"ศูนย์พัฒนาปลวกแดง" แหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง





สัปดาห์นี้เอ่ยถึงศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอีกแห่งที่น่าสนใจของพ่อหลวงร.9 ไปติดตามกัน



13 วิธี ในการเพิ่มความสุขให้กับชีวิต

การสร้างความสุขให้กับตนเอง จริงๆ แล้วทำไม่อยากหรอกครับ แต่ขึ้นอยู่กับว่า คนเราจะทำหรือปล่าวเท่านั้น วันนี้ผมมีข้อแนะนำมาฝาก สำหรับการสร้างความสุขให้ตนเองแบบง่ายๆ ลองทำดูนะครับ

1. ดื่มน้ำทุกชั่วโมง เวลาทำงานเรามักยุ่งจนลืมดื่มน้ำ ทางแก้คือ วางแก้วน้ำหรือขวดน้ำไว้ใกล้มือแล้วจิบบ่อยๆ พบว่าหากปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำจนน้ำหนักตัวลดลงแม้แค่ 2 เปอร์เซ็นต์ จะมีผลให้ให้ความจำระยะสั้นและทักษะการแก้ปัญหาลดลง เมื่อไรที่รู้สึกกระหายน้ำ นั่นคือสัญญาณเตือนว่าขาดน้ำแล้ว

2. ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ แต่ต้องเป็นรอยยิ้มที่มาจากใจด้วยนะ เพราะจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนรับรู้ความสุข หากวันไหนรู้สึกเศร้าจนยิ้มไม่ออก โทรศัพท์ไปหาเพื่อนที่มุขเยอะหรืออยู่ใกล้คนอารมณ์ดีเข้าไว้ จะทำให้คุณยิ้มได้ เพราะคนเรามีแนวโน้มเลียนแบบอารมณ์ของคนที่พูดคุยด้วย

3. เช็คท่าทางของตัวเอง ขณะนั่งทำงานเรามักโน้มตัวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว ทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนบนยืดขึ้นจนอาจบาดเจ็บได้ ทางที่ดี ทุก 2 - 3 ชั่งโมง คุณควรเช็คท่านั่งของตัวเองเพื่อบุคลิกและสุขภาพที่ดี ท่าที่เหมาะสมคือ นั่งให้สะโพกและไหล่อยู่ในแนวตรงกัน ไม่ต้องถึงกับหลังตรงมากเกินไป ต้นขาขนานพื้น โดยให้ข้อเท้าอยู่ล้ำหัวเข่าออกไปเล็กน้อย หากต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานควรผ่อนคลายกล้ามเนื้อวันละ 2 - 3 ครั้ง โดยนั่งหลังตรง กางแขนทั้งสองขึ้นด้านข้างระดับไหล่ งอศอกให้มือทั้งสองแตะศีรษะ แล้วบีบสะบักหลังเข้าหากัน ค้างไว้ 3 วินาที ทำซ้ำ 3 ครั้ง 

4. คิดจินตนาการเรื่องดีๆ ก่อนนอน ใช้เวลาก่อนแค่ 2 - 3 นาที วาดฝันเรื่องที่ทำให้คุณมีความสุข เช่น ทริปสุดสนุกช่วงพักร้อน ดินเนอร์ใต้แสงเทียนกับหวานใจ หรือคำชมจากเจ้านาย เทคนิคนี้ช่วยให้หลับได้เร็วและสนิทมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและสมาธิ

5. ผูกมิตรเพื่อนใหม่ แม้คุณจะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ไม่ว่ากับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานหรือแม้แต่กับแม่บ้าน ก็ไม่ควรละเลยการทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ ด้วย เพราะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจมากขึ้นและเปิดโลกทัศน์ของตนเอง ที่สำคัญคือ เป็นผลดีต่อหัวใจ พบว่าคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมีความดันโลหิตต่ำกว่าคนไม่เข้าสังคม ซึ่งมักจัดการความเครียดด้วยวิธีที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น

6. ใกล้ชิดธรรมชาติ จะลงมือพรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำต้นไม้ หรือแค่เดินชมนกชมไม้ก็ให้ประโยชน์ทั้งนั้น ผลการศึกษาในอังกฤษพบว่า หากได้สูดกลิ่นไอดินจะทำให้สมองหลั่งสารความสุขชื่อ “เซโรโทนิน” (serotonin) ออก มามากขึ้น ถ้าบ้านของคุณมีพื้นที่ไม่มากนักปลูกไม้ประดับหรือสมุนไพรไว้ในบ้านก็ได้ นอกจากสร้างความสดชื่นแล้ว ยังสามารถนำมาปรุงอาหารจานสุขภาพ ซึ่งอุดมไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์อีกต่างหาก

7. ฟังเพลงขณะเดินทาง ฟังดนตรีจังหวะสบายๆ บรรเทาความเครียดได้ เพราะช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลาย ป้องกันไม่ให้ระดับฮอร์โมนความเครียด ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มสูงจนเกินไป ยิ่งร้องตามไปด้วยยิ่งส่งผลดี พบว่า การร้องเพลงช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและลดฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอล (cortisol) แถม ยังเป็นการปลดปล่อยอารมณ์ นอกจากนี้ขณะร้องเพลงเราจะสูดหายใจลึกขึ้น จึงเพิ่มปริมาณออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อสร้างแอนติบอดีต่อสู้โรคหวัด

8. กินอาโวคาโด จะกินสดๆ หรือกินเมนูที่มีส่วนผสมของอาโวคาโดก็ดีต่อสุขถาพทั้งสิ้น เพราะในอาโวคาโดมีสารซึ่งช่วยฆ่าเซลล์บางชนิดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และปกป้องเซลล์ดีไม่ให้กลายเป็นเนื้องอก จึงเป็นปราการป้องกันโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้อาโวคาโดยังเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอล รวมถึงมีสารแอนติออกซิแดนท์ที่ดีต่อหัวใจอย่างวิตามินซีและอี เพื่อรสชาติอร่อยแปลกใหม่ ลองใส่อาโวคาโดในสลัดแทนชีสได้รสชาติหอมมันไม่แพ้กัน

9. ตุนอาหารมีประโยชน์ ผู้หญิงที่ทำอาหารกินเองบ่อยๆ มีแนวโน้มกินผักและผลไม้มากขึ้น และรับไขมันเข้าสู่ร่างกายน้อยลง เมื่อเทียบกับคนที่มักกินตามร้านหรือซื้อมากิน นั่นเพราะคุณสามารถเลือกส่วนผสมที่ดีต่อสุขภาพมาใส่ในจานโปรดของคุณได้ ทุกสัปดาห์ ควรซื้อผักผลไม้สดและเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ อย่างเนื้อปลามาเก็บไว้ในตู้เย็น และเดือนละครั้ง หาอาหารแห้งมาตุนไว้ สิ่งที่ควรซื้อติดบ้าน ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ น้ำมันมะกอก ปลาทูน่ากระป๋อง ซอสมะเขือเทศ เครื่องเทศต่างๆ รวมทั้งของกินเล่น ประเภทผลไม้อบแห้งและถั่วต่างๆ

10. ทำความสะอาดบ้าน บ้านช่องที่สะอาด ปราศจากฝุ่นและเชื้อโรค นอกจากดีต่อสุขภาพกาย เพราะช่วยป้องกันคุณจาดโรคหวัดภูมิแพ้ และหอบหืดแล้ว ยังทำให้จิตใจแจ่มใสและอารมณ์ดีด้วย พบว่า ๙๘ เปอร์เซนต็ของคนทั่วไปรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นเมื่อบ้านสะอาด ดังนั้นเพียงจัดบ้านให้สะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบ ก็ช่วยลดเครียดได้แล้ว

11. พักการดูโทรทัศน์บ้าง จะทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเลิกดูโทรทัศน์ไปเลย เพียงเลือกดูเฉพาะรายการที่อยากดูจริงๆ เท่านั้น พบว่าคนที่ไม่เปิดโทรทัศน์นานสองสัปดาห์มีแนวโน้มเข้านอนเร็วขึ้น ทำให้ตื่นขึ้นมาด้วยความกระปรี้กระเปร่า จัดสรรหนึ่งวันในสัปดาห์ให้เป็น “วันปลอดโทรทัศน์” แล้ว ใช้เวลากับตนเอง ครอบครัว หรือเพื่อนฝูงมากขึ้น โดยชวนกันไปออกกำลังกาย กินมื้อเย็น ไปเดินห้าง หรืออาจฉกฉวยช่วงเวลานี้ทำสิ่งที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการขลุกอยู่กับหนังสือเล่มโปรด หรือขัดสีฉวีวรรณครั้งใหญ่ นอกจากรู้สึกผ่อนคลาย ผิวยังสวยขึ้นด้วย

12. วัดรอบเอว ไม่ใช่เพื่อรูปร่างที่ดูดีเท่านั้น แต่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย หากคุณมีรอบเอว ๓๕ นิ้วหรือเกินกว่านั้น แสดงว่าคุณมีไขมันหน้าท้องมากเกินไปแล้ว ทำให้เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง

เริ่ม วัดรอบเอวเดือนละครั้งตั้งแต่วันนี้ หากพบว่ามีขนาดเกินมาตรฐาน ควรหาหนทางลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี เช่น ออกกำลังกาย ลดปริมาณอาหาร กินผัก ผลไม้ ข้าวไม่ขัดสี และเนื้อสัตว์ไม่ติดมันเป็นประจำ ฯลฯ

13. อยู่ใกล้ดอกไม้ การเห็นดอกไม้สดใกล้ๆ ตัว ทำให้ผู้หญิงอารมณ์ดีขึ้นและวิตกกังวลน้อยลง การศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า เพียงได้ชมดอกไม้ชั่วครู่ในตอนเช้าช่วยให้สดชื่นไปตลอดทั้งวัน นอกจากในบ้านแล้ว ควรหาดอกไม้มาประดับแจกันบนโต๊ะทำงานด้วย หากไม่ชอบดอกไม้ เปลี่ยนเป็นไม้กระถางต้นเล็กๆ ก็ได้ ทำให้คุณหายใจสะดวกขึ้น เพราะช่วยเพิ่มก๊าซออกซิเจนและลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จาก www.ladinaclub.com
"อุทยานจุฬาฯ 100 ปี" พื้นที่สีเขียวใหม่ ใจกลางเมือง.




"อุทยานจุฬาฯ 100 ปี" พื้นที่สีเขียวใหม่ ใจกลางเมือง.





ในวันครบรอบแห่งการสถาปนาจุฬาฯ 100 ปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560 เวลา 10.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทรงปลูกต้นจามจุรี 9 ต้น ณ อุทยานจุฬาฯ 100 ปี ซึ่งถือว่าเป็นสวนแห่งใหม่ที่ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทรงดำเนินการขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้สังคม 
       






ในวันครบรอบแห่งการสถาปนาจุฬาฯ 100 ปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560 เวลา 10.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทรงปลูกต้นจามจุรี 9 ต้น ณ อุทยานจุฬาฯ 100 ปี ซึ่งถือว่าเป็นสวนแห่งใหม่ที่ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทรงดำเนินการขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้สังคม 
       





สวนสาธาณะใหม่ใจกลางเมืองนี้ มีพื้นที่ ขนาด 28 ไร่ ได้ออกแบบเน้นให้มีพื้นที่กิจกรรมหลากหลาย รวมทั้งสร้างเป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดกับนิสิตและ คนในชุมชน เมื่อมองไปรอบๆ ที่นี่จะเน้นปลูกต้นไม้ท้องถิ่น เช่น ไม้มะค่า ไม้เต็ง ไม้ตะเคียน แต่ต้นไม้ที่ถือได้ว่าเป็นต้นไม้หลักของอุทยานฯ อย่างต้นจามจุรี สัญลักษณ์ของจุฬาฯ ก็ได้ปลูกไว้ที่นี่ด้วย เพื่อง่ายต่อการดูแล และกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ตามแนวคิด ป่าในเมือง 







สวนสาธาณะใหม่ใจกลางเมืองนี้ มีพื้นที่ ขนาด 28 ไร่ ได้ออกแบบเน้นให้มีพื้นที่กิจกรรมหลากหลาย รวมทั้งสร้างเป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดกับนิสิตและ คนในชุมชน เมื่อมองไปรอบๆ ที่นี่จะเน้นปลูกต้นไม้ท้องถิ่น เช่น ไม้มะค่า ไม้เต็ง ไม้ตะเคียน แต่ต้นไม้ที่ถือได้ว่าเป็นต้นไม้หลักของอุทยานฯ อย่างต้นจามจุรี สัญลักษณ์ของจุฬาฯ ก็ได้ปลูกไว้ที่นี่ด้วย เพื่อง่ายต่อการดูแล และกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ตามแนวคิด ป่าในเมือง 






พื้นที่กิจกรรมหลักๆ แบ่งออกเป็น สามส่วน คือ พื้นที่ทำกิจกรรมขนาดเล็กไม่เกิน 50 คน มีอยู่ 8 จุดทั่วอุทยานบริเวณด้านหน้า มีลักษณะเป็นเหมือนห้องเรียนกลางแจ้ง มีที่นั่งที่ก่อขึ้นมารูปแบบครึ่งวงกลม เว้นพื้นที่ตรงกลางสำหรับเป็นที่บรรยาย หรือทำกิจกรรมแบบกลุ่ม โดยแบ่งชื่อห้องตามลักษณะของพื้นที่นั้นๆ ได้แก่ Earth Room, Bamboo Room, Gravel Room, Herb Room, Sand Room, Vine Room, Forest Room และ Stone Room พื้นที่ทำกิจกรรมขนาดกลาง จุคนได้ราวๆ 700 – 1400 คน ใช้พื้นที่บริเวณสนามหญ้าทั้งหมดสามารถแบ่งออกมาเป็นจุดได้ 4 จุดทั่วสวนขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานอาทิทำกิจกรรมกลางแจ้ง 


 และสุดท้ายคือพื้นที่ทำกิจกรรมขนาดใหญ่ สามารถรองรับคนได้เต็มพื้นที่ราว 9,780 คน และอีกฝากหนึ่งรองรับได้ 2,780 คน แบ่งเป็นสองจุดคือบริเวณสนามหญ้าทั้งหมดของอุทยานฯ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่กว้างสุด สามารถจุคนได้ราวๆ 7,000 คน
       
       นอกจากนั้นที่นี่ยัง มีสระรับน้ำฝนด้านหน้าเพื่อกักเก็บน้ำ เป็นต้นแบบ สวนสาธารณะในเมือง ในฐานะพื้นที่หน่วงน้ำในเมือง เพื่อเพิ่มน้ำซึมสู่ดิน โดยน้ำทั้งหมดที่กักเก็บได้ จะถูกนำไปใช้ในการหล่อเลี้ยงต้นไม้ในบริเวณสวนทั้งหมด นอกจากนี้สระน้ำนี้ยังมีระบบบำบัดน้ำเสียตามธรรมชาติ โดยน้ำที่ไหลผ่าน Rain Garden จะผ่านกระบวนการบำบัดน้ำเสียโดยรากไม้ของต้นไม้ในสวนจะช่วยกรองน้ำหนึ่งรอบก่อนที่จะไหลลงสระน้ำ และระบายออกไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำด้านข้าง ซึ่งกระบวนการนี้ก็จะผ่านการบำบัดโดยธรรมชาติอีกรอบ
       
       อุทยานจุฬาฯ 100ปี ไม่ใช่เพียงแค่สวนสาธารณะเท่านั้นแต่ออกแบบมาเพื่อการเรียนรู้ และจัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อให้ทุกคนทุกเพศทุกวัยได้มาลองใช้กัน ซึ่งคาดว่าอีกไม่ถึงเดือนก็น่าเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดให้ทุกคนได้เข้าใช้งาน 

        * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
       
       อุทยานจุฬาฯ 100 ปีตั้งอยู่ข้าง I’m Park จุฬาฯ ซอย 5 แขวง วังใหม่ เขต ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 





ที่มา : https://www.manager.co.th/travel

เยาวชนร่วมอนุรักษ์ทะเลที่เกาะเต่า 




เยาวชนร่วมอนุรักษ์ทะเลที่เกาะเต่า 



                                                                      เด็กๆ ช่วยกันเก็บขยะที่ชายหาดโฉลกบ้านเก่า


        โลกใต้ทะเลเป็นสถานที่ที่หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากจะไปสัมผัสด้วยตัวเอง อยากดำลงไปใต้น้ำเล่นกับปลานานาชนิด ได้เห็นปะการังสีสดใสพลิ้วไหวด้วยแรงน้ำ เป็นโลกที่สวยงามไม่แพ้โลกบนผืนดินเลยทีเดียว
       
       แต่ทะเลไทยหลายแห่งก็เริ่มอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมลง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการทำลายของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยน้ำเสียลงทะเล การทิ้งขยะ การทิ้งสมอเรือโดนปะการังเสียหาย และการทำลายปะการังทั้งโดยความตั้งใจและไม่ตั้งใจของนักดำน้ำ ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้โลกใต้ทะเลเสื่อมโทรมลงไปทั้งสิ้น 





                                                                      เด็กๆ ช่วยกันเก็บขยะที่ชายหาดโฉลกบ้านเก่า


        โลกใต้ทะเลเป็นสถานที่ที่หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากจะไปสัมผัสด้วยตัวเอง อยากดำลงไปใต้น้ำเล่นกับปลานานาชนิด ได้เห็นปะการังสีสดใสพลิ้วไหวด้วยแรงน้ำ เป็นโลกที่สวยงามไม่แพ้โลกบนผืนดินเลยทีเดียว
       
       แต่ทะเลไทยหลายแห่งก็เริ่มอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมลง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการทำลายของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยน้ำเสียลงทะเล การทิ้งขยะ การทิ้งสมอเรือโดนปะการังเสียหาย และการทำลายปะการังทั้งโดยความตั้งใจและไม่ตั้งใจของนักดำน้ำ ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้โลกใต้ทะเลเสื่อมโทรมลงไปทั้งสิ้น 




                                                                       เรียนดำน้ำกันในสระก่อน


        การแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างหนึ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือ การสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เห็นความสำคัญของท้องทะเลไทย และปลูกจิตสำนึกต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้พวกเขาตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์ต่อไป
       
       ในการนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ร่วมกับมูลนิธิเพื่อทะเล นำเยาวชนอายุ 13-20 ปี จำนวน 28 คนจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมฝึกดำน้ำและเรียนรู้ธรรมชาติโลกใต้ทะเลใน “โครงการเยาวชนสัมผัสชีวิตใต้ท้องทะเลไทย รุ่นที่ 6” โดยเยาวชนทั้ง 28 คนนี้ได้เดินทางไปยังเกาะเต่า แหล่งดำน้ำที่มีความสวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก เพื่อเข้าค่ายทัศนศึกษาและเรียนรู้การดำน้ำลึก ตามโครงการเยาวชนสัมผัสชีวิตใต้ท้องทะเลไทย เพื่อมุ่งปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์และสร้างแนวร่วมปกป้องดูแลท้องทะเลไทย
       
       สำหรับการคัดเลือกเยาวชนจากหลายร้อยคนเพื่อให้ได้ผู้เข้าร่วมโครงการทั้ง 28 คนนี้ ก็ได้คัดเลือกมาจากการส่งเรียงความเข้าประกวดในหัวข้อ “มรดกทะเลไทย” อีกทั้งยังต้องผ่านการทดสอบว่ายน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่ามีทักษะและความสามารถในการว่ายน้ำ ต้องมีสุขภาพแข็งแรง อันเป็นพื้นฐานจำเป็นสำหรับการฝึกดำน้ำต่อไป 





                                                                       เรียนดำน้ำกันในสระก่อน


        การแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างหนึ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือ การสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เห็นความสำคัญของท้องทะเลไทย และปลูกจิตสำนึกต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้พวกเขาตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์ต่อไป
       
       ในการนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ร่วมกับมูลนิธิเพื่อทะเล นำเยาวชนอายุ 13-20 ปี จำนวน 28 คนจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมฝึกดำน้ำและเรียนรู้ธรรมชาติโลกใต้ทะเลใน “โครงการเยาวชนสัมผัสชีวิตใต้ท้องทะเลไทย รุ่นที่ 6” โดยเยาวชนทั้ง 28 คนนี้ได้เดินทางไปยังเกาะเต่า แหล่งดำน้ำที่มีความสวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก เพื่อเข้าค่ายทัศนศึกษาและเรียนรู้การดำน้ำลึก ตามโครงการเยาวชนสัมผัสชีวิตใต้ท้องทะเลไทย เพื่อมุ่งปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์และสร้างแนวร่วมปกป้องดูแลท้องทะเลไทย
       
       สำหรับการคัดเลือกเยาวชนจากหลายร้อยคนเพื่อให้ได้ผู้เข้าร่วมโครงการทั้ง 28 คนนี้ ก็ได้คัดเลือกมาจากการส่งเรียงความเข้าประกวดในหัวข้อ “มรดกทะเลไทย” อีกทั้งยังต้องผ่านการทดสอบว่ายน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่ามีทักษะและความสามารถในการว่ายน้ำ ต้องมีสุขภาพแข็งแรง อันเป็นพื้นฐานจำเป็นสำหรับการฝึกดำน้ำต่อไป 




                                                                       แล้วมาดำน้ำกันจริงในทะเล



        เยาวชนจะได้สัมผัสกับความสวยงามของโลกใต้น้ำด้วยตาตนเอง และยังจะได้รับความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของโลกใต้น้ำ ทั้งเรื่องของสัตว์น้ำ ระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร ตลอดจนผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการถูกทำลายของระบบนิเวศน์ใต้น้ำ โดยภายหลังการอบรม เยาวชนจะได้รับประกาศนียบัตรหลักสูตรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Project Aware) อีกด้วย
       
       และนอกจากนั้น เยาวชนก็จะได้ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกันกับประชาชนบนเกาะเต่า เช่น การเก็บขยะตามชายหาดร่วมกับชมรมเรารักษ์เกาะเต่า เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านลดการทิ้งขยะ และลดการใช้ถุงพลาสติกบนเกาะ อีกทั้งยังมีการปล่อยเต่า 7 ตัวจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งหวังว่าจะเป็นการสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์และความตั้งใจที่จะปกป้องดูแลท้องทะเล
       
       นายวิทเยนทร์ มุตตามระ กรรมการมูลนิธิเพื่อทะเล กล่าวว่า “เวลาที่สอนคนดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เวลาที่ลงไปใต้น้ำเขาก็จะตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของโลกใต้น้ำ ทำให้เราดีใจว่าเวลาที่เราสอนคนแล้วได้เห็นอะไรที่มันดีขึ้น คนลงไปแล้วก็ตระหนักถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงเกิดเป็นโครงการเยาวชนสัมผัสชีวิตใต้ท้องทะเลไทย รุ่นที่ 1 ขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว และในการสอนนั้นเราไม่ได้สอนให้เขาดำน้ำเป็นเพียงอย่างเดียว แต่เราสอนให้เป็นนักดำน้ำที่อนุรักษ์ และเป็นปากเป็นเสียงให้ท้องทะเล ในการที่จะไปบอกเพื่อนบอกญาติพี่น้องให้ช่วยกันรักษ์ทะเลต่อไป”
       
       ก็หวังว่า เยาวชนที่ได้รับการอบรมในโครงการเยาวชนสัมผัสชีวิตใต้ท้องทะเลไทยเหล่านี้ ในอนาคตจะมาเป็นกำลังสำคัญต่อการอนุรักษ์ทะเลไทยของเราให้ยังคงความสวยงามไว้ตลอดไป 

ที่มา : http://www.mgronline.com/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9510000054807

ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “บ้านของพ่อ”




ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “บ้านของพ่อ”





นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “บ้านของพ่อ” บริเวณหมู่ 2 ต.ภูเขาทอง อ.พระนครศรีอยุธยา  เพื่อให้เยาวชนและประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตแบบพอเพียง และเป็นการสานต่อแนวคิดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งเป้าในอนาคตพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้และศูนย์ท่องเที่ยวทางการเกษตรแบบสาธารณะ ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศเข้าชม






พลิกฟื้นที่ดินเปล่า เปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เข้าชมฟรี : สนามข่าวคนดี



สนามข่าวคนดี ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าของที่ดินตำบลภูเขาทอง พลิกฟื้นที่ดินว่างเปล่า เปิดศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้นักเรียนและประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรี




สนามข่าวคนดี ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าของที่ดินตำบลภูเขาทอง พลิกฟื้นที่ดินว่างเปล่า เปิดศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้นักเรียนและประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรี





ครอบครัวของนายบุญญา ศรีสมาน แบ่งพื้นที่ส่วนตัวกว่า 3.5 ไร่ บริเวณหมู่ 2 ตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา มาปรับเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ชื่อ “บ้านของพ่อ” เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้มาศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตแบบพอเพียงได้ฟรี

จากการสอบถาม นายบุญญา เล่าว่า ลูกชาย คือ นายอัมรินทร์ เซ็นเสถียร ได้มีแนวคิดต้องการจะทำให้พื้นที่ว่างเปล่าตรงนี้ได้เป็นพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยน้อมนำหลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ โดยมีทั้งแหล่งกักเก็บน้ำ พื้นที่นา พื้นที่เพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และพื้นที่สำหรับเป็นที่พักอาศัย เพื่อเปิดให้ประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา ได้เข้ามาเรียนรู้ และสัมผัสวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะ ทางศูนย์การเรียนรู้ก็จะมีวิทยากรให้ความรู้ตามฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ เปิดทำการวันอังคาร-อาทิตย์ ติดต่อสอบถามโทรศัพท์ 064-9321838, 081-8176037
Tag : ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง อยุธยา บ้านของพ่อ .





ที่มา: http://news.ch7.com/detail/240299








ด้วยสภาพพื้นที่ของ จังหวัดระยอง-ชลบุรี เป็นสภาพป่าที่ถูกทำลาย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ขาดแหล่งน้ำ ราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร และประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ รายได้ลดลง กอรปกับถูกอิทธิพลของนายทุนขยายเขตการเป็นเจ้าของที่ดินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติได้


เมื่อทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้พระราชทานพระราชดำริว่าบริเวณอ่างเก็บน้ำดอกกราย อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 1,300 ไร่ สามารถส่งน้ำมายังพื้นที่ดังกล่าวได้ และทรงแนะนำให้จัดเป็นศูนย์กลางอาชีพการเกษตรและศิลปาชีพพิเศษแก่ราษฎร พระราชทานทรัพย์ที่พระราชทานมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 3 ล้านบาท และมีผู้ขอพระราชทานน้อมเกล้าฯ ถวายคอกม้า คอกสุกร และคอกแกะ สร้างไว้ในศูนย์ฯด้วย



การดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2523 ภายใต้ชื่อ “ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริจังหวัดระยอง-ชลบุรี” โดยมีหน่วยงาน ร.21 รอ.ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี เป็นผู้ประสานงานหลัก และมีหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนหน่วยงานสังกัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการ และมีงบประมาณเข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง




ต่อมาปี 2544 หน่วยงาน ร.21 รอ.ได้ถอนตัวเพื่อปฏิบัติภารกิจอื่นๆ และมีการมอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่โครงการฯ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นผู้ประสานงานโครงการฯ การดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการทูลเกล้าฯ ถวายรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องทุกปี จนกระทั่งปี พ.ศ.2554 ได้ทรงรับและจัดตั้งและใช้ชื่อว่า “ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริจังหวัดระยอง” ต.แม่น้ำคู้ อ.ปลวกแดง เป็นศูนย์สาขาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดฉะเชิงเทราจนกระทั่งปัจจุบัน


และเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2523 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชาลที่ 9 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริจังหวัดระยองแห่งนี้ การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมครั้งนั้นพระองค์ทรงพระราชทานแนวทางการพัฒนาไว้ 4 ประการ คือ






1.ให้พัฒนาด้านการเกษตร โดยเฉพาะด้านปศุสัตว์และการประมงเพื่อการบริโภคและสำรองอาหารไว้ในยามวิกฤติ มูลสัตว์ทำเป็นเชื้อเพลิงและปุ๋ยปรับปรุงดิน

2.ให้มีศูนย์ฝึกปฏิบัติการด้านประกอบอาชีพ โดยมีแปลงสาธิตของราษฎรตัวอย่าง 4 แปลงๆ ละ 4 ไร่ สร้างบ้านพักอาศัยให้อยู่ โดยปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป ให้การดำเนินธุรกิจฟาร์มในรูปสหกรณ์และให้ราษฎรหมุนเวียนเข้าอยู่

3.ให้จัดเป็นศูนย์กลางส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยให้ราษฎรยืมพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ดีไปผสม หรือเลี้ยงแล้วส่งลูกคืน หรือขายให้ราษฎรนำไปเลี้ยง

4.ให้มีศูนย์พัฒนาการเกษตร จะได้ศึกษาและเยี่ยมชม เพื่อนำเอารูปแบบไปปรับปรุงไร่นาของตนเอง

ปัจจุบันการดำเนินการตามแนวพระราชดำริ มีความก้าวหน้า มีความพร้อมสมบูรณ์ในหลายๆ ด้าน ตามภารกิจที่กำหนดไว้ สอดคล้องกับแนวพระราชดำริ โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นศูนย์ส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ประกอบด้วย ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดระยอง (พืชสวน) สถานีพัฒนาที่ดินระยอง ศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีปลวกแดง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระยองศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดระยอง และโครงการชลประทานระยอง มีการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำ และระบบชลประทาน อาทิ การก่อสร้างระบบส่งน้ำด้วยท่อของอ่างเก็บน้ำ เสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรผู้ใช้น้ำชลประทาน และเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานด้วย






โดยข้าราชการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริมาดำเนินการจนพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกร ราษฎร และประชาชนทั่วไป เข้ามาเรียนรู้ ศึกษาดูงาน เยี่ยมชม ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ ดังกล่าว อีกทั้งยังน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติอย่างจริงจังและเต็มกำลังความสามารถ ทั้งในด้านประมง ปศุสัตว์ การเกษตร การพัฒนาที่ดิน ฯลฯ จนทำให้เกษตรกร และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จากพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อเกษตรกร และประชาชนชาวจังหวัดระยองดังกล่าว ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และถือเป็นพระราชกรณียกิจในประวัติศาสตร์ของจังหวัด “ที่ครั้งหนึ่งพระราชา ได้เสด็จพระราชดำเนินมา” ณ ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง อ่างเก็บน้ำดอกกรายแห่งนี้ ซึ่งในวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี จังหวัดระยองจะจัดงาน “วันสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระราชา ครั้งหนึ่งพระราชา ได้เสด็จพระราชดำเนินมา” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ

โดยจะจัดกิจกรรมเปิดให้เยาวชนนักเรียน เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ได้เข้าเยี่ยมชม ศึกษาดูงาน และเรียนรู้นิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ ที่ตั้งอยู่ใน ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ดังกล่าวเพื่อให้น้อมนำแนวทางตามพระราชดำริและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำไปเป็นแนวทางประกอบอาชีพ และดำรงชีวิตให้สามารถพึ่งพาตนเองให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤติต่างๆ ได้ และนำพาสังคมและประเทศชาติไปสู่ความมั่นคงยั่งยืน ตามพระราชปณิธานของพระองค์ท่านที่มุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทยให้ดีขึ้นมาโดยตลอด

…..........................................

คอลัมน์ : ส่องท้องถิ่น
โดย “อบต.กบ” (orbortorkob@gmail.com)/วฐิต กลางนอก






ที่มา :  www.dailynews.co.th

เลี้ยงปูนาอาชีพเสริม มีเท่าไรไม่พอขาย




เลี้ยงปูนาอาชีพเสริม มีเท่าไรไม่พอขาย





“2 ปีที่แล้ว ไปเห็นปูนาในตลาดขายกิโลละเป็นร้อย เพราะทุกวันนี้หาจับจากธรรมชาติได้ยาก เลยซื้อปูนาจากตลาดมาลองเพาะเลี้ยง ใช้ข้อมูลจากประมงจังหวัดสระบุรีและข้อมูลที่พอหาได้จากโซเชียล ลองผิดลองถูกอยู่ราวครึ่งปี จนสำเร็จ ช่วยทำรายได้เสริมแต่ละเดือนไม่ใช่น้อย” วิไลลักษณ์ กลอยคำ สาวออฟฟิศแห่งบ้านห้วยศาลเจ้า ต.ห้วยป่าหวาย อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ผู้ใช้เวลาว่างจากการทำงานและวันหยุดมาเลี้ยงปูนา บอกว่า เลี้ยงง่ายได้ทั้งในนาข้าว บ่อซีเมนต์ บ่อดิน และบ่อพลาสติก แต่แนะนำให้เลี้ยงบ่อดินดีที่สุด เพราะพื้นที่กว้าง ที่สำคัญปูช่วงลอกคราบมักกินกันเองเหมือนกุ้งก้ามแดง...ฉะนั้นไม่ว่าจะเลี้ยงแบบไหนควรมีที่หลบภัย ได้ทั้งทางมะพร้าว อิฐบล็อก

ที่นี่จะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์อายุ 6-8 เดือน 20 คู่ ปล่อยลงบ่อขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร ในบ่อปูด้วยพลาสติกพร้อมกับใส่ดินรองก้นเล็กน้อย ขังน้ำสูง 20 ซม. ใส่ทางมะพร้าว ผักน้ำ ไว้เป็นทั้งอาหารและที่หลบภัย ให้อาหารปลาดุกแค่พอปูกินหมดมื้อเช้า-เย็น ไม่ว่าจะเลี้ยงแบบไหน ต้องทำคอกกั้นสูงระดับเอวกันปูไต่หนี เลี้ยงไป 1 เดือน ตัวเมียจะเริ่มออกลูก ให้สังเกตที่ตะปิ้งใต้ท้องจะมีลูกปูจำนวนมาก ให้จับแยกไว้อีกบ่อ จากนั้นอีก 2 อาทิตย์ แม่ปูจะสลัดลูกทิ้ง ให้แยกแม่ออกไปขุนต่อเลี้ยงไปอีก 1 เดือน สามารถนำมาทำแม่พันธุ์ได้อีกครั้ง (พ่อแม่พันธุ์ 1 ตัว ผสมได้ 2 ครั้ง)...ส่วนลูกปูเลี้ยงต่อไปอีก 1 เดือนครึ่ง จับแยกบ่อขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร บ่อละ 5 กก. เลี้ยงต่อไปอีก 3 เดือน สามารถจับขายได้ ระหว่างจับให้คัดไซส์ใหญ่ ก้ามใหญ่สมบูรณ์ ไว้ทำพ่อแม่พันธุ์ แต่หากเพาะพันธุ์ในบ่อดินแทบไม่ต้องทำอะไรมากเลย บ่อดิน 1 ไร่ น้ำลึก 20 ซม. ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ 200 คู่ ห้ามลืมเด็ดขาดคือทางมะพร้าว ผักน้ำ ยิ่งมากยิ่งดี เพราะเป็นได้ทั้งอาหารและที่หลบซ่อนไม่ให้กินกันเองเวลาลอกคราบ ช่วยประหยัดค่าอาหาร เพราะให้อาหารปลาดุกเป็นเหมือนอาหารเสริมแค่อาทิตย์ละมื้อเท่านั้น ที่สำคัญเลี้ยงในบ่อดิน พื้นที่กว้าง พอปูออกลูกไม่ต้องไปยุ่งอะไรเลย เลี้ยงไป 3 เดือน ก็คัดปูขายได้ “ปูนาเหมาะกับคนไม่ค่อยมีเวลา ไม่ต้องดูแลมาก แค่มีที่หลบ มีอาหาร แต่โดยธรรมชาติฤดูหนาวปูจะขุดรูจำศีล ฤดูนี้จะมีราคาแพง จากปกติราคา กก.ละ 50-60 บาท จะพุ่งขึ้นไปถึง 80-100 บาท ฉะนั้นจึงควรลงเลี้ยงก่อน ในช่วง มิ.ย.-พ.ย. ถึงจะขายได้ราคาในหน้าหนาว และไม่ต้องกลัวไม่มีตลาด ทำมาเท่าไรขายได้หมด เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญในส้มตำ”







“2 ปีที่แล้ว ไปเห็นปูนาในตลาดขายกิโลละเป็นร้อย เพราะทุกวันนี้หาจับจากธรรมชาติได้ยาก เลยซื้อปูนาจากตลาดมาลองเพาะเลี้ยง ใช้ข้อมูลจากประมงจังหวัดสระบุรีและข้อมูลที่พอหาได้จากโซเชียล ลองผิดลองถูกอยู่ราวครึ่งปี จนสำเร็จ ช่วยทำรายได้เสริมแต่ละเดือนไม่ใช่น้อย” วิไลลักษณ์ กลอยคำ สาวออฟฟิศแห่งบ้านห้วยศาลเจ้า ต.ห้วยป่าหวาย อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ผู้ใช้เวลาว่างจากการทำงานและวันหยุดมาเลี้ยงปูนา บอกว่า เลี้ยงง่ายได้ทั้งในนาข้าว บ่อซีเมนต์ บ่อดิน และบ่อพลาสติก แต่แนะนำให้เลี้ยงบ่อดินดีที่สุด เพราะพื้นที่กว้าง ที่สำคัญปูช่วงลอกคราบมักกินกันเองเหมือนกุ้งก้ามแดง...ฉะนั้นไม่ว่าจะเลี้ยงแบบไหนควรมีที่หลบภัย ได้ทั้งทางมะพร้าว อิฐบล็อก

ที่นี่จะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์อายุ 6-8 เดือน 20 คู่ ปล่อยลงบ่อขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร ในบ่อปูด้วยพลาสติกพร้อมกับใส่ดินรองก้นเล็กน้อย ขังน้ำสูง 20 ซม. ใส่ทางมะพร้าว ผักน้ำ ไว้เป็นทั้งอาหารและที่หลบภัย ให้อาหารปลาดุกแค่พอปูกินหมดมื้อเช้า-เย็น ไม่ว่าจะเลี้ยงแบบไหน ต้องทำคอกกั้นสูงระดับเอวกันปูไต่หนี เลี้ยงไป 1 เดือน ตัวเมียจะเริ่มออกลูก ให้สังเกตที่ตะปิ้งใต้ท้องจะมีลูกปูจำนวนมาก ให้จับแยกไว้อีกบ่อ จากนั้นอีก 2 อาทิตย์ แม่ปูจะสลัดลูกทิ้ง ให้แยกแม่ออกไปขุนต่อเลี้ยงไปอีก 1 เดือน สามารถนำมาทำแม่พันธุ์ได้อีกครั้ง (พ่อแม่พันธุ์ 1 ตัว ผสมได้ 2 ครั้ง)...ส่วนลูกปูเลี้ยงต่อไปอีก 1 เดือนครึ่ง จับแยกบ่อขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร บ่อละ 5 กก. เลี้ยงต่อไปอีก 3 เดือน สามารถจับขายได้ ระหว่างจับให้คัดไซส์ใหญ่ ก้ามใหญ่สมบูรณ์ ไว้ทำพ่อแม่พันธุ์ แต่หากเพาะพันธุ์ในบ่อดินแทบไม่ต้องทำอะไรมากเลย บ่อดิน 1 ไร่ น้ำลึก 20 ซม. ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ 200 คู่ ห้ามลืมเด็ดขาดคือทางมะพร้าว ผักน้ำ ยิ่งมากยิ่งดี เพราะเป็นได้ทั้งอาหารและที่หลบซ่อนไม่ให้กินกันเองเวลาลอกคราบ ช่วยประหยัดค่าอาหาร เพราะให้อาหารปลาดุกเป็นเหมือนอาหารเสริมแค่อาทิตย์ละมื้อเท่านั้น ที่สำคัญเลี้ยงในบ่อดิน พื้นที่กว้าง พอปูออกลูกไม่ต้องไปยุ่งอะไรเลย เลี้ยงไป 3 เดือน ก็คัดปูขายได้ “ปูนาเหมาะกับคนไม่ค่อยมีเวลา ไม่ต้องดูแลมาก แค่มีที่หลบ มีอาหาร แต่โดยธรรมชาติฤดูหนาวปูจะขุดรูจำศีล ฤดูนี้จะมีราคาแพง จากปกติราคา กก.ละ 50-60 บาท จะพุ่งขึ้นไปถึง 80-100 บาท ฉะนั้นจึงควรลงเลี้ยงก่อน ในช่วง มิ.ย.-พ.ย. ถึงจะขายได้ราคาในหน้าหนาว และไม่ต้องกลัวไม่มีตลาด ทำมาเท่าไรขายได้หมด เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญในส้มตำ”





วิไลลักษณ์ บอกว่า ปูนา 1 ตัว ให้ลูกราว 700-800 ตัว อัตรารอด 500 ตัว ขายส่ง กก.ละ 50 บาท พ่อแม่พันธุ์คู่ละ 50 บาท เฉพาะที่นี่ขายเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้เดือนละ 20,000 บาท ขายเป็นปูทำส้มตำได้พอๆ กัน...รวมแล้วเดือนหนึ่ง 3-4 หมื่นบาท สนใจอยากจะเลี้ยงเป็นรายได้เสริม สอบถามได้ที่ 08-1572-2008.




ที่มา  : https://www.thairath.co.th/content/1130813

เรียนรู้ ป่าชายเลนที่ วนอุทยานปราณบุรี อำเภอปราณบุรี




เรียนรู้ ป่าชายเลนที่ วนอุทยานปราณบุรี อำเภอปราณบุรี





ในวนอุทยานปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นั้นมีทางเดินศึกษาธรรมชาติของป่าชายเลน ซึ่งมีสะพานไม้ทอดยาวให้เดินชมราวๆหนึ่งกิโล เพื่อให้ได้ศึกษาธรรมชาติได้เข้าถึงธรรมชาติสวยๆ ศึกษาต้นโกงกางและสัตว์ที่ได้อาศัยอยู่ในป่าโกงกาง เดินชมทิวทัศน์รอบๆป่าโกงกาง มีจุดชมวิวสวยๆให้ขึ้นไปดู เหมาะสำหรับไปเก็บภาพเป็นที่ระลึกได้ และแหล่งความรู้เกี่ยวกับสัตว์ได้อ่านกันมีทั้งปู ปลา หอย ให้เราได้ความรู้เรื่องระบบนิเวศของป่าชายเลน

บรรยากาศ วนอุทยานปราณบุรี อำเภอปราณบุรี
บรรยากาศ วนอุทยานปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อากาศจะสดชื่นมากมีป่ารอบๆ มีสัตว์เล็กๆให้ดูเวลาเดินจะรู้สึกน่าสนใจ กวาดสายตายไปรอบๆจะรู้สึกสบายตา เสมอปลอดโปร่งเพราะอยู่ใกล้ธรรมชาติ มีจุดชมวิวให้บันทึกภาพทั้งเป็นศาลาให้นั่งพักบันทึกภาพวิว และมีจุดชมวิวที่เป็นหอคอยวิวจะสวยมากเพราะเห็นภาพจากมุมสูง

การเดินทาง วนอุยานปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จากทางแยกบายพาส ชะอำ-ปราณบุรี พอถึงสามแยกถนนเพชรเกษมก่อนเข้าปราณบุรี แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางอำเภอหัวหิน อีกประมาณ 8 กิโลเมตร หลักกิโลเมตรที่ 246 (บ้านหนองหอย) จะมีทางแยกขวามือ มีป้ายบอกทางเข้าไปวนอุทยาน 4 กิโลเมตร



ที่มา : http://www.trippranburi.com/

ผักแปม สมุนไพรปรับสมดุลร่างกาย




ผักแปม สมุนไพรปรับสมดุลร่างกาย



ภาพ ลักษณะใบและก้านใบของ ผักแปม

ขอบคุณ ภาพจาก ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ในยุคสังคมออนไลน์ปัจจุบันการเจริญของเทคโนโลยีและการเติบโตของสังคมเมือง ทำให้คนเรามีความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันคนเราก็เผชิญกับความเครียด การดำรงชีวิตในสังคมเมือง การทำงาน การเดินทางที่เร่งรีบ มีความเสี่ยงกับการที่ได้รับกับมลภาวะต่าง ๆ มากมาย มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษหรือสารที่ก่อโรคจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย รวมทั้งเครี่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ทำให้ร่างกายของเราต้องพยายามปรับตัวและรักษาสมดุลของร่างกายให้อยู่ในภาวะที่ดีอยู่เสมอ การที่ร่างกายได้รับ สารทีช่วยปรับสมดุล เพื่อทำให้ร่างกายมีสุขภาพดี จึงเป็นทางเลือกที่ดีของคนเราในปัจจุบัน

ดร. ปองทิพย์ สิทธิสาร จากภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวไว้ในบทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน เรื่อง ผักแปม สมุนไพรปรับสมดุล ว่า การได้รับสารที่ส่งเสริมให้ร่างกายมีสุขภาพดี เป็นทางเลือกของคนในยุคปัจจุบัน เป็นที่มาของคำว่า สารปรับสมุล (adaptogens) ที่จะช่วยให้ร่างกายปรับสภาพ ให้สามารถมีความทนทานต่อความเครียดทางกายภาพ ชีวภาพ อารมณ์ เป็นต้น



ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ผักแปมจัดเป็นพืชสมุนไพร มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า อะแคนโทพาแนกซ์ ไตรโฟเลียทัส (Acanthopanax trifoliatus Merr.) ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรอยู่ในวงศ์เดียวกันกับพืชพวกโสม คือ วงศ์อะราเลียซีอี (Araliaceae) ผักแปมจัดเป็นไม้พุ่มหรือพุ่มกึ่งยืนต้น

ลำต้น สูงประมาณ 1 – 2 เมตร กิ่งก้านอ่อนมีสีเขียว มีหนามกระจายอยู่ทุกส่วนของลำต้น

ใบ มีลักษณะยาวรี รูปไข่ ขอบใบมีลักษณะหยักคล้ายกับฟันเลื่อย ปลายใบแหลม มีเส้นใบเห็นชัดทั้งด้านบนและด้านล่างของใบ ก้านใบยาว 5 – 6 เซ็นติเมตร แต่ละก้านใบมีใบย่อยแยกออกเป็น 5 ใบ ใบที่อยู่ตรงกลางจะมีขนาดใหญ่สุด ขนาดของใบกว้างประมาณ 2 – 3 เซ็นติเมตร ยาว 4 – 7 เซ็นติเมตร

ดอก ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ก้านช่อดอกยาว 2 – 7 เซ็นติเมตร ดอกมีจำนวนมากติดเป็นกระจุกที่ปลายก้าน มีกลีบดอก 5 กลับ

ผล มีลักษณะแบนมีขนาดกว้างและยาวประมาณ 3 – 4 มิลลิเมตร

ผักแปม จัดเป็นผักพื้นบ้านของประเทศไทย ขึ้นเจริญอยู่ทางภาคเหนือของประเทศและทางภาคอิสานที่อยู่ติดกับภาคเหนือ ประชาชนนิยมปลูกตามริมบ่อน้ำ หนอง สระน้ำ ลำธารที่มีน้ำไหลและมีแสงแดดส่องทั่วถึงแปลงที่ปลูก



การใช้ผักแปมเป็นอาหาร

ประชาชนทางภาคเหนือนิยมรับประทานใบอ่อนและยอด เป็นผักสดแกล้มกับลาบ จิ้มน้ำพริก ทำเป็นแกงอ่อม ทำให้มีรสกลมกล่อมฝาดขมเล็กน้อย



สรรพคุณทางการแพทย์

ดร.ปองทิพย์ สิทธิสาร ยังได้กล่าวว่าทางการแพทย์แผนไทย ใช้ใบอ่อนและยอดของผักแปมรับประทาน บำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย รักษาเลือดคั่งในแผลฟกช้ำ รากและเปลือกลำต้นใช้บำรุงร่างกาย รักษาเบาหวาน ฤทิ์ของผักแปมซึ่งจัดเป็นสมุนไพรไทยนั้น ตามตำราแพทย์แผนไทยที่ใกล้เคียงกับ การปรับสมดุล และต้านการออกซิเดชั่นได้แก่ ถอนพิษ ฟอกโลหิต บำรุงตับ บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย ทำให้ร่างกายสมบูรณ์ และเป็นยาอายุวัฒนะ


สารปรับสมดุล หมายความถึง สารที่เพิ่มความสามารถของร่างกายในการปรับตัวให้เข้ากับความเครียดภายในร่างกายและจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัว โดยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท และการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย เพื่อความทนทานของอวัยวะต่าง ๆ ต่อความเครียด และสิ่งแวดล้อม รวมถึงรักษาการทำงานของระบบเมแทบอไลท์ของร่างกาย ให้ปกติและมีประสิทธิภาพ มีฤทธิในการนำสมดุลกลับคืนสู่ร่างกาย (balancing) บำรุงร่างกาย (tonic) และยังช่วยชลอความเสื่อมสภาพของคนเรา ลดการเกิดออกซิเดชั่น (oxidation)

มีรายงานทาง หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันเสาว์ที่ 10 มกราคม 2558 เรื่อง ผักแปม พืชสมุนไพรไทย – ต้นไม้ชายคา มีการศึกษาวิจัยเบื้องต้นในหลอดทดลอง พบว่าส่วนต่าง ๆ ของผักแปมแสดงฤทธิ์ในด้าน การต้านออกซิเดชั่นได้ดี โดยเฉพาะส่วนของรากและใบอ่อนของผักแปม มีฤทธิ์ที่ดีมากในการต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นของเซลล์สมองของหนู และยังยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอัลไซเมอร์ และจากการศึกษาในสัตว์ทดลองยังพบว่า สารสกัดน้ำของใบผักแปมยังได้แสดงฤทธิ์ในการต้านการวิตกกังวล ต้านอักเสบ และส่งเสริมความจำ การเรียนรู้ในสัตว์ทดลองอีกด้วย และเมื่อได้ศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดน้ำของใบผักแปมไม่แสดงความเป็นพิษ

ในใบผักแปมมีสารกลุ่ม ฟีโนลิก (Phenolic) และ ฟลาโวนอยด์ (Phlavonoids)ในปริมาณที่สูง สารสำคัญที่แสดงฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น ได้แก่ คลอโรจีนิก แอซิด (Cholrogenic acid) ไอโสเคอซิติน (Isoqurcetin) เคอซิติน (Quercitin) ดังนั้นผักแปมซึ่งเป็นผักพื้นบ้านของไทย จึงน่าจะเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพในการที่จะพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และเภสัชกรรมโดยเฉพาะในด้านการออกซิเดชั่น อย่างไรก็ตามการนำสมุนไพรไปประยุกต์ใช้นั้น จำเป็นจะต้องมีการควบคุมคุณภาพ เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบสมุนไพร กระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และการกำหนดมาตรฐาน การทดสอบความเป็นพิษ เป็นต้น


....................

สุนทร ตรีนันทวัน

ฝ่ายนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้

สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ สสวท.

strin@ipst.ac.th



ข้อมูลอ้างอิง

 

ผักแปม สมุนไพรปรับสมดุล (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.pharmacy.mnahidol.ac.th/th/knowledge/article163/ผักแปมปรับสมดุล สืบค้น 20/10/2558
ผักแปม พืชสมุนไพรไทย (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.dailynews.co.th/agriculture/292767 สืบค้น 20/10/2558
ผักแปม สาระความรู้ทางการเกษตร (Online) เข้าถึงได้จาก http://natress.psu.ac.th/radio/radio/_article/radio48-49/48-490045 สืบค้น 20/10/2558
ลดความอ้วนและไขมันในเลือดสูง ด้วยผักพื้นบ้านไทย (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.harmacy.mahidol.ac.th/knowledge/article/151/ลดความอ้วนและไขมันในเลือดสูงด้วยผักพื้นบ้านไทย สืบค้น 20/10/2558