปรับเปลี่ยนการผลิตอาหารและการเกษตร จากเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่เกษตรเชิงนิเวศ ด้วยเห็นว่าเกษตรกรรมแบบเชิงเดี่ยวมีส่วนสำคัญต่อการทำลายระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม เป็นที่มาของวิกฤติด้านสุขภาพ และการทำลายฐานทรัพยากรของตนเอง

ขณะเดียวกัน จากข้อมูลทางวิชาการและการประเมินความเสี่ยงของชุมชน ยังพบว่าพื้นที่ต้นน้ำจะเผชิญกับภาวะความแห้งแล้งยาวนานในอนาคต เนื่องด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก การจัดการน้ำจึงเป็นมาตรการสำคัญของการลดความเสี่ยงที่ชุมชนจะเผชิญ

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจในการปรับเปลี่ยน คือการเข้าถึงน้ำในราคาต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งพบว่าชุมชนมีโอกาสอย่างมากในการเข้าถึงน้ำต้นทุนต่ำ เพราะที่ตั้งของชุมชนเป็นพื้นที่ต้นน้ำ มีปริมาณน้ำต้นทุนเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องแสวงหานวัตกรรมเพื่อการจัดการน้ำบนพื้นที่สูงให้ชุมชนสามารถเข้าถึงการใช้น้ำต้นทุนต่ำได้

คำตอบที่ออกมาคือ “เครื่องตะบันน้ำ”



“ตะบันน้ำ” นวัตกรรมพื้นบ้านเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
เครื่องตะบันน้ำ คือปั้มน้ำที่สามารถทำงานได้เอง โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้า น้ำมัน หรือแรงงานคน อาศัยเพียงการกระแทกของน้ำในท่อซึ่งถูกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลอย่างกะทันหัน ทำให้ ความดันในตัวปั้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การตะบันน้ำ (water hammer) ซึ่งจะทำงานได้ด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังมีแหล่งน้ำจ่ายให้กับปั้มอย่างสม่ำเสมอ

อธิบายคือ เมื่อน้ำไหลจากแหล่งน้ำที่สูงกว่าด้วยความเร็วที่เหมาะสม มากระทบกับวาล์วน้ำล้นซึ่งเปิด-ปิดทางเดียวเป็นจังหวะ จะกลายเป็นการเพิ่มความดันและผลักน้ำให้เข้าสู่กระเปาะอากาศ ผ่านวาล์วส่งน้ำซึ่งเปิดทางเดียวเช่นกัน เมื่อน้ำไหลเข้าสู่กระเปาะ อากาศที่อยู่ในกระเปาะจะถูกอัดจนมีความดันเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากไม่มีทางออกด้านบนของกระเปาะ อากาศจึงเกิดการอัดตัวและผลักดันให้น้ำไหลออกทางด้านล่างผ่านทางท่อส่ง ด้วยแรงดันที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า เครื่องตะบันน้ำจึงสามารถส่งน้ำหรือยกระดับน้ำได้

ตะบันน้ำไม่ใช่เครื่องสูบน้ำ แต่เป็นเครื่องส่งน้ำที่ใช้หลักการแรงดันอากาศ ดังนั้นในการติดตั้งตะบันน้ำ ต้องอาศัยระดับน้ำที่มีความสูงขั้นต้นในแนวดิ่ง โดยทุกความสูงขั้นต้น 1 เมตร จะสามารถส่งน้ำไปในแนวดิ่งได้สูงถึง 8-10 เมตร ซึ่งหากคำนวณการวางท่อได้ถูกต้องและมีน้ำที่เพียงพอ ก็จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการส่งน้ำได้มากขึ้น โดยตะบันน้ำจะมีอัตราการสูญเสียน้ำที่ตัวตะบันประมาณ 70% และได้น้ำที่ปลายทางประมาณ 30%






แม้พื้นที่ราบสูงส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ จุดกำเนิดแหล่งน้ำให้กับคนที่อยู่เบื้องล่าง แต่หนึ่งในปมปัญหาสำคัญของคนบนพื้นที่นี้ กลับเป็นการเข้าไม่ถึงการใช้น้ำเหล่านั้นเสียเอง นั่นเพราะแหล่งน้ำซึ่งอยู่ต่ำกว่าพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ชุมชนบนพื้นที่สูงต้องจัดหาและขนส่งน้ำขึ้นสู่พื้นที่ โดยมีสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกันคือ “ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน”

เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่ในกรอบคิดของการใช้น้ำมันและไฟฟ้าในการนำน้ำขึ้นมา นั่นย่อมหมายความว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนการทำเกษตรเชิงนิเวศ ต้องติดบ่วงอยู่กับการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งพลังงานดังกล่าวยังเป็นที่มาของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนการจัดการน้ำในระบบอื่นๆ เช่น การขุดสระ การใช้น้ำใต้ดิน ก็เป็นรูปแบบที่ไม่มีความสอดคล้องเหมาะสมกับพื้นที่

นั่นเองเป็นจุดหลักที่ทำให้กลุ่มอนุรักษ์กลุ่มหนึ่ง มีแรงบันดาลใจในการช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อย มีขีดความสามารถในการปรับเปลี่ยนการผลิตอาหารและการเกษตร จากเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่เกษตรเชิงนิเวศ ด้วยเห็นว่าเกษตรกรรมแบบเชิงเดี่ยวมีส่วนสำคัญต่อการทำลายระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม เป็นที่มาของวิกฤติด้านสุขภาพ และการทำลายฐานทรัพยากรของตนเอง

ขณะเดียวกัน จากข้อมูลทางวิชาการและการประเมินความเสี่ยงของชุมชน ยังพบว่าพื้นที่ต้นน้ำจะเผชิญกับภาวะความแห้งแล้งยาวนานในอนาคต เนื่องด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก การจัดการน้ำจึงเป็นมาตรการสำคัญของการลดความเสี่ยงที่ชุมชนจะเผชิญ

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจในการปรับเปลี่ยน คือการเข้าถึงน้ำในราคาต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งพบว่าชุมชนมีโอกาสอย่างมากในการเข้าถึงน้ำต้นทุนต่ำ เพราะที่ตั้งของชุมชนเป็นพื้นที่ต้นน้ำ มีปริมาณน้ำต้นทุนเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องแสวงหานวัตกรรมเพื่อการจัดการน้ำบนพื้นที่สูงให้ชุมชนสามารถเข้าถึงการใช้น้ำต้นทุนต่ำได้

คำตอบที่ออกมาคือ “เครื่องตะบันน้ำ”



“ตะบันน้ำ” นวัตกรรมพื้นบ้านเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
เครื่องตะบันน้ำ คือปั้มน้ำที่สามารถทำงานได้เอง โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้า น้ำมัน หรือแรงงานคน อาศัยเพียงการกระแทกของน้ำในท่อซึ่งถูกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลอย่างกะทันหัน ทำให้ ความดันในตัวปั้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การตะบันน้ำ (water hammer) ซึ่งจะทำงานได้ด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังมีแหล่งน้ำจ่ายให้กับปั้มอย่างสม่ำเสมอ

อธิบายคือ เมื่อน้ำไหลจากแหล่งน้ำที่สูงกว่าด้วยความเร็วที่เหมาะสม มากระทบกับวาล์วน้ำล้นซึ่งเปิด-ปิดทางเดียวเป็นจังหวะ จะกลายเป็นการเพิ่มความดันและผลักน้ำให้เข้าสู่กระเปาะอากาศ ผ่านวาล์วส่งน้ำซึ่งเปิดทางเดียวเช่นกัน เมื่อน้ำไหลเข้าสู่กระเปาะ อากาศที่อยู่ในกระเปาะจะถูกอัดจนมีความดันเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากไม่มีทางออกด้านบนของกระเปาะ อากาศจึงเกิดการอัดตัวและผลักดันให้น้ำไหลออกทางด้านล่างผ่านทางท่อส่ง ด้วยแรงดันที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า เครื่องตะบันน้ำจึงสามารถส่งน้ำหรือยกระดับน้ำได้

ตะบันน้ำไม่ใช่เครื่องสูบน้ำ แต่เป็นเครื่องส่งน้ำที่ใช้หลักการแรงดันอากาศ ดังนั้นในการติดตั้งตะบันน้ำ ต้องอาศัยระดับน้ำที่มีความสูงขั้นต้นในแนวดิ่ง โดยทุกความสูงขั้นต้น 1 เมตร จะสามารถส่งน้ำไปในแนวดิ่งได้สูงถึง 8-10 เมตร ซึ่งหากคำนวณการวางท่อได้ถูกต้องและมีน้ำที่เพียงพอ ก็จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการส่งน้ำได้มากขึ้น โดยตะบันน้ำจะมีอัตราการสูญเสียน้ำที่ตัวตะบันประมาณ 70% และได้น้ำที่ปลายทางประมาณ 30%





“ตะบันน้ำ” นวัตกรรมพื้นบ้านเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เครื่องตะบันน้ำ คือปั้มน้ำที่สามารถทำงานได้เอง โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้า น้ำมัน หรือแรงงานคน อาศัยเพียงการกระแทกของน้ำในท่อซึ่งถูกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลอย่างกะทันหัน ทำให้ ความดันในตัวปั้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การตะบันน้ำ (water hammer) ซึ่งจะทำงานได้ด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังมีแหล่งน้ำจ่ายให้กับปั้มอย่างสม่ำเสมอ

อธิบายคือ เมื่อน้ำไหลจากแหล่งน้ำที่สูงกว่าด้วยความเร็วที่เหมาะสม มากระทบกับวาล์วน้ำล้นซึ่งเปิด-ปิดทางเดียวเป็นจังหวะ จะกลายเป็นการเพิ่มความดันและผลักน้ำให้เข้าสู่กระเปาะอากาศ ผ่านวาล์วส่งน้ำซึ่งเปิดทางเดียวเช่นกัน เมื่อน้ำไหลเข้าสู่กระเปาะ อากาศที่อยู่ในกระเปาะจะถูกอัดจนมีความดันเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากไม่มีทางออกด้านบนของกระเปาะ อากาศจึงเกิดการอัดตัวและผลักดันให้น้ำไหลออกทางด้านล่างผ่านทางท่อส่ง ด้วยแรงดันที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า เครื่องตะบันน้ำจึงสามารถส่งน้ำหรือยกระดับน้ำได้

ตะบันน้ำไม่ใช่เครื่องสูบน้ำ แต่เป็นเครื่องส่งน้ำที่ใช้หลักการแรงดันอากาศ ดังนั้นในการติดตั้งตะบันน้ำ ต้องอาศัยระดับน้ำที่มีความสูงขั้นต้นในแนวดิ่ง โดยทุกความสูงขั้นต้น 1 เมตร จะสามารถส่งน้ำไปในแนวดิ่งได้สูงถึง 8-10 เมตร ซึ่งหากคำนวณการวางท่อได้ถูกต้องและมีน้ำที่เพียงพอ ก็จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการส่งน้ำได้มากขึ้น โดยตะบันน้ำจะมีอัตราการสูญเสียน้ำที่ตัวตะบันประมาณ 70% และได้น้ำที่ปลายทางประมาณ 30%







“ตะบันน้ำ” นวัตกรรมพื้นบ้านเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เครื่องตะบันน้ำ คือปั้มน้ำที่สามารถทำงานได้เอง โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้า น้ำมัน หรือแรงงานคน อาศัยเพียงการกระแทกของน้ำในท่อซึ่งถูกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลอย่างกะทันหัน ทำให้ ความดันในตัวปั้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การตะบันน้ำ (water hammer) ซึ่งจะทำงานได้ด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังมีแหล่งน้ำจ่ายให้กับปั้มอย่างสม่ำเสมอ

อธิบายคือ เมื่อน้ำไหลจากแหล่งน้ำที่สูงกว่าด้วยความเร็วที่เหมาะสม มากระทบกับวาล์วน้ำล้นซึ่งเปิด-ปิดทางเดียวเป็นจังหวะ จะกลายเป็นการเพิ่มความดันและผลักน้ำให้เข้าสู่กระเปาะอากาศ ผ่านวาล์วส่งน้ำซึ่งเปิดทางเดียวเช่นกัน เมื่อน้ำไหลเข้าสู่กระเปาะ อากาศที่อยู่ในกระเปาะจะถูกอัดจนมีความดันเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากไม่มีทางออกด้านบนของกระเปาะ อากาศจึงเกิดการอัดตัวและผลักดันให้น้ำไหลออกทางด้านล่างผ่านทางท่อส่ง ด้วยแรงดันที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า เครื่องตะบันน้ำจึงสามารถส่งน้ำหรือยกระดับน้ำได้

ตะบันน้ำไม่ใช่เครื่องสูบน้ำ แต่เป็นเครื่องส่งน้ำที่ใช้หลักการแรงดันอากาศ ดังนั้นในการติดตั้งตะบันน้ำ ต้องอาศัยระดับน้ำที่มีความสูงขั้นต้นในแนวดิ่ง โดยทุกความสูงขั้นต้น 1 เมตร จะสามารถส่งน้ำไปในแนวดิ่งได้สูงถึง 8-10 เมตร ซึ่งหากคำนวณการวางท่อได้ถูกต้องและมีน้ำที่เพียงพอ ก็จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการส่งน้ำได้มากขึ้น โดยตะบันน้ำจะมีอัตราการสูญเสียน้ำที่ตัวตะบันประมาณ 70% และได้น้ำที่ปลายทางประมาณ 30%






ภาพจาก: สมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์

จีระศักดิ์ ตรีเดช นายกสมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์ ระบุว่า หลักการของตะบันน้ำมีมาแล้วกว่า 200 ปี โดยช่างประปาชาวอังกฤษ และถูกนำไปพัฒนามาเป็นระยะ แต่ไม่ค่อยนิยมใช้กัน เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เช่น ประสิทธิภาพของการทำงานที่ได้ต่ำกว่าเครื่องปั้มน้ำชนิดอื่นๆ มีการสูญเสียน้ำในกระบวนการมากกว่าน้ำที่สูบได้ จึงเหมาะสำหรับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แต่ไม่เหมาะสำหรับการมาใช้กับการสูบน้ำประปา

ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ ได้ร่วมกับชุมชนในหลายพื้นที่ตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ ศึกษาและค้นหานวัตกรรมที่สอดคล้องเรื่อยมา จนพบว่าตะบันน้ำแต่ละรูปแบบมีจุดอ่อน จุดแข็งที่แตกต่างกันออกไป เช่น ใช้วัสดุไม่ทนทาน มีลิขสิทธิ์ ราคาแพง มีความยุ่งยากซับซ้อนในการหาอุปกรณ์ เป็นต้น จึงเกิดการพัฒนาตะบันน้ำในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จนได้ออกมาเป็นนวัตกรรม “ซูปเปอร์ตะบันน้ำ 4.0”

สำหรับซูปเปอร์ตะบันน้ำรุ่นนี้ ผลิตจากถังก๊าซแอลพีจี (LPG) ใช้แล้วจำนวน 2 ถัง ซึ่งจากการทดสอบเชิงประสิทธิภาพเปรียบเทียบกับตะบันน้ำรูปแบบต่างๆ พบว่า ซูปเปอร์ตะบันน้ำนี้มีประสิทธิภาพสูง และสอดคล้องเหมาะสมกับการใช้งานเป็นอย่างมาก ที่สำคัญยังทำให้ราคาจากที่เคยอยู่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน ขณะนี้เหลือเพียงแค่ราว 5,000 บาท

“สมาคมฯ และชุมชนได้ผ่านกระบวนการทดลองใช้งานจริง ซึ่งมีทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทำงานในภาคสนามอย่างเข้มข้น ปรับเปลี่ยนการใช้วัสดุ ปรับเปลี่ยนรูปแบบชิ้นงาน หนีจากรูปแบบที่มีลิขสิทธิ์มาเป็นแบบฉบับของตนเอง เพราะเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับชุมชน คือเทคโนโลยีที่ชุมชนเป็นคนคิดประดิษฐ์สร้าง ชุมชนเป็นเจ้าของและต่อยอดความคิดไปได้” จีระศักดิ์ ระบุ






ภาพจาก: สมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์

จีระศักดิ์ ตรีเดช นายกสมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์ ระบุว่า หลักการของตะบันน้ำมีมาแล้วกว่า 200 ปี โดยช่างประปาชาวอังกฤษ และถูกนำไปพัฒนามาเป็นระยะ แต่ไม่ค่อยนิยมใช้กัน เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เช่น ประสิทธิภาพของการทำงานที่ได้ต่ำกว่าเครื่องปั้มน้ำชนิดอื่นๆ มีการสูญเสียน้ำในกระบวนการมากกว่าน้ำที่สูบได้ จึงเหมาะสำหรับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แต่ไม่เหมาะสำหรับการมาใช้กับการสูบน้ำประปา

ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ ได้ร่วมกับชุมชนในหลายพื้นที่ตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ ศึกษาและค้นหานวัตกรรมที่สอดคล้องเรื่อยมา จนพบว่าตะบันน้ำแต่ละรูปแบบมีจุดอ่อน จุดแข็งที่แตกต่างกันออกไป เช่น ใช้วัสดุไม่ทนทาน มีลิขสิทธิ์ ราคาแพง มีความยุ่งยากซับซ้อนในการหาอุปกรณ์ เป็นต้น จึงเกิดการพัฒนาตะบันน้ำในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จนได้ออกมาเป็นนวัตกรรม “ซูปเปอร์ตะบันน้ำ 4.0”

สำหรับซูปเปอร์ตะบันน้ำรุ่นนี้ ผลิตจากถังก๊าซแอลพีจี (LPG) ใช้แล้วจำนวน 2 ถัง ซึ่งจากการทดสอบเชิงประสิทธิภาพเปรียบเทียบกับตะบันน้ำรูปแบบต่างๆ พบว่า ซูปเปอร์ตะบันน้ำนี้มีประสิทธิภาพสูง และสอดคล้องเหมาะสมกับการใช้งานเป็นอย่างมาก ที่สำคัญยังทำให้ราคาจากที่เคยอยู่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน ขณะนี้เหลือเพียงแค่ราว 5,000 บาท

“สมาคมฯ และชุมชนได้ผ่านกระบวนการทดลองใช้งานจริง ซึ่งมีทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทำงานในภาคสนามอย่างเข้มข้น ปรับเปลี่ยนการใช้วัสดุ ปรับเปลี่ยนรูปแบบชิ้นงาน หนีจากรูปแบบที่มีลิขสิทธิ์มาเป็นแบบฉบับของตนเอง เพราะเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับชุมชน คือเทคโนโลยีที่ชุมชนเป็นคนคิดประดิษฐ์สร้าง ชุมชนเป็นเจ้าของและต่อยอดความคิดไปได้” จีระศักดิ์ ระบุ




เขาบอกด้วยว่า ข้อดีของซูปเปอร์ตะบันน้ำคือการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะด้วยลักษณะการส่งน้ำที่ใช้แรงดันอากาศและแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้ตะบันน้ำไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มาจากฟอสซิล และไม่ใช้ไฟฟ้าจากสายส่ง ทำให้ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ จึงมีส่วนช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ พบว่าการใช้เครื่องตะบันน้ำ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 0.532 กิโลคาร์บอนต่อวัน ดังนั้นการใช้เครื่องตะบันน้ำในพื้นที่ 20 เครื่องเป็นเวลา 1 เดือน จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 319 กิโลคาร์บอน หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่ประมาณ 32 ต้น นอกจากนี้ตะบันน้ำยังมีความคุ้มทุนในตัวเอง และใช้ระยะเวลาสั้นเพียงประมาณ 3 เดือนในการคืนทุน

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคหนึ่งของการใช้ซูปเปอร์ตะบันน้ำ คือเป็นเครื่องจักรที่ต้องใช้เวลาในการอธิบายเรื่องการใช้งาน ซึ่งต้องมีการสาธิตและทดลองร่วมกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เนื่องจากชาวบ้านบางส่วนยังมีทัศนคติว่าเครื่องสูบน้ำที่ใช้น้ำมันง่ายกว่า สะดวกกว่า และอีกประเด็นสำคัญหนึ่งคือตะบันน้ำไม่ได้เหมาะกับสภาพภูมิประเทศทุกพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมจะต้องมีแหล่งน้ำที่เกิดจากธรรมชาติ และมีการไหลเวียนของน้ำด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำ

“ตะบันน้ำ” ลดค่าใช้จ่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประสิทธิภาพของตะบันน้ำ 1 เครื่อง สามารถส่งน้ำโดยเฉลี่ยได้ประมาณ 3,000 ลิตรต่อวัน และสูงสุดได้เต็มประสิทธิภาพประมาณ 7,500 ลิตรต่อวัน ซึ่งหากคำนวณเทียบกับค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องสูบน้ำแบบน้ำมัน พบว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 19,980 บาทต่อปี สำหรับน้ำมันเบนซิน หรือลดได้ถึง 24,656 บาทต่อปี หากเป็นน้ำมันดีเซล





เขาบอกด้วยว่า ข้อดีของซูปเปอร์ตะบันน้ำคือการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะด้วยลักษณะการส่งน้ำที่ใช้แรงดันอากาศและแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้ตะบันน้ำไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มาจากฟอสซิล และไม่ใช้ไฟฟ้าจากสายส่ง ทำให้ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ จึงมีส่วนช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ พบว่าการใช้เครื่องตะบันน้ำ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 0.532 กิโลคาร์บอนต่อวัน ดังนั้นการใช้เครื่องตะบันน้ำในพื้นที่ 20 เครื่องเป็นเวลา 1 เดือน จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 319 กิโลคาร์บอน หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่ประมาณ 32 ต้น นอกจากนี้ตะบันน้ำยังมีความคุ้มทุนในตัวเอง และใช้ระยะเวลาสั้นเพียงประมาณ 3 เดือนในการคืนทุน

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคหนึ่งของการใช้ซูปเปอร์ตะบันน้ำ คือเป็นเครื่องจักรที่ต้องใช้เวลาในการอธิบายเรื่องการใช้งาน ซึ่งต้องมีการสาธิตและทดลองร่วมกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เนื่องจากชาวบ้านบางส่วนยังมีทัศนคติว่าเครื่องสูบน้ำที่ใช้น้ำมันง่ายกว่า สะดวกกว่า และอีกประเด็นสำคัญหนึ่งคือตะบันน้ำไม่ได้เหมาะกับสภาพภูมิประเทศทุกพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมจะต้องมีแหล่งน้ำที่เกิดจากธรรมชาติ และมีการไหลเวียนของน้ำด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำ

“ตะบันน้ำ” ลดค่าใช้จ่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประสิทธิภาพของตะบันน้ำ 1 เครื่อง สามารถส่งน้ำโดยเฉลี่ยได้ประมาณ 3,000 ลิตรต่อวัน และสูงสุดได้เต็มประสิทธิภาพประมาณ 7,500 ลิตรต่อวัน ซึ่งหากคำนวณเทียบกับค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องสูบน้ำแบบน้ำมัน พบว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 19,980 บาทต่อปี สำหรับน้ำมันเบนซิน หรือลดได้ถึง 24,656 บาทต่อปี หากเป็นน้ำมันดีเซล





วิไช ด้วงทอง เกษตรกรปลูกผักสวนครัวและข้าวโพด ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ระบุว่า ปัญหาหลักของการทำเกษตรในพื้นที่สูง คือการจัดสรรน้ำจากแหล่งน้ำซึ่งต้องใช้ปั๊มสูบน้ำขึ้นมา เนื่องจาก แหล่งน้ำจะอยู่ตามสันเขาและพื้นที่ต่ำ โดยที่ผ่านมาใช้เครื่องปั๊มน้ำน้ำมันดีเซลสูบน้ำขึ้นมาเก็บไว้ในถัง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่ราคาขายพืชก็ไม่สูงมาก จึงไม่คุ้มทุน

เพื่อให้อยู่รอด เขาจึงมองหาวิธีทำการเกษตรทางเลือกอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยภายหลังที่สมาคมฯ มาอบรมเรื่องตะบันน้ำ ซึ่งเขาสนใจและเข้าไปขอคำปรึกษาจนได้ตะบันน้ำมาทดลองใช้ 1 เครื่อง ผ่านมาประมาณ 3 เดือน พบว่าการใช้เครื่องตะบันน้ำช่วยให้ประหยัดเงินได้เดือนละ 12,000-15,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าน้ำมัน และยังพบว่าไม่มีช่วงที่ขาดแคลนน้ำเลย เพราะตะบันน้ำสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อุดม อุทะเสน อดีตเกษตรกรในระบบเกษตรพันธะสัญญา เล่าว่า การทำเกษตรพันธะสัญญาจำต้องมีการลงทุนในการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือจำนวนมาก หากมีเครื่องมือเครื่องจักรไม่ครบ ก็ต้องจ้างหรือจัดซื้อจากคนอื่น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงมาก และมีความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพอากาศเนื่องจากภาวะโลกร้อนสูงมาก ทำให้บางช่วงต้องขาดทุนติดต่อกันหลายรอบการเพาะปลูก

ภายหลังที่ได้นำตะบันน้ำเข้ามาใช้ในการจัดการ เขาจึงเปลี่ยนมาปลูกกล้วยน้ำว้า มะขาม และพืชผลไม้ยืนต้นแทน แม้รายได้ไม่สูงมากแต่ได้ตลอดปี มีพ่อค้ามารับซื้อในหมู่บ้าน สามารถส่งลูกเรียนหนังสือได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย นอกจากนี้สภาพดินและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรวมยังค่อยๆ ดีขึ้น มีพื้นที่สีเขียวเยอะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนมาปลูกกล้วยและมะขามตามมากขึ้น

ปัจจุบันสมาคมฯ ได้มีการส่งเสริมตะบันน้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่เทือกเขาเพชรบูรณ์ ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากแหล่งทุนต่างๆ ไปแล้วมากกว่า 50 ตัว และได้เกิดช่างชุมชนอีกจำนวนหนึ่งที่รวมกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อประกอบกิจการทางสังคม โดยมุ่งหวังที่จะนำผลกำไรไปสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่เทือกเขาได้ใช้พลังงานทดแทน และเข้าถึงการใช้น้ำ ตลอดจนเสริมสร้างภูมิต้านทานเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขณะเดียวกัน ซูเปอร์ตะบันน้ำ 4.0 ยังได้ถูกรับเลือกให้เป็น 1 ใน 10 โครงการที่ได้รับการต่อยอดสนับสนุนจากดีแทค ภายใต้โครงการ “พลิกไทย” ที่เชิญชวนให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีไอเดียในการแก้ไชปัญหา และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยดีแทคได้คัดเลือก 10 แนวคิดที่สามารถปฏิบัติได้จริง และสามารถสร้างประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม เพื่อมอบเงินทุนสนับสนุนเบื้องต้น ให้โครงการสามารถเป็นจริงได้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ที่ https://www.dtac.co.th/plikthai/p/water-sink


ที่มา : https://greennews.agency/?p=18176