พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม




มาตรการการจัดการขยะและการบำบัดน้ำเสียในกรุงเทพมหานคร เน้นการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีในการกำจัดขยะและบำบัดน้ำเสียมาใช้ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ประชาชนลดปริมาณขยะและส่งเสริมการคัดแยกขยะที่แหล่งกำเนิด ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วม (Co-Benefit) ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากขยะอินทรีย์ และแผนการก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานความร้อนจากขยะ รวมทั้งสร้างโรงคัดแยกขยะเพื่อลดปริมาณขยะก่อนส่งไปยังระบบการฝังกลบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การวางผังเมืองสีเขียว เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาเมืองให้เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของคนเมืองให้มีคุณภาพที่ดี กรุงเทพมหานครมีแผนที่จะพัฒนาและเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นที่ทำกิจกรรมสันทนากรต่าง ๆ ของคนเมือง เพิ่มความสวยงามให้แก่เมือง และยังช่วยลดการใช้พลังงานได้จากการทำสวนหลังคาและกำแพงสีเขียว โดยปลูกต้นไม้ตามแนวถนน เพิ่มพื่นที่น้ำซึมผ่านได้ และการปลูกป่าชายเลน ซึ่งประชาชนและเอกชนสามารถร่วมดำเนินการดังกล่าวได้เช่นกัน



มาตรการสุดท้าย คือ มาตรการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ประสบปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง เมื่อรวมกับปัญหาดินทรุดตัวต่อเนื่องจากการใช้น้ำใต้ดิน ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่สร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ปัญหาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น กรุงเทพมหานครจึงได้วางแผนด้านการปรับตัว เช่น เพิ่มพื้นที่รับน้ำ หรือการวางระบบข้อมูลเพื่อจัดการน้ำท่วมที่มีการเชื่อมต่อกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การสร้างถนน ส่วนการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มเติม กรุงเทพมหานครมีแผนที่จะสร้างเขื่อนหิน พร้อมทั้งถนนเพื่อการอพยพและพัฒนาแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย เป็นต้น

ทั้งนี้ กระบวนการติดตามประเมินผลการดำเนินงานของมาตรการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อแสดงให้เห็นว่ามาตรการที่กำหนดไว้ประสบความสำเร็จ มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ซึ่งทุกภาคส่วนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน และร่วมกันพัฒนากรุงเทพมหานครของเราให้เป็นมหานครแห่งสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน และนำไปสู่เมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป






ขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ http://www.bkkprep.ac.th
http://www.newbangkoktravel.com
https://migrationology.smugmug.com
http://www.panoramicjourneys.com
http://i2.cdn.turner.com
เรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com

"Robot Missions" หุ่นยนต์กวาดล้างขยะ




ปัญหาปริมาณขยะของโลกในทุกวันนี้ ถือเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่แห่งยุคสมัยที่เปรียบเสมือนกับภัยพิบัติเลยก็ว่าได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก โดยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันของประชาชน สำหรับการเดินหน้าขับเคลื่อนและเร่งมือดำเนินงานแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาชนิดที่เร็วที่สุด เพื่อช่วยบรรเทาระดับของผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ในระบบนิเวศอีกด้วย

โดยขณะนี้ได้มีผลงานนวัตกรรมหุ่นยนต์ชิ้นใหม่ล่าสุด ซึ่งชื่อว่า "Robot Missions" ถูกเปิดตัวไปในโครงการของแหล่งระดมทุน Kickstarter* พร้อมภาระกิจสำคัญในการเป็นอุปกรณ์ช่วยฟื้นฟูและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม ด้วยเป้าหมายหลักที่มีมาเพื่อการทำความสะอาดและกำจัดเศษขยะทั่วอาณาบริเวณ ตลอดทั้งแนวชายฝั่งของทะเล ผ่านแนวความคิดการออกแบบสุดสร้างสรรค์และทันสมัย จากการนำเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ภาพแบบ 3 มิติ (3D printed) มาประยุกต์ใช้ จนสำเร็จออกมาเป็นหุ่นยนต์ต้นแบบที่เต็มเปี่ยมด้านประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมเศษชิ้นส่วนขยะตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดกลางเลยทีเดียว  นอกจากนี้ยังสามารถปฏิบัติงานได้แม้อยู่ในลักษณะของภูมิประเทศที่แตกต่างกัน แข็งแกร่ง ทนทาน กล้าท้ากับทุกสภาพพื้นผิวและทุกสภาพอากาศอย่างแน่นอน

ทั้งนี้จุดหมายต่อไปของหุ่นยนต์เก็บขยะ Robot Missions คือ การช่วยขจัดขยะในเกาะโทรอนโต (Toronto Island) ประเทศแคนาดา เพื่อมอบทัศนียภาพที่สวยงามของชายหาดให้หวนกลับคืนมา สร้างภาพลักษณ์ที่ดี ปลูกจิตสำนึก พร้อมทำหน้าที่เป็นแบบอย่างแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนภายในประเทศให้หันมาใส่ใจ ดูแลรักษาธรรมชาติ ซึ่งทางทีมนักออกแบบยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง โดยในอนาคตมีแผนการว่าจะผลิตผลงานออกมาอีกเรื่อย ๆ  เพื่อใช้เป็นแนวทางศึกษาสำหรับผู้คนในการทำความสะอาดชุมชนและรักษาท้องถิ่นของตนเอง



หมายเหตุ Kickstarter* คือแหล่งระดมทุนชื่อดังที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีไอเดียเจ๋งๆ แต่ขาดเงินสนับสนุน โดยนำเสนอแนวคิดผลงานผ่านทางเว็บไซต์เพื่อเชิญชวนให้ผู้คนช่วยกันร่วมสนับสนุนเงินเพื่อทำให้สิ่งของนั้นเกิดขึ้นมาเป็นรูปธรรม ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลากหลายโครงการประสบความสำเร็จ


ที่มาและภาพประกอบ:http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com


"Nev House" บ้านพลาสติกรีไซเคิล ยั่งยืนสู้แรงลม




Mr. Nev Hyman นักออกแบบกระดานโต้คลื่นผู้มีชื่อเสียง ซึ่งขณะนี้ตระหนักรับรู้ถึงระดับผลกระทบของมลพิษจากขยะพลาสติก จึงได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาดำเนินงานก่อตั้งสถานที่พักอาศัย "Nev House" โครงการสถาปัตยกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทสถาปนิก Ken McBryde เพื่อมาออกแบบบ้านที่ทำขึ้นจากวัสดุรีไซเคิล ปริมาณรวมแล้วกว่า 60% เลยทีเดียว โดยนี่ไม่ใช่แค่การนำเสนอเรื่องของการรีไซเคิล และการเป็นบ้านสำเร็จรูปสำหรับความเป็นอยู่ที่มั่นคงยั่งยืนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นด้านคุณภาพการสร้างบ้านที่สามารถอยู่ รวมถึงดำรงชีวิตได้จริง พร้อมรับมือกับทุกสภาพอากาศและภัยธรรมชาติ จำพวก พายุเฮอริเคนอีกด้วย

โดยหลังจากที่ Mr. Nev Hyman ได้ใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตของเขาไปการออกสำรวจทั่วท้องมหาสมุทรมาอย่างมากมาย จนในที่สุดได้ค้นพบว่าขยะพลาสติก คือ ตัวการหลักในการบ่อนทำลายและสร้างผลเสียต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้ใช้ประโยชน์จากพลาสติกเหล่านี้ สร้างบ้าน "Nev House" ขึ้นมา อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากเรื่องของวัสดุก่อสร้างที่ยอดเยี่ยมแล้ว บ้านหลังนี้ยังขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดจากแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งติดตั้งอยู่ด้านบนดาดฟ้า รวมทั้งยังสามารถรองรับการใช้แหล่งพลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้บ้านได้รับการออกแบบให้แข็งแกร่งเป็นไปตามมาตรฐานระดับการป้องกันอันตรายจากพายุ ผ่านคุณสมบัติเด่นจากบานเกล็ดของหน้าต่าง ช่วยเพิ่มความทนทานและเหมาะสมสำหรับการตั้งอยู่บนพื้นที่อาณาบริเวณภูมิอากาศเขตร้อน พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ด้วยหัวใจสำคัญในการเป็นบ้านที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ถึงแม้ว่าบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างจะไม่ได้เป็นองค์กรการกุศลก็ตาม แต่พวกเขามีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนแบบเต็มความสามารถ เป็นกลุ่มนายทุนเพื่อสังคมอย่างแท้จริง




ทั้งนี้บ้าน Nev House ได้ถูกสร้างขึ้นตรงตำแหน่งเดียวกันกับที่โรงเรียนในเมืองหลวงของประเทศวานูอาตู ซึ่งเผชิญพายุไซโคลนแพม (Pam)ไปเมื่อปี 2015 โดยกว่า 90% นั้น ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงแก่อาคารและสิ่งก่อสร้างอีกด้วย อย่างไรก็ตามในปีนี้เองทางทีมงานได้มีการก่อสร้าง ซ่อมแซมเป็นจำนวนกว่า 15 โครงการ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ ด้วยความช่วยเหลือจากทางรัฐบาลในการบำรุงรักษาอาคารบ้านเรือน โรงเรียน ตลอดจนคลินิกทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรการกุศลหลายภาคส่วนในการพัฒนาโครงการควยคู่กันไป โดย Mr. Nev Hyman เผยว่า "พวกเราต้องการที่จะสร้างสรรค์และขับเคลื่อนสังคม ซึ่งแม้เพียงน้อยนิดแต่พวกเราก็จะพยายามทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดในการแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าบ้านที่มีคุณภาพไม่จำเป็นจะต้องมีราคาที่แพงอย่างที่คาดคิดและทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้"

จานใบไม้ ย่อยสลายง่ายใช้งานสะดวก




บริษัทสัญชาติเยอรมนี "Leaf Republic" ได้พัฒนาภาชนะที่ใช้ในการรับประทานอาหารแบบครั้งเดียวแล้วทิ้ง ด้วยวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่สร้างผลกระทบร้ายแรงแก่ธรรมชาติภายหลัง เหมาะสำหรับมีไว้ตอนไปท่องเที่ยวปิกนิกนอกบ้านหรือแม้แต่จัดกิจกรรมสังสรรค์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของครอบครัว โดยนวัตกรรมจานชนิดนี้ผลิตขึ้นจากการนำเส้นใยของใบปาล์มมาตัดเย็บและเชื่อมต่อใบไม้ขนาดใหญ่เข้าด้วยกัน ต่อจากนั้นจึงไปสู่กระบวนการขึ้นรูปจนได้ลักษณะของจานที่สวยงามอย่างที่เห็น เป็นจานที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ จากอัตราการเน่าเปื่อยในเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น ยอดเยี่ยมและรวดเร็วกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับภาชนะพลาสติกที่ต้องใช้เวลายาวนานมากกว่า 2 ปี เลยทีเดียว

เรียกได้ว่าจานใบไม้ไม่มีส่วนประกอบของพลาสติกใด ๆ ทั้งสิ้น ปราศจากการใช้สารเคมี กาว และน้ำมันอีกด้วย โดยจานทุกใบจะผลิตขึ้นที่โรงงานในประเทศเยอรมนี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองมิวนิค ด้วยกรรมวิธีการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติกดทับและขึ้นรูป ทั้งนี้หลัก ๆ แล้วจานรักษ์โลกแต่ละใบจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นด้วยกัน ซึ่งใบไม้ชนิดป้องกันน้ำได้จะถูกใส่ไว้ตรงกลางระหว่างชั้นใบไม้ขนาดใหญ่ทั้งสองที่ผ่านการตัดเย็บเรียบร้อยแล้ว เพื่อรองรับการใช้งานกับอาหารทุกประเภท

โดยทางบริษัท Leaf Republic เผยว่า "นี่ไม่ใช่แค่เพียงการนำเสนอเกี่ยวกับรูปแบบของภาชนะสำหรับรับประทานอาหารนอกบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยเข้าขจัดขัดขวางปริมาณการสร้างปัญหาขยะพลาสติกบนโลก พร้อมยับยั้งการตัดไม้ทำลายป่า เพื่ออนุรักษ์แหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำรงอยู่สืบไปชั่วลูกชั่วหลาน"







ที่มาและภาพประกอบ:http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com

หลังคารีไซเคิล "Modroof" เพอร์เฟคร่มเย็น ท้าภัยแดด




หลังคารีไซเคิล "Modroof" เพอร์เฟคร่มเย็น ท้าภัยแดด



การผลิตความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ solar heating 

เป็นการใช้ความร้อนของแสงอาทิตย์โดยตรง เช่น เตาแสงอาทิตย์ โดยใช้การรวมแสงไปที่จุดโฟกัสของภาชนะรูปพาลาโบลาทำให้อุณหภูมิที่จุดนั้นสูงขึ้นจากเดิมมาก เครื่องทำน้ำร้อนแสงอาทิตย์จะใช้วัสดุสีดำหรือสีดำทาที่ท่อ เพราะสีดำมีคุณสมบัติในการดูดซับแสงทำให้น้ำในท่อมีอุณหภูมิสูงขึ้น 

น้ำร้อนที่ได้ถูกนำไปใช้ปรุงอาหาร ชำระล้าง หรือการทำน้ำในสระว่ายน้ำให้อุ่น ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ก็ใช้วิธีให้แสงแดดส่องเข้าไปในตู้ที่ทาสีดำไว้ดูดซับแสง การตากผ้าก็นับว่าเป็นการใช้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ เพื่อทำให้ผ้าแห้งและยังใช้แสงแดดฆ่าเชื้อโรคด้วย การทำนาเกลือก็เป็นรูปแบบหนึ่งในการใช้ประโยชน์จากความร้อนจากแสงอาทิตย์ บางประเทศยังใช้แสงอาทิตย์เพื่อกลั่นน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดอีกด้วย



การผลิตความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ solar heating 

เป็นการใช้ความร้อนของแสงอาทิตย์โดยตรง เช่น เตาแสงอาทิตย์ โดยใช้การรวมแสงไปที่จุดโฟกัสของภาชนะรูปพาลาโบลาทำให้อุณหภูมิที่จุดนั้นสูงขึ้นจากเดิมมาก เครื่องทำน้ำร้อนแสงอาทิตย์จะใช้วัสดุสีดำหรือสีดำทาที่ท่อ เพราะสีดำมีคุณสมบัติในการดูดซับแสงทำให้น้ำในท่อมีอุณหภูมิสูงขึ้น 

น้ำร้อนที่ได้ถูกนำไปใช้ปรุงอาหาร ชำระล้าง หรือการทำน้ำในสระว่ายน้ำให้อุ่น ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ก็ใช้วิธีให้แสงแดดส่องเข้าไปในตู้ที่ทาสีดำไว้ดูดซับแสง การตากผ้าก็นับว่าเป็นการใช้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ เพื่อทำให้ผ้าแห้งและยังใช้แสงแดดฆ่าเชื้อโรคด้วย การทำนาเกลือก็เป็นรูปแบบหนึ่งในการใช้ประโยชน์จากความร้อนจากแสงอาทิตย์ บางประเทศยังใช้แสงอาทิตย์เพื่อกลั่นน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดอีกด้วย


พลังงานความร้อนใต้พิภพ คือ พลังงานความร้อนที่เก็บกักอยู่ใต้ผิวโลกโดยความร้อนที่เกิดขึ้นภายในโลกส่วนใหญ่เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตภาพรังสีที่มีเวลาครึ่งชีวิตยาว เช่น ยูเรเนียม ทอเรียม และโพแทสเซียม ที่สะสมในเปลือกโลก 

อุณหภูมิใต้ผิวโลกจะเพิ่มขึ้นตามความลึก กล่าวคือ ยิ่งลึกลงไปอุณภูมิยิ่งสูงขึ้น พลังงานความร้อนใต้พิภพที่สะสมอยู่ใต้เปลือกโลกมีค่ามหาศาล แต่มีส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ด้วยเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบัน เพราะระดับความลึกที่สุดที่สามารถเจาะลงไปใต้ผิวโลกได้ ประมาณ 10 กิโลเมตรเท่านั้น 

พลังงานความร้อนที่สะสมใต้ผิวโลก ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร ขึ้นมามีค่าประมาณ จูล พลังงานจำนวนนี้สามารถเดินโรงไฟฟ้าขนาด 20 เมกะวัตต์ จำนวน 1 ล้านโรงในระยะเวลา 10,000 ปี แต่ในการพัฒนานำพลังงานความร้อนใต้พิภพมาใช้ประโยชน์ ถูกจำกัดด้วยสภาพทางธรณีวิทยา 

โดยแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพจะต้องตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความเหมาะสม ทางธรณีวิทยา ที่น้ำจากพื้นดินสามารถซึมลงไปในเปลือกโลก เพื่อรับความร้อนจากหินร้อน แล้วไหลกลับขึ้นมาสู่ผิวโลกได้ การประยุกต์นำพลังงานความร้อนใต้พิภพมาใช้ประโยชน์ได้มีการพัฒนามาเป็นลำดับ เริ่มจากการพัฒนานำไอน้ำร้อนจากหลุมเจาะมาใช้ในรูปของความร้อนโดยตรง 

และพัฒนามาผลิตกระแสไฟฟ้า โดยได้มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าแห่งแรกในปี คริสต์ศักราช 1904 ที่เมืองลาร์เดอเรลโล ประเทศอิตาลี และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในประเทศต่างๆที่มีแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ เช่นประเทศญี่ปุ่น นิวซีแลนด์และสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ มีกระจายอยู่ทั่วไปโดยส่วนใหญ่ อยู่ในภาคเหนือของประเทศ




พลังงานความร้อนใต้พิภพ คือ พลังงานความร้อนที่เก็บกักอยู่ใต้ผิวโลกโดยความร้อนที่เกิดขึ้นภายในโลกส่วนใหญ่เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตภาพรังสีที่มีเวลาครึ่งชีวิตยาว เช่น ยูเรเนียม ทอเรียม และโพแทสเซียม ที่สะสมในเปลือกโลก 

อุณหภูมิใต้ผิวโลกจะเพิ่มขึ้นตามความลึก กล่าวคือ ยิ่งลึกลงไปอุณภูมิยิ่งสูงขึ้น พลังงานความร้อนใต้พิภพที่สะสมอยู่ใต้เปลือกโลกมีค่ามหาศาล แต่มีส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ด้วยเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบัน เพราะระดับความลึกที่สุดที่สามารถเจาะลงไปใต้ผิวโลกได้ ประมาณ 10 กิโลเมตรเท่านั้น 

พลังงานความร้อนที่สะสมใต้ผิวโลก ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร ขึ้นมามีค่าประมาณ จูล พลังงานจำนวนนี้สามารถเดินโรงไฟฟ้าขนาด 20 เมกะวัตต์ จำนวน 1 ล้านโรงในระยะเวลา 10,000 ปี แต่ในการพัฒนานำพลังงานความร้อนใต้พิภพมาใช้ประโยชน์ ถูกจำกัดด้วยสภาพทางธรณีวิทยา 

โดยแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพจะต้องตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความเหมาะสม ทางธรณีวิทยา ที่น้ำจากพื้นดินสามารถซึมลงไปในเปลือกโลก เพื่อรับความร้อนจากหินร้อน แล้วไหลกลับขึ้นมาสู่ผิวโลกได้ การประยุกต์นำพลังงานความร้อนใต้พิภพมาใช้ประโยชน์ได้มีการพัฒนามาเป็นลำดับ เริ่มจากการพัฒนานำไอน้ำร้อนจากหลุมเจาะมาใช้ในรูปของความร้อนโดยตรง 

และพัฒนามาผลิตกระแสไฟฟ้า โดยได้มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าแห่งแรกในปี คริสต์ศักราช 1904 ที่เมืองลาร์เดอเรลโล ประเทศอิตาลี และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในประเทศต่างๆที่มีแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ เช่นประเทศญี่ปุ่น นิวซีแลนด์และสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ มีกระจายอยู่ทั่วไปโดยส่วนใหญ่ อยู่ในภาคเหนือของประเทศ



กิจกรรมที่ทำลายสภาพแวดล้อมให้เสื่อมโทรมมีได้หลายอย่าง เช่น การหุงหาประกอบอาหาร, การใช้รถยนต์ยานพาหนะ, การทิ้งขยะ และของเหลือใช้ รวมถึงการใช้สารเคมีชนิดต่างๆทุกครั้งที่คุณประกอบอาหาร ย่อมทำให้เกิดเศษสิ่งเหลือใช้ และสิ่งเจอปนเปื้อนในน้ำทิ้งมากมาย น้ำมันหรือไขมันที่ใข้ประกอบอาหาร และเศษอาหาร คือตัวการสำคัญของปัญหา ท่อน้ำทิ้งอุดตัน

ยานพาหนะที่คุณใช้ ไม่ว่ารถจักรยานยนต์ รถเก๋ง หรือรถบรรทุก ล้วนเป็นแหล่งก่อมลพิษได้ทั้งสิ้น ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอจากผู้เป็นเจ้าของ หรือแม้แต่การใช้สารเคมีบางชนิด เช่น  สารเคมีบรรจุกระป๋องที่ใช้กำจัด ยุง มด แมลงทั้งหลาย 

สิ่งเหล่านี้มีการดูแลและกำจัดอย่างถูกต้องหรือเปล่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องได้รับการแก้ไข และป้องกัน เพื่อเรียกคืนสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับพวกเราทุกคน และคุณก็มีส่วนช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้ ด้วยการร่วมมือ .... ปฏิบัติตั้งแต่วันนี้


ขยะมีหลายประเภท การทิ้ง หรือ กำจัด ควรทำให้เหมาะสม

แยกชนิดของขยะมูลฝอย ทิ้งลงตามประเภทของขยะ เช่น ขยะเปียกทิ้งลงถังสีเขียว ขยะแห้งทิ้งลงถังสีเหลือง และขยะอันตราย ทิ้งลงถังสีเทาแดง เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเวลาในการกำจัด

ขยะแห้ง ยังมีสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่นแก้ว โลหะ กระดาษ พลาสติก สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก (Recycle) เป็นการลดปริมาณขยะ และสงวนทรัยพากรธรรมชาติได้อีกด้วย

ขยะอันตราย เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ ภาชนะบรรจุสารฆ่าแมลง สีทินเนอร์ ยา และเครื่องสำอางค์ที่หมดอายุ ควรแยกกำจัดให้เหมาะสม

การเผาขยะ เป็นการเพิ่มมลพิษอากาศ และกระจายฝุ่นละออง จึงต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด




ขยะมีหลายประเภท การทิ้ง หรือ กำจัด ควรทำให้เหมาะสม

แยกชนิดของขยะมูลฝอย ทิ้งลงตามประเภทของขยะ เช่น ขยะเปียกทิ้งลงถังสีเขียว ขยะแห้งทิ้งลงถังสีเหลือง และขยะอันตราย ทิ้งลงถังสีเทาแดง เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเวลาในการกำจัด

ขยะแห้ง ยังมีสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่นแก้ว โลหะ กระดาษ พลาสติก สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก (Recycle) เป็นการลดปริมาณขยะ และสงวนทรัยพากรธรรมชาติได้อีกด้วย

ขยะอันตราย เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ ภาชนะบรรจุสารฆ่าแมลง สีทินเนอร์ ยา และเครื่องสำอางค์ที่หมดอายุ ควรแยกกำจัดให้เหมาะสม

การเผาขยะ เป็นการเพิ่มมลพิษอากาศ และกระจายฝุ่นละออง จึงต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด



การสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัยก็มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว หมู่บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ฯลฯ ขึ้นอยู่กับความชอบ ความพร้อมและลักษณะความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัว ในปัจจุบันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย นำมาผสมผสานประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ก็ส่งผลให้การออกแบบบ้านเป็นบ้านยุคใหม่มีความทันสมัยมากขึ้น และด้วยการสร้างบ้านที่มีหลากหลายรูปแบบนี้ก็อาจมีปัจจัยบางอย่าง ที่จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่เราทุกคนควรให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์เพื่อให้โลกของเรายั่งยืน ซึ่งการช่วยกันประหยัดพลังงานก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะสามารถช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้ และวันนี้เราก็มีพื้นฐานเบื้องต้นของการออกแบบบ้านประหยัดพลังงานมาฝากกันค่ะ

หลักการพื้นฐานของเทคโนโลยี

       บ้านประหยัดพลังงาน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยอนุรักษ์ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นการใช้ประโยชน์จากพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัด และเป็นพลังงานที่ไม่สามารถทดแทนกันได้อยางคุ้มค่า โดยที่ยังตอบสนองความต้องการ และค่านิยมของยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์ โดยมุ่งเน้นการศึกษาวิเคราะห์แนวความคิดในการประยุกต์ใช้สภาพแวดล้อม ของภูมิอากาศแบบร้อนขึ้นมาช่วยผสมผสานกับเทคโนโลยียุคใหม่ และองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาสร้างเป็นสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมกับเขตร้อนชื้นของประเทศไทยเรา ด้วยกรรมวิธีที่ทำให้สามารถประยัดพลังงานได้มากกว่าบ้านทั่วไปหลายเท่า โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและราคาไม่แพงไปกว่าบ้านที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน

แนวความคิดในการออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน

        การเลือกใช้ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับที่ตั้งอาคาร คือการใช้ตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ตั้งอาคารเพื่อทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านเย็นลงกว่าเดิม

       การเลือกที่ตั้งและทิศทางของอาคาร คือการสร้างสรรค์สภาพแดวล้อมให้เย็นเพื่อลดความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิภายใน และภายนอก ซึ่งก็คือให้ตัวบ้านสามารถสกัดกั้นความร้อนจากภายนอกได้มากที่สุด ซึ่งรวมถึงการออกแบบช่องเปิดและการควบคุมการรั่วซึมของอากาศ

       การพิจารณาออกแบบและเลือกระบบเปลือกอาคาร คือการเลือกระบบผนังที่สามารถป้องกันความร้อนและความชื้นได้ดี เพราะวัสดุแต่ละชนิดที่ใช้เมื่อนำมาวิเคราะห์แล้วจะพบว่ามีความแตกต่างกันมาก

       การพิจารณาเลือกระบบที่มาใช้ภายในอาคาร คือการเลือกสรรวัสดุที่มีค่ากักเก็บความร้อนและความชื้นน้อย เช่น วัสดุผิวมัน วัสดุที่มีน้ำหนักเบา ไปพร้อมกับการเลือกใช้เครื่องเรือนเท่าที่จำเป็นและเลือกใช้ชนิดที่มีน้ำหนัก เบาและไม่ดูดความชื้นด้านอุปกรณ์ควรใช้ที่มีประสิทธภาพสูงและใช้พลังงานน้อย

       อาคารที่พึงปรารถนา โดยตัวบ้านที่ออกแบบตามแนวคิดข้างต้นก็ยังไม่สามารถควบคุมสภาวะแวดล้อมภายใน ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ แต่การออกแบบบ้านตามแนวคิดดังกล่าวก็จะใช้เครื่องปรับอากาศเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ประโยชน์ของเทคโนโลยี

– ลดภาระของระบบปรับอากาศภายในบ้าน

– ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

– สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมให้อยู่ในเขตสบายตามความต้องการ ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อผู้อยู่อาศัย

       การที่เราช่วยกันประหยัดพลังงานนอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแบบระยะยาวแล้ว ยังช่วยอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย ไม่เพียงแต่การออกแบบบ้านเพื่อประหยัดพลังงานเท่านั้น แต่การเลือกใช้อุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ประหยัดไฟก็มีส่วนช่วยประหยัดพลังงานได้ด้วยเช่นกัน




การสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัยก็มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว หมู่บ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ฯลฯ ขึ้นอยู่กับความชอบ ความพร้อมและลักษณะความเป็นอยู่ของแต่ละครอบครัว ในปัจจุบันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย นำมาผสมผสานประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ก็ส่งผลให้การออกแบบบ้านเป็นบ้านยุคใหม่มีความทันสมัยมากขึ้น และด้วยการสร้างบ้านที่มีหลากหลายรูปแบบนี้ก็อาจมีปัจจัยบางอย่าง ที่จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่เราทุกคนควรให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์เพื่อให้โลกของเรายั่งยืน ซึ่งการช่วยกันประหยัดพลังงานก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะสามารถช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้ และวันนี้เราก็มีพื้นฐานเบื้องต้นของการออกแบบบ้านประหยัดพลังงานมาฝากกันค่ะ

หลักการพื้นฐานของเทคโนโลยี

       บ้านประหยัดพลังงาน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการช่วยอนุรักษ์ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นการใช้ประโยชน์จากพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัด และเป็นพลังงานที่ไม่สามารถทดแทนกันได้อยางคุ้มค่า โดยที่ยังตอบสนองความต้องการ และค่านิยมของยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์ โดยมุ่งเน้นการศึกษาวิเคราะห์แนวความคิดในการประยุกต์ใช้สภาพแวดล้อม ของภูมิอากาศแบบร้อนขึ้นมาช่วยผสมผสานกับเทคโนโลยียุคใหม่ และองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาสร้างเป็นสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมกับเขตร้อนชื้นของประเทศไทยเรา ด้วยกรรมวิธีที่ทำให้สามารถประยัดพลังงานได้มากกว่าบ้านทั่วไปหลายเท่า โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและราคาไม่แพงไปกว่าบ้านที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน

แนวความคิดในการออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน

        การเลือกใช้ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับที่ตั้งอาคาร คือการใช้ตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ตั้งอาคารเพื่อทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านเย็นลงกว่าเดิม

       การเลือกที่ตั้งและทิศทางของอาคาร คือการสร้างสรรค์สภาพแดวล้อมให้เย็นเพื่อลดความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิภายใน และภายนอก ซึ่งก็คือให้ตัวบ้านสามารถสกัดกั้นความร้อนจากภายนอกได้มากที่สุด ซึ่งรวมถึงการออกแบบช่องเปิดและการควบคุมการรั่วซึมของอากาศ

       การพิจารณาออกแบบและเลือกระบบเปลือกอาคาร คือการเลือกระบบผนังที่สามารถป้องกันความร้อนและความชื้นได้ดี เพราะวัสดุแต่ละชนิดที่ใช้เมื่อนำมาวิเคราะห์แล้วจะพบว่ามีความแตกต่างกันมาก

       การพิจารณาเลือกระบบที่มาใช้ภายในอาคาร คือการเลือกสรรวัสดุที่มีค่ากักเก็บความร้อนและความชื้นน้อย เช่น วัสดุผิวมัน วัสดุที่มีน้ำหนักเบา ไปพร้อมกับการเลือกใช้เครื่องเรือนเท่าที่จำเป็นและเลือกใช้ชนิดที่มีน้ำหนัก เบาและไม่ดูดความชื้นด้านอุปกรณ์ควรใช้ที่มีประสิทธภาพสูงและใช้พลังงานน้อย

       อาคารที่พึงปรารถนา โดยตัวบ้านที่ออกแบบตามแนวคิดข้างต้นก็ยังไม่สามารถควบคุมสภาวะแวดล้อมภายใน ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ แต่การออกแบบบ้านตามแนวคิดดังกล่าวก็จะใช้เครื่องปรับอากาศเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ประโยชน์ของเทคโนโลยี

– ลดภาระของระบบปรับอากาศภายในบ้าน

– ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

– สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมให้อยู่ในเขตสบายตามความต้องการ ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อผู้อยู่อาศัย

       การที่เราช่วยกันประหยัดพลังงานนอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแบบระยะยาวแล้ว ยังช่วยอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย ไม่เพียงแต่การออกแบบบ้านเพื่อประหยัดพลังงานเท่านั้น แต่การเลือกใช้อุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ประหยัดไฟก็มีส่วนช่วยประหยัดพลังงานได้ด้วยเช่นกัน



10 วิธี การใช้น้ำประปาอย่างรู้คุณค่า....

1. อาบน้ำ
การอาบน้ำด้วยฝักบัว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำน้อยที่สุด

2. แปรงฟัน
การแปรงฟัน และล้างแปรงแต่ละครั้ง ควรใช้แก้วน้ำหรือขัน รองน้ำ ซึ่งใช้น้ำแค่ 1-2 แก้วก็เพียงพอต่อการชำระล้าง

3. โกนหนวด
เมื่อโกนกนวดเสร็จแล้ว ให้ใช้กระดาษชำระเช็ดฟองครีมออกครั้งหนึ่งก่อน จากนั้นใช้แก้วรองน้ำจากก็อกมาชำระล้างให้สะอาดอีกครั้ง

4. ห้องสุขา
ถ้าเป็นห้องน้ำชายหรือห้องน้ำรวม ควรติดตั้งโถปัสสาวะชายไว้ด้วย เพราะการชำระล้างโถปัสสาวะจะใช้น้ำน้อยกว่า

5. ล้างอาหาร ผัก ผลไม้ 
ควรรองน้ำใส่ภาชนะเท่าที่จำเป็นในการล้างแต่ละครั้ง ทำให้สิ้นเปลืองน้ำน้อยกว่าการเปิดล้างจากก็อกโดยตรง

6. ล้างจานชาม และภาชนะต่างๆ
ควรรวบรวมให้มีปริมาณมากพอ แล้วใช้กระดาษเช็ดคราบสกปรกออกครั้งหนึ่งก่อน จากนั้นค่อยล้างพร้อมกันในอ่าง

7. เช็ดถูพื้น
ควรใช้ภาชนะรองน้ำ และซักล้างอุปกรณ์ในภาชนะก่อนที่จะนำไปเช็ดถูพื้น

8. ซักผ้า
ขณะทำการซักไม่ควรปล่อยให้น้ำไหลล้นภาชนะตลอดเวลา เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมากถึง 9 ลิตรต่อนาที

9. รดน้ำต้นไม้
ทางที่ดีควรใช้กระป๋องฝักบัวรดน้ำ แทนการใช้สายยางต่อจากก็อกโดยตรง

10. ล้างรถ
ควรใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นออกครั้งหนึ่งก่อน จากนั้นรองน้ำใส่ถังแล้วนำมาเช็ดล้างอีกครั้ง ไม่ควรใช้สายยางฉีดล้างโดยตรง


Credit : การประปานครหลวง



วิธีปลูกดอกดาวเรือง ให้บานสะพรั่งในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ





วิธีปลูกดอกดาวเรือง ให้บานสะพรั่งในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ





ในช่วงนี้มีการเชิญชวนประชาชนปลูกดอกไม้สีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ให้บานสะพรั่งทั่วประเทศในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม2560 ดังนั้นเราจึงมีวิธีปลูกดอกดาวเรืองแบบง่ายๆ มาฝากประชาชนทุกคน






ในช่วงนี้มีการเชิญชวนประชาชนปลูกดอกไม้สีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ให้บานสะพรั่งทั่วประเทศในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม2560 ดังนั้นเราจึงมีวิธีปลูกดอกดาวเรืองแบบง่ายๆ มาฝากประชาชนทุกคน





1.เตรียมถุงเพาะชำขนาดประมาณ 3 X 6 นิ้วเจาะรูที่ก้นถุง

2.ใส่วัสดุปลูก น้ำคลุกเคล้าพอประมาณ อย่าอัดแน่น (ดิน+แกลบ+ขุยมะพร้าว+ปุ๋ยคอก)

3.หยอดเมล็ด 1 เมล็ด ตามแนวนอนหรือแนวตั้งให้ส่วนหางชี้ขึ้น กลบด้วยดินหนา 1 เซนติเมตร

4.ในวันแรกที่เพาะรดน้ำเบาๆ จนโชก 2-3 ครั้ง ส่วนวันที่ 2-3 รดน้ำ 2 ครั้งเช้า-บ่าย






1.เตรียมถุงเพาะชำขนาดประมาณ 3 X 6 นิ้วเจาะรูที่ก้นถุง

2.ใส่วัสดุปลูก น้ำคลุกเคล้าพอประมาณ อย่าอัดแน่น (ดิน+แกลบ+ขุยมะพร้าว+ปุ๋ยคอก)

3.หยอดเมล็ด 1 เมล็ด ตามแนวนอนหรือแนวตั้งให้ส่วนหางชี้ขึ้น กลบด้วยดินหนา 1 เซนติเมตร

4.ในวันแรกที่เพาะรดน้ำเบาๆ จนโชก 2-3 ครั้ง ส่วนวันที่ 2-3 รดน้ำ 2 ครั้งเช้า-บ่าย





5.ปิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เปิดออกในวันที่ 3 เพื่อให้ได้แสงแดด

6.รดน้ำวันละ 1-2 ครั้งเช้า-บ่ายพอประมาณตามความจำเป็น อย่ารดน้ำมากไป

7.อายุ 21-25 วัน มีใบจริงขนาดใหญ่ 4 คู่ ต้องปลิดยอดทิ้งเพื่อให้แตกกิ่งข้าง






5.ปิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เปิดออกในวันที่ 3 เพื่อให้ได้แสงแดด

6.รดน้ำวันละ 1-2 ครั้งเช้า-บ่ายพอประมาณตามความจำเป็น อย่ารดน้ำมากไป

7.อายุ 21-25 วัน มีใบจริงขนาดใหญ่ 4 คู่ ต้องปลิดยอดทิ้งเพื่อให้แตกกิ่งข้าง





8.พอเด็ดยอดแล้วย้ายไปปลูกใส่ถุงเพาะขนาดใหญ่หรือลงกระถาง 6-8 นิ้ว อย่าวางต้นชิดกัน

9.ประมาณ 60 วัน ดอกดาวเรืองจะบานโดยจะวางประดับได้ประมาณ 1 เดือน

10.ใส่ปุ๋ย 15-15-15 เมื่ออายุ 15 วัน และหลังจากย้ายปลูกอายุ 25 วัน ช่วงออกดอกอายุ 35 และ 45 วัน ใส่ปุ๋ย 12-24-12



ที่มา : http://home.sanook.com/




8.พอเด็ดยอดแล้วย้ายไปปลูกใส่ถุงเพาะขนาดใหญ่หรือลงกระถาง 6-8 นิ้ว อย่าวางต้นชิดกัน

9.ประมาณ 60 วัน ดอกดาวเรืองจะบานโดยจะวางประดับได้ประมาณ 1 เดือน

10.ใส่ปุ๋ย 15-15-15 เมื่ออายุ 15 วัน และหลังจากย้ายปลูกอายุ 25 วัน ช่วงออกดอกอายุ 35 และ 45 วัน ใส่ปุ๋ย 12-24-12



ที่มา : http://home.sanook.com/


ดวงอาทิตย์ให้พลังงานจำนวนมหาศาลแก่โลกของเรา พลังงานจากดวงอาทิตย์จัดเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญที่สุด เป็นพลังงานสะอาดไม่ทำปฏิกิริยาใดๆอันจะทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เซลล์แสงอาทิตย์จึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็คทรอนิคส์ชนิดหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้ผลิตไฟฟ้า เนื่องจากสามารถเปลี่ยนเซลล์แสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง ส่วนใหญ่เซลล์แสงอาทิตย์ทำมาจากสารกึ่งตัวนำพวกซิลิคอน มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้สูงถึง 44 เปอร์เซนต์

ในส่วนของประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร จึงได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ในเกณฑ์สูง พลังงานโดยเฉลี่ยซึ่งรับได้ทั่วประเทศประมาณ 4 ถึง 4.5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อวัน ประกอบด้วยพลังงานจากรังสีตรง (Direct Radiation) ประมาณ 50 เปอร์เซนต์ ส่วนที่เหลือเป็นพลังงานรังสีกระจาย (Diffused Radiation) ซึ่งเกิดจากละอองน้ำในบรรยากาศ(เมฆ) ซึ่งมีปริมาณสูงกว่าบริเวณที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรออกไปทั้งแนวเหนือ - ใต้

พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานของแสง และพลังงานของความร้อนที่แผ่รังสีมาจากดวงอาทิตย์


พลังงานแสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ 
พลังงานที่เกิดจากแสง และพลังงานที่เกิดจากความร้อน

1. พลังงานที่เกิดจากแสง รูปแบบการนำพลังงานของแสงอาทิตย์มาใช้งาน แบ่งอย่างกว้าง ๆ เป็น 2 รูปแบบ ขึนอยู่กับวิธีการในการจับพลังงานแสง การแปรรูปให้เป็นพลังงานอีกรูปหนึ่ง และการแจกจ่ายพลังงานที่ได้ใหม่นั้น รูปแบบแรกเรียกว่า แอคทีพโซลาร์ เป็นการใช้วิธืการของ โฟโตโวลตาอิคส์ หรือ solar thermal เพื่อจับและเปลี่ยนพลังงานของแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อนโดยตรง อีกรูปแบบหนึ่งก็คือ พาสซีฟโซลาร์ เป็นวิธีการใช้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ การออกแบบอาคารในประเทศหนาวให้รับแสงแดดได้เต็มที่ หรือ การติดตั้งวัสดุที่ไวต่ออุณหภูมิ thermal mass เพื่อปรับสมดุลของอากาศในอาคาร หรือติดตั้งวัสดุที่มีคุณสมบัติกระจายแสง หรือการออกแบบพื้นที่ว่างให้ อากาศหมุนเวียนโดยธรรมชาติ

2. พลังงานที่เกิดจากความร้อน เช่น พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานคลื่น เป็นต้น



ดวงอาทิตย์ให้พลังงานจำนวนมหาศาลแก่โลกของเรา พลังงานจากดวงอาทิตย์จัดเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญที่สุด เป็นพลังงานสะอาดไม่ทำปฏิกิริยาใดๆอันจะทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เซลล์แสงอาทิตย์จึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็คทรอนิคส์ชนิดหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้ผลิตไฟฟ้า เนื่องจากสามารถเปลี่ยนเซลล์แสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง ส่วนใหญ่เซลล์แสงอาทิตย์ทำมาจากสารกึ่งตัวนำพวกซิลิคอน มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้สูงถึง 44 เปอร์เซนต์

ในส่วนของประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร จึงได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ในเกณฑ์สูง พลังงานโดยเฉลี่ยซึ่งรับได้ทั่วประเทศประมาณ 4 ถึง 4.5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อวัน ประกอบด้วยพลังงานจากรังสีตรง (Direct Radiation) ประมาณ 50 เปอร์เซนต์ ส่วนที่เหลือเป็นพลังงานรังสีกระจาย (Diffused Radiation) ซึ่งเกิดจากละอองน้ำในบรรยากาศ(เมฆ) ซึ่งมีปริมาณสูงกว่าบริเวณที่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรออกไปทั้งแนวเหนือ - ใต้

พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานของแสง และพลังงานของความร้อนที่แผ่รังสีมาจากดวงอาทิตย์


พลังงานแสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ 
พลังงานที่เกิดจากแสง และพลังงานที่เกิดจากความร้อน

1. พลังงานที่เกิดจากแสง รูปแบบการนำพลังงานของแสงอาทิตย์มาใช้งาน แบ่งอย่างกว้าง ๆ เป็น 2 รูปแบบ ขึนอยู่กับวิธีการในการจับพลังงานแสง การแปรรูปให้เป็นพลังงานอีกรูปหนึ่ง และการแจกจ่ายพลังงานที่ได้ใหม่นั้น รูปแบบแรกเรียกว่า แอคทีพโซลาร์ เป็นการใช้วิธืการของ โฟโตโวลตาอิคส์ หรือ solar thermal เพื่อจับและเปลี่ยนพลังงานของแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อนโดยตรง อีกรูปแบบหนึ่งก็คือ พาสซีฟโซลาร์ เป็นวิธีการใช้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ การออกแบบอาคารในประเทศหนาวให้รับแสงแดดได้เต็มที่ หรือ การติดตั้งวัสดุที่ไวต่ออุณหภูมิ thermal mass เพื่อปรับสมดุลของอากาศในอาคาร หรือติดตั้งวัสดุที่มีคุณสมบัติกระจายแสง หรือการออกแบบพื้นที่ว่างให้ อากาศหมุนเวียนโดยธรรมชาติ

2. พลังงานที่เกิดจากความร้อน เช่น พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานคลื่น เป็นต้น


พลังงานทดแทน

โดยทั่วไปหมายถึง พลังงานที่ใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิล เช่น ถ่านหิน, ปิโตรเลียม และ แก๊สธรรมชาติ ซึ่งปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์มหาศาล อันเป็นสาเหตุโลกร้อนตัวอย่างพลังงานทดแทนที่สำคัญ เช่น พลังงานลม, พลังงานน้ำ, พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง, พลังงานคลื่น, พลังงานความร้อนใต้พิภพ, เชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นต้น ในปี 2555 

ประเทศไทยใช้พลังงานทดแทนเพียง 18.2% ของพลังงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า เพียง 1.8% โดยที่พลังงานแสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพิ่มขึ้น 23% แต่ พลังงานจาก ฟืน ถ่าน แกลบ และวัสดุเหลือใช้ทางเกษตร โดยนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงดั้งเดิม มีอัตราลดลง 10% (อาจเป็นเพราะมวลชีวภาพดังกล่าวถูกแปรรูปไปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพไปแล้ว)

พลังงานทดแทนอีกประเภทหนึ่งเป็นพลังงานที่ถูกทำขึ้นใหม่ (renewable) ได้อย่างต่อเนื่อง (เช่น มวลของลมกลุ่มแรกผ่านกังหันลมไป มวลของลมกลุ่มใหม่ก็ตามมาอย่างต่อเนื่องเป็นต้น) เรียกว่า พลังงานหมุนเวียน (อังกฤษ : Renewal Energy) ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม น้ำ และไฮโดรเจน เป็นต้น (บางตำราว่า มวลชีวภาพ ก็เป็นพลังงานหมุนเวียน ขึ้นกับว่า มันทำขึ้นใหม่ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่)

พลังงานที่ใช้ทดแทนพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่อยู่บนฟ้า [1] เช่น ถ่านหิน, ปิโตรเลียม และ แก๊สธรรมชาติซึ่งปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์มหาศาลอันเป็นสาเหตุโลกร้อน [2] ตัวอย่าง พลังงานทดแทนที่สำคัญ เช่น พลังงานลม, พลังงานน้ำ, พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง, พลังงานคลื่น, พลังงานความร้อนใต้พิภพ, เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานนำมันดิบ น้ำมันปาลม์ พลังงานน้ำมันพืชจากเต่าในทะเลทราย เป็นต้น 

ตามแผนพัฒนา และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน 15 ปี ระหว่าง 2555-2564 มีแผนที่จะให้มีการใช้พลังงานทดแทน เป็นสัดส่วน 20% ของพลังงานทั้งหมด การศึกษา และพัฒนาพลังงานทดแทนเป็นการศึกษา ค้นคว้า ทดสอบ พัฒนา และสาธิต ตลอดจนส่งเสริม และเผยแพร่พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาด ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นแหล่งพลังงานที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ ชีวมวล และอื่นๆ เพื่อให้มีการผลิต และการใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย มีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมทั้งทางด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และสังคม

สำหรับผู้ใช้ในเมือง และชนบท ซึ่งในการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาพลังงานทดแทนดังกล่าว ยังรวมถึงการพัฒนาเครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์เพื่อการใช้งานมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย งานศึกษา และพัฒนาพลังงานทดแทน เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานพัฒนาพลังงานทดแทน 

ซึ่งมีโครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรงภายใต้แผนงานนี้คือ โครงการศึกษาวิจัยด้านพลังงาน และมีความเชื่อมโยงกับแผนงานพัฒนาชนบทในโครงการจัดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าประจุแบตเตอรี่ด้วยเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับหมู่บ้านชนบทที่ไม่มีไฟฟ้า โดยงานศึกษา และพัฒนาพลังงานทดแทนจะเป็นงานประจำที่มีลักษณะการดำเนินงานของกิจกรรมต่างๆ ในเชิงกว้างเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ทั้งในด้านวิชาการเชิงทฤษฎี และอุปกรณ์เครื่องมือทดลอง และการทดสอบ 

รวมถึงการส่งเสริมและเผยแพร่ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุน และรองรับความพร้อมในการจัดตั้งโครงการใหม่ๆ ในโครงการศึกษาวิจัยด้านพลังงานและโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การศึกษาค้นคว้าเบื้องต้น การติดตามความก้าวหน้าและร่วมมือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาต้นแบบ ทดสอบ วิเคราะห์ และประเมินความเหมาะสมเบื้องต้น และเป็นงานส่งเสริมการพัฒนาโครงการที่กำลังดำเนินการให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนให้โครงการที่เสร็จสิ้นแล้วได้นำผลไปดำเนินการส่งเสริม และเผยแพร่และการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมต่อไป

ประโยชน์ของพลังงานทดแทน โดยในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกพยายามศึกษาและค้นหาพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และมีประสิทธิภาพดียิ่งกว่าพลังงานแบบเดิม เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมของโลก รวมทั้งช่วยประหยัดพลังงาน ดังนั้นพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก จึงเป็นพลังงานที่สามารถนำมาใช้ทดแทนพลังงานแบบเดิมได้อย่างไม่จำกัด ทั้งยังหาได้จากธรรมชาติและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนพลังงาน รวมทั้งลดมลพิษอีกด้วย



พลังงานทดแทน

โดยทั่วไปหมายถึง พลังงานที่ใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิล เช่น ถ่านหิน, ปิโตรเลียม และ แก๊สธรรมชาติ ซึ่งปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์มหาศาล อันเป็นสาเหตุโลกร้อนตัวอย่างพลังงานทดแทนที่สำคัญ เช่น พลังงานลม, พลังงานน้ำ, พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง, พลังงานคลื่น, พลังงานความร้อนใต้พิภพ, เชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นต้น ในปี 2555 

ประเทศไทยใช้พลังงานทดแทนเพียง 18.2% ของพลังงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า เพียง 1.8% โดยที่พลังงานแสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพิ่มขึ้น 23% แต่ พลังงานจาก ฟืน ถ่าน แกลบ และวัสดุเหลือใช้ทางเกษตร โดยนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงดั้งเดิม มีอัตราลดลง 10% (อาจเป็นเพราะมวลชีวภาพดังกล่าวถูกแปรรูปไปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพไปแล้ว)

พลังงานทดแทนอีกประเภทหนึ่งเป็นพลังงานที่ถูกทำขึ้นใหม่ (renewable) ได้อย่างต่อเนื่อง (เช่น มวลของลมกลุ่มแรกผ่านกังหันลมไป มวลของลมกลุ่มใหม่ก็ตามมาอย่างต่อเนื่องเป็นต้น) เรียกว่า พลังงานหมุนเวียน (อังกฤษ : Renewal Energy) ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม น้ำ และไฮโดรเจน เป็นต้น (บางตำราว่า มวลชีวภาพ ก็เป็นพลังงานหมุนเวียน ขึ้นกับว่า มันทำขึ้นใหม่ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่)

พลังงานที่ใช้ทดแทนพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่อยู่บนฟ้า [1] เช่น ถ่านหิน, ปิโตรเลียม และ แก๊สธรรมชาติซึ่งปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์มหาศาลอันเป็นสาเหตุโลกร้อน [2] ตัวอย่าง พลังงานทดแทนที่สำคัญ เช่น พลังงานลม, พลังงานน้ำ, พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง, พลังงานคลื่น, พลังงานความร้อนใต้พิภพ, เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานนำมันดิบ น้ำมันปาลม์ พลังงานน้ำมันพืชจากเต่าในทะเลทราย เป็นต้น 

ตามแผนพัฒนา และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน 15 ปี ระหว่าง 2555-2564 มีแผนที่จะให้มีการใช้พลังงานทดแทน เป็นสัดส่วน 20% ของพลังงานทั้งหมด การศึกษา และพัฒนาพลังงานทดแทนเป็นการศึกษา ค้นคว้า ทดสอบ พัฒนา และสาธิต ตลอดจนส่งเสริม และเผยแพร่พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาด ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นแหล่งพลังงานที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ ชีวมวล และอื่นๆ เพื่อให้มีการผลิต และการใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย มีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมทั้งทางด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และสังคม

สำหรับผู้ใช้ในเมือง และชนบท ซึ่งในการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาพลังงานทดแทนดังกล่าว ยังรวมถึงการพัฒนาเครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์เพื่อการใช้งานมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย งานศึกษา และพัฒนาพลังงานทดแทน เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานพัฒนาพลังงานทดแทน 

ซึ่งมีโครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรงภายใต้แผนงานนี้คือ โครงการศึกษาวิจัยด้านพลังงาน และมีความเชื่อมโยงกับแผนงานพัฒนาชนบทในโครงการจัดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าประจุแบตเตอรี่ด้วยเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับหมู่บ้านชนบทที่ไม่มีไฟฟ้า โดยงานศึกษา และพัฒนาพลังงานทดแทนจะเป็นงานประจำที่มีลักษณะการดำเนินงานของกิจกรรมต่างๆ ในเชิงกว้างเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ทั้งในด้านวิชาการเชิงทฤษฎี และอุปกรณ์เครื่องมือทดลอง และการทดสอบ 

รวมถึงการส่งเสริมและเผยแพร่ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุน และรองรับความพร้อมในการจัดตั้งโครงการใหม่ๆ ในโครงการศึกษาวิจัยด้านพลังงานและโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การศึกษาค้นคว้าเบื้องต้น การติดตามความก้าวหน้าและร่วมมือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาต้นแบบ ทดสอบ วิเคราะห์ และประเมินความเหมาะสมเบื้องต้น และเป็นงานส่งเสริมการพัฒนาโครงการที่กำลังดำเนินการให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตลอดจนสนับสนุนให้โครงการที่เสร็จสิ้นแล้วได้นำผลไปดำเนินการส่งเสริม และเผยแพร่และการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมต่อไป

ประโยชน์ของพลังงานทดแทน โดยในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกพยายามศึกษาและค้นหาพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และมีประสิทธิภาพดียิ่งกว่าพลังงานแบบเดิม เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมของโลก รวมทั้งช่วยประหยัดพลังงาน ดังนั้นพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก จึงเป็นพลังงานที่สามารถนำมาใช้ทดแทนพลังงานแบบเดิมได้อย่างไม่จำกัด ทั้งยังหาได้จากธรรมชาติและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนพลังงาน รวมทั้งลดมลพิษอีกด้วย


พลังงานน้ำ

พื้นผิวโลกถึง 70 เปอร์เซนต์ ปกคลุมด้วยน้ำ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย น้ำเหล่านี้มีการเปลี่ยนสถานะและหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ระหว่างผิวโลกและบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรียกว่า วัฏจักรของน้ำ น้ำที่กำลังเคลื่อนที่มีพลังงานสะสมอยู่มาก และมนุษย์รู้จักนำพลังงานนี้มาใช้หลายร้อยปีแล้ว เช่น ใช้หมุนกังหันน้ำ ปัจจุบันมีการนำพลังงานน้ำไปหมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า

พลังงานน้ำ เป็นรูปแบบหนึ่งการสร้างกำลังโดยการอาศัยพลังงานของน้ำที่เคลื่อนที่ ปัจจุบันนี้พลังงานน้ำส่วนมากจะถูกใช้เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้แล้วพลังงานน้ำยังถูกนำไปใช้ในกรมชลประทาน การสี การทอผ้า และใช้ในโรงเลื่อย พลังงานของมวลน้ำที่เคลื่อนที่ได้ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานแล้วนับศตวรรษ โดยได้มีการสร้างกังหันน้ำ (Water Wheel) เพื่อใช้ในการงานต่างๆ ในอินเดีย และชาวโรมันก็ได้มีการประยุกต์ใช้เพื่อใช้ในการโม่แป้งจากเมล็ดพืชต่างๆ ส่วนในจีนและตะวันออกไกลก็ได้มีการใช้พลังงานน้ำในการวิดน้ำเพื่อการชลประทาน โดยในช่วงทศวรรษที่ 1830 ซึ่งเป็นยุคที่การสร้างคลองเฟื่องฟู ก็ได้มีการประยุกต์เอาพลังงานน้ำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรือขึ้นและลงจากเขา โดยอาศัยรางรถไฟที่ลาดเอียง อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประยุกต์ใช้พลังงานน้ำในยุคแรกนั้นเป็นการส่งต่อพลังงานโดยตรง (Direct Mechanical Power Transmission) ทำให้การใช้ พลังงานน้ำในยุคนั้นต้องอยู่ใกล้แหล่งพลังงาน เช่น น้ำตก เป็นต้น ปัจจุบันนี้ พลังงานน้ำได้ถูกใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้ากันอย่างกว้างขวาง ทำให้สามารถส่งต่อพลังงานไปใช้ในที่ที่ห่างจากแหล่งน้ำได้

พลังงานน้ำเกิดจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ให้ความร้อนแก่น้ำและทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำลอยตัวสูงขึ้น มวลน้ำที่อยู่สูงขึ้นจากจุดเดิม (พลังงานศักย์) เมื่อมวลไอน้ำกระทบความเย็นก็จะเปลี่ยนเป็นของเหลวอีกครั้ง และตกลงมาเนื่องจากเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก (พลังงานจลน์) การนำเอาพลังงานน้ำมาใช้ประโยชน์ทำได้โดยการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำให้เป็นกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนนี้คือ กังหันน้ำ (Turbines) น้ำที่มีความเร็วสูงจะผ่านเข้าท่อแล้วถ่ายทอดพลังงานจลน์เข้าสู่กังหันน้ำ ซึ่งจะไปหมุนขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง ในปัจจุบันพลังงานที่ได้จากแหล่งน้ำที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ พลังงานน้ำตก พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง พลังงานคลื่น




พลังงานน้ำ

พื้นผิวโลกถึง 70 เปอร์เซนต์ ปกคลุมด้วยน้ำ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย น้ำเหล่านี้มีการเปลี่ยนสถานะและหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ระหว่างผิวโลกและบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรียกว่า วัฏจักรของน้ำ น้ำที่กำลังเคลื่อนที่มีพลังงานสะสมอยู่มาก และมนุษย์รู้จักนำพลังงานนี้มาใช้หลายร้อยปีแล้ว เช่น ใช้หมุนกังหันน้ำ ปัจจุบันมีการนำพลังงานน้ำไปหมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า

พลังงานน้ำ เป็นรูปแบบหนึ่งการสร้างกำลังโดยการอาศัยพลังงานของน้ำที่เคลื่อนที่ ปัจจุบันนี้พลังงานน้ำส่วนมากจะถูกใช้เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้แล้วพลังงานน้ำยังถูกนำไปใช้ในกรมชลประทาน การสี การทอผ้า และใช้ในโรงเลื่อย พลังงานของมวลน้ำที่เคลื่อนที่ได้ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานแล้วนับศตวรรษ โดยได้มีการสร้างกังหันน้ำ (Water Wheel) เพื่อใช้ในการงานต่างๆ ในอินเดีย และชาวโรมันก็ได้มีการประยุกต์ใช้เพื่อใช้ในการโม่แป้งจากเมล็ดพืชต่างๆ ส่วนในจีนและตะวันออกไกลก็ได้มีการใช้พลังงานน้ำในการวิดน้ำเพื่อการชลประทาน โดยในช่วงทศวรรษที่ 1830 ซึ่งเป็นยุคที่การสร้างคลองเฟื่องฟู ก็ได้มีการประยุกต์เอาพลังงานน้ำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรือขึ้นและลงจากเขา โดยอาศัยรางรถไฟที่ลาดเอียง อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประยุกต์ใช้พลังงานน้ำในยุคแรกนั้นเป็นการส่งต่อพลังงานโดยตรง (Direct Mechanical Power Transmission) ทำให้การใช้ พลังงานน้ำในยุคนั้นต้องอยู่ใกล้แหล่งพลังงาน เช่น น้ำตก เป็นต้น ปัจจุบันนี้ พลังงานน้ำได้ถูกใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้ากันอย่างกว้างขวาง ทำให้สามารถส่งต่อพลังงานไปใช้ในที่ที่ห่างจากแหล่งน้ำได้

พลังงานน้ำเกิดจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ให้ความร้อนแก่น้ำและทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำลอยตัวสูงขึ้น มวลน้ำที่อยู่สูงขึ้นจากจุดเดิม (พลังงานศักย์) เมื่อมวลไอน้ำกระทบความเย็นก็จะเปลี่ยนเป็นของเหลวอีกครั้ง และตกลงมาเนื่องจากเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก (พลังงานจลน์) การนำเอาพลังงานน้ำมาใช้ประโยชน์ทำได้โดยการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำให้เป็นกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนนี้คือ กังหันน้ำ (Turbines) น้ำที่มีความเร็วสูงจะผ่านเข้าท่อแล้วถ่ายทอดพลังงานจลน์เข้าสู่กังหันน้ำ ซึ่งจะไปหมุนขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง ในปัจจุบันพลังงานที่ได้จากแหล่งน้ำที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ พลังงานน้ำตก พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง พลังงานคลื่น



“…ธรรมชาติแวดล้อมของเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล และอากาศ มิได้เป็นเพียงสิ่งสวยๆ งามๆ เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของเรา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีนี้ ก็เท่ากับเป็นการปกปักรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลานของเราด้วย…”

พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเมื่อครั้งเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๑

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงคำนึงถึงความสอดคล้องเกื้อกูลกันระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ทรงเข้าใจในธรรมชาติและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ทำให้เกิดแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลากหลายผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ในด้านการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น พระองค์ทรงเน้นงานการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องครอบคลุมทุกด้าน ทั้งดิน น้ำ และป่าไม้ ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจมากมายที่ทรงปฏิบัติตลอดรัชสมัยแห่งการครองราชย์ซึ่งเกิดขึ้นจากพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในการคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขทฤษฎีและวิธีการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบนิเวศ และสภาพความเป็นอยู่ของพสกนิกร กระทั่งนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นคนไทยจึงขนานนามพระองค์ท่านว่า “พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”

พระราชดำริ พระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสิ่งแวดล้อมนั้นมีมากมายดังที่ประชาชนคนไทยได้รับทราบ ซึ่งแต่ละโครงการยังมีชื่ออันเป็นเอกลักษณ์จดจำง่าย ที่สำคัญวิธีการที่พระองค์ทรงพระราชทานมานั้นเป็นวิธีการเรียบง่ายแต่เห็นผลได้จริงและยั่งยืน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ทฤษฎี “น้ำดีไล่น้ำเสีย” ทรงนำหลักการบำบัดน้ำเสียโดยการทำให้เจือจาง โดยใช้หลักการตามธรรมชาติแห่งแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นการใช้น้ำคุณภาพดีมาช่วยบรรเทาน้ำเน่าเสีย

การบำบัดน้ำเสียด้วยผักตบชวา พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในการปรับปรุงคุณภาพของแหล่งน้ำที่มีอยู่แล้ว เช่น บึงและหนองต่างๆ เพื่อทำเป็นแหล่งบำบัดน้ำเสีย โดยหนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ โครงการบึงมักกะสันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีหลักการบำบัดน้ำเสีย ตามแนวทฤษฎีการพัฒนาโดยการกรองน้ำเสียด้วยผักตบชวา

การปลูกหญ้าแฝก แบ่งการปลูกเป็น ๒ ลักษณะคือ ปลูกขวางตามแนวระดับบนพื้นที่ลาดชัน เพื่อช่วยชะลอความเร็วของกระแสน้ำ ที่ชะล้างหน้าดินและปลูกเพื่อทลายดินที่แข็งเป็นดานให้สามารถใช้ประโยชน์ได้

การสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น โดยการนำวัสดุตามธรรมชาติหรือที่มีอยู่ในพื้นที่มาใช้ปิดกั้นทางน้ำ ร่องเขาและพื้นที่ที่มีความลาดชันซึ่งอยู่ตอนบนของภูเขาเพื่อช่วยชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลงและดักตะกอนไว้

ปลูกป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง ประโยชน์อย่างที่ ๑ คือ การปลูกไม้โตเร็วเพื่อพัฒนาและสร้างหน้าดินขึ้นใหม่ รวมทั้งยังสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ ประโยชน์อย่างที่ ๒ คือ ปลูกไม้ดั้งเดิมที่มีความแข็งแรงและทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ประโยชน์ที่ ๓ คือ ปลูกไม้เศรษฐกิจหรือไม้ผล เพื่อนำไม้มาใช้ในอนาคต ประโยชน์ที่ ๔ คือการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่

การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก เมื่อไม่มีการบุกรุกพื้นที่ปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติในระยะเวลาหนึ่ง พืชต่างๆ ก็สามารถแตกหน่อและเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ มีพืชพันธุ์ไม้ขึ้นเต็มร่องเขา เป็นการคืนป่าตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องปลูกสามารถประหยัดงบประมาณได้ด้วย

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสาเหตุหลักนั้นมาจากฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ น้ำเน่าเสีย ขยะจำนวนมหาศาล ป่าไม้ถูกแผ้วถางทำลาย เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงและยังเห็นสาเหตุทำให้เกิดภัยธรรมชาติอีกด้วย เพราะฉะนั้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างชาญฉลาดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ควบคู่กับการอนุรักษ์และพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไปด้วยจึงเป็นหนทางที่จะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างยั่งยืน..


ประโยชน์ของโซล่าเซลล์



ประโยชน์ของโซล่าเซลล์



โซล่าเซลล์ สามารถเปลี่ยนพลังงาน แสงของดวงอาทิตย์ ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ จะเป็น ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที รวมทั้งนำไปเก็บไว้ในแบตเตอร์รี่ เพื่อนำมาใช้ในภายหลัง โซลาร์เซลล์ ปัจจุบันมีราคาถูกลงกว่าเมื่อก่อนมาก ทำให้เริ่มเป็นที่นิยมนำโซลาร์เซลล์มาผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้ในครัวเรือน โดยสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ มาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ทุกชนิด เช่น ไฟแสงสว่าง พัดลม คอมพิวเตอร์ ทีวี และ เครื่องชาร์ตโทรศัพท์ ฯลฯ ส่วนจะใช้ได้นานมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ ปริมาณไฟฟ้าที่โซลาร์เซลล์ผลิตได้ และ อัตราการใช้ไฟฟ้า ของเครื่องมือ เครื่องใช้ แต่ละชนิด

การใช้ โซลาร์เซลล์ Solar Cell ผลิต ไฟฟ้า จะได้กระแสไฟฟ้ามากในตอนกลางวันที่มีแสงแดด นิยมเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ และเหลือใช้จากตอนกลางวันไว้ในแบตเตอร์รี่ แล้วนำออกมาใช้งานในตอนกลางคืน ทำให้ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า ในระยะยาว จากการลงทุนซื้อโซลาร์เซลล์ ที่เกือบจะเรียกได้ว่า ลงทุนเพียงครั้งเดียว โซลาร์เชลล์ มีอายุการใช้งานประมาณ 20-25 ปี แบตเตอร์รี่ที่นำมาใช้เก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ นิยมใช้แบตเตอร์รี่รถยนต์ ที่มีราคาถูก มีอายุการใช้งาน ราว 3-5 ปี หากเก็บไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ โดยใช้ แบตเตอร์รี่ชนิดพิเศษ ที่เรียกว่า deep circle battery ก็จะสามารถสะสมไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ในปริมาณที่มากกว่าเก็บโดยแบตเตอร์รี่รถยนต์ได้เช่นกัน แต่จะราคาสูงกว่า ดังนั้น จึงมีบางคนนิยมนำแบตเตอร์รี่รถยนต์ ที่ไม่ใช้แล้ว มาซ่อมแซมเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ เพื่อประหยัดงบประมาณของระบบโซลาร์เซลล์
 
ไฟฟ้าที่ผลิตได้จาก โซลาร์เซลล์ Solar Cell จะ เป็นไฟฟ้ากระแสตรง โดยทั่วไปจะมีแรงดัน 12-24 โวลท์ เมื่อนำไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์มาเก็บในแบตเตอร์รี่ สามารถแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ แรงดัน 220 โวลท์ ที่ใช้ตามครัวเรือนได้ โดยใช้ inverter ซึ่งสามารถซื้อหาได้ทั่วไปในบ้านเราในราคาที่ไม่แพง นอกจากนั้น เรายังสามารถต่อพ่วงระบบไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ เข้ากับระบบของ การไฟฟ้าได้โดยใช้ grid inverter เมื่อไฟฟ้าทีผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ ไม่เพียงพอ ระบบจะดึงไฟฟ้า จาก การไฟฟ้ามาใช้ต่อเนื่องทันที แต่การแปลงไฟฟ้า จากโซลาร์เซลล์ เป็น 220 โวลท์ จะมีการสูญเสีย 10-20% ดังนั้น หากใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า 12 หรือ 24 โวลท์ ตามที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ โดยไม่ต้องแปลง จะคุ้มค่ากว่า

7 วิธีลดโลกร้อนด้วยตนเอง



7 วิธีลดโลกร้อนด้วยตนเอง



อากาศช่วงนี้เพื่อนๆ สังเกตมั้ยครับว่า อุณหภูมิในบ้านเรามันร้อนขึ้นเรื่อยๆ หน้าหนาวก็หนาวไม่กี่วัน ส่วนหน้าร้อนก็ร้อนจนตับจะแตก แถมร้อนขึ้นทุกปีด้วย ซึ่งภาวะแบบนี้เราเรียกว่า “ภาวะโลกร้อน” หรือเรียกกันแบบสากลว่า “Global Warming” นั่นเอง ซึ่งภาวะโลกร้อนนี้ก็คือ การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น จากผลของภาวะเรือนกระจก หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า Greenhouse Effect นั่นเอง

ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว สาเหตุหลักของการเกิด ภาวะโลกร้อน นี้ก็ไม่ใช่ใครครับ ก็คือ มนุษย์ครับ ที่เป็นต้นเหตุในการเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ เชื้อเพลิงต่างๆ การขนส่ง และการผลิต ในโรงงานอุตสาหกรรม รวมไปถึงการเพิ่มก๊าซกลุ่มไนตรัส- ออกไซด์ และคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC) เข้าไปในชั้นบรรยากาศ พร้อมๆ กับการตัดไม้ ทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง

และการตัดต้นไม้นี้เอง ทำให้กลไกในการดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากระบบบรรยากาศถูกลดทอนประสิทธิภาพลง ทำให้แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมาสู่พื้นโลกได้มากขึ้น ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นภาวะโลกร้อนดังเช่นปัจจุบัน

วันนี้เรามีวิธีดีๆ ที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ด้วยตัวเราเองง่ายๆ 7 วิธี มาฝากดังนี้ครับ


1. ลดการใช้พลังงานในบ้าน ด้วยการปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆเมื่อไม่ได้ใช้งาน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับ 1,454 กิโลกรัม ต่อปี

2. ใช้หลอดไฟแบบ LED จะได้ไฟที่สว่างกว่า ประหยัดกว่าหลอดปกติ 40% และช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ 68 กิโลกรัมต่อปี

3. ขับรถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง จะช่วยลดการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไป 10 กิโลกรัมต่อแกลอน

4. โล๊ะทิ้งตู้เย็นรุ่นเก่า เพราะใช้ไฟฟ้่ามากเป็น 2 เท่า ของตู้เย็นสมัยใหม่ ซึ่งประหยัดไฟลงได้มาก และยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 100 กิโลกรัมต่อปี

5. ไปตลาดสดแทนซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่อาหารสดทุกอย่างแต่มีการบรรจุหีบห่อด้วยพลาสติก และโฟม ทำให้เกิดขยะจำนวนมาก ลองหิ้วตระกร้าหรือถุงผ้าไปจ่ายตลาด

6. ขับรถไม่เกิน 90 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง จะช่วยลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% หรือคิดเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้ 1 ตัน ต่อรถยนต์แต่ละคันที่ใช้งานราว 30,000 กิโลเมตรต่อปี

7. ปลูกต้นไม้ในสวนหน้าบ้าน ต้นไม้ 1 ต้นจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ตลอดอายุของต้นไม้



Credit : PANORAMA Worldwide

การใช้พลังงานปิโตรเลียมอย่างประหยัดและถูกวิธี



การใช้พลังงานปิโตรเลียมอย่างประหยัดและถูกวิธี



การใช้พลังงานปิโตรเลียมทางตรง เช่น การนำพลังงานปิโตรเลียมมาใช้กับยานพาหนะและเครื่องใช้ต่างๆ มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้คือ

–  เลือกใช้เชื้อเพลิงให้ถูกประเภทกับกำลังเครื่องยนต์ หลีกเลี่ยงเชื้อเพลิงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
–  หมั่นบำรุงรักษาเครื่องจักรกล เครื่องยนต์อยู่เสมอๆ ใช้ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นให้เหมาะสม ใช้งานตามความสามารถและถนอม
–  หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุติดไฟหรือกระทำการใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ และควรกำหนดสถานที่เก็บเชื้อเพลิงให้ปลอดภัยที่สุด
–  การใช้แก๊สหุงต้มควรเลือกถัง และหัวเตาที่ได้มาตรฐาน หมั่นตรวจสอบรอยรั่ว และปิดวาล์วให้เรียบร้อยหลังจากการใช้งาน
–  การใช้พลังงานปิโตรเลียมทางอ้อม เช่น การนำพลังงานปิโตรเลียมมาผลิตกระแสไฟฟ้า มีหลักการที่สำคัญ ๆ ดังนี้คือ
            
ควรทราบชนิด และจำนวนของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีภายในครัวเรือนของตน เพื่อประเมินปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสม

–  เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ มีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งานในบ้าน เช่น การใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์แทนการใช้หลอดไส้ เนื่องจากกินไฟน้อยกว่าปิดสวิตช์หรือถอดปลั๊กทันทีเมื่อเลิกใช้ไฟฟ้า
–  ไม่ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันหลายตัว เพราะจะทำให้เสียค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และอาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ หากสายไปร้อนจนไหม้
–  บำรุงรักษาและหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่เสมอๆ 



Credit : Pen128



การใช้พลังงานปิโตรเลียมทางตรง เช่น การนำพลังงานปิโตรเลียมมาใช้กับยานพาหนะและเครื่องใช้ต่างๆ มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้คือ

–  เลือกใช้เชื้อเพลิงให้ถูกประเภทกับกำลังเครื่องยนต์ หลีกเลี่ยงเชื้อเพลิงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
–  หมั่นบำรุงรักษาเครื่องจักรกล เครื่องยนต์อยู่เสมอๆ ใช้ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นให้เหมาะสม ใช้งานตามความสามารถและถนอม
–  หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุติดไฟหรือกระทำการใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ และควรกำหนดสถานที่เก็บเชื้อเพลิงให้ปลอดภัยที่สุด
–  การใช้แก๊สหุงต้มควรเลือกถัง และหัวเตาที่ได้มาตรฐาน หมั่นตรวจสอบรอยรั่ว และปิดวาล์วให้เรียบร้อยหลังจากการใช้งาน
–  การใช้พลังงานปิโตรเลียมทางอ้อม เช่น การนำพลังงานปิโตรเลียมมาผลิตกระแสไฟฟ้า มีหลักการที่สำคัญ ๆ ดังนี้คือ
            
ควรทราบชนิด และจำนวนของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีภายในครัวเรือนของตน เพื่อประเมินปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสม

–  เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ มีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งานในบ้าน เช่น การใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์แทนการใช้หลอดไส้ เนื่องจากกินไฟน้อยกว่าปิดสวิตช์หรือถอดปลั๊กทันทีเมื่อเลิกใช้ไฟฟ้า
–  ไม่ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันหลายตัว เพราะจะทำให้เสียค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และอาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ หากสายไปร้อนจนไหม้
–  บำรุงรักษาและหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่เสมอๆ 



Credit : Pen128

สุดล้ำ! นวัตกรรมใหม่เกษตรกรสตูล “เลี้ยงวัวโดยไม่ใช้หญ้า” ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้งาม




สุดล้ำ! นวัตกรรมใหม่เกษตรกรสตูล “เลี้ยงวัวโดยไม่ใช้หญ้า” ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้งาม




สตูล - อย่างเจ๋ง! นวัตกรรมใหม่เกษตรกรในพื้นที่ อ.ควนกาหลง จ.สตูล “เลี้ยงวัวโดยไม่ใช้หญ้าแม้แต่เส้นเดียว” ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้อย่างงาม บนความไม่พร้อมของสถานที่ เผยยินดีถ่ายทอดข้อมูลให้เกษตรกรรายอื่นหากมีความต้องการ

ผู้สื่อข่าวได้พาไปดูนวัตกรรมการให้อาหารวัว ของเกษตรกรในพื้นที่ อ.ควนกาหลง จ.สตูล โดยไม่ให้วัวกินหญ้าเลยแม้แต่เส้นเดียว ซึ่งเปลี่ยนไปใช้วัสดุทางการเกษตรอย่างอื่นที่มีมากในท้องถิ่นอย่างใบปาล์ม ร่วมกับอาหารอย่างอื่นทำให้ลดต้นทุน หากพูดถึงการเลี้ยงวัวแล้ว อาหารหลักก็ต้องเป็นหญ้า หรือฟางข้าว แต่ด้วยสภาพพื้นที่ไม่เพียงพอในการปลูกหญ้า บวกกับฟางข้าวมีราคาสูง
 
เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวจำนวนมากจึงเปลี่ยนแนวคิดค้น เพื่อหาวิธีในการใช้พืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นเพื่อมาเป็นอาหารแทน และก็ได้ผ่านมาอย่างเกินความคาดหมาย หลังลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จ มาวันนี้ นายสมยศ เวชสิทธิ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว เจ้าของแนวคิดนี้ไม่ให้ฝูงวัวจำนวนมากของตนต้องกินหญ้าแม้แต่เส้นเดียว โดยเลือกที่จะใช้ใบปาล์มสดร่วมกับอาหารข้นที่มีประโยชน์ ผสมเป็นอาหารเลี้ยงวัวแทน สร้างรายได้อย่างงดงามบนความไม่พร้อมของสถานที่


โดยความไม่พร้อมของสถานที่ ซึ่งสวนทางต่อความชื่นชอบ ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ “เลี้ยงวัวโดยไม่ให้กินหญ้า” นายสมยศ เวชสิทธิ์ อายุ 49 ปี เกษตรกรเลี้ยงวัวในพื้นที่หมู่ 7 ต.อุใดเจริญ อ.ควนกาหลง จ.สตูล บอกว่า ส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบวัว ชอบที่จะเลี้ยง แต่ไม่มีพื้นที่เลี้ยง และไม่มีพื้นที่ปลูกหญ้า  จึงได้คิดต่อไปอีกว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าจะเลี้ยงวัวโดยไม่ต้องใช้หญ้า จึงเลือกใช้ใบปาล์มน้ำมันแทน เนื่องจากในหมู่บ้านมีใบปาล์มน้ำมันเยอะ
 
แรกเริ่มจากวัว 1 คู่ หลังเลี้ยงด้วยใบปาล์มน้ำมันขยายมาเป็น 19 ตัว ปัจจุบัน ได้ทำคอกให้อยู่บนพื้นที่ 1 ไร่ ของพี่ชายซึ่งแบ่งไว้ให้ใช้เริ่มแออัด ในช่วงวันละ 2 เวลาของทุกวัน นายสมยศ จะนำอาหาร ซึ่งประกอบด้วย ใบปาล์มสดตัดครึ่งหนึ่งของทางปาล์ม เลือกใช้ส่วนปลายเพราะมีใบมาก และทางปาล์มไม่แข็ง นำมาเข้าเครื่องบดหยาบ ผสมน้ำเกลือแกงเพิ่มรสชาติ ก่อนจะให้วัวกินคู่กับอาหารข้น 100 กิโลกรัม ประกอบด้วย ขี้เค้ก (ของเหลือใช้หลังจากการสกัดน้ำมันปาล์มภายในโรงงาน) 56 กิโลกรัม เม็ดในปาล์มบด 33 กิโลกรัม ปลายข้าว 11 กิโลกรัม เฉลี่ยค่าใช้จ่ายจากอาหารข้นกิโลกรัมละ 3.50 สตางค์
 
เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้วัวมีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคง่าย สังเกตดูแล้วจะเป็นที่ชื่นชอบของวัว


โดยความไม่พร้อมของสถานที่ ซึ่งสวนทางต่อความชื่นชอบ ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ “เลี้ยงวัวโดยไม่ให้กินหญ้า” นายสมยศ เวชสิทธิ์ อายุ 49 ปี เกษตรกรเลี้ยงวัวในพื้นที่หมู่ 7 ต.อุใดเจริญ อ.ควนกาหลง จ.สตูล บอกว่า ส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบวัว ชอบที่จะเลี้ยง แต่ไม่มีพื้นที่เลี้ยง และไม่มีพื้นที่ปลูกหญ้า  จึงได้คิดต่อไปอีกว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าจะเลี้ยงวัวโดยไม่ต้องใช้หญ้า จึงเลือกใช้ใบปาล์มน้ำมันแทน เนื่องจากในหมู่บ้านมีใบปาล์มน้ำมันเยอะ
 
แรกเริ่มจากวัว 1 คู่ หลังเลี้ยงด้วยใบปาล์มน้ำมันขยายมาเป็น 19 ตัว ปัจจุบัน ได้ทำคอกให้อยู่บนพื้นที่ 1 ไร่ ของพี่ชายซึ่งแบ่งไว้ให้ใช้เริ่มแออัด ในช่วงวันละ 2 เวลาของทุกวัน นายสมยศ จะนำอาหาร ซึ่งประกอบด้วย ใบปาล์มสดตัดครึ่งหนึ่งของทางปาล์ม เลือกใช้ส่วนปลายเพราะมีใบมาก และทางปาล์มไม่แข็ง นำมาเข้าเครื่องบดหยาบ ผสมน้ำเกลือแกงเพิ่มรสชาติ ก่อนจะให้วัวกินคู่กับอาหารข้น 100 กิโลกรัม ประกอบด้วย ขี้เค้ก (ของเหลือใช้หลังจากการสกัดน้ำมันปาล์มภายในโรงงาน) 56 กิโลกรัม เม็ดในปาล์มบด 33 กิโลกรัม ปลายข้าว 11 กิโลกรัม เฉลี่ยค่าใช้จ่ายจากอาหารข้นกิโลกรัมละ 3.50 สตางค์
 
เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้วัวมีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคง่าย สังเกตดูแล้วจะเป็นที่ชื่นชอบของวัว


นายสมยศ บอกอีกว่า สิ่งที่ได้จากการเลี้ยงวัวด้วยวิธีนี้เป็นการลดต้นทุน ลดเวลาในการเลี้ยง โดยใน 1 วันใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงในการดูแล ให้อาหาร 2 มื้อ โดยวัว 1 ตัว จะกินอาหาร 18 กิโลกรัมต่อวัน แยกเป็นทางปาล์มบดหยาบ 15 กิโลกรัม อาหารข้น 3 กิโลกรัม ลดต้นทุนไปได้เป็นอย่างมาก เพราะทางปาล์มนำมาจากสวนปาล์มของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งทุกๆ 20 วัน เจ้าของสวนจะตัดทะลายปาล์ม และตัดทางปาล์มทิ้งไว้ที่โคนต้น แล้วก็จะไปเก็บมาบดทำเป็นอาหารให้วัวกินแทนหญ้าและฟาง

ทั้งนี้ หากถามว่าใบปาล์มมีเพียงพอหรือไม่สำหรับเลี้ยงวัวจำนวนมาก ตรงนี้บอกเลยว่า พอ เพราะในพื้นที่ อ.ควนกาหลง มีสวนปาล์มของสหกรณ์ที่สามารถไปเก็บใบได้มากถึง 400 ไร่ นอกจากนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ก็อนุญาตให้ไปเก็บ เพื่อเป็นการลดขยะภายในสวนปาล์มไปในตัวได้อีกด้วย ใน 1 วัน นายสมยศ บอกว่า วัว 19 ตัว ที่เลี้ยงไว้จะให้มูล (ขี้วัว) วันละ 200 กิโลกรัม เฉลี่ยประมาณ 5,000 กิโลกรัมต่อเดือน จะขายได้ในราคากิโลกรัมละ 2 บาท หากนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก พด.1 ก็จะเพิ่มมูลค่าเป็นกิโลกรัมละ 6 บาท
 
หากต่อยอดต่อไปอีก โดยการนำปุ๋ยหมัก พด.1 ผสมกับปุ๋ยเคมีไม่เกิน 20% จะจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนมูลวัว (ขี้วัว) ก็จะจ้างหลานมาเก็บวันละ 60 บาท ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง เป็นการสร้างรายได้ให้เด็กได้อีกด้วย




นายสมยศ บอกอีกว่า สิ่งที่ได้จากการเลี้ยงวัวด้วยวิธีนี้เป็นการลดต้นทุน ลดเวลาในการเลี้ยง โดยใน 1 วันใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงในการดูแล ให้อาหาร 2 มื้อ โดยวัว 1 ตัว จะกินอาหาร 18 กิโลกรัมต่อวัน แยกเป็นทางปาล์มบดหยาบ 15 กิโลกรัม อาหารข้น 3 กิโลกรัม ลดต้นทุนไปได้เป็นอย่างมาก เพราะทางปาล์มนำมาจากสวนปาล์มของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งทุกๆ 20 วัน เจ้าของสวนจะตัดทะลายปาล์ม และตัดทางปาล์มทิ้งไว้ที่โคนต้น แล้วก็จะไปเก็บมาบดทำเป็นอาหารให้วัวกินแทนหญ้าและฟาง

ทั้งนี้ หากถามว่าใบปาล์มมีเพียงพอหรือไม่สำหรับเลี้ยงวัวจำนวนมาก ตรงนี้บอกเลยว่า พอ เพราะในพื้นที่ อ.ควนกาหลง มีสวนปาล์มของสหกรณ์ที่สามารถไปเก็บใบได้มากถึง 400 ไร่ นอกจากนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ก็อนุญาตให้ไปเก็บ เพื่อเป็นการลดขยะภายในสวนปาล์มไปในตัวได้อีกด้วย ใน 1 วัน นายสมยศ บอกว่า วัว 19 ตัว ที่เลี้ยงไว้จะให้มูล (ขี้วัว) วันละ 200 กิโลกรัม เฉลี่ยประมาณ 5,000 กิโลกรัมต่อเดือน จะขายได้ในราคากิโลกรัมละ 2 บาท หากนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก พด.1 ก็จะเพิ่มมูลค่าเป็นกิโลกรัมละ 6 บาท
 
หากต่อยอดต่อไปอีก โดยการนำปุ๋ยหมัก พด.1 ผสมกับปุ๋ยเคมีไม่เกิน 20% จะจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนมูลวัว (ขี้วัว) ก็จะจ้างหลานมาเก็บวันละ 60 บาท ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง เป็นการสร้างรายได้ให้เด็กได้อีกด้วย



สำหรับผลตอบรับการการเลี้ยงวัวโดยไม่ใช้หญ้านี้ รายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายขี้วัว ซึ่งผลิตได้เดือนละ 5,000 กิโลกรัม ทำปุ๋ยหมักขายกิโลกรัมละ 6 บาท รายได้ต่อเดือนประมาณ 30,000 บาท ต้นทุนอาหารวัวเฉลี่ยเดือนละ 6,000 บาท โดยวัวที่เลี้ยงมีทั้งพันธุ์พื้นเมือง ลูกผสม และวัวโค สำหรับผู้ที่สนใจเลี้ยงวัว แต่มีพื้นที่น้อยก็สามารถเลี้ยงได้ เพราะไม่ต้องปลูกหญ้า
 
โดยใน จ.สตูล มีการปลูกปาล์มกันเยอะ แต่ทาง หรือใบปาล์มเป็นของไร้ประโยชน์ จึงสามารถนำมาทำเป็นอาหารให้วัวได้ จะเอาขี้ไปทำปุ๋ยก็ได้ด้วย ส่วนการทำปุ๋ยจากมูลสัตว์นั้น นายสมยศ ได้รับความรู้จาก นายเสถียร ทองขาวบัว อายุ 75 ปี หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน โดยหมอดินบอกว่า การเลี้ยงวัวอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อค่าอาหาร จึงแนะนำให้นำมูลวัว (ขี้วัว) มาผสมเป็นปุ๋ยหมักเพิ่มรายได้ มีกำไรเท่าตัว
 
ส่วนการทำปุ๋ยนั้นไม่ยากเพียงแต่ต้องมีความพยายาม ต้องทำอย่างละเอียดอย่าให้ผิดขั้นตอน ส่วนวัตถุดิบที่นำมาทำปุ๋ยต้องเลือกส่วนที่มีประโยชน์ ซึ่งปุ๋ยนี้จะทำให้ดินร่วนซุย เพิ่มอากาศ เพิ่มน้ำให้รากต้นไม้ได้หายใจ




สำหรับผลตอบรับการการเลี้ยงวัวโดยไม่ใช้หญ้านี้ รายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายขี้วัว ซึ่งผลิตได้เดือนละ 5,000 กิโลกรัม ทำปุ๋ยหมักขายกิโลกรัมละ 6 บาท รายได้ต่อเดือนประมาณ 30,000 บาท ต้นทุนอาหารวัวเฉลี่ยเดือนละ 6,000 บาท โดยวัวที่เลี้ยงมีทั้งพันธุ์พื้นเมือง ลูกผสม และวัวโค สำหรับผู้ที่สนใจเลี้ยงวัว แต่มีพื้นที่น้อยก็สามารถเลี้ยงได้ เพราะไม่ต้องปลูกหญ้า
 
โดยใน จ.สตูล มีการปลูกปาล์มกันเยอะ แต่ทาง หรือใบปาล์มเป็นของไร้ประโยชน์ จึงสามารถนำมาทำเป็นอาหารให้วัวได้ จะเอาขี้ไปทำปุ๋ยก็ได้ด้วย ส่วนการทำปุ๋ยจากมูลสัตว์นั้น นายสมยศ ได้รับความรู้จาก นายเสถียร ทองขาวบัว อายุ 75 ปี หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน โดยหมอดินบอกว่า การเลี้ยงวัวอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อค่าอาหาร จึงแนะนำให้นำมูลวัว (ขี้วัว) มาผสมเป็นปุ๋ยหมักเพิ่มรายได้ มีกำไรเท่าตัว
 
ส่วนการทำปุ๋ยนั้นไม่ยากเพียงแต่ต้องมีความพยายาม ต้องทำอย่างละเอียดอย่าให้ผิดขั้นตอน ส่วนวัตถุดิบที่นำมาทำปุ๋ยต้องเลือกส่วนที่มีประโยชน์ ซึ่งปุ๋ยนี้จะทำให้ดินร่วนซุย เพิ่มอากาศ เพิ่มน้ำให้รากต้นไม้ได้หายใจ



ขณะที่ นายถนอมพล สังสัน เจ้าพนักงานการเกษตรปฏิบัติงาน สถานีพัฒนาที่ดินสตูล กล่าวว่า จากการรับทราบข้อมูลการเลี้ยงวัว โดยไม่ใช้หญ้าแม้แต่เส้นเดียวของเกษตรกรรายนี้ และสามารถผลิตมูลวัวได้เดือนละ 5 ตัน เพื่อมาผลิตเป็นปุ๋ยหมัก ทางสถานีพัฒนาที่ดิน จึงเข้ามาส่งเสริมในเรื่องการทำปุ๋ยหมักให้มีเชื้อราไตรโคเดอร์มา ซึ่งจะช่วยป้องกันของรากเน่า โคนเน่าของพืชหลายๆ ชนิด โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจของ จ.สตูล คือ ยางพารา แทบจะเป็นโรคนี้เกือบ 100% ส่วนนี้เป็นการต่อยอดการทำปุ๋ยหมักโดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ของกรมพัฒนาที่ดิน ที่จะให้เกษตรกรได้นำไปใช้

สำหรับเกษตรรายอื่นที่สนใจการเลี้ยงวัวแบบนายสมยศ ก็จะแนะนำให้เข้ามาศึกษาด้วยตัวเองจะได้เห็นของจริง ซึ่งตรงนี้นายสมยศ ก็ยินดีที่จะถ่ายทอดข้อมูลเพื่อนำไปทำเป็นอาชีพต่อไปได้หากมีความต้องการ



Credit : oknation

วิธีประหยัดไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด



วิธีประหยัดไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด



วิธีที่ฉลาด คือ ใช้ให้น้อยลง


เครื่องทำความร้อน และเครื่องทำความเย็น

ในพื้นที่อากาศอบอุ่นและอากาศหนาว เครื่องทำความร้อนจะใช้พลังงานอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด  ดังนั้น สิ่งแรกและสำคัญที่สุดในมาตรการการประหยัดพลังงาน คือ การใช้วัสดุที่เหมาะสมในการทำฉนวนและการระบายอากาศ โดยสามารถลดการใช้เครื่องทำความร้อนได้ถึง 1 ใน 3  (ประมาณ 50 กิโลวัตต์ชั่วโมง/ตารางเมตร/ปี) หรือ 1 ใน 10 (น้อยกว่า 15 กิโลวัตต์ชั่วโมง /ตารางเมตร/ปี) ของพลังงานที่บ้านขนาดทั่วไปต้องใช้  เป็นที่น่าสังเกตว่า บ้านที่ใช้วัสดุทำฉนวนที่เหมาะสมจะใช้ความร้อนเพียง 1 ใน 3 เพื่อทำให้บ้านอุ่น และไม่ทำให้ค่าก่อสร้างแพงขึ้นเลย  การลงทุนเพิ่มกับวัสดุทำฉนวน การระบายอากาศ และการติดตั้งแผ่นกระจกที่มีประสิทธิภาพสูงนั้นสามารถชดเชยได้โดยเปลี่ยนระบบเครื่องทำความร้อนให้เล็กลงและถูกลง


บ้านที่มีประสิทธิภาพจะทำให้

  • ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาวะดีและได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยง 'รังสีความเย็น' (เช่นที่มาทางหน้าต่าง)
  • ทำให้ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างห้องที่ติดกับห้องที่ไม่ได้ติดเครื่องทำความร้อนมีน้อย
  • ทำให้เครื่องทำความร้อนมีประสิทธิภาพในการระบายอากาศดีขึ้น ในเขตอากาศร้อน เราสามารถลดหรือไม่ใช้เครื่องปรับอากาศหากสิ่งปลูกสร้างนั้นได้รับการออกแบบที่ดี ส่วนในเขตอากาศอบอุ่นเราสามารถงดใช้เครื่องปรับอากาศได้

เครื่องใช้ไฟฟ้า

การใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนทั่วโลกนั้นแตกต่างกันอย่างมหาศาลแม้แต่ในประเทศอุตสาหกรรม โดยในครัวเรือนขนาดทั่วไปของประเทศแถบยุโรปใช้พลังงาน 4,667 กิโลวัตต์ชั่วโมง ในขณะที่ครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาใช้ 11,209 กิโลวัตต์ชั่วโมง และในประเทศญี่ปุ่นใช้ 5,945 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาใช้หลอดไฟมากกว่ายุโรปถึง 3 เท่า และใช้ตู้เย็นมากกว่ายุโรป 2 เท่า แต่นี่ไม่ได้สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐและยุโรปมีความสะดวกสบายต่างกัน  เพราะมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งกินไฟน้อยกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น 2-10 เท่า ทั้งๆ ที่มีการทำงานเหมือนกัน และส่วนใหญ่มีคุณภาพดีกว่าด้วย  การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดนั้น ทำให้ครัวเรือนขนาดทั่วไปใช้ไฟฟ้าลดลงถึง 1,300 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี โดยได้รับความสะดวกสบายเหมือนเดิม ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาเกือบ 10 เท่า


พยายามใช้ไฟฟ้าให้น้อยลง

การผลิตไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้พลังงานมาก พลังงานความร้อนส่วนใหญ่ได้มาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซ หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การใช้เครื่องทำน้ำอุ่นหรือเครื่องทำความร้อนนั้นเป็นสิ่งที่ไร้ประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง  เพราะก่อนที่ไฟฟ้าจะถูกส่งไปถึงบ้านของพวกเรานั้น พลังงานประมาณ 60 เปอร์เซนต์ในโรงไฟฟ้าจะหายไปในรูปของความร้อนสูญเปล่า และอีก 10 เปอร์เซนต์หายไปกับสายส่งไฟฟ้าและหม้อแปลง


ใช้หลอดไฟที่มีประสิทธิภาพ

เปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้มาใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ (CFLs) แทน  หลอดฟลูออเรสเซนต์ใช้ไฟน้อยกว่าหลอดไส้ถึง 4 เท่า และใช้งานได้นานกว่า 8 เท่า (8,000 ชั่วโมงแทนที่จะได้แค่ 1,000 ชั่วโมง) ตัวอย่างเช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาด 18 วัตต์ จะใช้แทนหลอดไส้ขนาด 75 วัตต์ แบบเก่าได้ หลอดฟลูออเรสเซนต์จะมีราคาแพงกว่า แต่คุณจะเปลี่ยนหลอดใหม่น้อยกว่าถึง 8 เท่า และยังกินไฟน้อยกว่าด้วย ซึ่งนั่นทำให้มันเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานมากที่สุดในบ้าน  อย่างน้อยที่สุด ควรใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์แทนหลอดไส้ในโคมไฟทุกดวงที่ใช้งานวันละ 30 นาทีขึ้นไป

ถ้าเป็นหลอดตะเกียบจะยิ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบเดิม และใช้งานได้นานกว่า 10,000-20,000 ชั่วโมง เพียงแค่ใช้หลอดตะเกียบกับบัลลาสต์และสตาร์ตเตอร์แบบใหม่ที่ไม่ต้องรอกระพริบและไฟติดสว่างทันทีก็จะเพิ่มประสิทธิภาพได้อีก 20 เปอร์เซนต์  ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งคือ หลอดฟลูออเรสเซนต์พร้อมขายึด  บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของขายึดจะมีอายุการใช้งานนานถึง 40,000 ชั่วโมง และสามารถแยกเปลี่ยนเฉพาะหลอดไฟได้ในราคาที่ต่ำกว่า  ทั้งหลอดฟลูออเรสเซนต์และหลอดตะเกียบจะหาได้ในขายึดแบบที่ปรับแสงสลัวได้  นี่เป็นสิ่งที่พิ่มทั้งความสะดวกสบาย ประหยัดพลังงานได้มากขึ้น และยังยืดอายุการใช้งานของหลอดไฟได้อีกด้วย

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ควรหลีกเลี่ยงโคมไฟแบบฝังที่ใช้หลอดฮาโลเจน ซึ่งโดยปกติใช้พลังงานถึง 300 วัตต์หรือมากกว่านั้นเพื่อผลิตความร้อน

ปริมาณมาก และร้อนมากจริงๆ คือประมาณ 500 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนขนาดนี้สามารถก่อให้เกิดการเผาไหม้ที่รุนแรงและเป็นชนวนให้เกิดไฟไหม้ได้  นอกจากนี้ ในช่วงวันที่อากาศร้อนในหน้าร้อนก็ยิ่งไม่ควรอยู่ใกล้หลอดฮาโลเจนเลย  ส่วนหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบฝังจะใช้พลังงานเพียงแค่ 50-80 วัตต์ ที่  40 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถประหยัดพลังงานได้มากและยังปลอดภัยต่อชีวิตของคุณด้วย

นอกจากนี้ คุณควรใส่ใจในเรื่องหลอดไฟประจำจุดต่างๆ  รู้จักเลือกใช้วัตถุสะท้อนแสงและหลอดไฟตามทางเพื่อให้แสงสว่างเฉพาะจุดที่คุณต้องการ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟได้อีก 50 เปอร์เซนต์ และทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นด้วย

การวางแผนที่ดีในการใช้หลอดไฟที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าได้มากถึง 8 เท่า

เมื่อหลอดฟลูออเรสเซนต์หมดอายุการใช้งาน ควรหาวิธีกำจัดที่เหมาะสม เพื่อที่สารปรอทที่อยู่ข้างในจะสามารถนำไปรีไซเคิลได้ และถึงแม้ไม่ได้นำไปรีไซเคิล หลอดฟลูออเรสเซนต์ก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะหลอดกินไฟและหลอดฮาโลเจนที่ไร้ประสิทธิภาพนั้นจะก่อให้เกิดหายนะทางสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรงมากได้ ทั้งนี้รวมถึงการปล่อยสารปรอทจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน (แต่ทางที่ดี ควรนำหลอดฟลูออเรสเซนต์ไปรีไซเคิล)

การเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟที่มีประสิทธิภาพสูงยังทำให้อายุการใช้งานของหลอดไฟเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งมีผลดี คือ เพิ่มความสะดวกสบายและสุขภาวะที่ดี แต่ในอีกแง่หนึ่งมันทำให้สิ้นเปลืองไฟได้ อย่างเช่น การเปิดไฟทิ้งไว้ขณะที่เราไม่ได้ใช้ เช่น เวลาออกจากห้อง เพราะเราเข้าใจผิดว่า การเปิดๆ ปิดๆ หลอดฟลูออเรสเซนต์นั้นสิ้นเปลือง แต่โดยหลักทั่วไปแล้ว เราควรปิดไฟเสมอเมื่อออกจากห้องหรือบ้าน


เลือกเครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ

เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพจะกินไฟน้อยกว่าเครื่องใช้ประเภทเดียวกันที่ด้อยประสิทธิภาพ 2 ถึง 10 เท่า และโดยมากยังมีคุณภาพดีกว่าและใช้งานได้นานกว่าอีกด้วย พูดง่ายๆ คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้คุณประหยัดทั้งไฟและเงินได้มาก

ในหลายประเทศมีกฎข้อบังคับที่ต้องติดฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพไว้ในเครื่องใช้แทบทุกประเภท ในยุโรป รูปแบบฉลาก A++ หมายถึงประสิทธิภาพที่ดีที่สุด รองลงไปก็คือ A+, A, B, D ซึ่งหมายถึงประสิทธิภาพที่ลดหลั่นลงไปตามลำดับ ในสหรัฐอเมริกา มีการใช้สัญลักษณ์ดาวในฉลากพลังงาน และสำหรับประเทศไทยใช้ตัวเลข 1, 2, 3, 4, 5 เพื่อบอกถึงประสิทธิภาพการประหยัดไฟ ฉลากเบอร์ 5 หมายถึง ประหยัดไฟได้มากที่สุด


ตู้เย็น

ควรซื้อตู้เย็นที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งกินไฟประมาณ 100 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในสหรัฐอเมริกาถึง 10 เท่า และน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในยุโรป 4 เท่า

ข้อควรสังเกต คือ การใช้พลังงานของตู้เย็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดโดยมากไม่เกี่ยวข้องกับขนาดของตู้เย็น ทุกวันนี้ตู้เย็นขนาด 400 ลิตร ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในท้องตลาดกินไฟเพียง 106 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น

ตู้เย็นประสิทธิภาพสูงจะมีราคาแพงกว่าตู้เย็นทั่วไปประมาณ 5-15 เปอร์เซ็นต์ แต่จะช่วยคุณประหยัดได้มากทั้งเงินและการใช้ไฟ และมีอายุการใช้งานนานกว่า ไม่ต้องซ่อมบ่อย และเครื่องไม่ส่งเสียงดังด้วย

ควรหลีกเลี่ยงตู้เย็นที่มีช่องแช่แข็งในตัวหากคุณมีตู้แช่แข็งต่างหากอยู่แล้ว ตู้เย็นรุ่นที่มีช่องแช่แข็งในตัวมีประสิทธิภาพด้อยกว่าและทำให้พื้นที่ทำความเย็นลดลงอีกด้วย


เครื่องซักผ้า

  • ควรซื้อเครื่องซักผ้าที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งใช้พลังงานน้อยกว่า 0.9 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อรอบการซัก
  • พิจารณาเครื่องซักผ้ารุ่นที่มีระบบ 'เติมน้ำร้อน' ซึ่งต่อตรงกับเครื่องทำน้ำร้อนชนิดใช้แก๊สที่มีประสิทธิภาพ เพราะการใช้แก๊สทำน้ำร้อนใช้ไฟเกือบครึ่งหนึ่ง ส่วนการติดตั้งอุปกรณ์เติมน้ำร้อนต้องทำตามคำแนะนำอย่างถูกวิธี
  • ตรวจสอบจากฉลากพลังงาน  ในยุโรป ฉลาก A+/A/A จะรับประกันประสิทธิภาพพลังงานที่ดีที่สุด และให้ผลการซักและการปั่นหมาดดีที่สุด
  • หากใช้เครื่องอบผ้า ต้องแน่ใจว่าเครื่องซักผ้าของคุณมีความเร็วรอบในการปั่นที่ 1,600-1,800 รอบต่อนาที
  • เครื่องซักผ้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจะประหยัดน้ำได้มากขึ้นเป็นสองเท่า คือ 1,500 ลิตรต่อปี

คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เทคโนโลยี

  • คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คกินไฟน้อยกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 5 เท่า
  • หากคุณซื้อคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ควรเลือกจอ LCD แทนที่จะเป็นจอ CRT ที่ตกรุ่นไปแล้ว
  • คอมพิวเตอร์ของคุณควรมีระบบจัดการพลังงาน การพักหน้าจอไม่ได้ช่วยประหยัดพลังงาน
  • ตรวจสอบดูว่าคอมพิวเตอร์ของคุณรองรับระบบจัดการพลังงานแบบ Speedstep รุ่นใหม่ๆ หรือไม่
  • การปิดสวิตช์คอมพิวเตอร์จะช่วยยืดอายุการใช้งานคอมพิวเตอร์ให้นานขึ้น การปล่อยให้คอมพิวเตอร์เปิดใช้งานตลอดทั้งปีจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า 1,000 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี หรือเกือบจะเท่ากับปริมาณการใช้ไฟทั้งหมดของบ้านที่มีประสิทธิภาพทางพลังงานสูง
  • ควรใช้แผงพลังงานแผงเดียวสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ บรอดแบนด์โมเด็ม สแกนเนอร์ พรินท์เตอร์ มอนิเตอร์ และลำโพง และเมื่อไม่ใช้เครื่องควรปิดสวิตช์ ซึ่งจะกินไฟน้อยกว่าการเปิดเครื่องไว้ในโหมดแสตนบาย 200 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปีหรือมากกว่านั้น
  • ลดการสั่งพิมพ์เอกสารให้น้อยลง  เลเซอร์พรินท์เตอร์ใช้ไฟมากกว่าอิงค์เจ็ทพริ้นเตอร์





Credit : greenpeace

แนวทางในการอนุรักษ์พลังงานหรือการใช้พลังงานเชิงอนุรักษ์



แนวทางในการอนุรักษ์พลังงานหรือการใช้พลังงานเชิงอนุรักษ์



  • การใช้พลังงานอย่างประหยัด และคุ้มค่าโดยการสร้างค่านิยม และจิตใต้สำนึกการใช้พลังงาน
  • การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าจะต้องมีการวางแผนและควบคุมการใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดมีการลดการสูญเสียพลังงานทุกขั้นตอน มีการตรวจสอบและดูแลการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา เพื่อลดการรั่วไหลของพลังงาน เป็นต้น
  • การใช้พลังงานทดแทนโดยเฉพาะพลังงานที่ได้จากธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และอื่น ๆ
  • การเลือกใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 หลอดผอมประหยัดไฟ เป็นต้น
  • การเพิ่มประสิทธิภาพเชื้อเพลิง เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทำให้เชื้อเพลิงให้พลังงานได้มากขึ้น
  • การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ โดยการนำวัสดุที่ชำรุดนำมาซ่อมใช้ใหม่ การลดการทิ้งขยะที่ไม่จำเป็นหรือการหมุนเวียนกลับมาผลิตใหม่ (Recycle)

จะเห็นได้ว่าภาครัฐให้ความสนใจกับการใช้พลังงานในประเทศเป็นอย่างยิ่ง การที่ประชาชนรวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ช่วยกันใช้พลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่าจะช่วยให้ภาครัฐสามารถประหยัดงบประมาณได้อย่างมหาศาล

พลังงาน คือ ความสามารถที่จะทำงานได้โดยอาศัยแรงงานที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติโดยตรง และที่มนุษย์ใช้ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดัดแปลงมาจากพลังงานตามธรรมชาติ

พลังงานเป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน และทวีความสำคัญขึ้นเมื่อโลกยิ่งพัฒนามากยิ่งขึ้น การผลิตพลังงานค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นการผลิตพลังงานที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีในการผลิตมากยิ่งขึ้น แหล่งพลังงานมีหลากหลายทั้งพลังงานที่ได้จากการผลิตโดยมนุษย์ และพลังที่ได้จากธรรมชาติ สามารถแบ่งแหล่งพลังงานที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ได้ เป็น พลังงานจากซากฟอสซิล มวลชีวภาพ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานไฟฟ้าและพลังงานนิวเคลียร์

การใช้เทคโนโลยีให้ประหยัดพลังงานต้องคำนึงถึงการประโยชน์ที่ได้รับ และผู้ใช้ต้องเห็นความสำคัญของพลังงานซึ่งในปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับปัญหาราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

การอนุรักษ์พลังงาน คือ การผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดการอนุรักษ์พลังงานนอกจากจะช่วยลดปริมาณการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นการประหยัด ค่าใช้จ่ายในกิจการแล้ว ยังจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากแหล่งที่ใช้และผลิตพลังงานด้วย การสร้างนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า




Credit : reca

ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน
ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม




ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน
ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม





บอกเล่ายามเยือน
หากลองสำรวจหาพื้นที่ ที่สามารถจัดกิจกรรมได้ทั้งการเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ ( ป่าชายเลน ) และวิถีชุมชน คลองโคน จ.สมุทรสงคราม นับเป็นอีกที่หนึ่งที่คิดได้โดยทันที ด้วยพื้นที่ ใกล้ ๆ กรุงเทพ ฯ ใช้ เวลาชั่วโมงเศษ ๆ ก็ถึงชุมชนขนาดย่อม ๆ ...เสียงเรือหางยาวที่ได้ยินเป็๋นระยะ ๆ ทำให้รู้ได้ไม่ยากนัก กับการดำรงชีวิตในวิถีที่ผูกพันกับผืนน้ำและท้องทะเล ตังแต่เดิมทีป่าชายเลนในแถบนี้โดนรุกล้ำ เผื่อนำไปใช้ประโยชน์มากเกินไป ไม่โกงกางถูกนำไปเผาถ่าน การประมงที่ผิดวิธี ทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรมลง ก่อนที่จะมีโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ์ ฯ ทำให้ชาวบ้าน และหน่วยงานต่าง ๆ หันมาอนุรักษ์ป่าชายเลนในพื้นที่ จนกระทั่ง ณ ปัจจุบัน ป่าชายเลนเริ่มฟื้นฟูกลับมาเรื่อย ๆ และในพื้นที่เปิดให้ผู้คนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้ วิถีชุมชนชาวเล ซึ่งความน่าสนใจซึ่งเป็นจุดเด่นของคลองโคน คือการท่องเที่ยว พักผ่อน แบบโฮมกระเตง การถีบกระดานเลนเก็บหอยแครง หรือรวมไปถึงการทำกะปิคลองโคน ของฝากขึ้นชื่อของชุมชน หากแต่การเข้าถึงป่าชายเลน จะต้องอาศัยฤดูการ และการเดินทางโดยเรือเป็นหลัก แต่ก็เป็นสถานที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

แนวป่าชายเลนทอดตัวยาว ไปตามแนวหาดโคลนในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ชาวประมงพื้นบ้านออกประกอบวิชาชีพ ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น กระดานเลน และเรือขนาดเล็ก กระจายกันไปตามแนวหาดโคลน การหาหอยแครง เลี้ยงหอย และการทำกะปิ จะเป็นที่ขึ้นชื่อของที่แห่งนี้ "คลองโคน" วิถีชุมชน กับการอนุรักษ์ป่าชายเลน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นสิ่งที่เด็ก ๆ เยาวชน จากโครงการ Honda Green Camp รุ่นที่ 2 จะมาเรียนรู้ และร่วมปลูกป่าชายเลน

กิจกรรมแบ่งเป็น 2 วัน กับน้อง ๆ 2 ชุด ชุดละ 50 คน พร้อมทั้งแขกรับเชิญพิเศษ อย่างน้องยิปโซ ที่มาสร้างสีสันร่วมกับน้อง ๆ ได้สนุกไปกับกิจกรรมหลากหลาย รวมถึงกระบวนการเรียนรู้ อย่างนักสืบชายหาด กับการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ สัตว์หน้าดิน เพิ่มประสบการณ์เรียนรู้นอกห้องเรียน แถมยังลุยเลอะ และได้ลองถีบกระดานเลน อีกด้วย







บอกเล่ายามเยือน
หากลองสำรวจหาพื้นที่ ที่สามารถจัดกิจกรรมได้ทั้งการเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ ( ป่าชายเลน ) และวิถีชุมชน คลองโคน จ.สมุทรสงคราม นับเป็นอีกที่หนึ่งที่คิดได้โดยทันที ด้วยพื้นที่ ใกล้ ๆ กรุงเทพ ฯ ใช้ เวลาชั่วโมงเศษ ๆ ก็ถึงชุมชนขนาดย่อม ๆ ...เสียงเรือหางยาวที่ได้ยินเป็๋นระยะ ๆ ทำให้รู้ได้ไม่ยากนัก กับการดำรงชีวิตในวิถีที่ผูกพันกับผืนน้ำและท้องทะเล ตังแต่เดิมทีป่าชายเลนในแถบนี้โดนรุกล้ำ เผื่อนำไปใช้ประโยชน์มากเกินไป ไม่โกงกางถูกนำไปเผาถ่าน การประมงที่ผิดวิธี ทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรมลง ก่อนที่จะมีโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ์ ฯ ทำให้ชาวบ้าน และหน่วยงานต่าง ๆ หันมาอนุรักษ์ป่าชายเลนในพื้นที่ จนกระทั่ง ณ ปัจจุบัน ป่าชายเลนเริ่มฟื้นฟูกลับมาเรื่อย ๆ และในพื้นที่เปิดให้ผู้คนทั่วไปเข้ามาเรียนรู้ วิถีชุมชนชาวเล ซึ่งความน่าสนใจซึ่งเป็นจุดเด่นของคลองโคน คือการท่องเที่ยว พักผ่อน แบบโฮมกระเตง การถีบกระดานเลนเก็บหอยแครง หรือรวมไปถึงการทำกะปิคลองโคน ของฝากขึ้นชื่อของชุมชน หากแต่การเข้าถึงป่าชายเลน จะต้องอาศัยฤดูการ และการเดินทางโดยเรือเป็นหลัก แต่ก็เป็นสถานที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

แนวป่าชายเลนทอดตัวยาว ไปตามแนวหาดโคลนในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ชาวประมงพื้นบ้านออกประกอบวิชาชีพ ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น กระดานเลน และเรือขนาดเล็ก กระจายกันไปตามแนวหาดโคลน การหาหอยแครง เลี้ยงหอย และการทำกะปิ จะเป็นที่ขึ้นชื่อของที่แห่งนี้ "คลองโคน" วิถีชุมชน กับการอนุรักษ์ป่าชายเลน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นสิ่งที่เด็ก ๆ เยาวชน จากโครงการ Honda Green Camp รุ่นที่ 2 จะมาเรียนรู้ และร่วมปลูกป่าชายเลน

กิจกรรมแบ่งเป็น 2 วัน กับน้อง ๆ 2 ชุด ชุดละ 50 คน พร้อมทั้งแขกรับเชิญพิเศษ อย่างน้องยิปโซ ที่มาสร้างสีสันร่วมกับน้อง ๆ ได้สนุกไปกับกิจกรรมหลากหลาย รวมถึงกระบวนการเรียนรู้ อย่างนักสืบชายหาด กับการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ สัตว์หน้าดิน เพิ่มประสบการณ์เรียนรู้นอกห้องเรียน แถมยังลุยเลอะ และได้ลองถีบกระดานเลน อีกด้วย





เหมาะสำหรับกิจกรรม
-กิจกรรม ค่ายเยาวชน ( นิเวศวิทยา: ป่าชายเลน )
-กิจกรรม CSR : ปลูกป่าชายเลน
-กิจกรรม ท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชุมชน / ถีบกระดานเลน

ช่วงเวลาดีๆ
-ตลอดปี แต่ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม ช่วงฤดูการถีบกระดานเก็บหอยแครง และน้ำลดในเวลากลางวัน

สถานที่เที่ยวใกล้เคียง
-ดอนหอยหลอด
-ตลาดน้ำอัมพวา
-พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น วัดเขายี่สาร
-วัดเพชรสมุทรวรวิหาร ( หลวงพ่อบ้านแหลม )

แผนที่




เหมาะสำหรับกิจกรรม
-กิจกรรม ค่ายเยาวชน ( นิเวศวิทยา: ป่าชายเลน )
-กิจกรรม CSR : ปลูกป่าชายเลน
-กิจกรรม ท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีชุมชน / ถีบกระดานเลน

ช่วงเวลาดีๆ
-ตลอดปี แต่ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม ช่วงฤดูการถีบกระดานเก็บหอยแครง และน้ำลดในเวลากลางวัน

สถานที่เที่ยวใกล้เคียง
-ดอนหอยหลอด
-ตลาดน้ำอัมพวา
-พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น วัดเขายี่สาร
-วัดเพชรสมุทรวรวิหาร ( หลวงพ่อบ้านแหลม )

แผนที่





ที่มา : http://www.enac-club.com

D.I.Y. ไม้กวาด

ขยะพลาสติก ประดิษฐ์เป็นของใช้ภายในบ้าน




D.I.Y. ไม้กวาด

ขยะพลาสติก ประดิษฐ์เป็นของใช้ภายในบ้าน




บ่อยครั้ง ที่ทางเว็บไซต์ “บ้านไอเดีย” ทีมงานพยายามหาไอเดียดีๆ โดยเฉพาะ ไอเดียที่สร้างสรรค์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การนำวัสดุที่เราเรียกกันว่าขยะ หากสามารถทำมูลค่าเพิ่มให้กับมันได้ สิ่งนี้ จะช่วยโลกของเราให้น่าอยู่ขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะ ขยะประเภทขวดพลาสติก ที่มีให้เห็นกันมากมาย ทั้งในถังขยะ และแหล่งท่องเที่ยวสาธารณะ ริมถนน มากมายก่ายกอง คงดีไม่น้อย หากเราช่วยกันคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ จับขวดเหล่านี้ มาประยุกต์เป็นของใช้ ของตกแต่งบ้าน
สำหรับวันนี้ สิ่งประดิษฐ์ ที่ทางเว็บนำเสนอ เป็นการทำไม้กวาด จากขวดน้ำอัดลม ไม้กวาดดังกล่าว เหมาะสำหรับใช้แทน ไม้กวาดทางมะพร้าว ไม้กวาดไม้ไผ่ ไว้สำหรับกวาดขยะชิ้นใหญ่ ใบไม้ แต่ไม่เหมาะสมสำหรับการกวาดขยะภายในบ้าน เนื่องด้วยวัสดุพลาสติก ที่ไม่อ่อนตัว เอาหละครับ มาดูวิธี ขั้นตอนการทำกันเลย

สิ่งประดิษฐ์ โดย : Recicloteca

อุปกรณ์ที่จำเป็น
1.ขวดน้ำอัดลม ขนาด 1.5 – 2 ลิตร จำนวน 3 ขวด
2. ด้ามไม้กวาด คุณอาจใช้ด้ามเก่าๆ หรือ ไม้ไผ่ ยาวประมาณ 1.5 – 2 เมตร ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
3. กรรไก , มีคัดเตอร์
4. สว่านเจาะ
5. ลวด
6. ค้อน
7. คีม

ขั้นตอนการทำไม้กวาด
  • เตรียมอุปกรณ์ พร้อมแล้ว ก็มาเริ่มกันเลยครับ ขั้นตอนแรก ทำการแกะป้ายแบรนด์สินค้าออกก่อน จากนั้น ทำการตัดท้ายขวด ที่เป็นฐานสำหรับตั้งยืน
  • ใช้กรรไกร ตัดซอยให้เป็นเส้นๆ ความกว้างของเส้น 0.5 ซม. เริ่มตัดจากปลาย จนถึงมุมโค้งของคอขวด ตัดให้ครบทั้งเส้นรอบวง
  • ตัดปากขวดออก ในกรณีตัวอย่างนี้ เราใช้ขวด 2 ขวดมารวมกัน หากคุณคิดว่ายังไม่แน่นเพียงพอ อาจใช้ขวดเพิ่ม เพื่อให้มีเส้นพลาสติกมากยิ่งขึ้น
  • ขวดสุดท้าย ซึ่งเป็นขวดที่อยู่นอกสุด ไม่ต้องตัดปากขวด เพราะต้องการใช้ส่วนนี้ เชื่อมต่อกับด้ามไม้กวาด




บ่อยครั้ง ที่ทางเว็บไซต์ “บ้านไอเดีย” ทีมงานพยายามหาไอเดียดีๆ โดยเฉพาะ ไอเดียที่สร้างสรรค์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การนำวัสดุที่เราเรียกกันว่าขยะ หากสามารถทำมูลค่าเพิ่มให้กับมันได้ สิ่งนี้ จะช่วยโลกของเราให้น่าอยู่ขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะ ขยะประเภทขวดพลาสติก ที่มีให้เห็นกันมากมาย ทั้งในถังขยะ และแหล่งท่องเที่ยวสาธารณะ ริมถนน มากมายก่ายกอง คงดีไม่น้อย หากเราช่วยกันคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ จับขวดเหล่านี้ มาประยุกต์เป็นของใช้ ของตกแต่งบ้าน
สำหรับวันนี้ สิ่งประดิษฐ์ ที่ทางเว็บนำเสนอ เป็นการทำไม้กวาด จากขวดน้ำอัดลม ไม้กวาดดังกล่าว เหมาะสำหรับใช้แทน ไม้กวาดทางมะพร้าว ไม้กวาดไม้ไผ่ ไว้สำหรับกวาดขยะชิ้นใหญ่ ใบไม้ แต่ไม่เหมาะสมสำหรับการกวาดขยะภายในบ้าน เนื่องด้วยวัสดุพลาสติก ที่ไม่อ่อนตัว เอาหละครับ มาดูวิธี ขั้นตอนการทำกันเลย

สิ่งประดิษฐ์ โดย : Recicloteca

อุปกรณ์ที่จำเป็น
1.ขวดน้ำอัดลม ขนาด 1.5 – 2 ลิตร จำนวน 3 ขวด
2. ด้ามไม้กวาด คุณอาจใช้ด้ามเก่าๆ หรือ ไม้ไผ่ ยาวประมาณ 1.5 – 2 เมตร ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
3. กรรไก , มีคัดเตอร์
4. สว่านเจาะ
5. ลวด
6. ค้อน
7. คีม

ขั้นตอนการทำไม้กวาด
  • เตรียมอุปกรณ์ พร้อมแล้ว ก็มาเริ่มกันเลยครับ ขั้นตอนแรก ทำการแกะป้ายแบรนด์สินค้าออกก่อน จากนั้น ทำการตัดท้ายขวด ที่เป็นฐานสำหรับตั้งยืน
  • ใช้กรรไกร ตัดซอยให้เป็นเส้นๆ ความกว้างของเส้น 0.5 ซม. เริ่มตัดจากปลาย จนถึงมุมโค้งของคอขวด ตัดให้ครบทั้งเส้นรอบวง
  • ตัดปากขวดออก ในกรณีตัวอย่างนี้ เราใช้ขวด 2 ขวดมารวมกัน หากคุณคิดว่ายังไม่แน่นเพียงพอ อาจใช้ขวดเพิ่ม เพื่อให้มีเส้นพลาสติกมากยิ่งขึ้น
  • ขวดสุดท้าย ซึ่งเป็นขวดที่อยู่นอกสุด ไม่ต้องตัดปากขวด เพราะต้องการใช้ส่วนนี้ เชื่อมต่อกับด้ามไม้กวาด



  • ตัดขวดอีก 1 ขวด เอาเฉพาะส่วนของด้านบน จากปากขวด ให้เลยส่วนโค้งไปประมาณ 5 ซม. ใช้สำหรับเป็นตัวยึดแน่น เพื่อให้เส้นปลายพลาสติก บานออกจากกัน
  • ใช้สว่านเจาะรู ร้อยเส้นลวดตามรู้ที่เจาะไว้ เพื่อให้ฐานของเส้นไม้กวาดพลาสติก ยึดจับแน่นกัน ในขั้นตอนนี้ อาจใช้คีมมาช่วย เพื่อความสะดวกมากยิ่งขึ้น
  • เมื่อได้ส่วนของเส้นไม้กวาดแล้ว ทำการใส่ด้ามจับเข้ากับปากขวดพลาสติก จากนั้นทำการตอกตะปูด้วยค้อน หรืออาจใช้สกรูน็อต ก็ได้เช่นกัน






  • ตัดขวดอีก 1 ขวด เอาเฉพาะส่วนของด้านบน จากปากขวด ให้เลยส่วนโค้งไปประมาณ 5 ซม. ใช้สำหรับเป็นตัวยึดแน่น เพื่อให้เส้นปลายพลาสติก บานออกจากกัน
  • ใช้สว่านเจาะรู ร้อยเส้นลวดตามรู้ที่เจาะไว้ เพื่อให้ฐานของเส้นไม้กวาดพลาสติก ยึดจับแน่นกัน ในขั้นตอนนี้ อาจใช้คีมมาช่วย เพื่อความสะดวกมากยิ่งขึ้น
  • เมื่อได้ส่วนของเส้นไม้กวาดแล้ว ทำการใส่ด้ามจับเข้ากับปากขวดพลาสติก จากนั้นทำการตอกตะปูด้วยค้อน หรืออาจใช้สกรูน็อต ก็ได้เช่นกัน







ที่มา : http://www.banidea.com/

สุดเจ๋ง !! ระบบกักเก็บพลังงานแบบไฮบริดจากพลังลม แห่งแรกในเอเชีย

กฟผ. เตรียมเปิดใช้ระบบกักเก็บพลังงานหมุนเวียนแบบไฮบริดจับคู่พลังงานลมกับเซลล์เชื้อเพลิงแห่งแรกในเอเชีย เพื่อพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมในการเพิ่มขีดความสามารถของพลังงานหมุนเวียนในอนาคตอย่างยั่งยืน


สุดเจ๋ง !! ระบบกักเก็บพลังงานแบบไฮบริดจากพลังลม แห่งแรกในเอเชีย

กฟผ. เตรียมเปิดใช้ระบบกักเก็บพลังงานหมุนเวียนแบบไฮบริดจับคู่พลังงานลมกับเซลล์เชื้อเพลิงแห่งแรกในเอเชีย เพื่อพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมในการเพิ่มขีดความสามารถของพลังงานหมุนเวียนในอนาคตอย่างยั่งยืน



กฟผ. กำลังดำเนินการพัฒนานวัตกรรมต้นแบบของระบบกักเก็บพลังงานจับคู่กับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เพื่อช่วยลดข้อจำกัดและแก้ปัญหาความไม่เสถียรของการผลิตไฟฟ้าที่จ่ายไฟฟ้าได้เพียงบางช่วงเวลาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในอนาคตของไทย โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่อ่างเก็บน้ำบนเขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานลมในการผลิตไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย โดยติดตั้งกังหันลมจำนวน 12 ต้น กำลังผลิตรวม 24 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2560






กฟผ. กำลังดำเนินการพัฒนานวัตกรรมต้นแบบของระบบกักเก็บพลังงานจับคู่กับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เพื่อช่วยลดข้อจำกัดและแก้ปัญหาความไม่เสถียรของการผลิตไฟฟ้าที่จ่ายไฟฟ้าได้เพียงบางช่วงเวลาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในอนาคตของไทย โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่อ่างเก็บน้ำบนเขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานลมในการผลิตไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย โดยติดตั้งกังหันลมจำนวน 12 ต้น กำลังผลิตรวม 24 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2560





ปัจจุบัน กฟผ. กำลังดำเนินการต่อยอดนำระบบพัฒนาเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม (Wind Hydrogen Hybrid) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจน เพื่อนำมาจับคู่กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ผลิตไฟฟ้าขนาด 300 กิโลวัตต์ สำหรับจ่ายไฟฟ้าให้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียที่นำเอานวัตกรรมดังกล่าวมาใช้กักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมซึ่งจะช่วยให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจะใช้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในด้านการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานหมุนเวียน






ปัจจุบัน กฟผ. กำลังดำเนินการต่อยอดนำระบบพัฒนาเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม (Wind Hydrogen Hybrid) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจน เพื่อนำมาจับคู่กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ผลิตไฟฟ้าขนาด 300 กิโลวัตต์ สำหรับจ่ายไฟฟ้าให้กับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียที่นำเอานวัตกรรมดังกล่าวมาใช้กักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมซึ่งจะช่วยให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจะใช้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในด้านการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานหมุนเวียน





นอกจากนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับ เครื่องที่ 3 และ 4 ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มกำลังผลิตติดตั้งรวมถึง 1,000 เมกะวัตต์ เป็นเสมือนแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานไฟฟ้าของ ภาคอีสานที่จะช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคอีสานได้อีกส่วนหนึ่ง และช่วยลดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 2.6 แสนตันต่อปี






นอกจากนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับ เครื่องที่ 3 และ 4 ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มกำลังผลิตติดตั้งรวมถึง 1,000 เมกะวัตต์ เป็นเสมือนแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานไฟฟ้าของ ภาคอีสานที่จะช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคอีสานได้อีกส่วนหนึ่ง และช่วยลดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 2.6 แสนตันต่อปี





กฟผ. มุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนของประเทศในอนาคต และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21)


ที่มา : http://www.balanceenergythai.com/wind-hydrogen-hybrid/

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลน เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จังหวัดชลบุรี



ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลน เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จังหวัดชลบุรี



ประวัติความเป็นมา

จากลักษณะทางภูมิประเทศที่เป็นชายฝั่งทะเล ชลบุรีจึงเป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งในอดีตเคยมีพื้นที่ป่าชายเลนมากแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ปัจจุบันแทบจะไม่หลงเหลือให้เห็นมากนัก เนื่องจากถูกทำลายจากคนที่อยู่อาศัย ทั้งทิ้งขยะลงทะเล และการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญ

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนในอดีตซึ่งมีความสำคัญมาก จังหวัดชลบุรี จึงได้จัดทำยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลน และก่อตั้ง ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จังหวัดชลบุรี ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544  เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่าชายเลนพื้นที่กว่า 300 ไร่ และเพื่อให้ชาวชลบุรีและนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสมาสัมผัสและศึกษาธรรมชาติของป่าชายเลนได้จากสถานที่จริงอย่างใกล้ชิด และถือได้ว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตามแผนแม่บทของการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ พ.ศ. 2541-2546 ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากภาครัฐและเอกชน และได้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547  พร้อมกันนั้น ทางศูนย์ฯ ยังได้มีโอกาสถวายการต้อนรับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเสด็จมาเยือนเป็นการส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549






ประวัติความเป็นมา

จากลักษณะทางภูมิประเทศที่เป็นชายฝั่งทะเล ชลบุรีจึงเป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งในอดีตเคยมีพื้นที่ป่าชายเลนมากแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ปัจจุบันแทบจะไม่หลงเหลือให้เห็นมากนัก เนื่องจากถูกทำลายจากคนที่อยู่อาศัย ทั้งทิ้งขยะลงทะเล และการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญ

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนในอดีตซึ่งมีความสำคัญมาก จังหวัดชลบุรี จึงได้จัดทำยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลน และก่อตั้ง ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จังหวัดชลบุรี ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544  เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่าชายเลนพื้นที่กว่า 300 ไร่ และเพื่อให้ชาวชลบุรีและนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสมาสัมผัสและศึกษาธรรมชาติของป่าชายเลนได้จากสถานที่จริงอย่างใกล้ชิด และถือได้ว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตามแผนแม่บทของการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ พ.ศ. 2541-2546 ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากภาครัฐและเอกชน และได้เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547  พร้อมกันนั้น ทางศูนย์ฯ ยังได้มีโอกาสถวายการต้อนรับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเสด็จมาเยือนเป็นการส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549




ข้อมูลทั่วไป

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลน เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จังหวัดชลบุรี ตั้งอยู่ที่ หมู่ 3 ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เป็นผืนป่าชายเลนที่สมบูรณ์ที่สุดและผืนสุดท้ายของชลบุรี มีเนื้อที่ 300 ไร่ เปิดดำเนินการโดยความร่วมมือของกรมป่าไม้และองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี

สำนักงานป่าไม้จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์ฯ ขึ้นเพื่ออนุรักษ์ป่าชายเลน และให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ประชาชน มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นสะพานไม้ที่ยาว 2,300 เมตร ซึ่งยาวที่สุดในประเทศไทย

ตลอดเส้นทางความยาว 2,300 เมตร บนสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติของศูนย์ฯ  จะได้พบเห็นความหลากหลายทางธรรมชาติของป่าชายเลน ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไม้ป่าชายเลนและสัตว์น้ำหลากหลายชนิด ระหว่างทางจะมีศาลาชีวภาพใต้น้ำ สะพานแขวน และมีบอร์ดให้ความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลนเป็นระยะๆ นักท่องเที่ยวจะได้รับทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติปาชายเลนแห่งนี้ อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้ป่าชายเลนหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก ตะบูนดำ ตะบูนขาว แสมดำ แสมขาว โปรงแดง โปรงขาว ลำพูน และพืชอีกหลายชนิด นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำอีกหลากหลายชนิด ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย หอยนางรม หอยแครง ปูก้ามดาบ ปูแสม ปลานวลจันทร์ ปลากะพงขาว ปลาตีน และนกอีกนานาชนิด




ข้อมูลทั่วไป

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลน เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จังหวัดชลบุรี ตั้งอยู่ที่ หมู่ 3 ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เป็นผืนป่าชายเลนที่สมบูรณ์ที่สุดและผืนสุดท้ายของชลบุรี มีเนื้อที่ 300 ไร่ เปิดดำเนินการโดยความร่วมมือของกรมป่าไม้และองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี

สำนักงานป่าไม้จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์ฯ ขึ้นเพื่ออนุรักษ์ป่าชายเลน และให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ประชาชน มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นสะพานไม้ที่ยาว 2,300 เมตร ซึ่งยาวที่สุดในประเทศไทย

ตลอดเส้นทางความยาว 2,300 เมตร บนสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติของศูนย์ฯ  จะได้พบเห็นความหลากหลายทางธรรมชาติของป่าชายเลน ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไม้ป่าชายเลนและสัตว์น้ำหลากหลายชนิด ระหว่างทางจะมีศาลาชีวภาพใต้น้ำ สะพานแขวน และมีบอร์ดให้ความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลนเป็นระยะๆ นักท่องเที่ยวจะได้รับทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติปาชายเลนแห่งนี้ อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้ป่าชายเลนหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก ตะบูนดำ ตะบูนขาว แสมดำ แสมขาว โปรงแดง โปรงขาว ลำพูน และพืชอีกหลายชนิด นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำอีกหลากหลายชนิด ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย หอยนางรม หอยแครง ปูก้ามดาบ ปูแสม ปลานวลจันทร์ ปลากะพงขาว ปลาตีน และนกอีกนานาชนิด




จุดเด่นที่น่าสนใจ
หลายคนอาจจะเคยสัมผัสกับศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนแห่งอื่นๆ ที่สามารถเดินเข้าชมและศึกษาธรรมชาติได้เช่นกัน แต่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ มีลักษณะเด่นที่นอกจากจะอยู่ใกล้ชุมชนเมือง ซึ่งเดินทางไปมาได้สะดวกแล้ว ยังมีสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งยาวถึง 2,300 เมตร โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 18 ล้านบาท เพื่อสร้างทางเดินศึกษาธรรมชาตินี้ และนอกจากนี้ยังได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีอีก 1 ล้าน 7 แสนบาท เพื่อปรับปรุงบริเวณด้านหน้าให้เป็นสวนสุขภาพ และทำราวเชือกสะพานเพื่อป้องกันอันตรายสำหรับผู้ที่เข้าศึกษาแหล่งท่องเที่ยว โดยอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดชลบุรี



จุดเด่นที่น่าสนใจ
หลายคนอาจจะเคยสัมผัสกับศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนแห่งอื่นๆ ที่สามารถเดินเข้าชมและศึกษาธรรมชาติได้เช่นกัน แต่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ มีลักษณะเด่นที่นอกจากจะอยู่ใกล้ชุมชนเมือง ซึ่งเดินทางไปมาได้สะดวกแล้ว ยังมีสะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งยาวถึง 2,300 เมตร โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 18 ล้านบาท เพื่อสร้างทางเดินศึกษาธรรมชาตินี้ และนอกจากนี้ยังได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีอีก 1 ล้าน 7 แสนบาท เพื่อปรับปรุงบริเวณด้านหน้าให้เป็นสวนสุขภาพ และทำราวเชือกสะพานเพื่อป้องกันอันตรายสำหรับผู้ที่เข้าศึกษาแหล่งท่องเที่ยว โดยอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดชลบุรี


เหมาะสำหรับ
เด็ก, เยาวชน, ผู้ใหญ่, ครอบครัว, เที่ยวคนเดียว, เที่ยวเป็นกลุ่ม

กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

  • เดินศึกษาธรรมชาติของป่าชายเลนบนสะพานไม้ยาว 2,300 เมตร
  • ช่วยกันอนุรักษ์และร่วมกันปลูกป่าชายเลนเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนให้อุดมสมบูรณ์
เวลาทำการ
เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.30 - 17.30 น.


ค่าธรรมเนียมค่าเข้าชม
ไม่เสียค่าธรรมเนียม-ค่าเข้าชม


ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลน เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จังหวัดชลบุรี
222 หมู่ที่ 3 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี
โทรศัพท์/โทรสาร: 038-398-268 (ในเวลาราชการ)
มือถือ: 085-1015488
โทรสาร: 038-398-298

สามารถติดต่อทางศูนย์ล่วงหน้าเพื่อขอเข้าชมโดยมีวิทยากรบรรยายให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลน ตลอดเส้นทางการศึกษาธรรมชาติอย่างละเอียด

หน่วยงาน/บริษัท นักเรียน นิสิต นักศึกษา มาเป็นหมู่คณะ ให้ทำหน้งสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี ส่งแฟกซ์มายังเบอร์ 038-398268 ล่วงหน้าก่อน 5 วันทำการ


ทำความรู้จักกับป่าชายเลน

ความหมายของป่าชายเลน
เป็นสังคมพืชที่ประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด ที่ขึ้นอยู่ตามบริเวณชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ หรืออ่าว และตามเกาะต่างๆ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีระดับน้ำทะเลท่วมถึงในช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด ส่วนใหญ่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้สกุลโกงกาง (Rhizophora) เป็นไม้สำคัญและมีไม้ตระกูลอื่นบ้าง

ป่าชายเลนกระจายอยู่ 2 เขตใหญ่ๆ ของโลก ได้แก่

  1. เขตแถบอินโด-แปซิฟิก ได้แก่ ประเทศอินเดีย ญี่ปุ่นตอนใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
  2. เขตโลกใหม่และอัฟริกาตะวันตก เช่น แมกซิโก เกาะปาลาปาโกส บริเวณโซนร้อนของอเมริกา

สำหรับในภาคตะวันออกของประเทศไทย มีป่าชายเลนอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น ตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นแหล่งป่าชายเลนที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก นั่นก็คือ ชลบุรี

พันธุ์ไม้และลักษณะสำคัญของไม้ในป่าชายเลน
ป่าชายเลน เป็นป่าที่อยู่บริเวณริมชายฝั่งทะเลที่เป็นเลน มีกระแสน้ำขึ้นลงอยู่เสมอ และมีลมพัดแรง พันธุ์ไม้ในป่าชายเลน จึงเป็นพันธุ์ไม้ที่เจริญเติบโตแตกต่างจากพันธุ์ไม้ชนิดอื่นๆ และต้องมีการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เช่น

  • ระบบราก เป็นรากค้ำยัน และรากหายใจ
  • ใบ มีลักษณะอวบน้ำ มีต่อมสำหรับขับเกลือ เซลล์ผิวใบมีผนังหนาเป็นมัน
  • สามารถขยายพันธุ์โดยใช้ทั้งเมล็ด ผล หรือฝัก เมื่อหลุดจากต้นจะฝังลงในเลนและจะงอกอย่างรวดเร็ว
  • ต้นอ่อน ลอยน้ำได้ ช่วยในการแพร่พันธุ์เป็นอย่างดี

ชนิดพันธุ์ไม้ในป่าชายเลน
ขยายพันธุ์โดยใช้ฝัก

  • โกงกางใบใหญ่
  • โกงกางใบเล็ก
  • รังกะแท้
  • ถั่วขาว-ดำ
  • โปรงแดง-ขาว
  • พังกาหัวสุมดอกขาว-แดง

ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด

  • ลำแพน-ลำพู ทะเล
  • หลุมพอทะเล
  • ตะบูนขาว-ดำ
  • ฝาดดอกขาว-แดง
  • ปอทะเล
  • แสมขาว-ดำ

รายชื่อพันธุ์ไม้ป่าชายเลน อ่านต่อ ...

ประโยชน์ของป่าชายเลน
ป่าชายเลนเป็นอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ป่าชายเลนมีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อมนุษย์เราอย่างมากมาย

  • ในด้านพลังงาน และการใช้สอยจากไม้ นั่นคือ สามารถนำไม้ที่ได้จากป่าชายเลนมาทำเป็นไม้ฟืน หรือเผาเป็นถ่าน และด้วยคุณสมบัติที่เป็นไม้เนื้อแข็งจึงสามารถนำมาทำเป็นเสาเข็ม ไม้ค้ำยัน และเครื่องมือด้านประมงได้อีกหลายชนิด
  • เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญ เนื่องจากป่าชายเลนเป็นแหล่งเพาะและขยายพันธุ์สัตว์น้ำสารพัดชนิด (เป็นที่วางไข่และฟักตัวอ่อน และที่หลบภัยของสัตว์น้ำนานาชนิด ในลักษณะของห่วงโซ่อาหาร)
  • ช่วยป้องกันภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะเป็นเกราะกำบัง และลดความรุนแรงของคลื่นลมชายฝั่ง
  • ช่วยดักตะกอน สิ่งปฏิกูลและสารพิษชนิดต่างๆ ไม่ให้ไหลลงไปสะสมในบริเวณชายฝั่งและในทะเล
  • มีประโยชน์ทางอ้อมในการนำมาใช้เป็นเป็นยารักษาโรค และเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้และที่พักผ่อนหย่อนใจได้อีกด้วย

สาเหตุของการลดลงของป่าชายเลนและผลกระทบ
แม้ว่าป่าชายเลนจะมีคุณค่ามหาศาลเพียงไรกับมนุษยชาติ แต่ปัจจุบันปัญหาการบุกรุกทำลายป่าชายเลนก็มีอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น การลักลอบตัดไม้ในป่าชายเลน การทำประมง การทำนากุ้ง การทำเหมืองแร่ การเกษตรกรรม การสร้างท่าเทียบเรือ การสร้างถนน การอุตสาหกรรม การทำนาเกลือ และการเพิ่มขึ้นของประชากร เป็นผลกระทบต่อระบบนิเวศของป่าชายเลน เช่น การสืบพันธุ์ การเจริญเติบโต เป็นการทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ เป็นการทำลายห่วงโซ่อาหาร เป็นการทำลายแหล่งอาหารของมนุษย์และสัตว์

ป่าชายเลนต้องคงอยู่ในประเทศไทยตลอดไป
ในปัจจุบันรัฐบาลไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของป่าชายเลน จึงได้วางนโยบายเกี่ยวกับการจัดการป่าชายเลนไว้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีมาตรการรองรับอย่างเพียงพอ ถึงแม้ในทางปฏิบัติจะยังมีอุปสรรคอยู่บ้างก็ตามที ฉะนั้นการที่ทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและช่วยกันดูแลรักษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะให้ป่าชายเลนของประเทศไทยเรามีพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะยังสามารถเอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับคนไทยเราอย่างไม่มีวันสิ้นสุดตลอดไป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลน เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จังหวัดชลบุรี, ehoilord.multiply.com

ที่มา : http://www.teeteawthai.com/


พลังงานแสงอาทิตย์ กับการนำมาใช้ประโยชน์


พลังงานแสงอาทิตย์ จัดเป็นพลังงานทดแทนประเภทหมุนเวียนที่ใช้แล้วไม่หมดไป เรารู้จักการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยการใช้ประโยชน์โดยตรงจากแสงและความร้อนของดวงอาทิตย์ ความร้อนที่ได้จากแสงแดดสามารถทำให้ผ้าแห้ง อาหารแห้ง สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย และเรายังใช้แสงสว่างของดวงอาทิตย์ในการดำรงชีวิตประจำวัน ช่วยในการมองเห็น เป็นตัวบอกเวลาตามธรรมชาติ และนอกจากนี้พลังงานจากแสงอาทิตย์ยังช่วยให้พืชเจริญเติบโต เป็นแหล่งอาหารของมนุษย์และสัตว์ เป็นต้น ซึ่งการใช้พลังงานแบบนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์เลย

เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ความต้องการของมนุษย์สูงขึ้นในด้านการใช้พลังงาน จึงได้มีการคิดค้นและพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และหลากหลายมากขึ้น พลังงานแสงอาทิตย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ดังนี้



พลังงานแสงอาทิตย์ จัดเป็นพลังงานทดแทนประเภทหมุนเวียนที่ใช้แล้วไม่หมดไป เรารู้จักการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยการใช้ประโยชน์โดยตรงจากแสงและความร้อนของดวงอาทิตย์ ความร้อนที่ได้จากแสงแดดสามารถทำให้ผ้าแห้ง อาหารแห้ง สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย และเรายังใช้แสงสว่างของดวงอาทิตย์ในการดำรงชีวิตประจำวัน ช่วยในการมองเห็น เป็นตัวบอกเวลาตามธรรมชาติ และนอกจากนี้พลังงานจากแสงอาทิตย์ยังช่วยให้พืชเจริญเติบโต เป็นแหล่งอาหารของมนุษย์และสัตว์ เป็นต้น ซึ่งการใช้พลังงานแบบนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์เลย

เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ความต้องการของมนุษย์สูงขึ้นในด้านการใช้พลังงาน จึงได้มีการคิดค้นและพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และหลากหลายมากขึ้น พลังงานแสงอาทิตย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ดังนี้



พลังงานแสงอาทิตย์
1. การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ทุกที่ที่มีแสงอาทิตย์ พลังงานแสงอาทิตย์ถูกพัฒนาให้สร้างเป็นกระแสไฟฟ้าได้ ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่าเซลล์แสงอาทิตย์ สามารถแบ่งออกได้ 3 ระบบคือ

  • เซลล์แสงอาทิตย์แบบอิสระ เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ไม่มีเสาไฟฟ้า
  • เซลล์แสงอาทิตย์แบบต่อกับระบบจำหน่าย ใช้สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าในเขตตัวเมือง โดยเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรงให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าได้
  • เซลล์แสงอาทิตย์แบบผสมผสาน ระบบนี้จะได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกับพลังงานชนิดอื่นๆ เช่น พลังงานลม พลังงานน้ำ เครื่องยนต์ดีเซล เป็นต้น
2. การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตความร้อน เช่น การผลิตน้ำร้อนด้วยพลังานแสงอาทิตย์สามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ

  • การผลิตน้ำร้อนชนิดไหลเวียนตามธรรมชาติ โดยถังเก็บน้ำจะอยู่สูงกว่าแผงรับแสงอาทิตย์
  • การผลิตน้ำร้อนชนิดใช้ปั้มน้ำหมุนเวียน เหมาะสำหรับการผลิตน้ำร้อนในปริมาณมากๆ และต้องการใช้น้ำร้อนอย่างต่อเนื่อง
  • การผลิตน้ำร้อนชนิดผสมผสาน เป็นการนำน้ำร้อนที่ผลิตได้จากพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ร่วมกับความร้อนเหลือจากการระบายความร้อนของเครื่องทำความเย็น เครื่องปรับอากาศ โดยใช้อุปกรร์แลกเปลี่ยนความร้อน
3.การใช้พลังงานในการอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ปัจจุบันมีใช้กันอยู่ 3 ลักษณะ คือ

  • การอบแห้งระบบ Passive คือระบบการอบที่อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์และกระแสลมที่พัดผ่าน อย่าง เครื่องตากแห้งโดยธรรมชาติ โดยการอาหารหรือสิ่งของที่ต้องการตากไว้กลางแจ้ง อาศัยความร้อนจากแสงอาทิตย์และลมในการระเหยความชื้นออกไป ,ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์โดยตรง ความร้อนที่ได้เกิดจากการดูดกลืนพลังงานแสงอาทิตย์ที่ส่งตรงมายังตู้อบ และตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์แบบผสม เป็นการให้ความร้อนแก่สิ่งของในตู้อบจากทางตรงด้วยแสงอาทิตย์และทางอ้อมด้วยแผงรับรังสีดวงอาทิตย์
  • การอบแห้งระบบ Active คือระบบอบแห้งที่มีเครื่องช่วยให้อากาศไหลเวียนในทิศทางที่ต้องการ อย่างเช่น พัดลม เมื่อพัดลมดูดอากาศจากภายนอกมาเข้ามาผ่านแผงรับแสงอาทิตย์ อากาศร้อนที่ไหลผ่านพัดลมและห้องอบจะมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่าความชื้นของพืชผล จึงพาความชื้นจากพืชผลออกสู่ภายนอก
  • การอบแห้งระบบ Hybrid เป็นการอบแห้งที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานรูปแบบอื่นๆในช่วงที่แสงอาทิตย์ไม่มี หรือไม่สม่ำเสมอ หรือต้องการให้สิ่งที่อบแห้งเร็วขึ้น
พลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมดไปจากโลก เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อมลพิษให้กับโลก และเรายังสามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์ไปใช้ได้ทั่วโลก ทุกจุดที่แสงอาทิตย์ แต่อย่างไรก็ตามการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์มักมีข้อจำกัดเนื่องจากพระอาทิตย์มีเวลาขึ้นและตก โอกาสการใช้งานก็จะไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน

นอกจากนี้พลังงานแสงอาทิตย์ไม่สามารถควบคุมได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ มีฝนตก มีเมฆมาก ก็มีผลต่อความเข้มของรังสีดวงอาทิตย์ อีกทั้งพื้นที่ต่างกันก็ยังให้พลังงานแสงที่แตกต่างกันไปอีกด้วย อีกทั้งการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้อาจต้องใช้อุปกรณ์จึงทำให้ต้องมีการลงทุนและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอยู่ตลอดเวลาคะ

อีกหนึ่งพลังงานทางเลือกคะ…แหล่งพลังงานแห่งอนาคต

ที่มา : http://solarcellthailand96.com/energy/solar-energy/






ปัญหาสำหรับพื้นที่ในอาณาบริเวณแถบถิ่นทุรกันดารคงหนีไม่พ้นเรื่องของความขาดแคลนขั้นรุนแรง จนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต โดยบางครั้งปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างหลังคาบ้านไม่เพียงพอกับการตอบสนองต่อความต้องการการใช้งานนั้น อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคนเลยทีเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัท Re-Materials ขออาสาเข้าช่วยเหลือประชาชนด้วยผลงานหลังคาแนวใหม่ "Modroof" ที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ เพราะผลิตมาจากวัสดุอย่างเยื่อกระดาษรีไซเคิล เสริมความแข็งแกร่ง ทนทาน คุณภาพเยี่ยม เพื่อมาปกป้องผู้อยู่อาศัยโดยเฉพาะ พร้อมลดภาระค่าใช้จ่าย รวมทั้งประหยัดเงินในกระเป๋าที่ต้องหมดไปกับหลังคาสังกะสีแบบเก่า ๆ ซึ่งค่อนข้างที่จะแพงและไม่สามารถรองรับความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้อย่างเหมาะสม

โดยหลังคา Modroof มีความทนทานอย่างเหลือเชื่อ ชนิดที่เรียกได้ว่าพร้อมยืนหยัดต่อกรกับน้ำและแม้แต่ไฟได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานที่รับประกันว่ายาวนานกว่าวัสดุมุงหลังคาชนิดอื่น ๆ ภายในท้องตลาดอีกด้วย ทั้งนี้ปกติแล้วการออกแบบและก่อสร้างหลังคาบ้านทั่วไปนั้น ส่วนใหญ่จะทำมาจากคอนกรีตและสังกะสี ซึ่งมักจะก่อให้เกิดปัญหาด้านการอยู่อาศัย จากประสิทธิภาพที่ไม่สามารถทนทานต่อความร้อนและลมพายุในช่วงมรสุมได้เท่าที่ควร สร้างความไม่สะดวกสบาย จนนำไปสู่ปัญหาคุณภาพชีวิตเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามการออกแบบตัววัสดุอุปกรณ์ ซึ่งคำนึงถึงเรื่องของการใช้งาน ช่วยส่งผลทำให้ง่ายต่อภาคการขนส่ง รวมถึงการติดตั้งและแทนที่หลังคาเดิม โดยผู้อยู่อาศัยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงแต่อย่างใด ด้วยแผนการชำระเงินที่เหมาะสมสำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ ทำให้พวกเขาสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องลังเล ซึ่งทางบริษัท Re-Materials ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้งและยังคงมุ่งมั่นมองหาหนทางในการเติมศักยภาพให้กับอุปกรณ์ จากการเพิ่มแผงวงจรโซลาร์เซลล์เข้าไปอีกในอนาคต เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถครอบครองพลังงานสะอาดในราคาที่แสนประหยัด พร้อมสร้างรากฐานความเป็นอยู่ที่มั่นคงและยั่งยืน


ที่มาและภาพประกอบ:http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com




ที่มาและภาพประกอบ:http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com