ชี้น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายเร็วขึ้นเพราะสาหร่ายจับ











แหล่งที่มา : www.thairath.co.th
แหล่งที่มา : www.thairath.co.th
แหล่งที่มา : www.thairath.co.th






แหล่งที่มา : www.thairath.co.th


ความรู้เกี่ยวกับการจัดการและการใช้ประโยชน์จากขยะรีไซเคิล



การจัดการและการใช้ประโยชน์จากขยะ สำหรับประเทศไทยนับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่คัดแยกขยะจากบ้านเรือน เพื่อนำขยะเหล่านี้กับมารีไซเคิลใหม่ กลุ่มบุคคลเหล่านี้ คือ ผู้ประกอบอาชีพเก็บและรับซื้อของเก่าที่เป็นกลไกที่สำคัญในการคัดแยกขยะ ซึ่งในการคัดแยกขยะผู้ประกอบอาชีพนี้จะต้องทราบว่าขยะประเภทใดบ้างที่เป็นความต้องการของตลาดรีไซเคิล และควรจัดการกับขยะเหล่านี้อย่างไรก่อนนำไปขายเพื่อให้ได้ราคาดี





การจัดการและการใช้ประโยชน์จากขยะ สำหรับประเทศไทยนับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่คัดแยกขยะจากบ้านเรือน เพื่อนำขยะเหล่านี้กับมารีไซเคิลใหม่ กลุ่มบุคคลเหล่านี้ คือ ผู้ประกอบอาชีพเก็บและรับซื้อของเก่าที่เป็นกลไกที่สำคัญในการคัดแยกขยะ ซึ่งในการคัดแยกขยะผู้ประกอบอาชีพนี้จะต้องทราบว่าขยะประเภทใดบ้างที่เป็นความต้องการของตลาดรีไซเคิล และควรจัดการกับขยะเหล่านี้อย่างไรก่อนนำไปขายเพื่อให้ได้ราคาดี






1.  ประเภทพลาสติก
ขยะประเภทพลาสติกมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสินค้าและบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ส่วนมากทำมาจากพลาสติก เช่น ขวดนม กระป่องยา ขวดอาหาร เป็นต้น เนื่องจากคุณสมบัติที่เหมาะสมของพลาสติกซึ่งมีน้ำหนักเบา สีสันสวยงาม ไม่เป็นสนิม ทนทาน และมีหลายประเภทจึงทำให้สามารถนำพลาสติกมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ถึงแม้ว่าพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ ดังนั้นจึงทำให้ยากต่อการกำจัดโดยการฝังกลบ แต่การกำจัดขยะพลาสติกโดยการฝังกลบไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เนื่องจากขยะพลาสติกสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบทุกประเภท พลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคอลได้ ได้แก่ พลาสติกชนิดยูเรีย เมลามีน อีพอกซี่ นอกนั้นสามารถรีไซเคิลได้หมด แต่บางครั้งยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่องที่ไม่สามารถนำพลาสติกทุกชนิดมารีไซเคิลได้ เช่นด้านความต้องการของโรงงานรีไซเคิล หรือพลาสติกบางประเภทมีน้ำหนักเบาและเก็บรวบรวมได้ยากจึงไม่เนที่นิยมนำมารีไซเคิล เช่น ถุงพลาสติก เป็นต้น
          1.1  พลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิล ได้แก่
          (1)  โพลีโพรพิลิน (Polypropylene;PP) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นถ้วยนมเปรี้ยว กระป๋องมันฝรั่งทอด และถังเนยเทียม
          (2)  โพลีสไตรีน (Polystyrene;PS) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นภาชนะแทนโฟม ถาดสลัด กล่องบรรจุวิดีโอและซีดี
          (3)  โพลีเอทิลีน (Polyethylene;PE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้ทำขวดเครื่องดื่มหรือขวดน้ำอัดลม
          (4)  โพลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl Chloride;PVC) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร สายไฟ และท่อน้ำ
          (5)  โพลิเอทิลีนที่มีความหนาแน่นสูง (High-density Polyethylene;HDPE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นเหยือกน้ำผลไม้ เหยือกนม ของเล่น ขวดน้ำยาซักผ้า
          (6)  โพลิเอทิลินที่มีความหนาแน่นต่ำ (Low-density Polyethylene;LDPE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นพลาสติกใสสำหรับห่ออาหาร และถุงหิ้ว
          1.2  การคัดแยกพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิล
           พลาสติกที่ซื้อขายเกันเพื่อนำกลับมารีไซเคิลมีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 3-8 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของพลาสติกก่อนนำไปขายจะมีการจัดการขยะพลาสติกให้ดีก่อน ดังนี้
          (1)  ขวดให้สิ่งปนเปื้อนออกให้หมด ดึงฉลากและสิ่งต่างๆ ที่ติดกับพลาสติกออกให้หมด
          (2)  ทำให้แบนเพื่อประหยัดเนื้อที่
          (3)  คัดแยกพลาสติกออกตามปรเภท อาจจะสังเกตประเภทของพลาสติกจากเครื่องหมายที่ก้อนบรรจุภัณฑ์ก็ได้ เพราะบางทีจะมีเครื่องหมายรีไซเคิลพร้อมทั้งตัวเลขระบุประเภทของพลาสติก หรืออาจนำพลาสติกมาแช่น้ำเพื่อแยกประเภทพลาสติก เพราะพลาสติกแต่ละประเภทมีความหนาแน่นไม่เท่ากัน









1.  ประเภทพลาสติก
ขยะประเภทพลาสติกมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสินค้าและบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ส่วนมากทำมาจากพลาสติก เช่น ขวดนม กระป่องยา ขวดอาหาร เป็นต้น เนื่องจากคุณสมบัติที่เหมาะสมของพลาสติกซึ่งมีน้ำหนักเบา สีสันสวยงาม ไม่เป็นสนิม ทนทาน และมีหลายประเภทจึงทำให้สามารถนำพลาสติกมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ถึงแม้ว่าพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ ดังนั้นจึงทำให้ยากต่อการกำจัดโดยการฝังกลบ แต่การกำจัดขยะพลาสติกโดยการฝังกลบไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เนื่องจากขยะพลาสติกสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบทุกประเภท พลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคอลได้ ได้แก่ พลาสติกชนิดยูเรีย เมลามีน อีพอกซี่ นอกนั้นสามารถรีไซเคิลได้หมด แต่บางครั้งยังมีข้อจำกัดอีกหลายเรื่องที่ไม่สามารถนำพลาสติกทุกชนิดมารีไซเคิลได้ เช่นด้านความต้องการของโรงงานรีไซเคิล หรือพลาสติกบางประเภทมีน้ำหนักเบาและเก็บรวบรวมได้ยากจึงไม่เนที่นิยมนำมารีไซเคิล เช่น ถุงพลาสติก เป็นต้น
          1.1  พลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิล ได้แก่
          (1)  โพลีโพรพิลิน (Polypropylene;PP) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นถ้วยนมเปรี้ยว กระป๋องมันฝรั่งทอด และถังเนยเทียม
          (2)  โพลีสไตรีน (Polystyrene;PS) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นภาชนะแทนโฟม ถาดสลัด กล่องบรรจุวิดีโอและซีดี
          (3)  โพลีเอทิลีน (Polyethylene;PE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้ทำขวดเครื่องดื่มหรือขวดน้ำอัดลม
          (4)  โพลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl Chloride;PVC) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร สายไฟ และท่อน้ำ
          (5)  โพลิเอทิลีนที่มีความหนาแน่นสูง (High-density Polyethylene;HDPE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นเหยือกน้ำผลไม้ เหยือกนม ของเล่น ขวดน้ำยาซักผ้า
          (6)  โพลิเอทิลินที่มีความหนาแน่นต่ำ (Low-density Polyethylene;LDPE) พลาสติกประเภทนี้เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นพลาสติกใสสำหรับห่ออาหาร และถุงหิ้ว
          1.2  การคัดแยกพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิล
           พลาสติกที่ซื้อขายเกันเพื่อนำกลับมารีไซเคิลมีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 3-8 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของพลาสติกก่อนนำไปขายจะมีการจัดการขยะพลาสติกให้ดีก่อน ดังนี้
          (1)  ขวดให้สิ่งปนเปื้อนออกให้หมด ดึงฉลากและสิ่งต่างๆ ที่ติดกับพลาสติกออกให้หมด
          (2)  ทำให้แบนเพื่อประหยัดเนื้อที่
          (3)  คัดแยกพลาสติกออกตามปรเภท อาจจะสังเกตประเภทของพลาสติกจากเครื่องหมายที่ก้อนบรรจุภัณฑ์ก็ได้ เพราะบางทีจะมีเครื่องหมายรีไซเคิลพร้อมทั้งตัวเลขระบุประเภทของพลาสติก หรืออาจนำพลาสติกมาแช่น้ำเพื่อแยกประเภทพลาสติก เพราะพลาสติกแต่ละประเภทมีความหนาแน่นไม่เท่ากัน








2.  ประเภทกระดาษ
ขยะมูลฝอยจากบ้านเรือนและสำนักงานจะมีกระดาษเป็นองคืประกอบที่สำคัญตัวหนึ่ง เนื่องจากในชีวิตประจำวันของเราจะต้องเกี่ยวพันกับการใช้กระดาษ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ กระดาษคอมพิวเตอร์ ถุงกระดาษ กระดาษลัง เป้นต้น กระดาษเหล่านี้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ กระดาษที่ไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ เช่น กระดาษห่อของขวัญ กระดาษกล่องแอปเปิล เพราะกระดาษประเภทนี้มีเยื่อเซลลูโลสน้อยมากไม่เหมาะที่จะนำมารีไซเคิลอีก
          2.1  การจัดการขยะประเภทกระดาษเพื่อนำมารีไซเคิล
          กระดาษแต่ละประเภทมีราคารับซื้อไม่เท่ากัน ถ้าขายรวมๆ กันก็จะได้ราคารวมเย่างต่ำเพียงกิโลกรัมละ 1 บาท และที่สำคัญกระดาษที่นำมากขายจะต้องไม่เปื้อนคราบน้ำมันต่างๆ ดังนั้นจึงควรมีการแยกประเภทกระดาษก่อนที่จำนำไปขายตามประเภทดังนี้
     -  กระดาษแข็งกล่องน้ำตาล
     -  กระดาษย่อยและหนังสือเล่มทั่วไป
     -  กระดาษขาวสำนักงาน
     -  กระดาษหนังสือพิมพ์
     -  สมุดโทรศัพท์
     -  กระดาษสมุดนักเรียน
     -  กล่องยูเอชที
          2.2  การรีไซเคิลกระดาษ
           กระดาษที่รับซื้อจากบ้านเรือนหรือแหล่งต่างๆ จะถูกส่งไปยังโรงงานผลิตกระดาษ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผสมในการผลิตกระดาษประเภทต่างๆ กระดาษมีหลายชนิดและหลายคุณภาพ กระดาษขาวสำหรับเขียนหรือการะดาษคอมพิวเตอร์จะเป็นกระดาาที่มีคุณภาพสูง จึงถูกนำมาแปรรูปเป็นกระดาษสมุดและหนังสือ ส่วนหนังสือพิมพ์และกระดาษกล่องจะมีคุณภาพต่ำ จึงถูกนำมาแปรรูปเป็นกระดาษกล่องบรรจุเครื่องดื่ม กระดาษห่อของขวัญ กล่องกระดาษแข็ง การรีไซเคิลกระดาษจะเริ่มด้วยกำจัดหมึกออกและตีกระดาษให้เปื่อยยุ่ยเป็นเยื่อกระดาษและเติมเยื่อกระดาษใหม่เข้าไป ซึ่งสัดส่วนเยื่อกระดาษรีไซเคิลกับเยื่อกระดาษใหม่ขึ้นอยู่กับประเภทของกระดาษที่จะผลิตแล้วจะเข้าสู่กระบวนการผลิตกระดาษต่อไป
 






2.  ประเภทกระดาษ
ขยะมูลฝอยจากบ้านเรือนและสำนักงานจะมีกระดาษเป็นองคืประกอบที่สำคัญตัวหนึ่ง เนื่องจากในชีวิตประจำวันของเราจะต้องเกี่ยวพันกับการใช้กระดาษ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ กระดาษคอมพิวเตอร์ ถุงกระดาษ กระดาษลัง เป้นต้น กระดาษเหล่านี้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ กระดาษที่ไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ เช่น กระดาษห่อของขวัญ กระดาษกล่องแอปเปิล เพราะกระดาษประเภทนี้มีเยื่อเซลลูโลสน้อยมากไม่เหมาะที่จะนำมารีไซเคิลอีก
          2.1  การจัดการขยะประเภทกระดาษเพื่อนำมารีไซเคิล
          กระดาษแต่ละประเภทมีราคารับซื้อไม่เท่ากัน ถ้าขายรวมๆ กันก็จะได้ราคารวมเย่างต่ำเพียงกิโลกรัมละ 1 บาท และที่สำคัญกระดาษที่นำมากขายจะต้องไม่เปื้อนคราบน้ำมันต่างๆ ดังนั้นจึงควรมีการแยกประเภทกระดาษก่อนที่จำนำไปขายตามประเภทดังนี้
     -  กระดาษแข็งกล่องน้ำตาล
     -  กระดาษย่อยและหนังสือเล่มทั่วไป
     -  กระดาษขาวสำนักงาน
     -  กระดาษหนังสือพิมพ์
     -  สมุดโทรศัพท์
     -  กระดาษสมุดนักเรียน
     -  กล่องยูเอชที
          2.2  การรีไซเคิลกระดาษ
           กระดาษที่รับซื้อจากบ้านเรือนหรือแหล่งต่างๆ จะถูกส่งไปยังโรงงานผลิตกระดาษ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผสมในการผลิตกระดาษประเภทต่างๆ กระดาษมีหลายชนิดและหลายคุณภาพ กระดาษขาวสำหรับเขียนหรือการะดาษคอมพิวเตอร์จะเป็นกระดาาที่มีคุณภาพสูง จึงถูกนำมาแปรรูปเป็นกระดาษสมุดและหนังสือ ส่วนหนังสือพิมพ์และกระดาษกล่องจะมีคุณภาพต่ำ จึงถูกนำมาแปรรูปเป็นกระดาษกล่องบรรจุเครื่องดื่ม กระดาษห่อของขวัญ กล่องกระดาษแข็ง การรีไซเคิลกระดาษจะเริ่มด้วยกำจัดหมึกออกและตีกระดาษให้เปื่อยยุ่ยเป็นเยื่อกระดาษและเติมเยื่อกระดาษใหม่เข้าไป ซึ่งสัดส่วนเยื่อกระดาษรีไซเคิลกับเยื่อกระดาษใหม่ขึ้นอยู่กับประเภทของกระดาษที่จะผลิตแล้วจะเข้าสู่กระบวนการผลิตกระดาษต่อไป
 





3.  ประเภทแก้ว
 แก้วเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากทรายโดยมีหินปูนและโซดาไฟเป็นส่วนผสม โดยนำมาหลอมและขึ้นรูปเป็นภาชนะต่างๆ เช่น แก้วน้ำ ขวดอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ แก้วเป็นวัสดุที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ ขวดแก้วทุกประเภทสามารถนำมารีไซเคิลได้แต่ขวดแก้วแต่ละประเภทแต่ละสีจะมีาคาต่างๆ คือ ขวดแก้วสีขาวจะมีราคาดีที่สุด รองลงมาคือสีชาและสีเขียว ถ้าเป็นขวดดีไม่แตกก็จะได้ราคาสูงกว่าขวดแตกหรือเศษแก้ว ดังนั้นควรมีการคัดแยกแก้วออกตามสี







3.  ประเภทแก้ว
 แก้วเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากทรายโดยมีหินปูนและโซดาไฟเป็นส่วนผสม โดยนำมาหลอมและขึ้นรูปเป็นภาชนะต่างๆ เช่น แก้วน้ำ ขวดอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ แก้วเป็นวัสดุที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ ขวดแก้วทุกประเภทสามารถนำมารีไซเคิลได้แต่ขวดแก้วแต่ละประเภทแต่ละสีจะมีาคาต่างๆ คือ ขวดแก้วสีขาวจะมีราคาดีที่สุด รองลงมาคือสีชาและสีเขียว ถ้าเป็นขวดดีไม่แตกก็จะได้ราคาสูงกว่าขวดแตกหรือเศษแก้ว ดังนั้นควรมีการคัดแยกแก้วออกตามสี






-  ขวดแก้วดี
สินค้า เช่น ขวดแม่โขง ขวดเบียร์ ขวดน้ำปลา ขวดซอส ขวดน้ำอัดลมแบบวันเวย์ ฯลฯ  ขวดแก้วเหล่านี้หากไม่แตกบิ่นเสียหายจะถูกส่งแลับเข้าโรงงานเพื่อนำไปล้างและฆ่าเชื้อโรคและนำกลับมาบรรจุสินค้าใหม่ซ้ำอีกอย่างน้อยถึง 30 ครั้ง โดยผู้ผลิตสินค้าเดิม เช่น บริษัทผลิตเบียร์จำนำขวดเบียร์ที่ใช้แล้วมาผ่านกระบวนการล้างและทำความสะอาดด้วยสารเคมีต่างๆ แล้วจึงนำกลับมาบรรจุเบียร์อีกครั้ง







-  ขวดแก้วดี
สินค้า เช่น ขวดแม่โขง ขวดเบียร์ ขวดน้ำปลา ขวดซอส ขวดน้ำอัดลมแบบวันเวย์ ฯลฯ  ขวดแก้วเหล่านี้หากไม่แตกบิ่นเสียหายจะถูกส่งแลับเข้าโรงงานเพื่อนำไปล้างและฆ่าเชื้อโรคและนำกลับมาบรรจุสินค้าใหม่ซ้ำอีกอย่างน้อยถึง 30 ครั้ง โดยผู้ผลิตสินค้าเดิม เช่น บริษัทผลิตเบียร์จำนำขวดเบียร์ที่ใช้แล้วมาผ่านกระบวนการล้างและทำความสะอาดด้วยสารเคมีต่างๆ แล้วจึงนำกลับมาบรรจุเบียร์อีกครั้ง






-  ขวดแก้วแตกหรือเศษแก้ว
ถูกนำมาคัดแยกสี คือ ขวดแก้วขาว ขวดแก้วสีชา ขวดแก้วสีเขียว แมื่อแยกสีแล้วจะถูกส่งเข้าโรงงานหลอมแก้ว เพื่อทุบให้แตกละเอียด ล้างทำความสะอาดด้วยสารเคมีและหลมละลาย เพื่อเป่าเป็นชขวดใหม่







-  ขวดแก้วแตกหรือเศษแก้ว
ถูกนำมาคัดแยกสี คือ ขวดแก้วขาว ขวดแก้วสีชา ขวดแก้วสีเขียว แมื่อแยกสีแล้วจะถูกส่งเข้าโรงงานหลอมแก้ว เพื่อทุบให้แตกละเอียด ล้างทำความสะอาดด้วยสารเคมีและหลมละลาย เพื่อเป่าเป็นชขวดใหม่






4.  ประเภทโลหะ
โลหะหลากหลายชนิดสามารถนำมารีไซเคิลได้โดยการนำมาหลอมและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ สามารถแบ่งโลหะออกได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ
          -  โลหะประเภทเหล็ก  เหล็กสามารถนำมารีไซเคิลได้ทุกชนิด สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ เหล็กหล่อ เหล็กหนา และเหล็กบาง ราคราซื้อขายจะต่างกันตามประเภทของเหล็ก ซึ่งพ่อค้ารับซื้อของเก่าจะทำการตัดเหล็กตามขนาดต่างๆ ตามที่ท่างโรงงานกำหนดเพื่อสะดวกในการเข้าเตาหลอมและการขนส่ง
          -  โลหะประเภทอะลูมิเนียม  แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ (1) อะลูมินียมหนา เช่น อะไหร่เครื่องยนต์ ลูกสูบ อะลูมิเนียมาอัลลอย ฯลฯ (2) อะลูมิเนียมบาง เช่น หม้อ กะละมังซักผ้า ขันน้ำ กระป๋องเครื่องดื่ม ฯลฯ ราคาซื้อขายโลหะประเภทอะลูมิเนียมมีราคาตั้งแต่ 10 บาท ถึง 45 บาท แล้วแต่ประเภท อะลูมิเนียมหนาจะมีราคาแพงกว่าอะลูมิเนียมบาง แต่ขยะอะลูมิเนียมที่พบมากในกองขยะส่วนใหญ่จะเป็นพวกกระป๋องเครื่องดื่ม เช่น กระป๋องน้ำอัดลม กระป๋องเบียร์  โดยเฉพาะกระป๋องน้ำอัดลมจะเป็นขยะที่มีปริมาตรมาก ดังนั้นก่อนนำไปขายควรจะอัดกระป๋องให้มีปริมาตรเล็กลงเพื่อที่จะได้ประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง สำหรับการรีไซเคิลกระป๋องอะลูมิเนียมนั้นพ่อค้ารับซื้อของเก่าจะทำการอัดกระป๋องอะลูมิเนียมให้มีขนาดตามที่ทางโรงงานกำหนดมา กระป๋องอะลูมิเนียมสามารถนำกลับมารีไซเคิลซื้กได้หลายๆ ครั้ง ไม่มีการกำจัดจำนวนครั้งของการผลิต เมื่อกระป๋องอะลูมิเนียมถูกส่งเข้าโรงงานแล้วจะถูกบดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วหลอมให้เป็นแท่งแข็ง จากนั้นนำไปรีดให้เป็นแผ่นบางเพื่อส่งต่ไปยังโรงงานผลิตกระป๋องเพื่อผลิตกระป่องใหม่
         -  โหละประเภททองเหลือง ทองแดง และสแตนเลส  โลหะประเภทนี้มีราคาสูงประมาณ 30-60 บาท โดยทองเหลืองสามารถนำมากลับมาหลอมใหม่ โดยทำเป็นพระ ระฆัง อุปกรณ์สุขภัณฑ์ต่างๆ ส่วนทองแดงก็นำกลับมาหลอมทำสายไฟได้ใหม่
          ปัจจัยสำคัญในการรีไซเคิลวัสดุประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลหะ พลาสติก กระดาษ แก้ว ก็คือจะต้องแยกประเภทของขยะรีไซเคิลแต่ละชนิดออกจากกันไม่ให้ปนกัน และทำความสะอาดวัสดุก่อนที่จะนำไปขาย ถ้าเป็นกระป่องก็ควรจะทำการอัดเพื่อลดปริมาตรของชขยะก่อนที่จำนำไปขาย
 






ที่มา : http://bangkokgreencity.bangkok.go.th/Knowledge-Based/Article/GarbageByCommunity/

ผลการศึกษาเขตเมืองดูดซับคาร์บอนมากกว่าที่คิด!










ปารีส-นักวิทยาศาสตร์พบข่าวดีเล็ก ๆ และน่าประหลาดใจเรื่องภาวะโลกร้อน เมื่อผลศึกษาพบว่า เขตเมืองช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อนได้มากกว่าที่คิด ผลศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสารนิเวศวิทยาประยุกต์ในอังกฤษฉบับล่าสุด ระบุว่าทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเคนท์ ได้สำรวจเมืองเลสเตอร์ ทางภาคกลางของอังกฤษ ซึ่งมีประชากรราว 3 แสนคน บนพื้นที่ 73 ตารางกิโลเมตร เพื่อวัดความสามารถในการดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ หรือคาร์บอนซิงค์ ตามสวนสาธารณะ สวนในบ้าน แหล่งอุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งร้าง สนามกอล์ฟ สนามเด็กเล่น ริมถนน และฝั่งแม่น้ำ ปรากฎว่าพบปริมาณก๊าซคาร์บอนที่ถูกดูดซับไว้ 2.31 แสนตัน สูงกว่าที่คาดการณ์ ไว้ถึง 10 เท่า หรือ พอ ๆ กับปริมาณการปล่อยไอเสียรถยนต์ 1.5 แสนคันต่อปีโดยเฉลี่ย ทั้งนี้ ราว 4% ของผิวโลก ที่เป็นพื้นดินถูกจัดเป็นเขตเมือง ตัวเลขนี้จะสูงขึ้นอีกตามจำนวนประชากรโลกที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 7,000 ล้านคนในปีนี้ และ 9,500 ล้านคนในกลางศตวรรษ แต่การคำนวนแหล่งคาร์บอนซิงค์ส่วนใหญ่ไม่ได้นำเขตเมืองมาคิดด้วย และมุ่งเฉพาะป่าไม้ ผลการศึกษาใหม่นี้จึงมีความสำคัญ คาร์บอนซิงค์ในเมืองโดยตัวมันเอง อาจไม่ใช่ทางแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันล้านตันทั่วโลก แต่อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากปลูกต้นไม้ใหญ่ที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าหญ้าและพุ่มไม้เตี้ย ในกรณีของเมืองเลสเตอร์ ที่ดินส่วนใหญ่ที่เป็นที่สาธารณะนั้น เป็นสนามหญ้า หากปลูกต้นไม้บนที่ดินเหล่านี้ เพียงร้อยละ 10 การกักเก็บคาร์บอนของเมืองจะพุ่งขึ้น 12% เลยทีเดียว นักวิจัยกล่าวว่า การปลูกต้นไม้ในเขตเมืองเพื่อกักเก็บคาร์บอน จะต้องเป็นต้นไม้ถูกชนิด และในสถานที่ที่เหมาะสมด้วย เพื่อต้นไม้จะได้มีชีวิตอยู่นาน ๆ และเมื่อต้นไม้ตายก็ควรปลูกทดแทน นอกจากนี้ ต้นไม้ใหญ่ยังมีประโยชน์ช่วยลดความร้อนและให้ร่มเงาอีกด้วย 



ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับประจำวันที่ 13 ก.ค. 54 หน้าที่ 14






ปารีส-นักวิทยาศาสตร์พบข่าวดีเล็ก ๆ และน่าประหลาดใจเรื่องภาวะโลกร้อน เมื่อผลศึกษาพบว่า เขตเมืองช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อนได้มากกว่าที่คิด ผลศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสารนิเวศวิทยาประยุกต์ในอังกฤษฉบับล่าสุด ระบุว่าทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเคนท์ ได้สำรวจเมืองเลสเตอร์ ทางภาคกลางของอังกฤษ ซึ่งมีประชากรราว 3 แสนคน บนพื้นที่ 73 ตารางกิโลเมตร เพื่อวัดความสามารถในการดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ หรือคาร์บอนซิงค์ ตามสวนสาธารณะ สวนในบ้าน แหล่งอุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งร้าง สนามกอล์ฟ สนามเด็กเล่น ริมถนน และฝั่งแม่น้ำ ปรากฎว่าพบปริมาณก๊าซคาร์บอนที่ถูกดูดซับไว้ 2.31 แสนตัน สูงกว่าที่คาดการณ์ ไว้ถึง 10 เท่า หรือ พอ ๆ กับปริมาณการปล่อยไอเสียรถยนต์ 1.5 แสนคันต่อปีโดยเฉลี่ย ทั้งนี้ ราว 4% ของผิวโลก ที่เป็นพื้นดินถูกจัดเป็นเขตเมือง ตัวเลขนี้จะสูงขึ้นอีกตามจำนวนประชากรโลกที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 7,000 ล้านคนในปีนี้ และ 9,500 ล้านคนในกลางศตวรรษ แต่การคำนวนแหล่งคาร์บอนซิงค์ส่วนใหญ่ไม่ได้นำเขตเมืองมาคิดด้วย และมุ่งเฉพาะป่าไม้ ผลการศึกษาใหม่นี้จึงมีความสำคัญ คาร์บอนซิงค์ในเมืองโดยตัวมันเอง อาจไม่ใช่ทางแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันล้านตันทั่วโลก แต่อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากปลูกต้นไม้ใหญ่ที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าหญ้าและพุ่มไม้เตี้ย ในกรณีของเมืองเลสเตอร์ ที่ดินส่วนใหญ่ที่เป็นที่สาธารณะนั้น เป็นสนามหญ้า หากปลูกต้นไม้บนที่ดินเหล่านี้ เพียงร้อยละ 10 การกักเก็บคาร์บอนของเมืองจะพุ่งขึ้น 12% เลยทีเดียว นักวิจัยกล่าวว่า การปลูกต้นไม้ในเขตเมืองเพื่อกักเก็บคาร์บอน จะต้องเป็นต้นไม้ถูกชนิด และในสถานที่ที่เหมาะสมด้วย เพื่อต้นไม้จะได้มีชีวิตอยู่นาน ๆ และเมื่อต้นไม้ตายก็ควรปลูกทดแทน นอกจากนี้ ต้นไม้ใหญ่ยังมีประโยชน์ช่วยลดความร้อนและให้ร่มเงาอีกด้วย 



ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับประจำวันที่ 13 ก.ค. 54 หน้าที่ 14


กรมประมง เตรียมประกาศควบคุมสัตว์น้ำเอเลียนสปีชร์ กลุ่มปลาสวยงาม 100 ชนิด กุ้งเครฟิช เป็นสัตว์ควบคุมภายใต้มาตรา 76 กฎหมายประมง หลังพบช่องโหว่กฎหมายนำเข้ามาเพาะและปรับปรุงพันธุ์ จนสร้างปัญหาต่อระบบนิเวศ

นายสุทธิชัย ฤทธิธรรม ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง กล่าวว่า จากการสำรวจการแพร่การกระจายพันธุ์ของปลาหมอสีคางดำ เอเลียนสปีชีส์ ในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม และยังอยู่ระหว่างการสำรวจในแหล่งน้ำสาธารณะอื่นๆ ยอมรับว่าการประเมินความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเป็นไปได้ยาก รวมถึงการกำจัดให้หมดจากแหล่งน้ำก็ยาก ระดับความรุนแรงของการระบาดหากเทียบกับการระบาดของปลาซักเกอร์ หอยเชอรี่ในช่วงหลายปีจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถจัดการได้ 

ปัญหาที่เกิดขึ้นยอมรับว่ามีช่องว่าง ในการควบคุมการนำเข้าปลาสวยงาม สัตว์น้ำต่างถิ่นที่ผู้ประกอบการและนักปรับปรุงพันธ์ุ สามารถนำเข้ามาได้ได้อย่างถูกกฎหมาย โดยขาดการควบคุมซึ่งกรมประมง เคยรวบรวมไว้ประมาณ 100 สายพันธ์ุ ครอบคลุมกลุ่มปลาหมอสี ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาทอง ปลาปอมปาดัวร์  เรนโบว์ หอยชนิดต่างๆ ยังไม่รวมถึงสัตว์น้ำในบัญชีไซเตส ที่มักจะถูกแอบลักลอบนำเข้ามาขายและจำหน่าย

นายสุทธิชัย บอกว่า หลังจากเริ่มพบการระบาดของสัตว์น้ำต่างถิ่นหลายชนิด เช่น ปลาหมอสีคางดำ กลุ่มปลาหมอสีประมาณ 100 ชนิด กลุ่มปลากระเบนอะเมซอน กุ้งกร้ามกรามแดง หรือกุ้งเครฟิช ปลาเอลิเกเตอร์ กบอะเมซอน  ที่เริ่มมีรายงานเจอในแหล่งน้ำสาธารณะแล้ว กรมประมง อยู่ระหว่างเตรียมประกาศให้สัตว์ในบัญชีเหล่านี้ เป็นสัตว์ที่ต้องควบคุมการนำเข้า การเพาะเลี้ยง โดยใช้มาตรา 76 พระราชบัญญัติประมงปี 2558 ที่ระบุไว้ชัดเจนให้ออกกฎกระทรวงกำหนดชนิดหรือลักษณะของสัตว์น้ำ เพื่อกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จะต้องป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค 

"ยอมรับว่า กฎหมายไม่สามารถย้อนหลังเอาผิดกับผู้ขออนุญาตนำสัตว์น้ำต่างถิ่น เข้ามาเพาะขยายพันธุ์ได้ ทั้งการเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม หรือการกำจัด ซึ่งกรณีปลาหมอสี ยืนยันว่าการขออนุญาต ไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงรายเดียวที่นำเข้าเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่นักเพาะเลี้ยงนำเข้ามาเพื่อปรับปรุงพันธุ์ โดยไม่ต้องผ่านการขออนุญาต เนื่องจากเป็นกลุ่มปลาสวยงาม ที่จะถูกตรวจเรื่องโรคสัตว์น้ำเท่านั้น ตรงนี้เป็นช่องโหว่ของกฎหมายที่กรมประมง ต้องควบคุมโดยเร็วที่สุด โดยการออกประกาศควบคุมปลาหมอสีทุกชนิด และสัตว์น้ำอื่นๆทีระบาดในแหล่งน้ำตอนนี้ "  

นายสุทธิชัย บอกอีกว่าอยากขอความร่วมมือจากนักเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงาม หากไม่อยากเลี้ยงให้นำมาไว้ให้กับกรมประมง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่านำไปปล่อยในแหล่งน้ำ เพราะจะเกิดอันตรายต่อระบบนิเวศจนควบคุมยาก

ทั้งนี้ มาตรา 76 ของพระราชบัญญัติกรมประมง ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้มีคุณภาพป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออันตรายต่อผู้บริโภค หรือกิจการของบุคคลอื่นให้ออกกฎกระทรวงกำหนดชนิดของสัตว์น้ำ ประเภทและขนาดรูปแบบของกิจการ ให้เป็นกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ควบคุมได้

Credit : ThaiPBS  


"ยอมรับว่า กฎหมายไม่สามารถย้อนหลังเอาผิดกับผู้ขออนุญาตนำสัตว์น้ำต่างถิ่น เข้ามาเพาะขยายพันธุ์ได้ ทั้งการเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม หรือการกำจัด ซึ่งกรณีปลาหมอสี ยืนยันว่าการขออนุญาต ไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงรายเดียวที่นำเข้าเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่นักเพาะเลี้ยงนำเข้ามาเพื่อปรับปรุงพันธุ์ โดยไม่ต้องผ่านการขออนุญาต เนื่องจากเป็นกลุ่มปลาสวยงาม ที่จะถูกตรวจเรื่องโรคสัตว์น้ำเท่านั้น ตรงนี้เป็นช่องโหว่ของกฎหมายที่กรมประมง ต้องควบคุมโดยเร็วที่สุด โดยการออกประกาศควบคุมปลาหมอสีทุกชนิด และสัตว์น้ำอื่นๆทีระบาดในแหล่งน้ำตอนนี้ "  

นายสุทธิชัย บอกอีกว่าอยากขอความร่วมมือจากนักเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงาม หากไม่อยากเลี้ยงให้นำมาไว้ให้กับกรมประมง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่านำไปปล่อยในแหล่งน้ำ เพราะจะเกิดอันตรายต่อระบบนิเวศจนควบคุมยาก

ทั้งนี้ มาตรา 76 ของพระราชบัญญัติกรมประมง ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้มีคุณภาพป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออันตรายต่อผู้บริโภค หรือกิจการของบุคคลอื่นให้ออกกฎกระทรวงกำหนดชนิดของสัตว์น้ำ ประเภทและขนาดรูปแบบของกิจการ ให้เป็นกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ควบคุมได้

Credit : ThaiPBS  


สัตวแพทย์ยืนยันสุขภาพลูกเต่ากระ 99 ตัว ที่ฟักออกจากไข่เมื่อ 4 วันก่อน สุขภาพแข็งแรงดีทุกตัว ขณะที่ยังคงพบเต่าขึ้นมาวางไข่บนเกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่รวบรวมไข่เต่าได้กว่า 800 ฟอง

เจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม เปิดเผยว่า ลูกเต่ากระที่ฟักออกจากไข่เมื่อ 4 วันก่อน และเป็นลูกเต่ากลุ่มแรกของปีนี้ พบว่าทั้ง 99 ตัวมีสุขภาพแข็งแรง เบื้องต้นลูกเต่าจะถูกเลี้ยงในบ่ออนุบาลประมาณ 5 - 6 เดือน เพื่อให้มีขนาดลำตัวใหญ่พอที่จะไม่ตกเป็นอาหารของศัตรูตามธรรมชาติ

เจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงไข่เต่าบริเวณชายหาดเกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปวางไว้ที่บ่อฟักภายในศูนย์ดูแลของมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม หลังจากพบแม่เต่าขึ้นมาวางไข่บนชายหาดอ่าวเทียน เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 19 ก.ค.60

จากการตรวจสอบพบมีไข่เต่าทั้งหมด 114 ฟอง อยู่ในสภาพสมบูรณ์และถือเป็นไข่เต่ารังที่ 7 ของปีนี้ของเกาะทะลุ ทำให้ขณะนี้มีไข่เต่าที่อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่กว่า 800 ฟอง ซึ่งคาดว่าไข่เต่ารังนี้จะครบกำหนดฟักเป็นตัวประมาณปลายเดือนกันยายน

Credit : ThaiPBS



สัตวแพทย์ยืนยันสุขภาพลูกเต่ากระ 99 ตัว ที่ฟักออกจากไข่เมื่อ 4 วันก่อน สุขภาพแข็งแรงดีทุกตัว ขณะที่ยังคงพบเต่าขึ้นมาวางไข่บนเกาะทะลุ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่รวบรวมไข่เต่าได้กว่า 800 ฟอง

เจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม เปิดเผยว่า ลูกเต่ากระที่ฟักออกจากไข่เมื่อ 4 วันก่อน และเป็นลูกเต่ากลุ่มแรกของปีนี้ พบว่าทั้ง 99 ตัวมีสุขภาพแข็งแรง เบื้องต้นลูกเต่าจะถูกเลี้ยงในบ่ออนุบาลประมาณ 5 - 6 เดือน เพื่อให้มีขนาดลำตัวใหญ่พอที่จะไม่ตกเป็นอาหารของศัตรูตามธรรมชาติ

เจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงไข่เต่าบริเวณชายหาดเกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปวางไว้ที่บ่อฟักภายในศูนย์ดูแลของมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม หลังจากพบแม่เต่าขึ้นมาวางไข่บนชายหาดอ่าวเทียน เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 19 ก.ค.60

จากการตรวจสอบพบมีไข่เต่าทั้งหมด 114 ฟอง อยู่ในสภาพสมบูรณ์และถือเป็นไข่เต่ารังที่ 7 ของปีนี้ของเกาะทะลุ ทำให้ขณะนี้มีไข่เต่าที่อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่กว่า 800 ฟอง ซึ่งคาดว่าไข่เต่ารังนี้จะครบกำหนดฟักเป็นตัวประมาณปลายเดือนกันยายน

Credit : ThaiPBS


อุทยานแห่งชาติภูพาน จ.สกลนคร เปิดภาพของเจ้าหน้าที่ในการดูแลช้าง "ช้างต้น" 
ช้างสำคัญประจำพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 

โดยช้างสำคัญที่ย้ายมายืนโรง ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ มีจำนวนทั้งสิ้น 4 ช้าง เป็นช้างพัง (ตัวเมีย) หมดทั้งสิ้น เพราะหลังจากเข้าพระราชพิธีสมโภชแล้วจะไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ ตามขัตติยราชประเพณีดั้งเดิมของไทย ซึ่งช้างหลวง ที่ตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ประกอบด้วย

1. พระวิมลรัตนกิริณี กมุทศรีพรรณโศภิต อัฏฐทิศพงศ์กมลาสน์ อรรคราชทิพยพาหน ถกลกิตติคุณกำจร อมรสารเลิศฟ้า ฯ
2. พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดี โรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์ อัฐทิศพิศาล พิเสฐธารธรณี พิทักษ์ คุณารักษ กิตติกำจร อมรสารเลิศฟ้าฯ
3.พระเทพวัชระกิริณี ดามพหัสดี พิษณุพงศ์ โสตธำรงวิสุทธิลักษณ์ อำนรรฆคุณสปสกนธ์ วิมลสารโสภิต วิบุลกิตติเลิศฟ้าฯ
4. พังมด ( ยังไม่ได้ขึ้นระวาง)



อุทยานแห่งชาติภูพาน จ.สกลนคร เปิดภาพของเจ้าหน้าที่ในการดูแลช้าง "ช้างต้น" 
ช้างสำคัญประจำพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 

โดยช้างสำคัญที่ย้ายมายืนโรง ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ มีจำนวนทั้งสิ้น 4 ช้าง เป็นช้างพัง (ตัวเมีย) หมดทั้งสิ้น เพราะหลังจากเข้าพระราชพิธีสมโภชแล้วจะไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ ตามขัตติยราชประเพณีดั้งเดิมของไทย ซึ่งช้างหลวง ที่ตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ประกอบด้วย

1. พระวิมลรัตนกิริณี กมุทศรีพรรณโศภิต อัฏฐทิศพงศ์กมลาสน์ อรรคราชทิพยพาหน ถกลกิตติคุณกำจร อมรสารเลิศฟ้า ฯ
2. พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดี โรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์ อัฐทิศพิศาล พิเสฐธารธรณี พิทักษ์ คุณารักษ กิตติกำจร อมรสารเลิศฟ้าฯ
3.พระเทพวัชระกิริณี ดามพหัสดี พิษณุพงศ์ โสตธำรงวิสุทธิลักษณ์ อำนรรฆคุณสปสกนธ์ วิมลสารโสภิต วิบุลกิตติเลิศฟ้าฯ
4. พังมด ( ยังไม่ได้ขึ้นระวาง)


ส่วนการดูแลนั้นจะเป็นไปตามตารางที่ค่อนข้าง จะเป็นกิจวัตรประจำที่เหมือนกันทุกวัน ก็คือตอนเช้ตั้งแต่เวลา 7.00 น. ควาญจะนำช้างออกจากโรงช้างไปฝึกเข้าแถว ฝึกยืนนิ่งๆ นั่งนิ่งๆ หมอบนิ่งๆ ฝึกทำความเคารพโดยการยกงวงขึ้นจบ ฝึกรับของจากพระหัตถ์

จากนั้นประมาณ 8.00น.  ก็จะปล่อยเข้าป่า โดยจะปล่อยโซ่ยาว 50 เมตรเพื่อให้เดินไปหากินในป่าได้ กระทั่งเวลา 14.30 น.ก็นำออกจากป่า พาไปเล่นน้ำประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำไปอาบน้ำหน้าโรงเรือน

ในส่วนของการอาบน้ำถ้าเป็นของโบราณ เวลาอาบน้ำจะใช้มะขามเปียกถูแทนสบู่ แต่ตอนนี้ใช่สบู่เหลวเด็กอาบแทน เพื่อจะได้ไม่กัดผิวหนังของช้าง จากนั้นอาบน้ำเสร็จก็พาเข้าโรงเรือน ทอดหญ้าให้น้ำ เป็นอันจบกิจวัตร 

"เวลาปล่อยท่านไปหาอาหาร ควาญช้างต้องอยู่บริเวณนั้น ไม่ใกล้เกินไปเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่าน โดยพระวิมลฯจะเป็นหัวหน้า เมื่อถึงเวลากลับสักประมาณบ่ายโมงครึ่ง หากท่านยังไม่เดินออกมาต้องไปตามท่าน โดยต้องกราบท่านก่อนแล้วถึงเรียนเชิญท่านกลับ ท่านถึงจะยอมกลับโดยดี"ควาญช้าง บอกถึงกิจวัตรในการดูแลช้างต้น 



ส่วนการดูแลนั้นจะเป็นไปตามตารางที่ค่อนข้าง จะเป็นกิจวัตรประจำที่เหมือนกันทุกวัน ก็คือตอนเช้ตั้งแต่เวลา 7.00 น. ควาญจะนำช้างออกจากโรงช้างไปฝึกเข้าแถว ฝึกยืนนิ่งๆ นั่งนิ่งๆ หมอบนิ่งๆ ฝึกทำความเคารพโดยการยกงวงขึ้นจบ ฝึกรับของจากพระหัตถ์

จากนั้นประมาณ 8.00น.  ก็จะปล่อยเข้าป่า โดยจะปล่อยโซ่ยาว 50 เมตรเพื่อให้เดินไปหากินในป่าได้ กระทั่งเวลา 14.30 น.ก็นำออกจากป่า พาไปเล่นน้ำประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำไปอาบน้ำหน้าโรงเรือน

ในส่วนของการอาบน้ำถ้าเป็นของโบราณ เวลาอาบน้ำจะใช้มะขามเปียกถูแทนสบู่ แต่ตอนนี้ใช่สบู่เหลวเด็กอาบแทน เพื่อจะได้ไม่กัดผิวหนังของช้าง จากนั้นอาบน้ำเสร็จก็พาเข้าโรงเรือน ทอดหญ้าให้น้ำ เป็นอันจบกิจวัตร 

"เวลาปล่อยท่านไปหาอาหาร ควาญช้างต้องอยู่บริเวณนั้น ไม่ใกล้เกินไปเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่าน โดยพระวิมลฯจะเป็นหัวหน้า เมื่อถึงเวลากลับสักประมาณบ่ายโมงครึ่ง หากท่านยังไม่เดินออกมาต้องไปตามท่าน โดยต้องกราบท่านก่อนแล้วถึงเรียนเชิญท่านกลับ ท่านถึงจะยอมกลับโดยดี"ควาญช้าง บอกถึงกิจวัตรในการดูแลช้างต้น 


ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสหราชอาณาจักรแสดงความห่วงกังวลว่า แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมกรีนแลนด์จะละลายเร็วขึ้น เนื่องจากมีสาหร่ายหลายชนิดขึ้นจับบนพื้นผิวน้ำแข็งจนดูเป็นปื้นดำสกปรกกินบริเวณกว้าง ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้จะทำให้แผ่นน้ำแข็งยิ่งละลายเร็วกว่าเดิม จนส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในมหาสมุทรให้เอ่อสูงมากยิ่งขึ้นได้

นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Black and Bloom ซึ่งจะปักหลักทำการศึกษาเรื่องสาหร่ายที่กรีนแลนด์เป็นเวลา 5 ปีบอกว่า การที่โลกร้อนขึ้น นอกจากจะทำให้แผ่นน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ซึ่งมีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 3 เท่าของประเทศไทยละลายเร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้มีสาหร่ายหลากชนิด ทั้งสาหร่ายสีน้ำตาลและสาหร่ายสีม่วงอ่อนขึ้นปกคลุมพื้นผิวของน้ำแข็งเป็นบริเวณกว้างจนดูเป็นปื้นสีดำ ซึ่งการที่แผ่นน้ำแข็งหมองลงเช่นนี้จะทำให้สะท้อนรังสีจากแสงอาทิตย์ได้ลดลง และดูดซับความร้อนมากขึ้น จนเร่งให้แผ่นน้ำแข็งละลายเร็วเป็นทวีคูณ
  • ภูเขาน้ำแข็งที่แตกจากแอนตาร์กติกาเริ่มเคลื่อนตัวแล้ว
  • หนึ่งในภูเขาน้ำแข็งลูกใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกไว้ได้แตกตัวจากทวีปแอนตาร์กติกา
  • โลกร้อนทำเชื้อร้ายในดินเยือกแข็งขั้วโลกฟื้นคืนชีพ
ตามปกติแล้ว แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาด จะสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ถึง 90% แต่แผ่นน้ำแข็งที่กลายเป็นปื้นดำจากสาหร่าย จะสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้เพียง 35% ในบางจุดที่ดำเข้มอาจสะท้อนได้เพียง 1% เท่านั้น





ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสหราชอาณาจักรแสดงความห่วงกังวลว่า แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมกรีนแลนด์จะละลายเร็วขึ้น เนื่องจากมีสาหร่ายหลายชนิดขึ้นจับบนพื้นผิวน้ำแข็งจนดูเป็นปื้นดำสกปรกกินบริเวณกว้าง ซึ่งสภาพการณ์เช่นนี้จะทำให้แผ่นน้ำแข็งยิ่งละลายเร็วกว่าเดิม จนส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในมหาสมุทรให้เอ่อสูงมากยิ่งขึ้นได้

นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Black and Bloom ซึ่งจะปักหลักทำการศึกษาเรื่องสาหร่ายที่กรีนแลนด์เป็นเวลา 5 ปีบอกว่า การที่โลกร้อนขึ้น นอกจากจะทำให้แผ่นน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ซึ่งมีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 3 เท่าของประเทศไทยละลายเร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้มีสาหร่ายหลากชนิด ทั้งสาหร่ายสีน้ำตาลและสาหร่ายสีม่วงอ่อนขึ้นปกคลุมพื้นผิวของน้ำแข็งเป็นบริเวณกว้างจนดูเป็นปื้นสีดำ ซึ่งการที่แผ่นน้ำแข็งหมองลงเช่นนี้จะทำให้สะท้อนรังสีจากแสงอาทิตย์ได้ลดลง และดูดซับความร้อนมากขึ้น จนเร่งให้แผ่นน้ำแข็งละลายเร็วเป็นทวีคูณ
  • ภูเขาน้ำแข็งที่แตกจากแอนตาร์กติกาเริ่มเคลื่อนตัวแล้ว
  • หนึ่งในภูเขาน้ำแข็งลูกใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกไว้ได้แตกตัวจากทวีปแอนตาร์กติกา
  • โลกร้อนทำเชื้อร้ายในดินเยือกแข็งขั้วโลกฟื้นคืนชีพ
ตามปกติแล้ว แผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาด จะสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ถึง 90% แต่แผ่นน้ำแข็งที่กลายเป็นปื้นดำจากสาหร่าย จะสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้เพียง 35% ในบางจุดที่ดำเข้มอาจสะท้อนได้เพียง 1% เท่านั้น




ทั้งนี้ แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์เป็นแผ่นน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกเหนือ มีความหนาสูงสุดถึง 3 กิโลเมตร และในปัจจุบันอัตราการละลายของแผ่นน้ำแข็งนี้อยู่ในสัดส่วนที่เพิ่มระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 1 มิลลิเมตร แต่ถ้าหากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายลงทั้งหมด จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นราว 7 เมตร โดยปัจจุบันแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์กำลังบางลงเนื่องจากมีปริมาณหิมะที่ตกมาทับถมในฤดูหนาวไม่เพียงพอที่จะทดแทนอัตราการละลายของน้ำแข็งได้

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในโครงการข้างต้น วางแผนจะศึกษาถึงผลกระทบที่สาหร่ายหลากชนิดเติบโตบนพื้นผิวแผ่นน้ำแข็ง เพื่อนำมาเป็นปัจจัยในการคำนวณว่า สาหร่ายที่กำลังแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็วนี้จะส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายมากขึ้นจนเพิ่มระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำปัจจัยเรื่องสาหร่ายนี้มาร่วมพิจารณาด้วย

ก่อนหน้านี้ ผลการวิจัยของคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (IPCC) เมื่อปี 2013 คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นอย่างมากที่สุด 98 เซนติเมตร ในช่วงสิ้นสุดศตวรรษนี้ แต่งานวิจัยดังกล่าวไม่ได้นำเรื่องของสภาพแผ่นน้ำแข็งที่ทรุดโทรมจนละลายเร็วขึ้นในกรีนแลนด์มาร่วมพิจารณา


เผยโฉม "ลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทย" เกิดเพิ่มในธรรมชาติอีก 4 ตัว



เผยโฉม "ลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทย" เกิดเพิ่มในธรรมชาติอีก 4 ตัว



ข่าวดีนกกระเรียนพันธ์ุไทย ให้ลูกเพิ่มอีก 4 ตัวที่สุขภาพแข็งแรง โดย 2 ตัวเกิดที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแสงเหนือ ส่วนอีก 2 ตัวเกิดที่อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ จากพ่อแม่พันธุ์ที่นำปล่อยคืนถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟชบุ๊กของโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ องค์การสวนสัตว์ ได้เผยแพร่ความคืบหน้าของนกกระเรียนพันธุ์ไทย โดยเผยข่าวดีเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า มีลูกนกระเรียนพันธุ์ไทย จำนวน 2 ตัว ที่เกิดใหม่เมื่อวันที่ 13 ส.ค.นี้ และ 15 ส.ค.นี้ ในกรงเพาะขยายพันธุ์ บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแสงเหนือ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการอวดโฉมหลังวันแม่เพียงแค่ 1 วัน



ข่าวดีนกกระเรียนพันธ์ุไทย ให้ลูกเพิ่มอีก 4 ตัวที่สุขภาพแข็งแรง โดย 2 ตัวเกิดที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแสงเหนือ ส่วนอีก 2 ตัวเกิดที่อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ จากพ่อแม่พันธุ์ที่นำปล่อยคืนถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟชบุ๊กของโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ องค์การสวนสัตว์ ได้เผยแพร่ความคืบหน้าของนกกระเรียนพันธุ์ไทย โดยเผยข่าวดีเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า มีลูกนกระเรียนพันธุ์ไทย จำนวน 2 ตัว ที่เกิดใหม่เมื่อวันที่ 13 ส.ค.นี้ และ 15 ส.ค.นี้ ในกรงเพาะขยายพันธุ์ บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแสงเหนือ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการอวดโฉมหลังวันแม่เพียงแค่ 1 วัน


ต่อมาวันที่ 17 ส.ค.นี้ ยังได้ภาพของลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทยในธรรมชาติรังแรกของปี 2560 ฟักแล้ว เมื่อวันที่ 2 ส.ค.นี้ จำนวน 2 ตัว อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ จากแม่พันธุ์ ID 236 และพ่อพันธุ์ ID 224 คู่เมล่อน ปัจจุบัน ยังมีชีวิตรอด 2 ตัว และอายุประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนหน้านี้องค์การสวนสัตว์ ได้นำพ่อแม่พันธุ์นกกระเรียนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจากกรงในสวนสัตว์นครราชสีมา ไปปล่อยคืนธรรมชาติ นำพื้นที่จ.บุรีรัมย์ เมื่อปี 2555 ทดแทนการสูญพันธ์จากธรรมชาติ จนช่วงปีนี้ พบนกสามารถทำรังวางไข่ และมีลูกตามธรรมชาติได้แล้ว

สำหรับนกกระเรียนไทยเป็นสัตว์ป่าสงวนหนึ่งใน 16 ชนิด ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 สถานะภาพปัจจุบันจัดเป็นสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว ประเทศไทยพบนกกระเรียนในธรรมชาติครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2511 ที่บริเวณชายแดนติดกับกัมพูชา จนกระทั่งมีข่าวดีว่ากับทีมวิจัยในปี 2559 มีรายงานพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่ปล่อยคืนถิ่น สามารถจับคู่ ทำรัง วางไข่ และมีลูกนกเกิดในธรรมชาติตัวแรกในนาข้าว ซึ่งมีภาพถ่ายลูกนกในช่วงเดือน ก.ย.2559 ในแปลงนาข้าวของนางเกษร บุญอารีย์ ในต.สะแกโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ จึงตั้งชื่อ “นาข้าว” ส่วนอีกตัวชื่อ “มะพร้าว” เกิดเดือน ส.ค.2559


สำหรับนกกระเรียนไทยเป็นสัตว์ป่าสงวนหนึ่งใน 16 ชนิด ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 สถานะภาพปัจจุบันจัดเป็นสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว ประเทศไทยพบนกกระเรียนในธรรมชาติครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2511 ที่บริเวณชายแดนติดกับกัมพูชา จนกระทั่งมีข่าวดีว่ากับทีมวิจัยในปี 2559 มีรายงานพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่ปล่อยคืนถิ่น สามารถจับคู่ ทำรัง วางไข่ และมีลูกนกเกิดในธรรมชาติตัวแรกในนาข้าว ซึ่งมีภาพถ่ายลูกนกในช่วงเดือน ก.ย.2559 ในแปลงนาข้าวของนางเกษร บุญอารีย์ ในต.สะแกโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ จึงตั้งชื่อ “นาข้าว” ส่วนอีกตัวชื่อ “มะพร้าว” เกิดเดือน ส.ค.2559


และล่าสุดมีลูกนกที่ปล่อยตามธรรมชาติในปี 2560 อีก 2 ตัว และในกรงเลี้ยงอีก 2 ตัวรวมเป็น 4 ตัวสำหรับช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิชาการ เสนอปลด "นกกระเรียนพันธุ์ไทย"พ้นบัญชีสูญพันธุ์ หลังเจอลูกนกเกิดใหม่ 2 ตัว ครั้งแรกรอบ 50 ปี



Credit : ThaiPBS

จีนผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทะลุเป้าปี 2563 สำเร็จแล้ว



รายงานจากทบวงพลังงานของรัฐบาลจีนระบุว่าจีนสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่าสองเท่าจากที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2563 ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์ขึ้นใหม่จำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมหาศาล




รายงานจากทบวงพลังงานของรัฐบาลจีนระบุว่าจีนสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่าสองเท่าจากที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2563 ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์ขึ้นใหม่จำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมหาศาล





ในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมปีนี้ จีนสามารถกักเก็บไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึงกว่า 112 กิกะวัตต์ หลังจากที่ติดตั้งแผงโซลาร์ที่ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 35 กิกะวัตต์ภายในเวลาเพียงเจ็ดเดือน ซึ่งนับเป็นปริมาณการติดตั้งที่มากกว่าประเทศอื่นๆในปี 2559 กว่าสองเท่าตัว

ด้วยเหตุนี้เอง ปริมาณการกักเก็บไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของจีนในขณะนี้จึงทะลุเป้าปี 2563 ซึ่งรัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ที่ 105 กิกะวัตต์เมื่อปีที่แล้ว

ข่าวนี้อาจก่อให้เกิดสถานการณ์ที่น่าสับสนต่อวงการอุตสาหกรรมได้ เพราะจากหลายปีที่มีการเก็บข้อมูลการติดตั้งแผงโซลาร์ พบว่าไม่มีการตั้งเป้าทางพลังงานแสงอาทิตย์ใดๆไว้ ทว่าทางสำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติ (NEA) ของจีนได้ดำเนินการตั้งเป้าการติดตั้งแผงโซลาร์ประจำปีที่ท้าทายกว่าเดิมขึ้นใหม่

โดยจากเป้าหมายเหล่านี้ เล็งว่าจะเพิ่มปริมาณการกักเก็บไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้เพิ่มสูงขึ้นถึง 213 กิกะวัตต์ในปี 2563 ซึ่งมากกว่าปริมาณความจุปัจจุบันของสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่าตัว

เป้าหมายนี้ยังหมายถึงการใช้พื้นที่ครอบคลุมราว 1,500 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดเทียบเท่ากับเกรเทอร์ลอนดอน เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์

โดยอัตราการเติบโตปัจจุบันชี้ว่า จีนอาจสามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทะลุเป้าหมายใหม่ที่สูงขึ้นได้สำเร็จเสียด้วยซ้ำ

ด้านพลังงานลมเองก็กำลังไปได้ดีเช่นกัน
จีนกำลังอยู่ระหว่างการติดตั้งกังหันลมบนฝั่งเพื่อให้สามารถกักเก็บไฟฟ้าพลังงานลมได้อย่างต่ำ 110.4 กิกะวัตต์ภายในอีกสามปีข้างหน้า




ที่มา : http://www.greenpeace.org

หมีขั้วโลกชี้สัญญาณอาร์กติกกำลังเปลี่ยน




หมีขั้วโลกชี้สัญญาณอาร์กติกกำลังเปลี่ยน





ภาพที่ชวนให้นักท่องเที่ยวบนเรือนำเที่ยวต้องตื่นเต้นขณะล่อง ไปถึงฝั่งตะวันออกของขั้วโลกเหนือ หรือแถบอาร์กติกฝั่งรัสเซีย นั่นคือฝูงหมีขั้วโลกกำลังรุมแทะซากปลาวาฬอย่างเอร็ดอร่อย โดยรอบนั้นก็มีเหล่าครอบครัวของหมีขั้วโลกพักอาศัยอยู่ใกล้ๆ ซึ่งนายอเล็กซานเดอร์ กรูซเดฟ ผู้อำนวยการเขตอนุรักษ์ธรรมชาติของเกาะแรงเกิล เผยว่า นี่เป็นสถานการณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใคร

เหตุการณ์นี้นักวิทยาศาสตร์เผยว่ามีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และน้ำแข็งขั้วโลกเหนือซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของหมีเหล่านี้กำลังละลาย ทำให้พวกมันต้องใช้เวลานานในการเดินทาง มีชีวิตอยู่บนบกมากกว่าเดิม กระทั่งมีจำนวนหมีหนาแน่นมากขึ้นบนชายฝั่ง ทำให้พวกมันต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในการหาอาหาร จนบางครั้งหมีที่หิวโหยก็เข้าไปขโมยอาหารของมนุษย์ในหมู่บ้าน 

เกาะแรงเกิลนับเป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิด นกในเขตอาร์กติกทั้งหมดจะมาวางไข่ที่เกาะแห่งนี้ และช่วงหลังที่น้ำแข็งละลายหมีขั้วโลกจะมาอยู่ที่นี่ในช่วงเดือน ส.ค.-พ.ย. ต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนนี้ ที่หมีขั้วโลกจะใช้เวลาอยู่เพียงแค่ 1 เดือน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ฤดูใบไม้ร่วงนี้สังเกตพบหมีจำนวน 589 ตัว ขณะที่ก่อนหน้านี้พบเพียง 200-300 ตัว อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่ก็ต้องมีการจัดการที่ดีขึ้นสำหรับหมีขั้วโลก.





ที่มา : https://www.thairath.co.th


ผสมเทียมปะการังต่อชีวิตเกรทแบร์ริเออร์รีฟ




ผสมเทียมปะการังต่อชีวิตเกรทแบร์ริเออร์รีฟ





คณะนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียพยายามแก้วิกฤตฟอกขาวที่กำลังเป็นภัยคุกคามสำคัญของแนวปะการังเกรทแบร์ริเออร์รีฟ ด้วยการผสมเทียมปะการังในที่เพาะพันธุ์แบบปิด เลี้ยงจนโต แล้วนำกลับไปปล่อยในบริเวณที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาปะการังฟอกขาว

โครงการวิจัยนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิเกรทแบร์ริเออร์รีฟ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จะเก็บไข่และน้ำเชื้อจากปะการังตามธรรมชาติ แล้วนำมาเพาะพันธุ์ในแท็งก์น้ำ เมื่อโตได้ที่ก็นำกลับไปปล่อยในทะเลเพื่อให้ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ และช่วยเพิ่มสิ่งมีชีวิตรอบระบบนิเวศน์ดังกล่าวต่อไป

แนวปะการังเกรทแบร์ริเออร์รีฟ ประกอบไปด้วยแนวปะการังย่อยและเกาะปะการังราว 900 แห่งที่ทอดตัวยาวในทะเลทางตะวันออกของรัฐควีนส์แลนด์เป็นระยะทางถึงกว่า 2,300 กิโลเมตร และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1981 เนื่องจากเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม นับแต่ปี 1998 เป็นต้นมา แนวปะการังแห่งนี้ได้เกิดการฟอกขาวครั้งใหญ่ขึ้นแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง โดยอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นเนื่องจากดูดซับความร้อนจากบรรยากาศโลก ทำให้ปะการังเกิดภาวะเครียดและขับเอาสาหร่ายซูแซนเทลลีซึ่งอาศัยในปะการังและเป็นตัวสร้างสีออกไป จนปะการังกลายเป็นสีขาว ปะการังที่ฟอกขาวแล้วสามารถฟื้นตัวได้หากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ต้องใช้เวลาหลายสิบปี แต่หากเกิดการฟอกขาวติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ปะการังตายได้




ที่มา : http://www.bbc.com/thai/features-42351674

จับตา "รอยเลื่อนสะกาย" เสี่ยงแผ่นดินไหวเมียนมา กระทบตึกสูง




จับตา "รอยเลื่อนสะกาย" เสี่ยงแผ่นดินไหวเมียนมา กระทบตึกสูง





ผู้อำนวยการส่วนวิจัยรอยเลื่อนมีพลัง ระบุแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกในเมียนมา ไม่มีผลกระทบต่อไทย มีเพียงตึกสูงที่รับรู้แรงสั่นสะเทือน พร้อมเฝ้าระวังรอยเลื่อนสะกายในเมียนมา เสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว ขนาด 7

วันนี้ (14 ม.ค.2561) นายสุวิทย์ โคสุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนวิจัยรอยเลื่อนมีพลัง สำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยกรณีเกิดแผ่นดินไหวเมียนมา ขนาด 3-6 เกือบ 30 ครั้ง ล่าสุดวันนี้ เวลา 06.27 น. ว่า กรณีนี้เป็นอาฟเตอร์ช็อก ขนาดแรงสุดอยู่ที่ 6 เกิดจากแขนงของรอยเลื่อนสะกายในเมียนมา บริเวณฝั่งตะวันตกห่างจากรอยเลื่อนสะกาย 20-30 กิโลเมตร ซึ่งขนาดของอาฟเตอร์ช็อกจะลดลงเรื่อยๆ อยู่ที่ขนาด 3-5 โดยไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยและรอยเลื่อนในไทย มีเพียงตึกสูงในจังหวัดทางภาคเหนือ รวมทั้งกรุงเทพฯ ที่รับรู้แรงสั่นสะเทือน

ผู้อำนวยการส่วนวิจัยรอยเลื่อนมีพลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องติดตามและเฝ้าระวังรอยเลื่อนสะกาย เนื่องจากมีความเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว ขนาด 7 แต่ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด หากเกิดขึ้นจริงจะมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ คือ บริเวณย่างกุ้งและเนปิดอว์ ส่วนประเทศไทยจะได้รับผลกระทบบริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก จ.ลำปาง และตึกสูงในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา เวลา 01.26 น. เกิดแผ่นดินไหวบนบกขนาด 5.9 ระดับความลึก 10 กม. ศูนย์กลางบริเวณเมืองพยู ตอนกลางของประเทศเมียนมา สาเหตุเกิดจากการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกาย (Sagiang Fault) วางตัวในแนว NNW-SSE เป็นรอยเลื่อนย้อน (Reverse Fault) รอยเลื่อนสะกายเป็นรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกพม่าตะวันตก (Western Burma Plate) กับ แผ่นเปลือกโลกฉานไทย (Shan-Thai Plate) ด้วยอัตราการเลื่อนตัว 20 มิลลิเมตรต่อปี โดยได้เกิดแผ่นดินไหวตาม (Aftershocks) ขนาดตั้งแต่ 3.2 – 5.2 จำนวน 12 ครั้ง ทั้งนี้ เคยเกิดแผ่นดินไหวบริเวณใกล้เคียงมาแล้ว เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2559 ขนาด 6.8 ศูนย์กลางบริเวณเมืองมะเกว เขตสะกาย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และเจดีย์หลายแห่งในเมืองพุกามได้รับความเสียหาย

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย เนื่องจากแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีชาวบ้านพักอาศัย อยู่ประปราย ระหว่างกรุงเนปิดอว์และเมืองย่างกุ้ง ห่างจากทั้ง 2 เมือง ประมาณ 150 กิโลเมตร ศูนย์กลางแผ่นดินไหวดังกล่าวห่างจาก อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 225 กิโลเมตร ประชาชนในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.ตาก จ.นนทบุรี และกรุงเทพฯ รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน




ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/

22 อ่างเก็บน้ำเสี่ยง! ต้องปรับปรุงในจ.สกลนคร อายุมากที่สุด 62 ปี




22 อ่างเก็บน้ำเสี่ยง! ต้องปรับปรุงในจ.สกลนคร อายุมากที่สุด 62 ปี





กรมชลประทาน สรุปผลการสำรวจสถานภาพอ่างเก็บน้ำเสี่ยงใช้งาน อายุระหว่าง 20-62 ปี ในจ.สกนคร เพื่อเตรียมปรับปรุงให้มีความพร้อมในการใช้งาน สนองพระราชกระแส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นห่วงเรื่องความเสี่ยง เริ่มที่มีความพร้อมช่วงปี 2561-2562

วันนี้( 9 ม.ค.2561) นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชกระแส ให้กรมชลประทาน เร่งรัดออกแบบปรับปรุงเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับอ่างเก็บน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 22 แห่งที่อยู่ในสภาพเก่า เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบเช่นเดียวกับเขื่อนห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนคร ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนสันเขื่อนพังในช่วงที่เกิดพายุเซินกาเมื่อปี 2560

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้สนองพระราชกระแสอย่างเร่งด่วน สำรวจสถานภาพของอ่างเก็บน้ำทั้ง 22 แห่งในจ.สกลนคร แล้วเสร็จพบว่ามีอายุการใช้งานเฉลี่ย 30 ปีขึ้นไปและมากที่สุด 62 ปี คืออ่างเก็บน้ำภูเพ็ก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ความจุ 2.7 ล้านลูกบาศก์เมตร และอายุการใช้งานน้อยสุด 12 ปีคืออ่างเก็บน้ำห้วยแหน่ง อ.ภูพาน จ.สกลนคร ความจุ 600 ลูกบาศก์เมตร 

รองอธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า ส่วนใหญ่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง ความจุตั้ง 300 ลูกบาศก์เมตร -2.7 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากมีอายุการใช้งานมานาน ทำให้ศักยภาพการเก็บน้ำมีน้อยลง เนื่องจากมีตะกอนลงไปทับถมจำนวนมาก 

พบจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหากรณีที่ต้องเร่งระบายน้ำฉุกเฉิน เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านกายภาพของอ่างเก็บน้ำ เบื้องต้นแนวทางการปรับปรุง เช่น การเพิ่มความสูงของระยะพ้นน้ำ การปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเดิม การก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน การปรับปรุงรางระบายน้ำด้านท้ายทำนบดิน ซึ่งทั้งหมดนี้มีการทำแผนเสนอของจาก กปร.3 โครงการ ในช่วงปี 2561 ทั้งนี้หลังจากสำรวจออกแบบแล้วเสร็จ จึงจะสามารถตั้งงบประมาณในการปรับปรุงได้ 






กรมชลประทาน สรุปผลการสำรวจสถานภาพอ่างเก็บน้ำเสี่ยงใช้งาน อายุระหว่าง 20-62 ปี ในจ.สกนคร เพื่อเตรียมปรับปรุงให้มีความพร้อมในการใช้งาน สนองพระราชกระแส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นห่วงเรื่องความเสี่ยง เริ่มที่มีความพร้อมช่วงปี 2561-2562

วันนี้( 9 ม.ค.2561) นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชกระแส ให้กรมชลประทาน เร่งรัดออกแบบปรับปรุงเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับอ่างเก็บน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 22 แห่งที่อยู่ในสภาพเก่า เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบเช่นเดียวกับเขื่อนห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนคร ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนสันเขื่อนพังในช่วงที่เกิดพายุเซินกาเมื่อปี 2560

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้สนองพระราชกระแสอย่างเร่งด่วน สำรวจสถานภาพของอ่างเก็บน้ำทั้ง 22 แห่งในจ.สกลนคร แล้วเสร็จพบว่ามีอายุการใช้งานเฉลี่ย 30 ปีขึ้นไปและมากที่สุด 62 ปี คืออ่างเก็บน้ำภูเพ็ก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ความจุ 2.7 ล้านลูกบาศก์เมตร และอายุการใช้งานน้อยสุด 12 ปีคืออ่างเก็บน้ำห้วยแหน่ง อ.ภูพาน จ.สกลนคร ความจุ 600 ลูกบาศก์เมตร 

รองอธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า ส่วนใหญ่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง ความจุตั้ง 300 ลูกบาศก์เมตร -2.7 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากมีอายุการใช้งานมานาน ทำให้ศักยภาพการเก็บน้ำมีน้อยลง เนื่องจากมีตะกอนลงไปทับถมจำนวนมาก 

พบจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหากรณีที่ต้องเร่งระบายน้ำฉุกเฉิน เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านกายภาพของอ่างเก็บน้ำ เบื้องต้นแนวทางการปรับปรุง เช่น การเพิ่มความสูงของระยะพ้นน้ำ การปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเดิม การก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน การปรับปรุงรางระบายน้ำด้านท้ายทำนบดิน ซึ่งทั้งหมดนี้มีการทำแผนเสนอของจาก กปร.3 โครงการ ในช่วงปี 2561 ทั้งนี้หลังจากสำรวจออกแบบแล้วเสร็จ จึงจะสามารถตั้งงบประมาณในการปรับปรุงได้ 



ภาพ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง

10 อันดับอ่างเก็บน้ำที่ต้องเร่งปรับปรุง 
จากการสำรวจทั้ง 22 อ่างเก็บน้ำต้องปรับปรุง ในจำนวนนี้เขื่อนที่มีอายุมากสุด 62 ปี โดยกรมชลประทาน

1.อ่างเก็บน้ำภูเพ็ก อ.พรรณานิคม อายุ 62 ปี ต้องปรับปรุงตัวทำนบดินที่ชำรุดเสียหาย และใช้หินทิ้งป้องกันการกัดเซาะทั้งด้านหน้าเขื่อนและด้านท้ายเขื่อน ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ อยู่ระหว่างออกแบบดำเนินการโดยสำนักออกแบบวิศวกรรมฯ กรมชลประทาน

2.อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง อ.สว่างแดนดิน อายุ 50 ปี  ต้องปรับปรุงตัวทำนบดินที่ชำรุดเสียหาย และใช้หินทิ้งป้องกันการกัดเซาะทั้งด้านหน้า เขื่อนและด้านท้ายเขื่อน2. ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความมจุเต็มศักยภาพ

3.อ่างเก็บน้ำห้วยหาด อ.ส่องดาว อายุ 36 ปี ต้อง ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ เพิ่มอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินบริเวณAbutment ฝั่งขวา ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ"อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้วเสร็จ ม.ค. 61

4.อ่างเก็บน้ำคำมะโคตร อ.ส่องดาว อายุ 35 ปี ต้องปรับปรุงอาคารท่อส่งน้ำทั้งสองแห่ง ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ ก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน บริเวณ Abutment ฝั่งซ้าย ปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นให้สามารถระบายน้ำปริมาณน้ำสูงสุดที่รอบปีการเกิดซ้ำ
50 ปี อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้ว เสร็จ ก.พ. 61

5.อ่างเก็บน้ำห้วยนกเค้า อ.เจริญศิลป์ อายุ 34 ปี ต้องปรับปรุงด้านท้ายอาคารทางระบายน้ำล้น
โดยใช้ Gabion เพื่อป้องกันการกัดเซาะ เพิ่ม Emergency Spillway ปรับปรุงผิวทางเป็น Asphaltic Concrete อยู่ระหว่างออกแบบ ดำเนินการโดยสำนักออกแบบวิศวกรรมฯ
กรมชลประทาน




ภาพ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง

10 อันดับอ่างเก็บน้ำที่ต้องเร่งปรับปรุง 
จากการสำรวจทั้ง 22 อ่างเก็บน้ำต้องปรับปรุง ในจำนวนนี้เขื่อนที่มีอายุมากสุด 62 ปี โดยกรมชลประทาน

1.อ่างเก็บน้ำภูเพ็ก อ.พรรณานิคม อายุ 62 ปี ต้องปรับปรุงตัวทำนบดินที่ชำรุดเสียหาย และใช้หินทิ้งป้องกันการกัดเซาะทั้งด้านหน้าเขื่อนและด้านท้ายเขื่อน ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ อยู่ระหว่างออกแบบดำเนินการโดยสำนักออกแบบวิศวกรรมฯ กรมชลประทาน

2.อ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง อ.สว่างแดนดิน อายุ 50 ปี  ต้องปรับปรุงตัวทำนบดินที่ชำรุดเสียหาย และใช้หินทิ้งป้องกันการกัดเซาะทั้งด้านหน้า เขื่อนและด้านท้ายเขื่อน2. ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความมจุเต็มศักยภาพ

3.อ่างเก็บน้ำห้วยหาด อ.ส่องดาว อายุ 36 ปี ต้อง ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ เพิ่มอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินบริเวณAbutment ฝั่งขวา ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ"อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้วเสร็จ ม.ค. 61

4.อ่างเก็บน้ำคำมะโคตร อ.ส่องดาว อายุ 35 ปี ต้องปรับปรุงอาคารท่อส่งน้ำทั้งสองแห่ง ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ ก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน บริเวณ Abutment ฝั่งซ้าย ปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นให้สามารถระบายน้ำปริมาณน้ำสูงสุดที่รอบปีการเกิดซ้ำ
50 ปี อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้ว เสร็จ ก.พ. 61

5.อ่างเก็บน้ำห้วยนกเค้า อ.เจริญศิลป์ อายุ 34 ปี ต้องปรับปรุงด้านท้ายอาคารทางระบายน้ำล้น
โดยใช้ Gabion เพื่อป้องกันการกัดเซาะ เพิ่ม Emergency Spillway ปรับปรุงผิวทางเป็น Asphaltic Concrete อยู่ระหว่างออกแบบ ดำเนินการโดยสำนักออกแบบวิศวกรรมฯ
กรมชลประทาน





6.อ่างเก็บน้ำน้ำซับ 3 อ.สว่างแดนดิน อายุ 33 ปี  ต้องขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพเพิ่มอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินบริเวณ Abutment ฝั่งซ้าย ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม เพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ อยู่ระหว่างขอรับการสนับสนุนงบประมาณ

7.อ่างเก็บน้ำหนองไผ่ 2 อ.สว่างแดนดิน อายุ 32 ปี อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้วเสร็จ ก.พ. 61

8.อ่างเก็บน้ำภูน้อย อ.ส่องดาว อายุ  32 ปี อยู่ระหว่างการจัดทำประมาณการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบจากกปร.ปี 61

9.ปรับปรุงฝายต้นน้ำ อ.สว่างแดนดิน อายุ 30 ปี ต้องก่อสร้างอาคารบังคับน้ำแบบมีบานปิด-เปิด บริ เวณจุดที่น้ำไหลลงอ่างน้ำซับ 3  ขุดลอกด้านท้ายอาคารบังคับน้ำที่จะก่อสร้างพร้อมดาดคอนกรีต ขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ อยู่ระหว่างการจัดทำประมาณการขอรับการสนับสนุนงบ กปร. 

10.อ่างเก็บน้ำหนองแปน 1 อ.เจริญศิลป์ อายุ 29 ปี  ต้องขุดลอกอ่างเก็บน้ำให้มีความจุเต็มศักยภาพ
เพิ่มอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินบริเวณ Abutment ฝั่งขวา ก่อสร้างอาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิมเพื่อใช้สำหรับการพร่องน้ำ อยู่ระหว่างออกแบบ คาดว่าแล้วเสร็จ ม.ค. 61

นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำอีก 12 แห่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านแพงตอนบน  อ่างเก็บน้ำห้วยแหน่ง  อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหยาด อ่างเก็บน้ำบ้านหนองแปน 2  อ่างเก็บน้ำหนองบัวแพ อ่างเก็บน้ำวังกอไผ่ อ่างเก็บน้ำบ้านหนองแปน 1  อ่างเก็บน้ำน้ำซับ 4  อ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน  อ่างเก็บน้ำห้วยคำบาก



ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/

อากาศแปรปรวน ขยับ “อากาศหนาวเย็น” อีสาน -เหนือ- กทม. ถึงวันที่ 6 ก.พ.




อากาศแปรปรวน ขยับ “อากาศหนาวเย็น” อีสาน -เหนือ- กทม. ถึงวันที่ 6 ก.พ.





วันที่ 30 มกราคม - 6 กุมภาพันธ์ 2561 ไทยตอนบนจะมีสภาพอากาศแปรปรวนโดยมีฝนฟ้าคะนองและอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาฯ ขณะที่ภาคใต้มีฝนตกหนักและคลื่นลมแรง ขอให้ประชาชนดูแสสุขภาพ

วันนี้ (30 ม.ค.2561) เวลา 11.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศสภาพอากาศแปรปรวน บริเวณประเทศไทยตอนบนกับฝนตกหนัก และคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ ฉบับที่ 15 ซึ่งจะมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม - วันที่ 6 กุมภาพันธ์

ในช่วงวันที่ 30 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2561 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีสภาพอากาศแปรปรวนโดยมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นและอุณหภูมิจะลดลง 1 – 3 องศาเซลเซียส เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีน ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้แล้ว ส่วนภาคเหนือมีลมตะวันตกพัดเข้ามาปกคลุมทำให้ยังคงมีอากาศหนาวเย็น

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 2 - 6 กุมภาพันธ์ 2561 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่องและอุณหภูมิจะลดลงได้อีก 3-5 องศาเซลเซียส สำหรับภาคใต้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น

ขอให้ประชาชนดูแสสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเกษตรกรควรระวังความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

ส่วนในช่วงวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2561 บริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง



ที่มา : http://news.thaipbs.or.th

ชี้แผ่นดินไหว 6.4 " ไต้หวัน" เกิดการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมแนวดิ่งแบบย้อน




ชี้แผ่นดินไหว 6.4 " ไต้หวัน" เกิดการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมแนวดิ่งแบบย้อน




วิเคราะห์แผ่นดินไหวขนาด 6.4 ที่เมืองหัวเหลียน ไต้หวัน เกิดจากการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมผสานแนวดิ่งแบบย้อน เนื่องจากตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลก 3 แผ่น มีรายงานอาคารถล่ม มีผู้เสียชีวิต 2 บาดเจ็บกว่า 200 คน

วันนี้ (7 ก.พ.2561) กรมทรัพยากรธรณี รายงานกรณีแผ่นดินไหววานนี้ (6 ก.พ.)ที่ประเทศไต้หวัน ขนาด 6.4 เมื่อเวลา 22.50 น.ตามเวลาประเทศไทย ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร ศูนย์กลางทางตะวันออกเฉียงเหนือระยะทาง 22 กิโลเมตร ของเมืองหัวเหลียน ไต้หวัน 

สาเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมผสานแนวดิ่งแบบย้อน (Oblique strike-slip fault) ซึ่งเกาะใต้หวัน ตั้งอยู่บนเปลือกโลกที่มีความซับซ้อน มีการตัดกันของเปลือกโลกสามแผ่นคือ แผ่นทะเลฟิลิปปิน แผ่นยูเรเชีย และแผ่นซุนดา และแผ่นดินไหวครั้งอยู่เกิดอยู่ใกล้กับโซนการมุดตัว Ryukyu (The Ryukyu subduction zone)





วิเคราะห์แผ่นดินไหวขนาด 6.4 ที่เมืองหัวเหลียน ไต้หวัน เกิดจากการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมผสานแนวดิ่งแบบย้อน เนื่องจากตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลก 3 แผ่น มีรายงานอาคารถล่ม มีผู้เสียชีวิต 2 บาดเจ็บกว่า 200 คน

วันนี้ (7 ก.พ.2561) กรมทรัพยากรธรณี รายงานกรณีแผ่นดินไหววานนี้ (6 ก.พ.)ที่ประเทศไต้หวัน ขนาด 6.4 เมื่อเวลา 22.50 น.ตามเวลาประเทศไทย ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร ศูนย์กลางทางตะวันออกเฉียงเหนือระยะทาง 22 กิโลเมตร ของเมืองหัวเหลียน ไต้หวัน 

สาเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเลื่อนตัวแบบเฉือนด้านข้างผสมผสานแนวดิ่งแบบย้อน (Oblique strike-slip fault) ซึ่งเกาะใต้หวัน ตั้งอยู่บนเปลือกโลกที่มีความซับซ้อน มีการตัดกันของเปลือกโลกสามแผ่นคือ แผ่นทะเลฟิลิปปิน แผ่นยูเรเชีย และแผ่นซุนดา และแผ่นดินไหวครั้งอยู่เกิดอยู่ใกล้กับโซนการมุดตัว Ryukyu (The Ryukyu subduction zone)





เกิดแผ่นดินไหวตาม หรืออาฟเตอร์ช็อก ขนาด 4.7-5.4 จำนวน 10 ครั้ง แผ่นดินไหวขนาด 6.4 นี้ นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์ในพื้นที่นี้ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 3 ก.พ. ขนาด 4.8 และแผ่นดินไหวตาม เกิดขึ้นต่อเนื่อง 19 ครั้ง และวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ขนาด 6.1 เกิดแบบรอยเลื่อนย้อน (Thrust-type falling) และล่าสุดวานนี้ (6 ก.พ.) ขนาด 6.4

ซึ่งความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ เบื้องต้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 214 คน และมีประชาชนติดอยู่ในอาคารจำนวนมาก ทั้งนี้อาคารของหน่วยงานดับเพลิงแห่งชาติ หน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งโรงแรม และโรงพยบาลได้รับความเสียหาย โดยหน่วยกู้ภัยเร่งช่วยประชาชนออกจากอาคาร 






เกิดแผ่นดินไหวตาม หรืออาฟเตอร์ช็อก ขนาด 4.7-5.4 จำนวน 10 ครั้ง แผ่นดินไหวขนาด 6.4 นี้ นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์ในพื้นที่นี้ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 3 ก.พ. ขนาด 4.8 และแผ่นดินไหวตาม เกิดขึ้นต่อเนื่อง 19 ครั้ง และวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ขนาด 6.1 เกิดแบบรอยเลื่อนย้อน (Thrust-type falling) และล่าสุดวานนี้ (6 ก.พ.) ขนาด 6.4

ซึ่งความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ เบื้องต้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 214 คน และมีประชาชนติดอยู่ในอาคารจำนวนมาก ทั้งนี้อาคารของหน่วยงานดับเพลิงแห่งชาติ หน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งโรงแรม และโรงพยบาลได้รับความเสียหาย โดยหน่วยกู้ภัยเร่งช่วยประชาชนออกจากอาคาร 







ที่มา : http://news.thaipbs.or.th

ลิงที่เกิดจากการโคลน 2 ตัวแรกของโลก





ลิงที่เกิดจากการโคลน 2 ตัวแรกของโลก






นักวิทยาศาสตร์ในจีนประสบความสำเร็จในการโคลนลิง 2 ตัว ด้วยการใช้เทคนิคเดียวกันกับที่ใช้โคลนแกะดอลลีในปี 1996 ลิงแสมหางยาว 2 ตัวที่เป็นแฝดเหมือนมีชื่อว่า จงจง และหัวหัว พวกมันเกิดในห้องปฏิบัติการในนครเซี่ยงไฮ้ กระบวนการนี้ได้รับการคาดหวังว่าจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าในโรคที่เกิดในมนุษย์มากขึ้น และเป็นผลดีต่อการวิจัย

เทคนิคที่ใช้โคลนลิง 2 ตัวนี้เรียกว่า วิธีย้ายฝากนิวเคลียสของเซลล์ร่างกายที่ไม่ใช่เซลล์สืบพันธุ์ (somatic cell nuclear transfer) เป็นการนำดีเอ็นเอจากนิวเคลียสของเซลล์ในร่างกายซึ่งไม่ใช่เซลล์สืบพันธุ์ ไปใส่ไว้ในเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียของผู้บริจาคซึ่งถูกตัดต่อนำดีเอ็นเอออก จากนั้นจึงนำตัวอ่อนที่ได้ไปฝังไว้ในสัตว์ที่เป็นแม่อุ้มบุญ

จีนเปิดตัวลิงที่เกิดจากการโคลนคู่แรกของโลก
“โคลนทอง” ควายโคลนนิ่งตัวแรกของโลก
นับตั้งแต่มีการโคลนแกะดอลลี ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เกิดจากการโคลนตัวแรกของโลก มีการโคลนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกหลายชนิด รวมถึงวัว สุกร สุนัข แมว และหนู แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการโคลนสัตว์ประเภทลิง


ที่มา : http://www.bbc.com