เรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ ตอน : ฟันปลา



ตาของเหยี่ยวสามารถมองเห็นแมลงวันที่อยู่ในระยะครึ่งไมล์ได้ ส่วนเสือดาวก็สามารถมองเห็นคนกะพริบตาที่ระยะห่าง 100 หลาได้ ตาของคนก็มีความพิเศษเช่นเดียวกัน เพราะสามารถแยกแยะความแตกต่างของสีได้มากถึง 17,000 สี



ตาของเหยี่ยวสามารถมองเห็นแมลงวันที่อยู่ในระยะครึ่งไมล์ได้ ส่วนเสือดาวก็สามารถมองเห็นคนกะพริบตาที่ระยะห่าง 100 หลาได้ ตาของคนก็มีความพิเศษเช่นเดียวกัน เพราะสามารถแยกแยะความแตกต่างของสีได้มากถึง 17,000 สี



ตาของเหยี่ยวสามารถมองเห็นแมลงวันที่อยู่ในระยะครึ่งไมล์ได้ ส่วนเสือดาวก็สามารถมองเห็นคนกะพริบตาที่ระยะห่าง 100 หลาได้ ตาของคนก็มีความพิเศษเช่นเดียวกัน เพราะสามารถแยกแยะความแตกต่างของสีได้มากถึง 17,000 สี


เชื่อกันว่า เมื่อประมาณ 1 ล้านปีที่แล้ว ฟันของมนุษย์มีลักษณะคล้ายกับฟันปลา เพราะมีการค้นพบฟันลักษณะเดียวกันกับของมนุษย์อยู่ในกรามของปลาฉลามยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดังนั้น ฟันของมนุษย์ และปลาฉลามจึงมีโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกัน แต่ฟันของมนุษย์ได้พัฒนาจนมีรูปร่างเหมือนในปัจจุบัน






เชื่อหรือไม่ว่า หูมีผลต่อการทรงตัว อวัยวะที่ช่วยให้เราสามารถทรงตัวอยู่ได้ คือ เซมิเซอร์คิวลาร์ คาแนล (semicir-cular canel) ในหูซึ่งภายในมีของเหลวที่ไวต่อการกระตุ้นของเหลวนี้ จะทำหน้าที่ในการรับรู้สมดุล หากเราหมุนไปรอบๆตัว เร็วๆ หลายๆครั้ง จะทำให้อวัยวะนี้เกิดความสับสน เราจึงรู้สึกเวียนศีรษะนั่นเอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี 



สถานที่รวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองสุพรรณ ตั้งแต่สมัยยุคหินเดินทางผ่านกาลเวลา จนถึงปัจจุบัน สื่อที่นำมาจัดแสดง มีหลายประเภท ทั้งรูปภาพ งานปั้น ที่งดงาม จนถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ตื่นตาเร้าใจ ที่จะให้ทั้งความรู้ และความเพลิดเพลิน กับการแวะชม
    ภาพของคำว่า " พิพิธภัณฑ์ " ทำให้ผมนึกถึงของเก่าๆ รูปปั้น พระพุธรูป หม้อแตกๆ ฯลฯ แต่ปัจจุบัน รูปแบบพิพิธภัณฑ์หลายแห่งเปลี่ยนไป มีสิ่งใหม่ๆที่ทำให้เกิดความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น ทำให้การศึกษาหาความรู้เรื่องราวของประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่ออีกต่อไป






สถานที่รวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองสุพรรณ ตั้งแต่สมัยยุคหินเดินทางผ่านกาลเวลา จนถึงปัจจุบัน สื่อที่นำมาจัดแสดง มีหลายประเภท ทั้งรูปภาพ งานปั้น ที่งดงาม จนถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ตื่นตาเร้าใจ ที่จะให้ทั้งความรู้ และความเพลิดเพลิน กับการแวะชม
    ภาพของคำว่า " พิพิธภัณฑ์ " ทำให้ผมนึกถึงของเก่าๆ รูปปั้น พระพุธรูป หม้อแตกๆ ฯลฯ แต่ปัจจุบัน รูปแบบพิพิธภัณฑ์หลายแห่งเปลี่ยนไป มีสิ่งใหม่ๆที่ทำให้เกิดความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น ทำให้การศึกษาหาความรู้เรื่องราวของประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่ออีกต่อไป







ริมถนนสาย สุพรรณ-ชัยนาท (340)  บริเวณศูนย์ราชการใหม่จังหวัดสุพรรณบุรี ก้าวแรกสถานที่ภายในสะอาดสวยงาม แอร์เย็นฉ่ำ ภายในแบ่งเป็นห้องต่างๆ เริ่มตั้งแต่สมัยการต่อสู้ปกป้องบ้านเมือง ห้องรวบรวมชนเผ่าต่างๆที่มาอาศัยในเมืองสุพรรณ ห้องแสดงวิถีชีวิตของชนต่างเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ ที่ทำด้วยหุ่นจำลอง ให้ความรู้สึกเหมือนจริง ห้องแสดงโบราณวัตถุ และวัตถุมงคลแบบต่างๆ ที่หายากและมีชื่อเสียง ที่ค้นพบในจังหวัดสุพรรณ
ห้องแสดงศิลปะพื้นบ้านเมืองสุพรรณ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมถึงศิลปินเพลงที่มีชื่อเสียง อย่าง สุรพล สมบัติเจริญ พุ่มพวง ดวงจันทร์ และศิลปินอีกหลายท่าน พร้อมมีเพลงของเหล่าศิลปินให้เลือกฟัง และอีกหลากหลายความน่าสนใจ

ใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์ฯ ยังสามารถเดินไปชม
  หอเกียรติยศ นายบรรหาร ศิลปอาชา
เป็นห้องที่รวบรวมเรื่องราวชีวิตของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ตั้งแต่เด็ก การต่อสู้ และผลงานทางการเมือง จนถึงปัจจุบัน เป็นอาคารจัดแสดงที่ไม่ควรพลาดชม
 และ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี







ริมถนนสาย สุพรรณ-ชัยนาท (340)  บริเวณศูนย์ราชการใหม่จังหวัดสุพรรณบุรี ก้าวแรกสถานที่ภายในสะอาดสวยงาม แอร์เย็นฉ่ำ ภายในแบ่งเป็นห้องต่างๆ เริ่มตั้งแต่สมัยการต่อสู้ปกป้องบ้านเมือง ห้องรวบรวมชนเผ่าต่างๆที่มาอาศัยในเมืองสุพรรณ ห้องแสดงวิถีชีวิตของชนต่างเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ ที่ทำด้วยหุ่นจำลอง ให้ความรู้สึกเหมือนจริง ห้องแสดงโบราณวัตถุ และวัตถุมงคลแบบต่างๆ ที่หายากและมีชื่อเสียง ที่ค้นพบในจังหวัดสุพรรณ
ห้องแสดงศิลปะพื้นบ้านเมืองสุพรรณ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมถึงศิลปินเพลงที่มีชื่อเสียง อย่าง สุรพล สมบัติเจริญ พุ่มพวง ดวงจันทร์ และศิลปินอีกหลายท่าน พร้อมมีเพลงของเหล่าศิลปินให้เลือกฟัง และอีกหลากหลายความน่าสนใจ

ใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์ฯ ยังสามารถเดินไปชม
  หอเกียรติยศ นายบรรหาร ศิลปอาชา
เป็นห้องที่รวบรวมเรื่องราวชีวิตของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ตั้งแต่เด็ก การต่อสู้ และผลงานทางการเมือง จนถึงปัจจุบัน เป็นอาคารจัดแสดงที่ไม่ควรพลาดชม
 และ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี





พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี นำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิต ของชาวจังหวัดสุพรรณบุรี นับตั้งแต่หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่กล่าวถึงเมืองสุพรรณบุรีในอดีต หลักฐานที่แสดงถึงพัฒนาการของเมืองสุพรรณบุรี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวาราวดี ลพบุรี อยุธยา และรัตนโกสินทร์ เหตุการณ์ยุทธหัตถี กลุ่มชนต่างๆที่อาศัยในจังหวัดสุพรรณบุรี ประวัติบุคคลสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรีในอดีต วรรณกรรมสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี เพลงพื้นบ้านหรือเพลงลูกทุ่ง จนถึงสุพรรณบุรีในวันนี้

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประจำเมืองเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์มานุษยวิทยาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรีและเพื่อสนองแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่ได้พระราชทานให้กรมศิลปากรเพิ่มสาขาวิชาการ อื่น ๆ ในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ลักษณะอาคาร
เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ ๒ ชั้น มีพื้นที่ภายในประมาณ ๓,๒๐๐ ตารางเมตร ประกอบด้วย ส่วนสำนักงาน ห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวร ห้องนิทรรศการชั่วคราว ห้องประชุม – สัมมนา ห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ ห้องศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้า และส่วนให้บริการ – ประชาสัมพันธ์

การจัดแสดงนิทรรศการ
การจัดแสดงนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี มีลักษณะของการผสมผสานระหว่างการจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ กับสื่อจัดแสดงประเภทต่าง ๆ เช่นหุ่นจำลอง ระบบโสตทัศนูปกรณ์ ฯลฯ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับทั้งความรู้และความเพลิดเพลินใน เวลาเดียวกัน โดยแบ่งหัวข้อการจัดแสดงเป็นห้องต่าง ๆ ดังนี้







พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี นำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิต ของชาวจังหวัดสุพรรณบุรี นับตั้งแต่หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่กล่าวถึงเมืองสุพรรณบุรีในอดีต หลักฐานที่แสดงถึงพัฒนาการของเมืองสุพรรณบุรี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวาราวดี ลพบุรี อยุธยา และรัตนโกสินทร์ เหตุการณ์ยุทธหัตถี กลุ่มชนต่างๆที่อาศัยในจังหวัดสุพรรณบุรี ประวัติบุคคลสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรีในอดีต วรรณกรรมสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี เพลงพื้นบ้านหรือเพลงลูกทุ่ง จนถึงสุพรรณบุรีในวันนี้

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประจำเมืองเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์มานุษยวิทยาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรีและเพื่อสนองแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่ได้พระราชทานให้กรมศิลปากรเพิ่มสาขาวิชาการ อื่น ๆ ในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ลักษณะอาคาร
เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ ๒ ชั้น มีพื้นที่ภายในประมาณ ๓,๒๐๐ ตารางเมตร ประกอบด้วย ส่วนสำนักงาน ห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวร ห้องนิทรรศการชั่วคราว ห้องประชุม – สัมมนา ห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ ห้องศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้า และส่วนให้บริการ – ประชาสัมพันธ์

การจัดแสดงนิทรรศการ
การจัดแสดงนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี มีลักษณะของการผสมผสานระหว่างการจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ กับสื่อจัดแสดงประเภทต่าง ๆ เช่นหุ่นจำลอง ระบบโสตทัศนูปกรณ์ ฯลฯ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับทั้งความรู้และความเพลิดเพลินใน เวลาเดียวกัน โดยแบ่งหัวข้อการจัดแสดงเป็นห้องต่าง ๆ ดังนี้







ห้องบทนำ
จัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญเกี่ยวกับเมืองสุพรรณบุรีในอดีต ได้แก่ ข้อความในจารึกหลักต่าง ๆ ที่กล่าวถึงชื่อเมืองสุพรรณบุรี อาทิ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จารึกลานทองสมัยอยุธยา พบที่วัดส่องคบ จังหวัดชัยนาท และหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ เป็นต้น
จัดแสดงพัฒนาการของเมืองสุพรรณบุรี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กระทั่งเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ สมัยทวารวดี สมัยลพบุรี สมัยอยุธยา ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ตามลำดับ โดยจัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากแหล่งโบราณคดีและโบราณสถานสำคัญต่าง ๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบป้ายคำบรรยายและสื่อระบบโสตทัศนูปกรณ์








ห้องบทนำ
จัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญเกี่ยวกับเมืองสุพรรณบุรีในอดีต ได้แก่ ข้อความในจารึกหลักต่าง ๆ ที่กล่าวถึงชื่อเมืองสุพรรณบุรี อาทิ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จารึกลานทองสมัยอยุธยา พบที่วัดส่องคบ จังหวัดชัยนาท และหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ เป็นต้น
จัดแสดงพัฒนาการของเมืองสุพรรณบุรี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กระทั่งเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ สมัยทวารวดี สมัยลพบุรี สมัยอยุธยา ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ตามลำดับ โดยจัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากแหล่งโบราณคดีและโบราณสถานสำคัญต่าง ๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบป้ายคำบรรยายและสื่อระบบโสตทัศนูปกรณ์





ห้องยุทธหัตถี
จัดแสดงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดสุพรรณบุรี คือ การกระทำสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระมหาอุปราชา เมื่อ พ.ศ.๒๑๓๕ ที่เกิดขึ้น ณตำบลหนองสาหร่ายปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอดอนเจดีย์ อันเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเจดีย์ยุทธหัตถีจัดแสดงโดยใช้สื่อระบบโสตทัศนูปกรณ์ ประกอบกับหุ่นจำลองและป้ายคำบรรยาย






ห้องยุทธหัตถี
จัดแสดงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดสุพรรณบุรี คือ การกระทำสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระมหาอุปราชา เมื่อ พ.ศ.๒๑๓๕ ที่เกิดขึ้น ณตำบลหนองสาหร่ายปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอดอนเจดีย์ อันเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเจดีย์ยุทธหัตถีจัดแสดงโดยใช้สื่อระบบโสตทัศนูปกรณ์ ประกอบกับหุ่นจำลองและป้ายคำบรรยาย






ห้องคนสุพรรณ
จัดแสดงประวัติความเป็นมาและศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีกลุ่มชนสำคัญ ๆ ได้แก่ ชาวไทยพื้นบ้าน ชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวไทยเชื้อสายละว้า ชาวไทยเชื้อสายลาวครั่ง ชาวไทยเชื้อสายลาวโซ่งหรือไทยทรงดำ โดยใช้สื่อเป็นหุ่นรูปบุคคลเชื้อสายต่าง ๆ ขนาดเท่าจริงประกอบฉากบ้านเรือน และเสียงบรรยายร่วมกับสื่อระบบโสตทัศนูปกรณ์







ห้องคนสุพรรณ
จัดแสดงประวัติความเป็นมาและศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่ชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีกลุ่มชนสำคัญ ๆ ได้แก่ ชาวไทยพื้นบ้าน ชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวไทยเชื้อสายละว้า ชาวไทยเชื้อสายลาวครั่ง ชาวไทยเชื้อสายลาวโซ่งหรือไทยทรงดำ โดยใช้สื่อเป็นหุ่นรูปบุคคลเชื้อสายต่าง ๆ ขนาดเท่าจริงประกอบฉากบ้านเรือน และเสียงบรรยายร่วมกับสื่อระบบโสตทัศนูปกรณ์






วัตถุโบราณสำคัญประกอบด้วย
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร: ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สลักจากหินทรายสีเขียว สูงประมาณ ๑๔๘.๕ ซม. พบที่โบราณสถานเนินทางพระในเขตอำเภอสามชุกซึ่งเป็นโบราณ สถานในศาสนาพุทธนิกายมหายาน สมัยลพบุรีเดิมจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ลักษณะทางประติมาณวิทยาที่สำคัญ คือ เป็นประติมากรรมรูปบุรุษ เกล้ามวยผมสูงถักผม ลักษณะที่เรียกว่า "ชฎามกุฎ" มวยผมผายออกตอนบน ส่วนโคนมวยคอด ต่างไปจากรูปพระอวโลกิเตศวรศิลปะขอมทั่วไปที่มีมวยทรงกระบอก ปรากฏรูปภาพพระพุทธปางสมาธิ หรือพระอติมาภะอยู่ด้านหน้ามวยผม มีกรอบไรพระศกทำลายเป็นรูปเม็ดไข่ปลา พระโพธิสัตว์มีพระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยมพระเนตยาวรี ลืมพระเนตร ต่างกับรูปพระโพธิสัตว์ทั่วไปที่มีพระเนตรปิดสนิทอันเป็นลักษณะของศิลปะขอมแบบบายน สวมกุณฑลรูปตุ้ม สวมกรองศอสั้น รูปสามเหลี่ยมและพาหุรัด ม ๔ กร หัตถ์ซ้ายบนถือคัมภีร์ หัตถ์ซ้ายล่างถือหม้อน้ำมนต์ หัตถ์ขวาบนถือพวงลูกประคำหัตถ์ขวาล่างถือดอกบัว นุ่งผ้าสั้น มีชายผ้าเป็นรูปหางปลา คาดเข็มขัดมี หัวรูปสี่เหลี่ยมประดับลายดอกไม้ จากลักษณะทางประติมาณวิทยาของพระโพธิสัตว์ที่กล่าวไป แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะพื้นเมืองบางประการที่ผสม ผสานอยู่กับศิลปะขอมแบบบายนอายุราวพุทธศตวรรษที่๑๘ อันเป็นศิลปะที่ให้อิทธิพลโดยตรงกับรูปพระโพธิสัตว์องค์นี้







วัตถุโบราณสำคัญประกอบด้วย
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร: ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สลักจากหินทรายสีเขียว สูงประมาณ ๑๔๘.๕ ซม. พบที่โบราณสถานเนินทางพระในเขตอำเภอสามชุกซึ่งเป็นโบราณ สถานในศาสนาพุทธนิกายมหายาน สมัยลพบุรีเดิมจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ลักษณะทางประติมาณวิทยาที่สำคัญ คือ เป็นประติมากรรมรูปบุรุษ เกล้ามวยผมสูงถักผม ลักษณะที่เรียกว่า "ชฎามกุฎ" มวยผมผายออกตอนบน ส่วนโคนมวยคอด ต่างไปจากรูปพระอวโลกิเตศวรศิลปะขอมทั่วไปที่มีมวยทรงกระบอก ปรากฏรูปภาพพระพุทธปางสมาธิ หรือพระอติมาภะอยู่ด้านหน้ามวยผม มีกรอบไรพระศกทำลายเป็นรูปเม็ดไข่ปลา พระโพธิสัตว์มีพระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยมพระเนตยาวรี ลืมพระเนตร ต่างกับรูปพระโพธิสัตว์ทั่วไปที่มีพระเนตรปิดสนิทอันเป็นลักษณะของศิลปะขอมแบบบายน สวมกุณฑลรูปตุ้ม สวมกรองศอสั้น รูปสามเหลี่ยมและพาหุรัด ม ๔ กร หัตถ์ซ้ายบนถือคัมภีร์ หัตถ์ซ้ายล่างถือหม้อน้ำมนต์ หัตถ์ขวาบนถือพวงลูกประคำหัตถ์ขวาล่างถือดอกบัว นุ่งผ้าสั้น มีชายผ้าเป็นรูปหางปลา คาดเข็มขัดมี หัวรูปสี่เหลี่ยมประดับลายดอกไม้ จากลักษณะทางประติมาณวิทยาของพระโพธิสัตว์ที่กล่าวไป แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะพื้นเมืองบางประการที่ผสม ผสานอยู่กับศิลปะขอมแบบบายนอายุราวพุทธศตวรรษที่๑๘ อันเป็นศิลปะที่ให้อิทธิพลโดยตรงกับรูปพระโพธิสัตว์องค์นี้






พระพุทธรูปนาคปรก: พระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้ สลักจากหินทรายสีเขียว พบที่วัดปู่บัว เดิมจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง มีลักษณะทางประติมาณวิทยาที่สำคัญคือ พระพุทธรูปมีรัศมีเป็นรูปกลีบบัวซ้อนกัน ๓ ชั้นเม็ดพระศกทำเป็นลายรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็กปรากฏกรอบไรพระศกพระพักตร์ มีลักษณะค่อนข้างเหลี่ยมพระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกาพระเนตรยาวรีลืมพระเนตรพระนาสิกโด่งงุ้มพระโอษฐ์หนาอยู่ในอาการแย้มพระสรวลเล็กน้อยพระกรรณยาวพระพุทธรูปครองจีวรห่มเฉียง ปรากฏสังฆาฎิบนพระอังสา พระหัตถ์ทั้งสองประสานกันอยู่บนพระเพลาในลักษณะสมาธิ ปรากฏรูปธรรมจักรอันเป็นลักษณะของมหาบุรุษอยู่บนฝ่าพระหัตถ์ ประทับนั่งขัดสมาธิอยู่บนขนดนาคสามชั้น ขนดนาคมีลักษณะสอบลงสู่ชั้นล่าง เบื้องหลังพระพุทธรูปทำรูปนาค ๗ เศียร นาคมีลักษณะใบหน้ายาว นาคเศียรข้างทุกเศียรชำเลืองไปยังนาคเศียรกลางปรากฏลายดอกจันทร์ที่ลำคอนาค ลักษณะของพระพุทธรูปนาคปรกองค์นี้ อยู่ในศิลปะลพบุรี ซึ่งรับอิทธิพลจากศิลปะขอมแบบบายน ผสมผสานกับฝีมือช่างท้องถิ่น กำหนดอายุได้อยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘

สถานที่ตั้ง : ศูนย์ราชการกรมศิลปากร ถนนสุพรรณบุรี-ชัยนาท ตำบลสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี 72000
โทรศัพท์ : 0-3553-5330
เวลาทำการ : วันพุธ-วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ 09.00-16.00 น.




http://www.suphan.biz/Museum.htm

เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน
พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว




เที่ยวไปเรียนรู้ไป กับแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน
พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



คุณเคยทำนารึเปล่า ? ตั้งแต่เลิกจนโตเราอ่านเจอในหนังสือเรียนกันมาจนเปื่อยแล้วว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่นอกตำราเรียนเราเข้าใจวิถีชีวิตของเกษตรกรทั้งหลายกันมากน้อยแค่ไหน ? สำหรับผู้ที่สนใจอยากลงมือทำไร่ไถนาสักครั้งในชีวิต พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีให้คุณลอง

          เมื่อก้าวพ้นประตูใหญ่เข้ามาคุณจะตะลึงกับพื้นที่อันกว้างใหญ่และแมกไม้อันเขียวขจี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือสุดยอดแหล่งรวมองค์ความรู้และภูมิปัญญาด้านการเกษตรของชาวไทย คุณจะได้ลองดำนา ทำนา โดยวิธีโยนต้นกล้า ปลูกผักบนหลังคา ปลูกข้าวในบ่อซีเมนต์เล็ก ๆ ที่เราทำเองกินเองที่บ้านได้ อีกทั้งกิจกรรมการเรียนรู้ตามฤดูกาลอีกมากมายถาโถมไม่หยุดตลอดปี  และที่นี่ยังมีเครือข่ายเกษตรกรกับตลาดนัดแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเกษตร ทำให้รู้ว่าการทำนาไม่ใช่เรื่องน่ากลัว คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว พิพิธภัณฑ์อันเขียวขจีและกว้างใหญ่แห่งนี้พร้อมยืนเคียงข้างคอยให้คำปรึกษาคุณไปตลอดเส้นทาง

          เตรียมครีมกันแดดของคุณให้พร้อมแล้วไปลองดูสักครั้ง หากได้ไปลองทำนาแล้วคุณอาจรู้สึกว่าสนุกกว่าเข้าใจง่ายกว่า น่ากลัวน้อยกว่าตอนหัดลองเล่นเฟซบุ๊กครั้งแรกเสียอีก

      

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การหาชน) หมู่ที่ 13 ถนนพหลโยธิน หลักกิโลเมตรที่ 46-48 ตรงข้ามโรงพยาบาลนวนคร ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ 0 2529 2212 เว็บไซต์ www.wisdomking.or.th เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30-15.30 น.

 ค่าเข้าชม

          อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 5 : นักเรียน นักศึกษา 30 บาท ผู้ใหญ่ชาวไทย นักเรียน นักศึกษาต่างประเทศ 50 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท

          อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 5 และอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 3 หรืออาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 4 (เลือกเข้าชม 2 อาคาร) : นักเรียน นักศึกษา 40 บาท ผู้ใหญ่ชาวไทย นักเรียน นักศึกษาต่างประเทศ 70 ชาวต่างประเทศ 150 บาท

          อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 3 และอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 3 และอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 4 (เลือกเข้าชม 3 อาคาร) : นักเรียน นักศึกษา 50 บาท ผู้ใหญ่ชาวไทย นักเรียน นักศึกษาต่างประเทศ 80 บาท ชาวต่างประเทศ 175 บาท

 การเดินทาง

          รถยนต์ส่วนตัว ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน ผ่านโรงพยาบาลนวนครขึ้นสะพานกลับรถ พิพิธภัณฑ์ฯ ตั้งอยู่ตรงหลักกิโลเมตรที่ 46-48 ตรงข้ามโรงพยาบาลนวนคร

          รถตู้โดยสาร สายอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-นวนคร ขึ้นรถตู้ฝั่งเซ็นเตอร์วัน ลงหน้าโงพยาบาลนวนคร จะมีสะพานลอยเดินข้ามฟาก

          รถโดยสารประจำทาง สาย 338 จากฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ลงป้ายโรงพยาบาลนวนคร จะมีสะพานลอยเดินข้ามฟาก




ที่มา : https://travel.kapook.com/view95104.html

หลักการเกษตรอินทรีย์




หลักการเกษตรอินทรีย์





เช่นเดียวกับคำนิยาม มีหลายฝ่ายที่พยายามสรุปหลักการเกษตรอินทรีย์ แต่หลักการเกษตรอินทรีย์ที่ยอมรับกันทั่วไปคือ หลักการที่กำหนดโดยสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM Organics International) โดยสหพันธ์ฯ ได้ระดมความคิดเห็นนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านเกษตร อินทรีย์โดยตรงจากทั่วโลก ร่างหลักการเกษตรอินทรีย์นี้ได้รับการนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของสหพันธ์ฯ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2548 และที่ประชุมใหญ่ได้ลงมติรับรองหลักการเกษตรอินทรีย์ดังกล่าว โดยหลักการเกษตรอินทรีย์ของสหพันธ์ฯ ประกอบด้วยหลักการ 4 ข้อสำคัญ คือ สุขภาพ, นิเวศวิทยา, ความเป็นธรรม, และการดูแลเอาใจใส่ (health, ecology, fairness and care)

(ก) มิติด้านสุขภาพ
เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องส่งเสริมและสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมของดิน พืช สัตว์ มนุษย์ และโลก

สุขภาวะของสิ่งมีชีวิตแต่ละปัจเจกและของ ชุมชน เป็นหนึ่งเดียวกันกับสุขภาวะของระบบนิเวศ การที่ผืนดินมีความอุดมสมบูรณ์จะทำให้พืชพรรณต่างๆ แข็งแรง มีสุขภาวะที่ดี ส่งผลต่อสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ที่อาศัยพืชพรรณเหล่านั้นเป็นอาหาร

สุขภาวะเป็นองค์รวมและเป็นปัจจัยที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต การมีสุขภาวะที่ดีไม่ใช่การปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่รวมถึงภาวะแห่งความเป็นอยู่ที่ดีของกายภาพ จิตใจ สังคม และสภาพแวดล้อมโดยรวม ความแข็งแรง ภูมิต้านทาน และความสามารถในการฟื้นตัวเองจากความเสื่อมถอยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสุข ภาวะที่ดี

บทบาทของเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในไร่นา การแปรรูป การกระจายผลผลิต หรือการบริโภค ต่างก็มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิต ทั้งปวง ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กสุดในดินจนถึงตัวมนุษย์เราเอง เกษตรอินทรีย์จึงมุ่งที่จะผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุนให้มนุษย์ได้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ เกษตรอินทรีย์จึงเลือกที่จะปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เวชภัณฑ์สัตว์ และสารปรุงแต่งอาหาร ที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ

(ข) มิติด้านนิเวศวิทยา
เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของระบบนิเวศวิทยาและวัฐจักรแห่ง ธรรมชาติ การผลิตการเกษตรจะต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ และช่วยทำให้ระบบและวัฐจักรธรรมชาติเพิ่มพูนและยั่งยืนมากขึ้น

หลักการเกษตรอินทรีย์ในเรื่องนี้ตั้ง อยู่บนกระบวนทัศน์ที่มองเกษตรอินทรีย์ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศที่ มีชีวิต ดังนั้น การผลิตการเกษตรจึงต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยาและวงจรของ ธรรมชาติ โดยการเรียนรู้และสร้างระบบนิเวศสำหรับให้เหมาะสมกับการผลิตแต่ละชนิด ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของการปลูกพืช เกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินให้มีชีวิต หรือในการเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรจะต้องใส่ใจกับระบบนิเวศโดยรวมของฟาร์ม หรือในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรต้องใส่ใจกับระบบนิเวศของบ่อเลี้ยง

การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่า จะต้องสอดคล้องกับวัฐจักรและสมดุลทางธรรมชาติ แม้ว่าวัฐจักรธรรมชาติจะเป็นสากล แต่อาจจะมีลักษณะเฉพาะท้องถิ่นนิเวศได้ ดังนัน การจัดการเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขท้องถิ่น ภูมินิเวศ วัฒนธรรม และเหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม เกษตรกรควรใช้ปัจจัยการผลิตและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการใช้ซ้ำ การหมุนเวียน เพื่อที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน

ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ควรสร้างสมดุลของ นิเวศการเกษตร โดยการออกแบบระบบการทำฟาร์มที่เหมาะสม การฟื้นฟูระบบนิเวศท้องถิ่น และการสร้างความหลากหลายทั้งทางพันธุกรรมและกิจกรรมทางการเกษตร ผู้คนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป การค้า และการบริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ควรช่วยกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของภูมินิเวศ สภาพบรรยากาศ นิเวศท้องถิ่น ความหลากหลายทางชีวภาพ อากาศ และน้ำ

(ค) มิติด้านความเป็นธรรม
เกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่มีความเป็นธรรมระหว่างสิ่งแวดล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิต

ความเป็นธรรมนี้รวมถึงความเท่าเทียม การเคารพ ความยุติธรรม และการมีส่วนในการปกปักพิทักษ์โลกที่เราอาศัยอยู่ ทั้งในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ในหลักการด้านนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิตเกษตร อินทรีย์ในทุกระดับควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรม ทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า และผู้บริโภค ทุกผู้คนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนช่วยในการรักษาอธิปไตยทางอาหาร และช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน เกษตรอินทรีย์ควรมีเป้าหมายในการผลิตอาหารและผลผลิตการเกษตรอื่นๆ ที่เพียงพอ และมีคุณภาพที่ดี





ที่มา : http://www.greennet.or.th

“ถุงมือกันมีดบาด ” นวัตกรรมจากยางพารา




“ถุงมือกันมีดบาด ” นวัตกรรมจากยางพารา





สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม หมอนสุคนธบำบัด ถุงมือกันมีดบาด เพิ่มมูลค่ายางพารา แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากยาง สร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

วานนี้ (8 พ.ย.2560) ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวว่า ขณะนี้ วว.ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนายางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม นำไปสู่การต่อยอดในเชิงพาณิชย์สำหรับผลิตจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อแก้ราคายางพาราที่ตกต่ำจนสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ส่งผลให้รายได้ลดลงจากเดิม 

โดยนวัตกรรมที่ผลิตจากยางพาราหลากหลายชนิด ได้แก่ การผลิตถุงมือผ้าเคลือบยางชนิดหนาและชนิดบาง มีคุณสมบัติป้องกันการบาดคม บาดเฉือน ช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ยางได้มากขึ้นกว่า 10 เท่า โดยน้ำยาง 1 กิโลกรัมสามารถนำไปเคลือบถุงมือได้ถึง 30 คู่ หากใช้เครื่องจักรแบบต่อเนื่องที่มีกำลังการผลิตเดือนละ 500,000 คู่ จะมีปริมาณการใช้น้ำยางข้นประมาณ 16.7 ตันต่อเดือน

นอกจากนี้ ยังพัฒนานวัตกรรมในกระบวนการผลิตถุงมือผ้าเคลือบยางด้วยเครื่องชุบกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งมีกำลังผลิตจำนวน 300 คู่ต่อ 8 ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้แรงงานคนจะสามารถผลิตได้ 50 คู่ต่อวันต่อคนเท่านั้น






สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม หมอนสุคนธบำบัด ถุงมือกันมีดบาด เพิ่มมูลค่ายางพารา แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากยาง สร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

วานนี้ (8 พ.ย.2560) ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวว่า ขณะนี้ วว.ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนายางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม นำไปสู่การต่อยอดในเชิงพาณิชย์สำหรับผลิตจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อแก้ราคายางพาราที่ตกต่ำจนสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ส่งผลให้รายได้ลดลงจากเดิม 

โดยนวัตกรรมที่ผลิตจากยางพาราหลากหลายชนิด ได้แก่ การผลิตถุงมือผ้าเคลือบยางชนิดหนาและชนิดบาง มีคุณสมบัติป้องกันการบาดคม บาดเฉือน ช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ยางได้มากขึ้นกว่า 10 เท่า โดยน้ำยาง 1 กิโลกรัมสามารถนำไปเคลือบถุงมือได้ถึง 30 คู่ หากใช้เครื่องจักรแบบต่อเนื่องที่มีกำลังการผลิตเดือนละ 500,000 คู่ จะมีปริมาณการใช้น้ำยางข้นประมาณ 16.7 ตันต่อเดือน

นอกจากนี้ ยังพัฒนานวัตกรรมในกระบวนการผลิตถุงมือผ้าเคลือบยางด้วยเครื่องชุบกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งมีกำลังผลิตจำนวน 300 คู่ต่อ 8 ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้แรงงานคนจะสามารถผลิตได้ 50 คู่ต่อวันต่อคนเท่านั้น





ดร.ลักษมี กล่าวว่า วว.ได้พัฒนาเครื่องขึ้นรูปแผ่นเสริมรองเท้าเพื่อสุขภาพขึ้น เพื่อพิมพ์รูปแบบเท้าเฉพาะบุคคล แล้วนำน้ำยางพาราข้นมาพัฒนาเป็นถุงแบบพิมพ์รอยเท้า เพื่อนำมาใช้ในการทำแผ่นเสริมรองเท้าให้เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีลักษณะเท้าไม่เข้ากับมาตรฐาน หรือกลุ่มคนที่ต้องการดูแลสุขภาพและออกกำลังกายให้สวมใส่ได้สบาย ถูกสุขลักษณะ ซึ่งแผ่นเสริมรองเท้านี้ช่วยให้มูลค่าของน้ำยางข้นเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า






ดร.ลักษมี กล่าวว่า วว.ได้พัฒนาเครื่องขึ้นรูปแผ่นเสริมรองเท้าเพื่อสุขภาพขึ้น เพื่อพิมพ์รูปแบบเท้าเฉพาะบุคคล แล้วนำน้ำยางพาราข้นมาพัฒนาเป็นถุงแบบพิมพ์รอยเท้า เพื่อนำมาใช้ในการทำแผ่นเสริมรองเท้าให้เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีลักษณะเท้าไม่เข้ากับมาตรฐาน หรือกลุ่มคนที่ต้องการดูแลสุขภาพและออกกำลังกายให้สวมใส่ได้สบาย ถูกสุขลักษณะ ซึ่งแผ่นเสริมรองเท้านี้ช่วยให้มูลค่าของน้ำยางข้นเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า





นอกจากนี้ยังได้พัฒนาที่นอนและหมอนยางพาราให้เป็นที่นอนและหมอนสุคนธบำบัด โดยใช้กลิ่นที่สกัดจากพืชชนิดต่างๆ เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นหญ้าแฝก และกลิ่นจัสมินหรือมะลิ ที่ช่วยให้นอนหลับง่าย ผ่อนคลาย ปรับอารมณ์ให้สมดุลและสงบ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าน้ำยางพาราได้ 3-5 เท่า

เช่นเดียวกันกับแผ่นยางปูพื้นที่ วว.ร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา อ.วังจันทร์ จ.ระยอง พัฒนาขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมเป็นไปตาม มอก. 2377-2551 ช่วยเพิ่มมูลค่ายางพาราได้ 2-4 เท่า และลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์แผ่นยางปูพื้นอีกด้วย โดยในปัจจุบันโรงพยาบาลวังจันทร์ จ.ระยอง นำไปใช้เพื่อฝึกกายภาพสำหรับผู้ป่วยหัดเดินและฝึกพัฒนาการของเด็ก







นอกจากนี้ยังได้พัฒนาที่นอนและหมอนยางพาราให้เป็นที่นอนและหมอนสุคนธบำบัด โดยใช้กลิ่นที่สกัดจากพืชชนิดต่างๆ เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นหญ้าแฝก และกลิ่นจัสมินหรือมะลิ ที่ช่วยให้นอนหลับง่าย ผ่อนคลาย ปรับอารมณ์ให้สมดุลและสงบ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าน้ำยางพาราได้ 3-5 เท่า

เช่นเดียวกันกับแผ่นยางปูพื้นที่ วว.ร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา อ.วังจันทร์ จ.ระยอง พัฒนาขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมเป็นไปตาม มอก. 2377-2551 ช่วยเพิ่มมูลค่ายางพาราได้ 2-4 เท่า และลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์แผ่นยางปูพื้นอีกด้วย โดยในปัจจุบันโรงพยาบาลวังจันทร์ จ.ระยอง นำไปใช้เพื่อฝึกกายภาพสำหรับผู้ป่วยหัดเดินและฝึกพัฒนาการของเด็ก






ส่วนชุดวัสดุป้องกันการกัดเซาะตลิ่งจากธรรมชาติ ประกอบด้วย 2 ส่วนที่สำคัญ คือ 1.ชั้นป้องกันการกัดเซาะจากบล็อกประสานรูปแบบใหม่ที่ปรับปรุงคุณสมบัติด้วยน้ำยางพารา สามารถก่อสร้างได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และ 2.ชั้นกรองจากผ้าเคลือบน้ำยางพารา ทำหน้าที่กักเก็บดินไม่ให้ถูกชะออกจากบริเวณตลิ่งและให้น้ำซึมผ่านชั้นวัสดุได้ เพื่อลดแรงดันน้ำที่ไหลออกจากดินตามแนวตลิ่ง






ส่วนชุดวัสดุป้องกันการกัดเซาะตลิ่งจากธรรมชาติ ประกอบด้วย 2 ส่วนที่สำคัญ คือ 1.ชั้นป้องกันการกัดเซาะจากบล็อกประสานรูปแบบใหม่ที่ปรับปรุงคุณสมบัติด้วยน้ำยางพารา สามารถก่อสร้างได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และ 2.ชั้นกรองจากผ้าเคลือบน้ำยางพารา ทำหน้าที่กักเก็บดินไม่ให้ถูกชะออกจากบริเวณตลิ่งและให้น้ำซึมผ่านชั้นวัสดุได้ เพื่อลดแรงดันน้ำที่ไหลออกจากดินตามแนวตลิ่ง












ที่ีมา : http://news.thaipbs.or.th

ปลูกแตงโมไร้เมล็ด..ในกระถาง






ปลูกแตงโมไร้เมล็ด..ในกระถาง







เจ้าของเกาะแก้วฟาร์ม อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด คิดแปลกปลูกแตงโมในกระถางได้ผลผลิตไม่แพ้ปลูกกลางแจ้ง กลายเป็นสูตรสำเร็จให้กับคนที่อยากปลูกแตงโม แต่มีพื้นที่น้อยได้นำไปใช้กัน “เริ่มแรกปลูกเมล่อนในโรงเรือน พร้อมกับไปรับแตงโมจากนครพนมมาขาย เปิดตลาดขายเองหน้าสวน ขายแทบไม่ทัน ประกอบกับต้องเดินทางไปรับสินค้าในระยะไกลพอสมควร จึงมีแนวคิดจะปลูกแตงโมขายเอง เริ่มศึกษาข้อมูลการปลูกแตงโม โดยเฉพาะแตงโมไร้เมล็ดพันธุ์แฮปปี้แฟมิลี่ของ บริษัท ซินเจนทา ซีดส์ จำกัด ที่ได้ราคาสูงและขายดีกว่าพันธุ์อื่น จึงตัดสินใจลงมือปลูก แต่ด้วยพื้นที่ในฟาร์มเหลือน้อย ไม่สามารถปลูกแตงโมลงดินได้เหมือนคนอื่น จึงใช้วิธีปลูกในกระถาง เพราะเมล่อนปลูกในกระถางได้ ทำไมแตงโมจะปลูกไม่ได้” ภัคพล ชวีวัฒน์ เจ้าของเกาะแก้วฟาร์ม อธิบายว่า การปลูกแตงโมในกระถางจะไม่เหมือนปลูกลงดินกลางแจ้ง ที่แตงโม 1 ต้นสามารถเก็บลูกได้ 2 ลูก ปลูกในกระถางสามารถไว้ลูกได้เพียง 1 ลูก เพราะไว้มากกว่า 1 ลูก จะได้แตงโมผลเล็กไม่ได้ขนาด 4-6 กก.ขึ้นไปตามที่ตลาดต้องการ






เจ้าของเกาะแก้วฟาร์ม อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด คิดแปลกปลูกแตงโมในกระถางได้ผลผลิตไม่แพ้ปลูกกลางแจ้ง กลายเป็นสูตรสำเร็จให้กับคนที่อยากปลูกแตงโม แต่มีพื้นที่น้อยได้นำไปใช้กัน “เริ่มแรกปลูกเมล่อนในโรงเรือน พร้อมกับไปรับแตงโมจากนครพนมมาขาย เปิดตลาดขายเองหน้าสวน ขายแทบไม่ทัน ประกอบกับต้องเดินทางไปรับสินค้าในระยะไกลพอสมควร จึงมีแนวคิดจะปลูกแตงโมขายเอง เริ่มศึกษาข้อมูลการปลูกแตงโม โดยเฉพาะแตงโมไร้เมล็ดพันธุ์แฮปปี้แฟมิลี่ของ บริษัท ซินเจนทา ซีดส์ จำกัด ที่ได้ราคาสูงและขายดีกว่าพันธุ์อื่น จึงตัดสินใจลงมือปลูก แต่ด้วยพื้นที่ในฟาร์มเหลือน้อย ไม่สามารถปลูกแตงโมลงดินได้เหมือนคนอื่น จึงใช้วิธีปลูกในกระถาง เพราะเมล่อนปลูกในกระถางได้ ทำไมแตงโมจะปลูกไม่ได้” ภัคพล ชวีวัฒน์ เจ้าของเกาะแก้วฟาร์ม อธิบายว่า การปลูกแตงโมในกระถางจะไม่เหมือนปลูกลงดินกลางแจ้ง ที่แตงโม 1 ต้นสามารถเก็บลูกได้ 2 ลูก ปลูกในกระถางสามารถไว้ลูกได้เพียง 1 ลูก เพราะไว้มากกว่า 1 ลูก จะได้แตงโมผลเล็กไม่ได้ขนาด 4-6 กก.ขึ้นไปตามที่ตลาดต้องการ





วิธีการปลูก ใช้กระถางขนาด 13-15 นิ้ว เตรียมดินร่วนปนทรายและปุ๋ยอินทรีย์เคมีสูตรสำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาดมารองก้น เพาะกล้าในถาดเพาะ 15 วัน เลือกต้นที่แข็งแรงลงปลูกในกระถางได้ แต่การเพาะกล้าและการปลูก ต้องเพาะและปลูกทั้งแตงโมไร้เมล็ดควบคู่กับแตงโมพันธุ์ทั่วไป ในอัตราแตงโมไร้เมล็ด 4 ต้นต่อแตงโมพันธุ์ทั่วไป 1 ต้น เนื่องจากแตงโมไร้เมล็ดเกสรตัวผู้จะเป็นหมัน ต้องพึ่งพาเกสรจากแตงโมพันธุ์อื่นมาช่วยผสมพันธุ์ให้ติดลูก เมื่อลงปลูกในกระถางแล้วให้รดน้ำวันละครั้ง หรือเดินระบบน้ำหยด อย่าให้น้ำชุ่มเกินไป หากดินยังชุ่ม ไม่ต้องรดน้ำ หากพบแมลงรบกวนให้ใช้น้ำหมักยูคาลิปตัสผสมสะเดา หรือน้ำส้มควันไม้ ฉีดพ่นทุก 3-5 วัน ในช่วง 10 วัน หลังย้ายลงกระถาง ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15...ระยะ 20 วัน ต้นแตงโมจะเริ่มแตกแขนง ตัดแต่งให้เหลือ 3-4 แขนง ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อีกครั้ง เมื่อครบ 30 วัน จะถึงระยะออกดอก นำเกสรตัวผู้ที่บาน (ไม่มีกระเปาะ) ของแตงโมพันธุ์อื่น 2 ดอกผสมกับเกสรตัวเมียของแตงโมไร้เมล็ด (มีกระเปาะ) 1 ดอก พร้อมเปลี่ยนปุ๋ยเป็นสูตร 12-24-12




ผ่านไป 3 วัน จะเริ่มเห็นผลแตงโม ให้เด็ดผลที่ขึ้นต่ำกว่าข้อที่ 15 ทิ้ง เหลือผลที่สมบูรณ์ที่สุดไว้เพียง 1 ผล เมื่อผลโตได้ระยะหนึ่งเปลี่ยนสูตรปุ๋ยมาเป็น 13-13-21 พร้อมกับทำตาข่ายเสริมแขวนพยุงไม่ให้ผลแตงโมหล่น หลังจากผสมเกสร 25 วัน จะได้ระยะเวลาเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ ควรงดให้น้ำ 7 วัน ก่อนเก็บผลผลิตเพื่อเพิ่มความหวาน



ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/817776#cxrecs_s

เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดสืบสานศิลปะเฉพาะท้องถิ่น




เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดสืบสานศิลปะเฉพาะท้องถิ่น





หากกล่าวถึงเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงแล้ว เชื่อว่า "เครื่องปั้นดินเผา เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี" ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านที่อยู่ในใจของบรรดาผู้รักการตกแต่งอย่างแน่นอน ด้วยผลงานที่มีรูปทรงและลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นปากเกร็ดที่ได้สืบทอดเทคนิคความรู้การขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน กระทั่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่แพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ   






หากกล่าวถึงเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงแล้ว เชื่อว่า "เครื่องปั้นดินเผา เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี" ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านที่อยู่ในใจของบรรดาผู้รักการตกแต่งอย่างแน่นอน ด้วยผลงานที่มีรูปทรงและลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นปากเกร็ดที่ได้สืบทอดเทคนิคความรู้การขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน กระทั่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่แพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ   






     โชค เมฆทอง ผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผา เล่าความเป็นมาให้ฟังว่า เขาได้ดำเนินกิจการผลิตเครื่องปั้นดินเผามานานกว่า 40 ปีแล้ว และยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป เพื่อตอบสนองกับความทันสมัยของผู้ใช้สินค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ในครัวเรือน โดยมีรูปแบบและขนาดให้เลือกอย่างหลากหลายตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็กที่ตกแต่งแบบเรียบง่าย และสามารถสั่งทำได้เกือบทุกรูปแบบตามความต้องการของลูกค้า      อาทิ กระถางต้นไม้ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับการปลูกต้นไม้ประเภทต่างๆ เช่น ไม้ประดับ ไม้น้ำ, ที่แขวนต้นไม้ประดับ โดยมีการออกแบบลอกเลียนทรงกะลามะพร้าว,โอ่งน้ำสลักลาย, แจกัน, กระถางปลูกต้นไม้ เป็นต้น

      ดินเหนียวที่เตรียมไว้สำหรับการปั้นนั้น จะต้องมีความเหนียวดีสีนวลหรือปนเหลืองไม่มีสีดำเกินไป เนื้อดินจับกันเป็นก้อน และไม่ร่วนซุยเป็นดิน ซึ่งพบได้บริเวณเกาะเกร็ด แต่ต่อมาเมื่อมีจำนวนหน้าดินน้อยลง จึงต้องรับซื้อดินเหนียวจากจังหวัดนครสวรรค์  
       อีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ในการขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผาคือ ตั้งแป้นหมุน ที่ใช้สำหรับปั้นภาชนะขนาดใหญ่ เช่น โอ่ง ,อ่าง  ก่อนจะขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผาต้องนำทรายมาโรยลงบนแป้นให้เป็นวงกลมเพื่อไม่ให้ดินติดกับแป้นไม้  จากนั้นนำดินเหนียวที่แบ่งไว้เป็นก้อนมาวางบนแป้นไม้แล้วยกแป้นไม้นั้นมาวางบนแป้นหมุน  







     โชค เมฆทอง ผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผา เล่าความเป็นมาให้ฟังว่า เขาได้ดำเนินกิจการผลิตเครื่องปั้นดินเผามานานกว่า 40 ปีแล้ว และยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป เพื่อตอบสนองกับความทันสมัยของผู้ใช้สินค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ในครัวเรือน โดยมีรูปแบบและขนาดให้เลือกอย่างหลากหลายตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็กที่ตกแต่งแบบเรียบง่าย และสามารถสั่งทำได้เกือบทุกรูปแบบตามความต้องการของลูกค้า      อาทิ กระถางต้นไม้ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับการปลูกต้นไม้ประเภทต่างๆ เช่น ไม้ประดับ ไม้น้ำ, ที่แขวนต้นไม้ประดับ โดยมีการออกแบบลอกเลียนทรงกะลามะพร้าว,โอ่งน้ำสลักลาย, แจกัน, กระถางปลูกต้นไม้ เป็นต้น

      ดินเหนียวที่เตรียมไว้สำหรับการปั้นนั้น จะต้องมีความเหนียวดีสีนวลหรือปนเหลืองไม่มีสีดำเกินไป เนื้อดินจับกันเป็นก้อน และไม่ร่วนซุยเป็นดิน ซึ่งพบได้บริเวณเกาะเกร็ด แต่ต่อมาเมื่อมีจำนวนหน้าดินน้อยลง จึงต้องรับซื้อดินเหนียวจากจังหวัดนครสวรรค์  
       อีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ในการขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผาคือ ตั้งแป้นหมุน ที่ใช้สำหรับปั้นภาชนะขนาดใหญ่ เช่น โอ่ง ,อ่าง  ก่อนจะขึ้นรูปเครื่องปั้นดินเผาต้องนำทรายมาโรยลงบนแป้นให้เป็นวงกลมเพื่อไม่ให้ดินติดกับแป้นไม้  จากนั้นนำดินเหนียวที่แบ่งไว้เป็นก้อนมาวางบนแป้นไม้แล้วยกแป้นไม้นั้นมาวางบนแป้นหมุน  





  การขึ้นรูปจะทำโดยการหมุนแป้นไม้ให้เกิดแรงเหวี่ยงแล้วใช้มือรีดดินเพื่อขึ้นรูปเป็นภาชนะตามที่ต้องการ ต่อจากนี้จะตกแต่งลวดลายตามขอบภาชนะตามใจชอบ เมื่อขึ้นรูปเรียบร้อยแล้วจะทิ้งไว้ในร่มประมาณ 3 วัน ให้ดินที่ขึ้นรูปแล้วแห้งพอหมาดๆ เพื่อความสวยงามของสีเครื่องปั้นดินเผา หลังจากนั้นจึงนำภาชนะที่ปั้นได้รูปทรงเผาในเตาเผาในอุณหภูมิที่เหมาะสม
      ส่วนขั้นตอนการเผาถือเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ ต้องใช้ทักษะและความใส่ใจไม่ต่างจากการเลือกดินเหนียวเพื่อมาขึ้นรูป ถือว่าเป็นเทคนิคเฉพาะตัว  ทั้งในเรื่องส่วนผสมของทรายที่ใช้ต้องผสมด้วยปริมาณที่พอเหมาะ เพราะหากใช้ปริมาณน้อยเกินไป เช่นเดียวกับกระบวนการเผาจะต้องขึ้นไฟให้พอดิบพอดี ห้ามขึ้นไฟเร็วเด็ดขาด มิฉะนั้นจะทำให้เครื่องปั้นที่เผานั้นแตกได้    







  การขึ้นรูปจะทำโดยการหมุนแป้นไม้ให้เกิดแรงเหวี่ยงแล้วใช้มือรีดดินเพื่อขึ้นรูปเป็นภาชนะตามที่ต้องการ ต่อจากนี้จะตกแต่งลวดลายตามขอบภาชนะตามใจชอบ เมื่อขึ้นรูปเรียบร้อยแล้วจะทิ้งไว้ในร่มประมาณ 3 วัน ให้ดินที่ขึ้นรูปแล้วแห้งพอหมาดๆ เพื่อความสวยงามของสีเครื่องปั้นดินเผา หลังจากนั้นจึงนำภาชนะที่ปั้นได้รูปทรงเผาในเตาเผาในอุณหภูมิที่เหมาะสม
      ส่วนขั้นตอนการเผาถือเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ ต้องใช้ทักษะและความใส่ใจไม่ต่างจากการเลือกดินเหนียวเพื่อมาขึ้นรูป ถือว่าเป็นเทคนิคเฉพาะตัว  ทั้งในเรื่องส่วนผสมของทรายที่ใช้ต้องผสมด้วยปริมาณที่พอเหมาะ เพราะหากใช้ปริมาณน้อยเกินไป เช่นเดียวกับกระบวนการเผาจะต้องขึ้นไฟให้พอดิบพอดี ห้ามขึ้นไฟเร็วเด็ดขาด มิฉะนั้นจะทำให้เครื่องปั้นที่เผานั้นแตกได้    





 สำหรับจุดเด่นของเครื่องปั้นดินเผา เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรีก็คือ เนื้อแดงส้ม และเผาโดยไม่มีการเคลือบน้ำยา  ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเหนียวที่มีสีสันสวยงามตามธรรมชาติ ผนวกกับลวดลายที่ละเอียดสวยงาม                                        
      จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จะเป็นแหล่งรวมเครื่องปั้นดินเผา ที่มีการออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ได้อย่างไม่เป็นรองใคร ให้คนที่ชื่นชอบของตกแต่งบ้าน ได้สรรหามาครอบครอง




ที่มา : http://5601389ple.blogspot.com/p/blog-page_48.html

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต




ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต





"ดูนั่น ดาวลูกไก่" "ไม่ใช่นั่นมันดาวหมูใหญ่" "ดาวหมูใหญ่มีที่ไหน มันมีแต่ดาวหมีใหญ่" แล้วตกลงมันคือดาวอะไร ? ไม่ต้องเถียงกันให้วุ่นวาย แล้วตรงไปที่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต ซึ่งเป็นที่ตั้งของท้องฟ้าจำลองล้ำสมัยที่สุดในประเทศไทยขณะนี้

          เมื่อมาถึงสิ่งที่ต้อนรับเราอยู่เมื่อผ่านทางเข้าอาคารหลักเข้ามา คือ ลูกแก้วไฟฟ้า ที่ใครเห็นเป็นครั้งแรกก็อยากลองจับ  เพราะเราแตะมันตรงไหนก็จะมีเส้นไฟฟ้าพุ่งออกมาหาตรงนั้น เพลิดเพลินกันตั้งแต่เริ่มงานเลยทีเดียว ภายในอาคารมีนิทรรศการมากมายอัดแน่นทั้ง 3 ชั้น และมีห้องเรียนวิทยาศาสตร์ที่รอให้คุณครูพาน้อง ๆ นักเรียนมาทำกิจกรรม เช่น ศึกษาแมลงด้วยกล้องจุลทรรศน์ ทำความรู้จักดวงดาวดาราศาสตร์ ทดลองสารเคมีในชีวิตประจำวันต่าง ๆ เรียกว่าได้ความรู้และยังได้รับความสนุกสนาน แต่ส่วนที่เป็นสุดยอดความบันเทิงที่ใคร ๆ ก็ต้องมาชมให้เห็นกับตา นั่นก็คือ "ท้องฟ้าจำลอง"

          ภายในโดมจุผู้เข้าชมได้ประมาณ 160 คน เป็นห้องที่มีผนังและเพดานโค้งเป็นจอขนาดใหญ่ ฉายภาพท้องฟ้าแบบสามมิติ ประหนึ่งเราได้นั่งไปในกระสวยอวกาศของ NASA สร้างอาการเสียวท้องน้อยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ เนื้อหาที่ฉากในแต่ละรอบจะแตกต่างกันออกไปตั้งดูให้ดี แค่นี้คุณก็พอจะมีคำตอบแล้วว่าดาวน้อยใหญ่ที่คุณเห็นยามค่ำคืนนั้น แท้จริงแล้วมันคือดาวอะไร

          ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต เลขที่ 5 หมู่ 2 ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ระหว่างคลอง 5 กับคลอง 6 โทรศัพท์ 0 2577 5455-9 หรือ rscience.go.th เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ท้องฟ้าจำลองมีรอบการแสดง วันอังคาร-ศุกร์ รอบละ 160 ที่นั่ง

          รอบเช้า เวลา 09.00,10.00, 11.00 น.
          รอบบ่าย เวลา 13.00, 14.00, 15.00 น.
          วันเสาร์อาทิตย์ เพิ่มรอบพิเศษ เวลา 16.00 น.

          ค่าเข้าชมเฉพาะในส่วนท้องฟ้าจำลอง รอบละ 30 บาท (ส่วนที่เหลือชมฟรี)

 การเดินทาง

          รถยนต์ส่วนตัว ใช้เส้นทางรังสิต-นครนายก มุ่งหน้าไปทางคลอง 6 สังเกตด้านซ้ายจะผ่านวิทยาลัยการปกครอง เลยไปอีกนิดก็จะเห็นป้ายบอกทางเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เลี้ยวเข้าซอยตรงไปเรื่อย ๆ พอถึงมหาวิทยาลัยฯ ให้เลี้ยวซ้ายตรงไปอีกนิดก็จะถึงศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต

          รถโดยสารประจำทาง สาย 188, 538, 1156 ลงที่ปากซอยเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี แล้วต่อรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้าไป

เนื้อหา : https://travel.kapook.com/view95104.html
ภาพ : http://www.rscience.go.th

ทดลองวิทย์ สนุกๆ ไข่ต้มในขวด




ทดลองวิทย์ สนุกๆ ไข่ต้มในขวด





ทดลองวิทย์ สนุกๆ ไข่ต้มกับขวดร้อนๆ
อุปกรณ์
ไข่ต้ม
ขวดแก้ว
กระดาษ
ไฟแช็ค
วิธีทำ
1.เลือกขวดแก้วที่ปากขวดกว้างเล็กน้อย
2.วางไข่ต้มด้านบน (วางได้แบบไม่ตก)
3.จุดไฟแช็ค ติดกระดาษ
4.ไข่จะค่อยๆหล่นลงจากปากขวดถึงก้นขวด

ลองนำไปทดลอง สนุกๆค่ะ  


ที่มา : http://p-ject.com

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
“เป็นหอศิลปวัฒนธรรม ที่สร้างองค์ความรู้อันหลากหลายเพื่อสร้างความยั่งยืนต่อสังคม

เป็นองค์กรที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ”




“เป็นหอศิลปวัฒนธรรม ที่สร้างองค์ความรู้อันหลากหลายเพื่อสร้างความยั่งยืนต่อสังคม

เป็นองค์กรที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ”





หอศิลป์กรุงเทพฯ ตั้งตระหง่านกลางเมืองแนบชิดกับสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ ห้างมาบุญครอง และห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ เรียกได้ว่า คนกรุงได้มีโอกาสสัมผัสหอศิลป์ดี ๆ กันสุดแสนจะสะดวก

 

ใครจะรู้ว่ากว่าจะมีหอศิลป์ ณ แยกปทุมวันขึ้นมาได้ หลายหน่วยงานต้องต่อสู้ดิ้นรนกันมาหลายปีเพื่อไม่ให้พื้นที่ตรงนี้กลายเป็นห้างสรรพสินค้าอีกแห่ง รายละเอียดยืดยาวของการต่อสู้คงไม่ขอนำมาเล่ากันนะครับ






หอศิลป์กรุงเทพฯ ตั้งตระหง่านกลางเมืองแนบชิดกับสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ ห้างมาบุญครอง และห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ เรียกได้ว่า คนกรุงได้มีโอกาสสัมผัสหอศิลป์ดี ๆ กันสุดแสนจะสะดวก

 

ใครจะรู้ว่ากว่าจะมีหอศิลป์ ณ แยกปทุมวันขึ้นมาได้ หลายหน่วยงานต้องต่อสู้ดิ้นรนกันมาหลายปีเพื่อไม่ให้พื้นที่ตรงนี้กลายเป็นห้างสรรพสินค้าอีกแห่ง รายละเอียดยืดยาวของการต่อสู้คงไม่ขอนำมาเล่ากันนะครับ





หอศิลป์กรุงเทพฯ มีทั้งสิ้น10ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้นใต้ดิน ไปสุดที่ชั้น9 ของตัวอาคาร มีพื้นที่ต่าง ๆ ไว้รองรับผู้มาเยือนดังนี้ 

 

– ห้องสมุดศิลปะ ชั้นL เอาใจเด็กแนวและผู้สนใจอยากศึกษาศิลปะเต็มที่ มีหนังสือและแหล่งความรู้ด้านศิลปะไว้บริการมากกว่า6,000 รายการ พร้อมบริการอินเตอร์เน็ตและมุมศิลปะสำหรับน้อง ๆ หนู ๆ คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้จะพาลูกหลานไปไหนก็จูงกันมาที่นี่ได้เลย

 

– ห้องเอนกประสงค์ ชั้น1 ที่มีทางเดินเชื่อมต่อกับโถงใหญ่ ไว้สำหรับงานจัดเลี้ยง แถลงข่าว การประชุม การบรรยาย






หอศิลป์กรุงเทพฯ มีทั้งสิ้น10ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้นใต้ดิน ไปสุดที่ชั้น9 ของตัวอาคาร มีพื้นที่ต่าง ๆ ไว้รองรับผู้มาเยือนดังนี้ 

 

– ห้องสมุดศิลปะ ชั้นL เอาใจเด็กแนวและผู้สนใจอยากศึกษาศิลปะเต็มที่ มีหนังสือและแหล่งความรู้ด้านศิลปะไว้บริการมากกว่า6,000 รายการ พร้อมบริการอินเตอร์เน็ตและมุมศิลปะสำหรับน้อง ๆ หนู ๆ คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้จะพาลูกหลานไปไหนก็จูงกันมาที่นี่ได้เลย

 

– ห้องเอนกประสงค์ ชั้น1 ที่มีทางเดินเชื่อมต่อกับโถงใหญ่ ไว้สำหรับงานจัดเลี้ยง แถลงข่าว การประชุม การบรรยาย





– โซนร้านค้า34 คูหา ชั้น1 – 4 ไว้จับจ่ายใช้สอยสินค้าอาร์ท ๆ มากมาย ทั้งสินค้าทำมือ พ็อกเก็ตบุ้ค หรือจะจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ ให้สบายใจ มีบริการสเก็ตช์ self-portrait โดยศิลปินตัวจริงตัวเป็น ๆ ร่างอุ่น ๆ

 

– ห้องสตูดิโอ ชั้น4 เป็นพื้นที่อิสระสำหรับกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะงานดนตรี ละคร หรือกิจกรรมแนวทดลองทางศิลปะ ศิลปะการแสดงสด ตลอดจนกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ มากมาย 

 

– ห้องออดิทอเรียม ชั้น5 เป็นห้องขนาด222 ที่นั่ง ใช้สำหรับการประชุมสัมมนา แสดงละคร ดนตรี รวมทั้งการฉายภาพยนต์ และมีบริการโต๊ะเก้าอี้เอาไว้ให้มานั่งทำการบ้านอ่านหนังสือได้อีกด้วย ถ้าคุณมาเยือนก็จะเห็นบรรดาวัยรุ่นหน้าใสนั่งอ่านหนังสือทำการบ้านกันบริเวณนี้มากหน้าหลายตา

 

– ห้องประชุม ชั้น4 – 5 ทั้งหมด4 ห้อง มีไว้สัมมนา ประชุม บรรยายworkshop จุคนได้ราว10 – 40 คน

 

– พื้นที่แสดงศิลปะ จัดแสดงทัศนศิลป์ ชั้น7 – 9 ด้วยพื้นที่กว่า3,000 ตารางเมตร จะมีงานนิทรรศการ งานศิลปะมากมายวนเวียนมาจัดแสดงให้เราได้ชมกันอย่างต่อเนื่องทั้งปี เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของหอศิลป์กรุงเทพกันเลยทีเดียว






– โซนร้านค้า34 คูหา ชั้น1 – 4 ไว้จับจ่ายใช้สอยสินค้าอาร์ท ๆ มากมาย ทั้งสินค้าทำมือ พ็อกเก็ตบุ้ค หรือจะจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ ให้สบายใจ มีบริการสเก็ตช์ self-portrait โดยศิลปินตัวจริงตัวเป็น ๆ ร่างอุ่น ๆ

 

– ห้องสตูดิโอ ชั้น4 เป็นพื้นที่อิสระสำหรับกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะงานดนตรี ละคร หรือกิจกรรมแนวทดลองทางศิลปะ ศิลปะการแสดงสด ตลอดจนกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ มากมาย 

 

– ห้องออดิทอเรียม ชั้น5 เป็นห้องขนาด222 ที่นั่ง ใช้สำหรับการประชุมสัมมนา แสดงละคร ดนตรี รวมทั้งการฉายภาพยนต์ และมีบริการโต๊ะเก้าอี้เอาไว้ให้มานั่งทำการบ้านอ่านหนังสือได้อีกด้วย ถ้าคุณมาเยือนก็จะเห็นบรรดาวัยรุ่นหน้าใสนั่งอ่านหนังสือทำการบ้านกันบริเวณนี้มากหน้าหลายตา

 

– ห้องประชุม ชั้น4 – 5 ทั้งหมด4 ห้อง มีไว้สัมมนา ประชุม บรรยายworkshop จุคนได้ราว10 – 40 คน

 

– พื้นที่แสดงศิลปะ จัดแสดงทัศนศิลป์ ชั้น7 – 9 ด้วยพื้นที่กว่า3,000 ตารางเมตร จะมีงานนิทรรศการ งานศิลปะมากมายวนเวียนมาจัดแสดงให้เราได้ชมกันอย่างต่อเนื่องทั้งปี เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของหอศิลป์กรุงเทพกันเลยทีเดียว





สถานที่ตั้ง:

บริเวณสี่แยกปทุมวัน หัวมุมถนนพระรามที่ 1 และถนนพญาไทตรงข้ามมาบุญครอง และ สยามดิสคัฟเวอรี่, มีทางเดินเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สนามกีฬาแห่งชาติ

 

เวลาทำการ:

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่เวลา 10.00 น.– 21.00 น. ในวันอังคารถึงวันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์)

 

เช็คข้อมูลตารางจัดงานแสดงศิลปะ:

Website: www.bacc.or.th
ขอบคุณข้อมูล : https://travel.mthai.com/blog/5907.html

สำรวจแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติ : ภูวัด เมืองโบราณ วิมานนาคินทร์




สำรวจแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติ : ภูวัด เมืองโบราณ วิมานนาคินทร์





เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ผมได้มีโอกาสออกไปหายใจเอาธรรมชาติบริสุทธิ์บ้าง(เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่แต่กับงานประจำสำนักงานและงานเอกสาร) คราวนี้นำทีม ปวช.กศน.คอมพิวเตอร์ ไปสำรวจแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติ(ต่อจากการสำรวจน้ำตกห้วยเข และสำรวจเรียนรู้หลวงปู่ผาง)

ภูวัด เป็นพุทธสถาน  มีชื่อเสียงจากอินเตอร์เน็ตเรื่องการค้นพบรอยพญานาค และทำให้เชื่อว่าเป็น “เมืองโบราณ  วิมานนาคินทร์” จึงทำให้ผมสนใจที่จะเรียนรู้และศึกษา จึงนำมือดีด้านคอมพิวเตอร์ จำนวน 4 คน(ครูเอ็ก ครูแต้ม ครูจอย ครูตั๊ก) ไปสำรวจและเรียนรู้เพื่อที่จะนำความรู้ที่ได้มาเผยแพร่ต่อไป(ตามแนวทางการจัดการความรู้ KM)






เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 ผมได้มีโอกาสออกไปหายใจเอาธรรมชาติบริสุทธิ์บ้าง(เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่แต่กับงานประจำสำนักงานและงานเอกสาร) คราวนี้นำทีม ปวช.กศน.คอมพิวเตอร์ ไปสำรวจแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติ(ต่อจากการสำรวจน้ำตกห้วยเข และสำรวจเรียนรู้หลวงปู่ผาง)

ภูวัด เป็นพุทธสถาน  มีชื่อเสียงจากอินเตอร์เน็ตเรื่องการค้นพบรอยพญานาค และทำให้เชื่อว่าเป็น “เมืองโบราณ  วิมานนาคินทร์” จึงทำให้ผมสนใจที่จะเรียนรู้และศึกษา จึงนำมือดีด้านคอมพิวเตอร์ จำนวน 4 คน(ครูเอ็ก ครูแต้ม ครูจอย ครูตั๊ก) ไปสำรวจและเรียนรู้เพื่อที่จะนำความรู้ที่ได้มาเผยแพร่ต่อไป(ตามแนวทางการจัดการความรู้ KM)





ผมเดินทางไปโดยรถยนต์กระบะ 2 คัน จากอำเภอมัญจาครีแวะเข้าไปตำบลคำแคนมุ่งหน้าสู่ ภูวัด และแวะเข้าภูวัดด้วยเส้นทางลูกรังแคบๆ ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไร?มากนัก แต่ที่ไหนได้มีเรื่องราวมากมายหลายประเด็นที่น่าสนใจติดตามค้นคว้าหาความรู้ ทั้งด้านธรรมชาติและธรรมะ มากเลยทีเดียว






ผมเดินทางไปโดยรถยนต์กระบะ 2 คัน จากอำเภอมัญจาครีแวะเข้าไปตำบลคำแคนมุ่งหน้าสู่ ภูวัด และแวะเข้าภูวัดด้วยเส้นทางลูกรังแคบๆ ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไร?มากนัก แต่ที่ไหนได้มีเรื่องราวมากมายหลายประเด็นที่น่าสนใจติดตามค้นคว้าหาความรู้ ทั้งด้านธรรมชาติและธรรมะ มากเลยทีเดียว





เรื่องแรก ที่ ภูวัด แห่งนี้ มี “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าภูวัด” ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง โครงการฟื้นฟูลุ่มน้ำชี WWF ประเทศไทย มูลนิธิโคคา-โคลาประเทศไทย และ อบต.คำแคน เพื่อให้บริการด้านการศึกษาธรรมชาติแก่เด็ก เยาวชนและชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ มี 8 สถานี(สถานีสำคัญ คือ บ่อน้ำดึกดำบรรพ์ หรือ กุมภลักษณ์ (Pot-Hole)






เรื่องแรก ที่ ภูวัด แห่งนี้ มี “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าภูวัด” ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง โครงการฟื้นฟูลุ่มน้ำชี WWF ประเทศไทย มูลนิธิโคคา-โคลาประเทศไทย และ อบต.คำแคน เพื่อให้บริการด้านการศึกษาธรรมชาติแก่เด็ก เยาวชนและชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ มี 8 สถานี(สถานีสำคัญ คือ บ่อน้ำดึกดำบรรพ์ หรือ กุมภลักษณ์ (Pot-Hole)






เรื่องแรก ที่ ภูวัด แห่งนี้ มี “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าภูวัด” ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง โครงการฟื้นฟูลุ่มน้ำชี WWF ประเทศไทย มูลนิธิโคคา-โคลาประเทศไทย และ อบต.คำแคน เพื่อให้บริการด้านการศึกษาธรรมชาติแก่เด็ก เยาวชนและชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ มี 8 สถานี(สถานีสำคัญ คือ บ่อน้ำดึกดำบรรพ์ หรือ กุมภลักษณ์ (Pot-Hole)





เรื่องที่สอง ผมมีบุญที่ได้มพบหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดป่าปุญญนิมิต(ภูวัด) ท่านกำลังสร้างพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ซึ่งขณะนี้สร้างได้แล้วประมาณ 12 พระองค์และจะสร้างไปเรื่อยๆ (พระพุทธเจ้า 28 พระองค์มีเรื่องราวที่น่าสนใจทีเดียว ผมต้องมาค้นอินเตอร์เน็ต ถึงได้เริ่มรับรู้รับทราบมากขึ้น เคยได้ยินแต่ พระพุทธเจ้า 5 พระองค์บ้าง ทศชาติบ้าง)






เรื่องที่สอง ผมมีบุญที่ได้มพบหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดป่าปุญญนิมิต(ภูวัด) ท่านกำลังสร้างพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ซึ่งขณะนี้สร้างได้แล้วประมาณ 12 พระองค์และจะสร้างไปเรื่อยๆ (พระพุทธเจ้า 28 พระองค์มีเรื่องราวที่น่าสนใจทีเดียว ผมต้องมาค้นอินเตอร์เน็ต ถึงได้เริ่มรับรู้รับทราบมากขึ้น เคยได้ยินแต่ พระพุทธเจ้า 5 พระองค์บ้าง ทศชาติบ้าง)






เรื่องที่สอง ผมมีบุญที่ได้มพบหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดป่าปุญญนิมิต(ภูวัด) ท่านกำลังสร้างพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ซึ่งขณะนี้สร้างได้แล้วประมาณ 12 พระองค์และจะสร้างไปเรื่อยๆ (พระพุทธเจ้า 28 พระองค์มีเรื่องราวที่น่าสนใจทีเดียว ผมต้องมาค้นอินเตอร์เน็ต ถึงได้เริ่มรับรู้รับทราบมากขึ้น เคยได้ยินแต่ พระพุทธเจ้า 5 พระองค์บ้าง ทศชาติบ้าง)




เรื่องที่สาม หลวงพ่อได้พูดถึง ภูวัด ในแง่เป็นต้นน้ำสายหนึ่งของแม่น้ำชี ทำให้ผมต้องชวนกันเดินไปดูให้เห็นกับตาว่า “ต้นน้ำ” มีหน้าตาเป็นอย่างไร?





เรื่องที่สาม หลวงพ่อได้พูดถึง ภูวัด ในแง่เป็นต้นน้ำสายหนึ่งของแม่น้ำชี ทำให้ผมต้องชวนกันเดินไปดูให้เห็นกับตาว่า “ต้นน้ำ” มีหน้าตาเป็นอย่างไร?





ส่วนเรื่องที่สี่ ก็คงเป็นเรื่องความเชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มี “รูปและรอยพญานาค”ให้เห็นหลายแห่งภายในวัดแห่งนี้ ว่าเป็น”เมืองโบราณ วิมานนาคินทร์” รวมทั้ง”รอยพระหัตถ์” “รอยพระบาท” ผมจะนำมาเล่าต่อนะครับ เพราะคงต้องค้นหาข้อมูลต่ออีกหลายเรื่อง รวมทั้งร่วมกับทีม ICT จัดทำเป็นเว็บไซต์เผยแพร่ต่อไป

ก็เป็นการเริ่มงาน...การจัดการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติครับ...กศน.ตำบล น่าจะเริ่มต้นสำหรับเรื่องนี้ทุกแห่งครับ






ส่วนเรื่องที่สี่ ก็คงเป็นเรื่องความเชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มี “รูปและรอยพญานาค”ให้เห็นหลายแห่งภายในวัดแห่งนี้ ว่าเป็น”เมืองโบราณ วิมานนาคินทร์” รวมทั้ง”รอยพระหัตถ์” “รอยพระบาท” ผมจะนำมาเล่าต่อนะครับ เพราะคงต้องค้นหาข้อมูลต่ออีกหลายเรื่อง รวมทั้งร่วมกับทีม ICT จัดทำเป็นเว็บไซต์เผยแพร่ต่อไป

ก็เป็นการเริ่มงาน...การจัดการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติครับ...กศน.ตำบล น่าจะเริ่มต้นสำหรับเรื่องนี้ทุกแห่งครับ






ส่วนเรื่องที่สี่ ก็คงเป็นเรื่องความเชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มี “รูปและรอยพญานาค”ให้เห็นหลายแห่งภายในวัดแห่งนี้ ว่าเป็น”เมืองโบราณ วิมานนาคินทร์” รวมทั้ง”รอยพระหัตถ์” “รอยพระบาท” ผมจะนำมาเล่าต่อนะครับ เพราะคงต้องค้นหาข้อมูลต่ออีกหลายเรื่อง รวมทั้งร่วมกับทีม ICT จัดทำเป็นเว็บไซต์เผยแพร่ต่อไป

ก็เป็นการเริ่มงาน...การจัดการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติครับ...กศน.ตำบล น่าจะเริ่มต้นสำหรับเรื่องนี้ทุกแห่งครับ






ส่วนเรื่องที่สี่ ก็คงเป็นเรื่องความเชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มี “รูปและรอยพญานาค”ให้เห็นหลายแห่งภายในวัดแห่งนี้ ว่าเป็น”เมืองโบราณ วิมานนาคินทร์” รวมทั้ง”รอยพระหัตถ์” “รอยพระบาท” ผมจะนำมาเล่าต่อนะครับ เพราะคงต้องค้นหาข้อมูลต่ออีกหลายเรื่อง รวมทั้งร่วมกับทีม ICT จัดทำเป็นเว็บไซต์เผยแพร่ต่อไป

ก็เป็นการเริ่มงาน...การจัดการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติครับ...กศน.ตำบล น่าจะเริ่มต้นสำหรับเรื่องนี้ทุกแห่งครับ





ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/440241
บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย กศน.ท้องถิ่น ใน zzzzz

เทคนิคใหม่ใช้คลื่นแสงอ่านข้อความในหีบพาไพรัสของมัมมี่ได้




เทคนิคใหม่ใช้คลื่นแสงอ่านข้อความในหีบพาไพรัสของมัมมี่ได้





นักอียิปต์วิทยาของยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน (ยูซีแอล) ในสหราชอาณาจักร ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีใหม่อ่านข้อความตัวอักษรที่ซ่อนอยู่ในวัตถุโบราณซึ่งทำจากเศษกระดาษพาไพรัสใช้แล้วได้ โดยหนึ่งในวัตถุโบราณเหล่านี้ได้แก่หีบชั้นในที่ใส่ร่างของมัมมี่ไม่ทราบชื่อซึ่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ปราสาทชิดดิงสโตน (Chiddingstone Castle) ของอังกฤษ

ศาสตราจารย์อดัม กิบสัน ผู้นำทีมนักวิจัยที่ทำการศึกษาครั้งนี้บอกว่า ได้แสกนหีบชั้นในดังกล่าวรวมทั้งหน้ากากของมัมมี่ด้วยแสงในคลื่นความถี่ต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้หมึกที่เขียนข้อความบนเศษกระดาษพาไพรัสที่ใช้ทำหีบและหน้ากากนี้เรืองแสงขึ้น จนสามารถอ่านแปลความหมายได้อย่างชัดเจน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากข้อความบนเศษกระดาษถูกกาวและปูนปลาสเตอร์หนาที่ชาวอียิปต์โบราณใช้ทำข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ปิดบังไว้

ผลการสแกนแผ่นรองเท้าของมัมมี่จากปราสาทชิดดิงสโตนพบว่า มีตัวอักษรเขียนชื่อ "อิเรธอร์รู" (Irethorru) ซ่อนอยู่ ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อที่มีผู้ใช้กันแพร่หลายในยุคโบราณ มีความหมายว่า "ดวงตาแห่งเทพฮอรัสต้านทานศัตรูข้า"






นักอียิปต์วิทยาของยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน (ยูซีแอล) ในสหราชอาณาจักร ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีใหม่อ่านข้อความตัวอักษรที่ซ่อนอยู่ในวัตถุโบราณซึ่งทำจากเศษกระดาษพาไพรัสใช้แล้วได้ โดยหนึ่งในวัตถุโบราณเหล่านี้ได้แก่หีบชั้นในที่ใส่ร่างของมัมมี่ไม่ทราบชื่อซึ่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ปราสาทชิดดิงสโตน (Chiddingstone Castle) ของอังกฤษ

ศาสตราจารย์อดัม กิบสัน ผู้นำทีมนักวิจัยที่ทำการศึกษาครั้งนี้บอกว่า ได้แสกนหีบชั้นในดังกล่าวรวมทั้งหน้ากากของมัมมี่ด้วยแสงในคลื่นความถี่ต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้หมึกที่เขียนข้อความบนเศษกระดาษพาไพรัสที่ใช้ทำหีบและหน้ากากนี้เรืองแสงขึ้น จนสามารถอ่านแปลความหมายได้อย่างชัดเจน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากข้อความบนเศษกระดาษถูกกาวและปูนปลาสเตอร์หนาที่ชาวอียิปต์โบราณใช้ทำข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ปิดบังไว้

ผลการสแกนแผ่นรองเท้าของมัมมี่จากปราสาทชิดดิงสโตนพบว่า มีตัวอักษรเขียนชื่อ "อิเรธอร์รู" (Irethorru) ซ่อนอยู่ ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อที่มีผู้ใช้กันแพร่หลายในยุคโบราณ มีความหมายว่า "ดวงตาแห่งเทพฮอรัสต้านทานศัตรูข้า"





"ข้อความที่เขียนบนเศษกระดาษพาไพรัสใช้แล้วเหล่านี้ มีความเก่าแก่กว่า 2,000 ปี และถูกเก็บรักษาไว้ได้เพราะชาวอียิปต์โบราณนิยมนำเศษกระดาษพาไพรัสมาทำเป็นข้าวของเครื่องใช้ที่มีค่าหลายอย่าง แต่ในอดีตเราไม่สามารถจะอ่านข้อความเหล่านี้ได้ หากไม่ทำลายวัตถุโบราณนั้นให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเสียก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่นักโบราณคดีทำไม่ลง การค้นพบเทคโนโลยีใหม่นี้จึงมีคุณค่าต่องานโบราณคดีอย่างยิ่ง" ศาสตราจารย์กิบสันกล่าว


คณะผู้ทำการศึกษายังบอกว่า ข้อความที่เขียนบนเศษกระดาษพาไพรัสใช้แล้วเหล่านี้ เป็นเสมือนห้องสมุดและฐานข้อมูลสำคัญที่เผยให้ทราบถึงชีวิตประจำวันของสามัญชนชาวอียิปต์โบราณโดยทั่วไป ซึ่งในสมัยนั้นนิยมใช้กระดาษพาไพรัสเขียนและจดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่รายการข้าวของที่ต้องไปจับจ่ายที่ตลาด ไปจนถึงแบบแสดงรายการเสียภาษีต่อทางการ






ที่มา : http://www.bbc.com/thai/international-42531945

แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน ตำบลพนอม อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม




แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน ตำบลพนอม อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม



แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน
บนถนนทางหลวงแผ่นดิน 212   ท่าอุเทน - บ้านแพง  ห่างจากอำเภอท่าอุเทน 27 กม.
  ตำบลพนอม   อำเภอท่าอุเทน    จังหวัดนครพนม


แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน
บนถนนทางหลวงแผ่นดิน 212   ท่าอุเทน - บ้านแพง  ห่างจากอำเภอท่าอุเทน 27 กม.
  ตำบลพนอม   อำเภอท่าอุเทน    จังหวัดนครพนม


แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน
บนถนนทางหลวงแผ่นดิน 212   ท่าอุเทน - บ้านแพง  ห่างจากอำเภอท่าอุเทน 27 กม.
  ตำบลพนอม   อำเภอท่าอุเทน    จังหวัดนครพนม

ป้ายบอกทางเขาไป " แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน "


ป้ายบอกทางเขาไป " แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน "


ป้ายบอกทางเขาไป " แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน "

สัญลักษณ์ที่สดุดตาของ " แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน


สัญลักษณ์ที่สดุดตาของ " แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน


สัญลักษณ์ที่สดุดตาของ " แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน


สัญลักษณ์ที่สดุดตาของ " แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน


สัญลักษณ์ที่สดุดตาของ " แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน


ด.ต.วราชัย ดีบุกคำ นายก อบต.พนอม เล่าถึงความเป็นมาของแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่นี้ว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2544

ขณะที่คนงานกำลังระเบิดหินในพื้นที่ของเอกชนเพื่อนำไปก่อสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งตามแนวลำน้ำโขงก็สังเกตเห็น "รอยเท้าประหลาด" ของสัตว์ฝังอยู่ในหิน จึงได้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ นักธรณีวิทยาจากกรมทรัพยากรธรณีวิทยา นำโดย ดร.วราวุธ สุธีธร ลงพื้นที่มาตรวจสอบ ผลการตรวจสอบสร้างความตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะรอยเท้าประหลาดที่พบ คือ รอยเท้าของ ไดโนเสาร์ นกกระจอกเทศ และ อีกัวดอน รวมทั้ง รอยเท้าจระเข้ขนาดเล็ก อีก 1 ชนิด




ด.ต.วราชัย ดีบุกคำ นายก อบต.พนอม เล่าถึงความเป็นมาของแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่นี้ว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2544

ขณะที่คนงานกำลังระเบิดหินในพื้นที่ของเอกชนเพื่อนำไปก่อสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งตามแนวลำน้ำโขงก็สังเกตเห็น "รอยเท้าประหลาด" ของสัตว์ฝังอยู่ในหิน จึงได้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ นักธรณีวิทยาจากกรมทรัพยากรธรณีวิทยา นำโดย ดร.วราวุธ สุธีธร ลงพื้นที่มาตรวจสอบ ผลการตรวจสอบสร้างความตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะรอยเท้าประหลาดที่พบ คือ รอยเท้าของ ไดโนเสาร์ นกกระจอกเทศ และ อีกัวดอน รวมทั้ง รอยเท้าจระเข้ขนาดเล็ก อีก 1 ชนิด




รอยตีนไดโนเสาร์ท่าอุเทน  พบอยู่ในแหล่งห้วยด่านชุม  อำเภอท่าอุเทน  จังหวัดนครพนม 
พบว่าเป็นรอยตีนไดโนเสาร์บนพื้นหินทราย  สีน้ำตาลแดง  หมวดหินโคกกรวด ในยุคครีเตเซียสตอนต้นอายุประมาณ  100  ล้านปี  แบ่งออกเป็น 2  กลุ่มคือ เทอร์โรพอตและออร์นิโธพอต 
รอยตีนไดโนเสาร์ออร์นิโธพอต มีจำนวน  1 แนวทางเดิน  ขนาดรอยตีนยาวประมาณ  18  เซนติเมตร  กว้าง 12.12  เซนติเมตร  คำนวณความสูงจากสูตรของThulborn (1989)  ได้ประมาณ  86.4  เซนติเมตร  คำนวณความเร็วจากสูตรของ Alexander(1976)  เร็วประมาณ  8.07  กิโลเมตร/ชั่วโมง  รอยตีนไดโนเสาร์เทอร์โรพอต  จำนวน  29  ทางเดิน ขนาดของรอยตีนกว้าง 6 ถึง  16.1  เซนติเมตร  ยาว  10 ถึง  18  เซนติเมตร ประมาณความสูงได้  48 เซนติเมตรถึง 75.15  เซนติเมตร  มีความเร็วประมาณ  4.53 ถึง 11.66  กิโลเมตร/ชั่วโมง






รอยตีนไดโนเสาร์ท่าอุเทน  พบอยู่ในแหล่งห้วยด่านชุม  อำเภอท่าอุเทน  จังหวัดนครพนม 
พบว่าเป็นรอยตีนไดโนเสาร์บนพื้นหินทราย  สีน้ำตาลแดง  หมวดหินโคกกรวด ในยุคครีเตเซียสตอนต้นอายุประมาณ  100  ล้านปี  แบ่งออกเป็น 2  กลุ่มคือ เทอร์โรพอตและออร์นิโธพอต 
รอยตีนไดโนเสาร์ออร์นิโธพอต มีจำนวน  1 แนวทางเดิน  ขนาดรอยตีนยาวประมาณ  18  เซนติเมตร  กว้าง 12.12  เซนติเมตร  คำนวณความสูงจากสูตรของThulborn (1989)  ได้ประมาณ  86.4  เซนติเมตร  คำนวณความเร็วจากสูตรของ Alexander(1976)  เร็วประมาณ  8.07  กิโลเมตร/ชั่วโมง  รอยตีนไดโนเสาร์เทอร์โรพอต  จำนวน  29  ทางเดิน ขนาดของรอยตีนกว้าง 6 ถึง  16.1  เซนติเมตร  ยาว  10 ถึง  18  เซนติเมตร ประมาณความสูงได้  48 เซนติเมตรถึง 75.15  เซนติเมตร  มีความเร็วประมาณ  4.53 ถึง 11.66  กิโลเมตร/ชั่วโมง






รอยตีนไดโนเสาร์ท่าอุเทน  พบอยู่ในแหล่งห้วยด่านชุม  อำเภอท่าอุเทน  จังหวัดนครพนม 
พบว่าเป็นรอยตีนไดโนเสาร์บนพื้นหินทราย  สีน้ำตาลแดง  หมวดหินโคกกรวด ในยุคครีเตเซียสตอนต้นอายุประมาณ  100  ล้านปี  แบ่งออกเป็น 2  กลุ่มคือ เทอร์โรพอตและออร์นิโธพอต 
รอยตีนไดโนเสาร์ออร์นิโธพอต มีจำนวน  1 แนวทางเดิน  ขนาดรอยตีนยาวประมาณ  18  เซนติเมตร  กว้าง 12.12  เซนติเมตร  คำนวณความสูงจากสูตรของThulborn (1989)  ได้ประมาณ  86.4  เซนติเมตร  คำนวณความเร็วจากสูตรของ Alexander(1976)  เร็วประมาณ  8.07  กิโลเมตร/ชั่วโมง  รอยตีนไดโนเสาร์เทอร์โรพอต  จำนวน  29  ทางเดิน ขนาดของรอยตีนกว้าง 6 ถึง  16.1  เซนติเมตร  ยาว  10 ถึง  18  เซนติเมตร ประมาณความสูงได้  48 เซนติเมตรถึง 75.15  เซนติเมตร  มีความเร็วประมาณ  4.53 ถึง 11.66  กิโลเมตร/ชั่วโมง



สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์




สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์





ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3,500 ไร่ เป็นสถานที่ อนุรักษ์และ รวบรวมพรรณไม้เป็นหมวดหมู่ตามวงศ์สกุลต่างๆ โดยจัดปลูกให้สอดคล้องกับธรรมชาติมากที่สุดโดย เฉพาะกลุ่มอาคาร เรือนกระจกบนยอดเขาที่มีทั้ง ความสวยงามและความรู้ ทำให้สวนแห่งนี้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและ สถานที่ศึกษาธรรมชาติ ด้านพืช และ ภูมิทัศน์ที่โดดเด่นมากสวนพฤกษศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เดิมเรียกว่า "สวนพฤกษศาสตร์แม่สา" นับว่าเป็น สวนพฤกษศาสตร์แห่งแรก ของประเทศไทย ที่มีการบริหารจัดการตามมาตรฐาน สากล มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิจัย และให้ความรู้ ทางด้านพฤกษศาสตร์ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2537 องค์การสวนพฤกษศาสตร์ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จากสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถให้ใช้ชื่อสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ว่า "สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์






ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3,500 ไร่ เป็นสถานที่ อนุรักษ์และ รวบรวมพรรณไม้เป็นหมวดหมู่ตามวงศ์สกุลต่างๆ โดยจัดปลูกให้สอดคล้องกับธรรมชาติมากที่สุดโดย เฉพาะกลุ่มอาคาร เรือนกระจกบนยอดเขาที่มีทั้ง ความสวยงามและความรู้ ทำให้สวนแห่งนี้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและ สถานที่ศึกษาธรรมชาติ ด้านพืช และ ภูมิทัศน์ที่โดดเด่นมากสวนพฤกษศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เดิมเรียกว่า "สวนพฤกษศาสตร์แม่สา" นับว่าเป็น สวนพฤกษศาสตร์แห่งแรก ของประเทศไทย ที่มีการบริหารจัดการตามมาตรฐาน สากล มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิจัย และให้ความรู้ ทางด้านพฤกษศาสตร์ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2537 องค์การสวนพฤกษศาสตร์ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จากสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถให้ใช้ชื่อสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ว่า "สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์





สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ






สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ






สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ






สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ






สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ






สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ






สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ






สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ






สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ






สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ






สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ






สิ่งน่าสนใจในสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

- ศูนย์สารนิเทศเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการพรรณไม้ไทย นิทรรศการด้านพฤกษศาสตร์และมีหนังสือ เกี่ยวกับพรรณไม้ที่ สวนพฤกษศาสตร์จัด ทำขึ้นจำหน่ายอีกด้วย

- กลุ่มอาคารเรือนกระจกอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานเนินเขาที่สวยงาม ภายในอาคารใหญ่รวบรวมพรรณไม้ใน เขตป่าดงดิบจากทุกภูมิภาค ของทวีปเอเชีย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ โดยการฉีดละอองน้ำใน เรือนกระจก รวมทั้งมีน้ำตกจำลองด้วย จัดแต่งสภาพ เหมือนกับเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ นอกจากนี้อาคารเรือนกระจกอื่นๆ ก็มีพรรณไม้ ที่น่าสนใจ เช่น พืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิน กล้วยไม้ เป็นต้น

- เรือนกล้วยไม้ไทยในเรือนนี้ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้กว่า 350 ชนิด ซึ่งเป็นกล้วยไม้ป่าที่มีสีสันสวยงาม หลายชนิดมีกลิ่นหอม ส่วนใหญ่จะทยอยออก ดอกตลอดปี โดยรวบรวมมาจากป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ซึ่งบางพันธุ์หาดูได้ยากและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์

- เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ได้จัดเส้นทางเดินชมพรรณไม้ตาม จัดไว้ 4 เส้น คือ 1.เส้นทางน้ำตกแม่สาน้อย-สวนหิน-เรือนรวมพันธุ์กล้วยไม้ไทย (Waterfall Trail) ระยะทาง 300 เมตร 2.เส้นทางสวนรุกชาติ (Arboretum Trail) ระยะทาง 600 เมตร 3. เส้นทางวลัยชาติ (Climber Trail) ระยะทาง 2 กม. 4. เส้นทางพันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ระยะทาง 800 เมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพรรณไม้ที่รวบรวมไว้กว่า 30 วงศ์ มีวงศ์ปาล์ม เตย ราชพฤกษ์ วัลยชาติ (ไม้เลื้อย) ขิงข่า เป็นอาทิ แต่ละชนิดจะมีป้าย ชื่อพรรณไม้ที่ถูกต้องไว้ให้ศึกษาภายในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณน้ำตกแม่สาน้อย ซึ่งเป็นลำธารเล็กๆ มีผู้คนนิยมนำอาหารไปปิกนิกอยู่เป็นประจำ







ที่มา : http://www.paiduaykan.com/province/north/chiangmai/queensrikitgarden.html

อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ




อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ



    
    
        พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหว้ากอ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานวิทยาศาสตร์ พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดตั้งขึ้นตามแผนหลักของโครงการ เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านรวิทยาศาสตร์ทางทะเล ธรรมชาติวิทยา และสิ่งแวดล้อม สำหรับเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการศึกษาด้วยตนเองจากนิทรรศการและกิจกรรมหลายๆ รูปแบบที่ให้ทั้งสาระความรู้และความเพลิดเพลินด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมและสัมผัสได้ และนำไปสู่การเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ต่อการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ต่อไป 
       อาคารพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำก่อสร้างในปี พ.ศ. 2542 – 2544 และสร้างเสร็จในเดือนมีนาคม 2545 ด้วยเงินงบประมาณจำนวน 163,230,000 บาท ซึ่งได้มีโครงการจัดสร้างนิทรรศการและจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในปี 2546 – 2547 โดยมีพื้นที่จัดแสดงทั้งหมดประมาณ 3,600 ตารางเมตร ใช้งบประมาณ 32,170,800 บาท ภายในอาคารจัดแสดงนิทรรศการและจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่หลากหลายสมจริงตามระบบนิเวศของแหล่งน้ำ มีสื่อบรรยายความรู้ไว้บริการ ผู้ชมสามารถศึกษาหาความรู้ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เรียนรู้เกี่ยวกับนิเวศวิทยาของแหล่งน้ำต่างๆ ทั้งแหล่งน้ำจืด แหล่งน้ำกร่อย และทะเล

1. การกำเนิดโลก
      เป็นส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการกำเนิดโลกและการกำเนิดสิ่งมีชีวิตตลอดจนวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก รวมทั้งนิทรรศการเกี่ยวกับระบบนิเวศจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และอ่าวหว้ากอ




    
    
        พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหว้ากอ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานวิทยาศาสตร์ พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดตั้งขึ้นตามแผนหลักของโครงการ เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านรวิทยาศาสตร์ทางทะเล ธรรมชาติวิทยา และสิ่งแวดล้อม สำหรับเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการศึกษาด้วยตนเองจากนิทรรศการและกิจกรรมหลายๆ รูปแบบที่ให้ทั้งสาระความรู้และความเพลิดเพลินด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมและสัมผัสได้ และนำไปสู่การเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ต่อการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ต่อไป 
       อาคารพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำก่อสร้างในปี พ.ศ. 2542 – 2544 และสร้างเสร็จในเดือนมีนาคม 2545 ด้วยเงินงบประมาณจำนวน 163,230,000 บาท ซึ่งได้มีโครงการจัดสร้างนิทรรศการและจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในปี 2546 – 2547 โดยมีพื้นที่จัดแสดงทั้งหมดประมาณ 3,600 ตารางเมตร ใช้งบประมาณ 32,170,800 บาท ภายในอาคารจัดแสดงนิทรรศการและจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่หลากหลายสมจริงตามระบบนิเวศของแหล่งน้ำ มีสื่อบรรยายความรู้ไว้บริการ ผู้ชมสามารถศึกษาหาความรู้ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เรียนรู้เกี่ยวกับนิเวศวิทยาของแหล่งน้ำต่างๆ ทั้งแหล่งน้ำจืด แหล่งน้ำกร่อย และทะเล

1. การกำเนิดโลก
      เป็นส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการกำเนิดโลกและการกำเนิดสิ่งมีชีวิตตลอดจนวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก รวมทั้งนิทรรศการเกี่ยวกับระบบนิเวศจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และอ่าวหว้ากอ





 2. การกำเนิดสิ่งมีชีวิต มีทฤษฎีที่กล่าวถึงเกี่ยวกับการกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก 3 ทฤษฎีคือ      
  • อาร์เรเนียส (Arrhenhius) นักฟิสิกส์เคมีชาวสวีเดน เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเกิดจากสปอร์ของสิ่งมีชีวิตจากอากาศ
  • อริสโตเติล (Aristotle) เสนอไว้ในหนังสือ On the Original of Animals ว่าสิ่งมีชีวิต เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตแต่ภายหลังมีการพิสูจน์และล้างความเชื่อที่เชื่อกันมาเมื่อ 2,000 ปี โดยนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมา
  • อเล็กซานเดอร์ไอโอปาริน (Alexander I. Oparin) นักเคมีชาวรัสเซีย เสนอสมมติฐานการเกิดสิ่งมีชีวิตว่าเกิดจากวิวัฒนาการทางเคมี การรวมตัวของโมเลกุลของสารอินทรีย์จนกระทั่งเกิดเป็นเซลล์แรกเริ่มของสิ่งมีชีวิตบนโลก

3. วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก 
     สิ่งมีชีวิตในปัจจุบันเป็นสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตในอดีต สิ่งมีชีวิตซึ่งได้แก่ พืช สัตว์ และมนุษย์ ต่างก็มีสายวิวัฒนาการเป็นของตนเองตามลำดับ
 
4. แบบจำลองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
     แบบจำลองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แสดงถึงพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศของจังหวัด ซึ่งเป็นจังหวัดด้านทิศใต้สุดของภาคกลาง พื้นที่ 6,357.62 ตารางกิโลเมตริมีลักษณะเด่นคือ มีส่วนที่กว้างที่สุดเพียง 60 กิโลเมตร และแคบสุดเพียง 12 กิโลเมตร ความยาวชายฝั่งทะเล 224 กิโลเมตร มีประชากร  492,617 คน (กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2547) แบ่งเขตปกครองเป็น  7 อำเภอ และ 1    กิ่งอำเภอ 
ระบบนิเวศต่างๆ ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นระบบนิเวศที่หลากหลาย เช่น ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าพรุ ป่าชายเลน และระบบนิเวศชายฝั่งซึ่งประกอบด้วยหาดทราย หาดโคลน และแนวปะการัง         
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญ ด้านยุทธศาสตร์เป็นเขตชายแดนไทยติดกับพม่าใกล้ด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นช่องเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต อีกทั้งยังมีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์และดาราศาสตร์โดยเฉพาะที่บ้านหว้ากอเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงพิสูจน์การเกิดสุริยุปราคา ซึ่งพระองค์ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ และต่อมา ณ บริเวณแห่งนี้ได้เป็นที่ตั้งของอุทยานวิทยาศาสตร์นาม   "อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์"  มีเนื้อที่ติดชายทะเล และมีขนาดพื้นที่ประมาณ 500 ไร่






 2. การกำเนิดสิ่งมีชีวิต มีทฤษฎีที่กล่าวถึงเกี่ยวกับการกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก 3 ทฤษฎีคือ      
  • อาร์เรเนียส (Arrhenhius) นักฟิสิกส์เคมีชาวสวีเดน เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเกิดจากสปอร์ของสิ่งมีชีวิตจากอากาศ
  • อริสโตเติล (Aristotle) เสนอไว้ในหนังสือ On the Original of Animals ว่าสิ่งมีชีวิต เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตแต่ภายหลังมีการพิสูจน์และล้างความเชื่อที่เชื่อกันมาเมื่อ 2,000 ปี โดยนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมา
  • อเล็กซานเดอร์ไอโอปาริน (Alexander I. Oparin) นักเคมีชาวรัสเซีย เสนอสมมติฐานการเกิดสิ่งมีชีวิตว่าเกิดจากวิวัฒนาการทางเคมี การรวมตัวของโมเลกุลของสารอินทรีย์จนกระทั่งเกิดเป็นเซลล์แรกเริ่มของสิ่งมีชีวิตบนโลก

3. วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก 
     สิ่งมีชีวิตในปัจจุบันเป็นสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตในอดีต สิ่งมีชีวิตซึ่งได้แก่ พืช สัตว์ และมนุษย์ ต่างก็มีสายวิวัฒนาการเป็นของตนเองตามลำดับ
 
4. แบบจำลองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
     แบบจำลองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แสดงถึงพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศของจังหวัด ซึ่งเป็นจังหวัดด้านทิศใต้สุดของภาคกลาง พื้นที่ 6,357.62 ตารางกิโลเมตริมีลักษณะเด่นคือ มีส่วนที่กว้างที่สุดเพียง 60 กิโลเมตร และแคบสุดเพียง 12 กิโลเมตร ความยาวชายฝั่งทะเล 224 กิโลเมตร มีประชากร  492,617 คน (กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2547) แบ่งเขตปกครองเป็น  7 อำเภอ และ 1    กิ่งอำเภอ 
ระบบนิเวศต่างๆ ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นระบบนิเวศที่หลากหลาย เช่น ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าพรุ ป่าชายเลน และระบบนิเวศชายฝั่งซึ่งประกอบด้วยหาดทราย หาดโคลน และแนวปะการัง         
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญ ด้านยุทธศาสตร์เป็นเขตชายแดนไทยติดกับพม่าใกล้ด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นช่องเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต อีกทั้งยังมีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์และดาราศาสตร์โดยเฉพาะที่บ้านหว้ากอเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงพิสูจน์การเกิดสุริยุปราคา ซึ่งพระองค์ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ และต่อมา ณ บริเวณแห่งนี้ได้เป็นที่ตั้งของอุทยานวิทยาศาสตร์นาม   "อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์"  มีเนื้อที่ติดชายทะเล และมีขนาดพื้นที่ประมาณ 500 ไร่





 เป็นการจำลองระบบนิเวศป่าชายเลนและหุ่นจำลองของสัตว์ต่างๆในระบบนิเวศ ผู้ชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตสัตว์น้ำจากนิทรรศการ ตามถิ่นอาศัยในระบบนิเวศน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม เช่น ระบบนิเวศป่าชายเลน และระบบนิเวศหาดทรายหาดหิน แหล่งหญ้าทะเล  โลมา พะยูน และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ แนวปะการัง ชมปลาเศรษฐกิจ สัตว์ทะเลมีพิษและเป็นอันตรายที่อาศัยอยู่บริเวณกองหิน ที่อาศัยอยู่ในแหล่งหญ้าทะเล พันธุ์ปลาขนาดเล็กในแนวปะการังฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ชมดอกไม้ทะเลและปะการังนานาชนิดรวมทั้งสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างแปลกๆ นอกจากนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์ขนาดเล็ก ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการผจญภัยใต้ทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพและชีวิตสัตว์น้ำ







 เป็นการจำลองระบบนิเวศป่าชายเลนและหุ่นจำลองของสัตว์ต่างๆในระบบนิเวศ ผู้ชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตสัตว์น้ำจากนิทรรศการ ตามถิ่นอาศัยในระบบนิเวศน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม เช่น ระบบนิเวศป่าชายเลน และระบบนิเวศหาดทรายหาดหิน แหล่งหญ้าทะเล  โลมา พะยูน และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ แนวปะการัง ชมปลาเศรษฐกิจ สัตว์ทะเลมีพิษและเป็นอันตรายที่อาศัยอยู่บริเวณกองหิน ที่อาศัยอยู่ในแหล่งหญ้าทะเล พันธุ์ปลาขนาดเล็กในแนวปะการังฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ชมดอกไม้ทะเลและปะการังนานาชนิดรวมทั้งสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างแปลกๆ นอกจากนี้ยังมีห้องฉายภาพยนตร์ขนาดเล็ก ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการผจญภัยใต้ทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพและชีวิตสัตว์น้ำ





ส่วนนี้จะนำผู้ชมไปสู่จินตนาการโลกใต้ทะเลไทยชมชีวิตสัตว์น้ำขนาดต่างๆโดยเฉพาะขนาดใหญ่ในถิ่นอาศัยใต้ทะเลตั้งแต่ผิวน้ำ กลางน้ำและพื้นทะเล พร้อมทั้งชมนักประดาน้ำให้อาหารสัตว์น้ำในตู้ปลาขนาดใหญ่(BigTank)และอุโมงค์ปลา(Tunnel)ซึ่งผู้ชมสามารถเดินลอดอุโมงค์ชมทัศนียภาพเสมือนอยู่ใต้ทะเล โดยมีสัตว์น้ำแหวกว่ายอยู่เหนือศีรษะนอกจานี้ยังมีแบบจำลองปลาทะเลลึกไว้ให้ชมอีกด้วย 






ส่วนนี้จะนำผู้ชมไปสู่จินตนาการโลกใต้ทะเลไทยชมชีวิตสัตว์น้ำขนาดต่างๆโดยเฉพาะขนาดใหญ่ในถิ่นอาศัยใต้ทะเลตั้งแต่ผิวน้ำ กลางน้ำและพื้นทะเล พร้อมทั้งชมนักประดาน้ำให้อาหารสัตว์น้ำในตู้ปลาขนาดใหญ่(BigTank)และอุโมงค์ปลา(Tunnel)ซึ่งผู้ชมสามารถเดินลอดอุโมงค์ชมทัศนียภาพเสมือนอยู่ใต้ทะเล โดยมีสัตว์น้ำแหวกว่ายอยู่เหนือศีรษะนอกจานี้ยังมีแบบจำลองปลาทะเลลึกไว้ให้ชมอีกด้วย 





 ส่วนนี้จัดแสดงตัวอย่างสัตว์น้ำ พร้อมทั้งเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำชนิดต่างๆทั้งหมด 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฟองน้ำ กลุ่มปะการังและกัลป์ปังหา กลุ่มหอย กลุ่มครัสเตเชี่ยน กลุ่มเม่นทะเลและดาวทะเล และกลุ่มปลา
        - ฟองน้ำ นำมาจัดแสดง 3 กลุ่ม คือ ฟองน้ำครก ฟองน้ำแก้ว และฟองน้ำถูตัว
        - ปะการังและกัลปังหานำมาจัดแสดงเพียง 10 กลุ่ม คือ กัลปังหาพัด ปะการังพุ่มไม้ ปะการังเขากวาง ปะการังเขากวางก้านยาวปะการังลายดอกไม้ ปะการังโขด ปะการังโขดรูปสมอง ปะการังจาน และปะการังหนวดดอกไม้ทะเล 
        - หอยนำมาจัดแสดงเพียง 5 กลุ่ม คือ หอยที่ใช้เป็นอาหาร หอยที่ใช้ทำเครื่องประดับ หอยที่มีรูปร่างแปลก หอยที่มีพิษและเป็นอันตราย หอยที่หายากและหอยงวงช้าง 
        - ครัสเตเชี่ยนนำมาจัดแสดงเพียง 38 ชนิด คือ กุ้ง กั้งและสัตว์คล้ายกุ้งชนิดอื่นๆ ปู 
        - เม่นทะเลและดาวทะเลนำมาจัดแสดงเพียง 5 กลุ่ม คือ เม่นน้ำตาล เม่นดาวหนามขาว ดาวมงกฏหนาม ดาวแดงหรือดาวทะเล และดาวหนามแดง 
        - ปลาที่นำมาจัดแสดงเพียง 2 กลุ่ม คือ ปลากระดูกอ่อน และปลากระดูกแข็ง






 ส่วนนี้จัดแสดงตัวอย่างสัตว์น้ำ พร้อมทั้งเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำชนิดต่างๆทั้งหมด 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฟองน้ำ กลุ่มปะการังและกัลป์ปังหา กลุ่มหอย กลุ่มครัสเตเชี่ยน กลุ่มเม่นทะเลและดาวทะเล และกลุ่มปลา
        - ฟองน้ำ นำมาจัดแสดง 3 กลุ่ม คือ ฟองน้ำครก ฟองน้ำแก้ว และฟองน้ำถูตัว
        - ปะการังและกัลปังหานำมาจัดแสดงเพียง 10 กลุ่ม คือ กัลปังหาพัด ปะการังพุ่มไม้ ปะการังเขากวาง ปะการังเขากวางก้านยาวปะการังลายดอกไม้ ปะการังโขด ปะการังโขดรูปสมอง ปะการังจาน และปะการังหนวดดอกไม้ทะเล 
        - หอยนำมาจัดแสดงเพียง 5 กลุ่ม คือ หอยที่ใช้เป็นอาหาร หอยที่ใช้ทำเครื่องประดับ หอยที่มีรูปร่างแปลก หอยที่มีพิษและเป็นอันตราย หอยที่หายากและหอยงวงช้าง 
        - ครัสเตเชี่ยนนำมาจัดแสดงเพียง 38 ชนิด คือ กุ้ง กั้งและสัตว์คล้ายกุ้งชนิดอื่นๆ ปู 
        - เม่นทะเลและดาวทะเลนำมาจัดแสดงเพียง 5 กลุ่ม คือ เม่นน้ำตาล เม่นดาวหนามขาว ดาวมงกฏหนาม ดาวแดงหรือดาวทะเล และดาวหนามแดง 
        - ปลาที่นำมาจัดแสดงเพียง 2 กลุ่ม คือ ปลากระดูกอ่อน และปลากระดูกแข็ง





ประเมินผล

เป็นส่วนสำหรับการประเมินผล 2 ด้าน คือ
        - การประเมินความรู้หลังจากชมนิทรรศการ ซึ่งผู้ได้คะแนน 80% ขึ้นไป สามารถขอรับเกียรติบัตรผ่านเคาน์เตอร์
          ประชาสัมพันธ์ เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้
        - การประเมินความพึงพอใจในการให้บริการของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

การเดินทาง

• โดยรถโดยสารประจำทาง
จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี (ถนนบรมราชชนนี) มีบริการรถโดยสารสายกรุงเทพฯ - ประจวบคีรีขันธ์ เป็นประจำทุก วัน โดยสามารถเลือกเดินทางได้ทั้งรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 และรถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 สอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีขนส่งสาย ใต้ใหม่ โทร. 0-2434-7192 หรือ 0-2435-1195 แล้วเดินทางต่อไปยังอุทยานฯ โดยรถจักรยานยนต์รับจ้าง

•โดยรถไฟ
สามารถเดินทางจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) หรือสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) โดยมีบริการรถไฟไปประจวบคีีรีขันธ์ทุกวัน สามารถลงรถไฟได้ที่ 
   - สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ แล้วเดินทางไปโดยรถจักรยานยนต์รับจ้าง 
   - สถานีรถไฟหว้ากอ
สอบถามรายละเอียดติดต่อ หน่วยบริการเดินทางรถไฟแห่งประเทศไทย
สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) โทร. 0-2223-7010 , 0-2223-7020
สถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) โทร. 0-2411-0102
สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ โทร. 0-3261-1175

• โดยรถส่วนบุคคล สามารถเลือกเดินทางได้ 2 เส้นทางคือ 
เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ (ทางหลวงหมายเลข 35) ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ผ่านจังหวัดเพชรบุรี เข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายปิ่นเกล้า -นครชัยศรี (ทางหลวงหมายเลข 4) ผ่านพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี เข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
การเดินทางเข้าสู่อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ ทำได้โดยขับรถไปตามถนนเพชรเกษม จากสี่แยกประจวบฯ ลงไปทางใต้ อีกประมาณ 16 กิโลเมตร จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 335 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่บ้านหว้าโทน ขับตามทางเข้ามาอีกประมาณ 3.5 กิโลเมตร และข้าม ทางรถไฟเข้าสู่อุทยานฯ หรือ จากสี่แยกประจวบฯ หลักกิโลเมตรที่ 323 เลี้ยวซ้ายเข้าตัวเมืองประจวบฯ ขับรถตามถนนสละชีพ ผ่านกอง บิน 5 (อ่าวมะนาว) จนถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ (แยกไฟแดงคลองวาฬ) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่หมู่บ้านคลองวาฬ ขับ รถตามทางจนถึงอุทยานฯ (เส้นทางจากกองบิน 5 - อุทยานฯ ประมาณ 10 กม.)






ประเมินผล

เป็นส่วนสำหรับการประเมินผล 2 ด้าน คือ
        - การประเมินความรู้หลังจากชมนิทรรศการ ซึ่งผู้ได้คะแนน 80% ขึ้นไป สามารถขอรับเกียรติบัตรผ่านเคาน์เตอร์
          ประชาสัมพันธ์ เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้
        - การประเมินความพึงพอใจในการให้บริการของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

การเดินทาง

• โดยรถโดยสารประจำทาง
จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี (ถนนบรมราชชนนี) มีบริการรถโดยสารสายกรุงเทพฯ - ประจวบคีรีขันธ์ เป็นประจำทุก วัน โดยสามารถเลือกเดินทางได้ทั้งรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 และรถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 สอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีขนส่งสาย ใต้ใหม่ โทร. 0-2434-7192 หรือ 0-2435-1195 แล้วเดินทางต่อไปยังอุทยานฯ โดยรถจักรยานยนต์รับจ้าง

•โดยรถไฟ
สามารถเดินทางจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) หรือสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) โดยมีบริการรถไฟไปประจวบคีีรีขันธ์ทุกวัน สามารถลงรถไฟได้ที่ 
   - สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ แล้วเดินทางไปโดยรถจักรยานยนต์รับจ้าง 
   - สถานีรถไฟหว้ากอ
สอบถามรายละเอียดติดต่อ หน่วยบริการเดินทางรถไฟแห่งประเทศไทย
สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) โทร. 0-2223-7010 , 0-2223-7020
สถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) โทร. 0-2411-0102
สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ โทร. 0-3261-1175

• โดยรถส่วนบุคคล สามารถเลือกเดินทางได้ 2 เส้นทางคือ 
เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายธนบุรี-ปากท่อ (ทางหลวงหมายเลข 35) ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ผ่านจังหวัดเพชรบุรี เข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสายปิ่นเกล้า -นครชัยศรี (ทางหลวงหมายเลข 4) ผ่านพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี เข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
การเดินทางเข้าสู่อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ ทำได้โดยขับรถไปตามถนนเพชรเกษม จากสี่แยกประจวบฯ ลงไปทางใต้ อีกประมาณ 16 กิโลเมตร จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 335 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่บ้านหว้าโทน ขับตามทางเข้ามาอีกประมาณ 3.5 กิโลเมตร และข้าม ทางรถไฟเข้าสู่อุทยานฯ หรือ จากสี่แยกประจวบฯ หลักกิโลเมตรที่ 323 เลี้ยวซ้ายเข้าตัวเมืองประจวบฯ ขับรถตามถนนสละชีพ ผ่านกอง บิน 5 (อ่าวมะนาว) จนถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ (แยกไฟแดงคลองวาฬ) เลี้ยวซ้ายเข้าสู่หมู่บ้านคลองวาฬ ขับ รถตามทางจนถึงอุทยานฯ (เส้นทางจากกองบิน 5 - อุทยานฯ ประมาณ 10 กม.)





ที่มา : http://www.waghor.go.th

"หอดูดาวภูมิภาค" แหล่งการเรียนรู้ดาราศาสตร์ระดับประเทศ




"หอดูดาวภูมิภาค" แหล่งการเรียนรู้ดาราศาสตร์ระดับประเทศ





หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา นครราชสีมา เป็น 1 ใน 5 หอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนก่อนภูมิภาคอื่นของประเทศ หอดูดาวดังกล่าวมีเครื่องไม้เครื่องมือที่สามารถรองรับงานวิจัยในระดับนักศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีถึงปริญญา เอก รวมถึงประชาชนที่สนใจงานดาราศาสตร์สมัครเล่น และเปิดบริการเป็นแห่งแรกตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.2557 เป็นต้นมา

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษาโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจากความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ในปัจจุบัน ตลอดจนความตื่นตัวของประชาชน นักเรียน นักศึกษา ที่มีต่อวิชาดาราศาสตร์เพิ่มมากขึ้น สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาวิชาดาราศาสตร์ทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา จึงจัดตั้งหอดูดาวในส่วนภูมิภาคขึ้น จำนวน 5 แห่ง เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ ค้นคว้า และทำวิจัยทางด้านดาราศาสตร์ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ไปยังหน่วยงานการศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย และชุมชน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในด้านดาราศาสตร์ที่ถูกต้อง สามารถนำวิชาดาราศาสตร์ไปประยุคใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน และการดำเนินชีวิตประจำวันได้






หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา นครราชสีมา เป็น 1 ใน 5 หอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนก่อนภูมิภาคอื่นของประเทศ หอดูดาวดังกล่าวมีเครื่องไม้เครื่องมือที่สามารถรองรับงานวิจัยในระดับนักศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีถึงปริญญา เอก รวมถึงประชาชนที่สนใจงานดาราศาสตร์สมัครเล่น และเปิดบริการเป็นแห่งแรกตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.2557 เป็นต้นมา

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษาโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจากความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ในปัจจุบัน ตลอดจนความตื่นตัวของประชาชน นักเรียน นักศึกษา ที่มีต่อวิชาดาราศาสตร์เพิ่มมากขึ้น สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาวิชาดาราศาสตร์ทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา จึงจัดตั้งหอดูดาวในส่วนภูมิภาคขึ้น จำนวน 5 แห่ง เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ ค้นคว้า และทำวิจัยทางด้านดาราศาสตร์ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ไปยังหน่วยงานการศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย และชุมชน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในด้านดาราศาสตร์ที่ถูกต้อง สามารถนำวิชาดาราศาสตร์ไปประยุคใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน และการดำเนินชีวิตประจำวันได้





โดยแบ่งอาคารเป็น 2 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย อาคารท้องฟ้าจำลอง เป็นอาคารหลังคาทรงครึ่งทรงกลม สำหรับฉายท้องฟ้าจำลองด้วยระบบดิจิตอลความละเอียดสูง 25 ล้านพิกเซล ฉายสื่อการเรียนรู้ ด้านดาราศาสตร์มาตรฐานโลก และส่วนของอาคารหอดูดาวมีลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นบนเป็นโดมไฟเบอร์กลาสทรงเปลือกหอยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 18 ฟุต สามารถเปิดออกได้ 180 องศา ทำให้เห็นท้องฟ้าได้โดยรอบ ภายในโดมทรงเปลือกหอยติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร ซึ่งเป็นกล้องหลักของหอดูดาวนอกจากนี้ด้านนอกของโดมทรงเปลือกหอย ยังติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ขนาดต่างๆ อีกรวม 5 ตัวด้วย






โดยแบ่งอาคารเป็น 2 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย อาคารท้องฟ้าจำลอง เป็นอาคารหลังคาทรงครึ่งทรงกลม สำหรับฉายท้องฟ้าจำลองด้วยระบบดิจิตอลความละเอียดสูง 25 ล้านพิกเซล ฉายสื่อการเรียนรู้ ด้านดาราศาสตร์มาตรฐานโลก และส่วนของอาคารหอดูดาวมีลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นบนเป็นโดมไฟเบอร์กลาสทรงเปลือกหอยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 18 ฟุต สามารถเปิดออกได้ 180 องศา ทำให้เห็นท้องฟ้าได้โดยรอบ ภายในโดมทรงเปลือกหอยติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร ซึ่งเป็นกล้องหลักของหอดูดาวนอกจากนี้ด้านนอกของโดมทรงเปลือกหอย ยังติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ขนาดต่างๆ อีกรวม 5 ตัวด้วย





สำหรับหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษานครราชสีมา จะเป็นศูนย์กลางการวิจัย และวิชาการทางดาราศาสตร์ที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือกับเครือข่ายดาราศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศ สามารถเชื่อมโยงกับหอดูดาวในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อปฏิบัติการด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกับนานาประเทศ ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางดาราศาสตร์ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาการศึกษาด้านดาราศาสตร์ของประเทศไทยโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ มีโครงการจะสร้างหอดูดาวในภูมิภาคทั้งสิ้น 5 แห่ง ที่ดำเนินการสร้างเสร็จแล้วแห่งแรกคือที่จังหวัดนครราชสีมา และขณะนี้กำลังดำเนินการสร้างอีก 2 แห่ง คือ ฉะเชิงเทรา และสงขลา






สำหรับหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษานครราชสีมา จะเป็นศูนย์กลางการวิจัย และวิชาการทางดาราศาสตร์ที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือกับเครือข่ายดาราศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศ สามารถเชื่อมโยงกับหอดูดาวในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อปฏิบัติการด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกับนานาประเทศ ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางดาราศาสตร์ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาการศึกษาด้านดาราศาสตร์ของประเทศไทยโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ มีโครงการจะสร้างหอดูดาวในภูมิภาคทั้งสิ้น 5 แห่ง ที่ดำเนินการสร้างเสร็จแล้วแห่งแรกคือที่จังหวัดนครราชสีมา และขณะนี้กำลังดำเนินการสร้างอีก 2 แห่ง คือ ฉะเชิงเทรา และสงขลา





หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.57 ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าไปเยี่ยมชมส่วนนิทรรศการและอาคารฉายดาวได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. ยกเว้นวันจันทร์ ส่วนอาคารหอดูดาวเปิดให้บริการเฉพาะช่วงจัดกิจกรรมดาราศาสตร์ สอบถามเพิ่มเติม โทร.044-216254 


ที่มา:http://www.thairath.co.th/content/463394
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000131425

http://www.narit.or.th/index.php/ropmain

ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น




ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ มีการจัดพื้นที่ดำเนินงานประกอบด้วย ส่วนนิทรรศการและการจัดแสดง ส่วนสำรวจและวิจัย ส่วนอนุรักษ์ ส่วนคลังตัวอย่าง นอกจากนี้ยังมีห้องประชุมขนาด 140 ที่นั่ง โรงอาหาร ร้านค้าสวัสดิการ ร้านขายของที่ระลึก ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยา ธรรมชาติวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ มีการจัดกิจกรรมร่วมกับสถานศึกษาต่างๆ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยโดยตลอด
 
นิทรรศการแบ่งออกเป็น 5 โซน
 
โซน 1 กำเนิดจักรวาล วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต และเรื่องราวของไดโนเสาร์ทั่วโลก




ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ มีการจัดพื้นที่ดำเนินงานประกอบด้วย ส่วนนิทรรศการและการจัดแสดง ส่วนสำรวจและวิจัย ส่วนอนุรักษ์ ส่วนคลังตัวอย่าง นอกจากนี้ยังมีห้องประชุมขนาด 140 ที่นั่ง โรงอาหาร ร้านค้าสวัสดิการ ร้านขายของที่ระลึก ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยา ธรรมชาติวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ มีการจัดกิจกรรมร่วมกับสถานศึกษาต่างๆ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยโดยตลอด
 
นิทรรศการแบ่งออกเป็น 5 โซน
 
โซน 1 กำเนิดจักรวาล วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต และเรื่องราวของไดโนเสาร์ทั่วโลก





เป็นเรื่องเกี่ยวกับกำเนิดจักรวาล วัฏจักรการเกิดและสลายของหิน กำเนิดสิ่งมีชีวิต ซากดึกดำบรรพ์ในมหายุคพาลีโอโซอิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่กำเนิดในทะเลจนถึงยุคไดโนเสาร์ ที่มีตั้งแต่กำเนิดไดโนเสาร์ วิวัฒนาการของไดโนเสาร์ และการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 65 ล้านปีก่อน โดยมีหลักฐานสำคัญคือ การพุ่งชนของอุกกาบาตลูกใหญ่ที่บริเวณประเทศเม็กซิโกในปัจจุบัน ที่มีความแรงระเบิดมากกว่าระเบิดไฮโดรเจนเป็นล้าน ๆ เท่าจนทำให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงจนสิ่งมีชีวิตในโลกขณะนั้นสูญพันธุ์เป็นจำนวนมาก รวมทั้งเป็นการสิ้นสุดยุคไดโนเสาร์
 
โซน 2 ไดโนเสาร์ในแหล่งเทือกเขาภูเวียง

นำเสนอซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ชิ้นแรกในประเทศไทย และไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทย โดยเฉพาะที่พบในแหล่งขุดค้นภูเวียงนั้นมีถึง 5 สายพันธุ์ ในโซนนี้ยังมีเรื่องราวของธรณีวิทยาเทือกเขาภูเวียงและประวัติการค้นพบ อันเนื่องจากเทือกเขาภูเวียงมีลักษณะแอ่งกระทะ เป็นแหล่งรวมซากดึกดำบรรพ์เก่าแก่จำนวนมาก สันนิษฐานว่าเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ดึกดำบรรพ์ในยุคโลกล้านปี โดยจะมีแผนผังการขุดค้นพบขนาดใหญ่ที่บรรจุหลุมขุดค้นทั้ง 9 หลุม พร้อมตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์ที่ขุดค้นได้ ถัดมาจะเป็นซากดึกดำบรรพ์ในมหายุคมีโซโซอิก มีช่วงอายุตั้งแต่ 251 - 65 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งอาจพูดว่าเป็นมหายุคที่สัตว์เลื้อยคลานครองโลกก็ได้

โซน 3 ห้องปฏิบัติการด้านซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ในจังหวัดขอนแก่น







เป็นเรื่องเกี่ยวกับกำเนิดจักรวาล วัฏจักรการเกิดและสลายของหิน กำเนิดสิ่งมีชีวิต ซากดึกดำบรรพ์ในมหายุคพาลีโอโซอิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่กำเนิดในทะเลจนถึงยุคไดโนเสาร์ ที่มีตั้งแต่กำเนิดไดโนเสาร์ วิวัฒนาการของไดโนเสาร์ และการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 65 ล้านปีก่อน โดยมีหลักฐานสำคัญคือ การพุ่งชนของอุกกาบาตลูกใหญ่ที่บริเวณประเทศเม็กซิโกในปัจจุบัน ที่มีความแรงระเบิดมากกว่าระเบิดไฮโดรเจนเป็นล้าน ๆ เท่าจนทำให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงจนสิ่งมีชีวิตในโลกขณะนั้นสูญพันธุ์เป็นจำนวนมาก รวมทั้งเป็นการสิ้นสุดยุคไดโนเสาร์
 
โซน 2 ไดโนเสาร์ในแหล่งเทือกเขาภูเวียง

นำเสนอซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ชิ้นแรกในประเทศไทย และไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทย โดยเฉพาะที่พบในแหล่งขุดค้นภูเวียงนั้นมีถึง 5 สายพันธุ์ ในโซนนี้ยังมีเรื่องราวของธรณีวิทยาเทือกเขาภูเวียงและประวัติการค้นพบ อันเนื่องจากเทือกเขาภูเวียงมีลักษณะแอ่งกระทะ เป็นแหล่งรวมซากดึกดำบรรพ์เก่าแก่จำนวนมาก สันนิษฐานว่าเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ดึกดำบรรพ์ในยุคโลกล้านปี โดยจะมีแผนผังการขุดค้นพบขนาดใหญ่ที่บรรจุหลุมขุดค้นทั้ง 9 หลุม พร้อมตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์ที่ขุดค้นได้ ถัดมาจะเป็นซากดึกดำบรรพ์ในมหายุคมีโซโซอิก มีช่วงอายุตั้งแต่ 251 - 65 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งอาจพูดว่าเป็นมหายุคที่สัตว์เลื้อยคลานครองโลกก็ได้

โซน 3 ห้องปฏิบัติการด้านซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ในจังหวัดขอนแก่น






ชมห้องปฏิบัติการของนักธรณีวิทยาผ่านกระจกใส และใกล้ ๆ กัน ก็จะเป็นมุมที่รวบรวมซากดึกดำบรรพ์ที่ขุดพบในจังหวัดขอนแก่น
 
โซน 4 สวนไดโนเสาร์






ชมห้องปฏิบัติการของนักธรณีวิทยาผ่านกระจกใส และใกล้ ๆ กัน ก็จะเป็นมุมที่รวบรวมซากดึกดำบรรพ์ที่ขุดพบในจังหวัดขอนแก่น
 
โซน 4 สวนไดโนเสาร์




โซนนี้จะตกแต่งเป็นสวนป่ายุคดึกดำบรรพ์ที่มีหุ่นไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริง แต่งเดิมด้วยแสงและเสียงร้องของไดโนเสาร์ เข้าบรรยากาศโลกยุคไดโนเสาร์
 
โซน 5 ยุคเทอร์เชียรี การใช้ประโยชน์หินแร่ และห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี






โซนนี้จะตกแต่งเป็นสวนป่ายุคดึกดำบรรพ์ที่มีหุ่นไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริง แต่งเดิมด้วยแสงและเสียงร้องของไดโนเสาร์ เข้าบรรยากาศโลกยุคไดโนเสาร์
 
โซน 5 ยุคเทอร์เชียรี การใช้ประโยชน์หินแร่ และห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี





เป็นเรื่องราวในยุคเทอร์เชียรี ที่นำเสนอหินและแร่ในประเทศไทย อุปกรณ์สำรวจทางธรณีวิทยา ปิโตรเลียมและธรณีพิบัติภัย ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งของกรมทรัพยากรธรณี ในการให้ความรู้และเฝ้าระวังและเตือนภัยในเรื่องของธรณีพิบัติภัยทุกประเภท
 
ห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจะทำให้ได้ซาบซึ้งในพระราชกรณียกิจ ของพระองค์ท่านด้านธรณีวิทยา เห็นได้ว่าท่านทรงสนพระทัย ในทุกภารกิจของบ้านเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทางด้านวิชาการทุกแขนง
 
ประวัติความเป็นมาของแหล่งไดโนเสาร์เทือกเขาภูเวียง

ซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ชิ้นแรกของไทยพบที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ในปี 2519 โดยนายสุธรรม แย้มนิยม อดีตนักธรณีวิทยาของกรมทรัพยากรธรณี ขณะสำรวจแร่ยูเรเนียม ในหมวดหินเสาขัว ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง บริเวณห้วยประตูตีหมา กระดูกชิ้นนี้มีความกว้างยาวประมาณ 1 ฟุต จากการเปรียบเทียบพบว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับไดโนเสาร์ซอโรพอดซึ่งมีขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 15 เมตร และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นส่วนปลายล่างสุดของกระดูกต้นขาของไดโนเสาร์จำพวกกินพืช
 
การสำรวจไดโนเสาร์ที่ภูเวียงได้เริ่มต้นอย่างจริงจังในปี 2524 โดยนายเชิงชาย ไกรคง นักธรณีวิทยาจากกรมทรัพยากรธรณี ได้พาคณะสำรวจโบราณชีววิทยาไทยและฝรั่งเศสขึ้นไปสำรวจกระดูกไดโนเสาร์ บริเวณยอดห้วยประตูตีหมา อำเภอภูเวียง คณะสำรวจพบกระดูกไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ รวมทั้งฟันจระเข้ กระดองเต่า ฟันและเกล็ดปลาโบราณ และจากการสำรวจในเวลาต่อมาได้พบกระดูกไดโนเสาร์อีกหลายชนิด ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงจึงถูกจัดตั้งขึ้น โดยความร่วมมือของกรมทรัพยากรธรณี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และจังหวัดขอนแก่น เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าวิจัยซากดึกดำบรรพ์อย่างเป็นระบบของนักธรณีวิทยา ทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เยาวชนและผู้สนใจ





เป็นเรื่องราวในยุคเทอร์เชียรี ที่นำเสนอหินและแร่ในประเทศไทย อุปกรณ์สำรวจทางธรณีวิทยา ปิโตรเลียมและธรณีพิบัติภัย ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งของกรมทรัพยากรธรณี ในการให้ความรู้และเฝ้าระวังและเตือนภัยในเรื่องของธรณีพิบัติภัยทุกประเภท
 
ห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจะทำให้ได้ซาบซึ้งในพระราชกรณียกิจ ของพระองค์ท่านด้านธรณีวิทยา เห็นได้ว่าท่านทรงสนพระทัย ในทุกภารกิจของบ้านเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทางด้านวิชาการทุกแขนง
 
ประวัติความเป็นมาของแหล่งไดโนเสาร์เทือกเขาภูเวียง

ซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ชิ้นแรกของไทยพบที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ในปี 2519 โดยนายสุธรรม แย้มนิยม อดีตนักธรณีวิทยาของกรมทรัพยากรธรณี ขณะสำรวจแร่ยูเรเนียม ในหมวดหินเสาขัว ที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง บริเวณห้วยประตูตีหมา กระดูกชิ้นนี้มีความกว้างยาวประมาณ 1 ฟุต จากการเปรียบเทียบพบว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับไดโนเสาร์ซอโรพอดซึ่งมีขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 15 เมตร และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นส่วนปลายล่างสุดของกระดูกต้นขาของไดโนเสาร์จำพวกกินพืช
 
การสำรวจไดโนเสาร์ที่ภูเวียงได้เริ่มต้นอย่างจริงจังในปี 2524 โดยนายเชิงชาย ไกรคง นักธรณีวิทยาจากกรมทรัพยากรธรณี ได้พาคณะสำรวจโบราณชีววิทยาไทยและฝรั่งเศสขึ้นไปสำรวจกระดูกไดโนเสาร์ บริเวณยอดห้วยประตูตีหมา อำเภอภูเวียง คณะสำรวจพบกระดูกไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ รวมทั้งฟันจระเข้ กระดองเต่า ฟันและเกล็ดปลาโบราณ และจากการสำรวจในเวลาต่อมาได้พบกระดูกไดโนเสาร์อีกหลายชนิด ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงจึงถูกจัดตั้งขึ้น โดยความร่วมมือของกรมทรัพยากรธรณี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และจังหวัดขอนแก่น เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าวิจัยซากดึกดำบรรพ์อย่างเป็นระบบของนักธรณีวิทยา ทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เยาวชนและผู้สนใจ



                                                    รูปความร่วมมือระหว่าง ไทย – ฝรั่งเศส ในการสำรวจ ค้นหาไดโนเสาร์ในแหล่งอุทยานแห่งชาติภูเวียง

การติดต่อ

ที่อยู่ : ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์  ตำบลในเมือง อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น 40150

โทร : 0 4343 8204, 0 4343 8206

โทรสาร :  0 4343 8204

พิกัด : 16.679074 N, 102.267133 E

เว็บไซต์ : http://www.dmr.go.th

ค่าบริการ :      คนไทย         ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท 
                       คนต่างชาติ   ผู้ใหญ่ 60 บาท เด็ก 30 บาท

เวลาทำการ : วันอังคาร-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00 น. - 17.00 น. หยุดทุกวันจันทร์
ยกเว้นวันจันทร์ที่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิดให้บริการปกติ


ที่มา : http://www.dmr.go.th/main.php?filename=Museum_PW

จรวดถุงชามหัศจรรย์ ( Tea bag Rocket )




จรวดถุงชามหัศจรรย์ ( Tea bag Rocket )




สิ่งที่คุณต้องเตรียม
  • ถุงชา 
  • ไฟเเช็ก หรือไม้ขีดไฟ
  • ถาด (เอาไว้รองพวกเปลวไฟ) 
  • ถุงขยะ (สำหรับไว้ใส่ถุงชาที่ไหม้แล้ว)

วิธีการทดลอง 

          ตัดถุงชาด้านหนึ่งออก เทผงชาที่อยู่ด้านในทิ้ง จากนั้นนำถุงชามาตั้งเป็นทรงกระบอกลงบนถาด จุดไฟบนปากถุง แล้วเราลองมาดูกันว่าตอนปล่อยตัวจรวดถุงชาขึ้นฟ้านั้นจะเจ๋งแค่ไหนกัน





สิ่งที่คุณต้องเตรียม
  • ถุงชา 
  • ไฟเเช็ก หรือไม้ขีดไฟ
  • ถาด (เอาไว้รองพวกเปลวไฟ) 
  • ถุงขยะ (สำหรับไว้ใส่ถุงชาที่ไหม้แล้ว)

วิธีการทดลอง 

          ตัดถุงชาด้านหนึ่งออก เทผงชาที่อยู่ด้านในทิ้ง จากนั้นนำถุงชามาตั้งเป็นทรงกระบอกลงบนถาด จุดไฟบนปากถุง แล้วเราลองมาดูกันว่าตอนปล่อยตัวจรวดถุงชาขึ้นฟ้านั้นจะเจ๋งแค่ไหนกัน




ทำไมถุงชาถึงลอยได้ ? 

          เหตุผลที่ถุงชาลอยขึ้นได้นั้น เนื่องมาจากการเคลื่อนที่ของมวลอากาศร้อนภายในถุง ซึ่งลมร้อนนั้นเป็นอากาศที่เบามากส่งผลให้จรวดถุงชาลอยได้นั่นเอง 


ที่มา : https://hilight.kapook.com/

ลูกโป่งสวรรค์จากปากขวด (Self-Inflating Balloons) 




ลูกโป่งสวรรค์จากปากขวด (Self-Inflating Balloons) 





สิ่งที่คุณต้องเตรียม
  • ลูกโป่ง
  • ขวดเปล่า ขนาด 1-1.5 ลิตร 
  • ช้อนชา 
  • กรวย 
  • น้ำส้มสายชู 
  • เบกกิ้งโซดา

วิธีการทดลอง 

          เทน้ำส้มสายชูลงไปประมาณเศษ 1 ส่วน 3 ของขวดที่เตรียมไว้ ขณะเดียวกันใส่เบกกิ้งโซดาลงไปในลูกโป่งสัก 2-3 ช้อนชาโดยใช้กรวยเป็นตัวช่วย จากนั้นนำลูกโปงมาครอบไว้บนปากขวด ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ลูกโป่งจะค่อย ๆ พองตัวขึ้น หาหนังยางมารัดปากลูกโป่งไว้ ทำแบบนี้หลาย ๆ ลูก คุณก็จะได้ลูกโป่งสรรค์ลอยฟ้าไว้จัดปาร์ตี้มากมาย

ทำไมขวดถึงสามารถเป่าลูกโป่งได้ ?

          นั่นเป็นเพราะการทำปฏิกิริยากันระหว่างเบกกิ้งโซดากับน้ำส้มสายชู โดยปฏิกิริยานี้จะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตัวก๊าซที่มีความเบากว่าอากาศจะลอยตัวสูงขึ้น เมื่อก๊าซมากเข้า ๆ จึงดันลูกโป่งให้พองออกได้นั่นเอง 



ที่มา : https://hilight.kapook.com

สมองสั่งแขนหุ่นยนต์
กลางเดือนธันวาคม คณะนักวิทยาศาสตร์ ในสหรัฐอเมริกา รายงานความสำเร็จของการพัฒนาระบบทำงานร่วมกันระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ ทำให้มนุษย์สามารถใช้ความคิดสั่งโดยไม่ต้องใช้วิธีการฝังชิป หรืออุปกรณ์ใดๆ ในสมอง

คณะนักวิทยาศาสตร์ นำโดย บิน เฮ (Bin He) แห่ง University Of Minnesota College Of Science And Engineering ได้รายงาน (ตีพิมพ์ออนไลน์) ใน Science Reports วันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.2016 ความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการพัฒนาระบบทำงานร่วมกันระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ โดยใช้ หมวก อีอีจี (EEG Cap) ประกอบด้วย อิเล็กโตร 64 ชิ้น ทำงานกับคอมพิวเตอร์แบบ Brain–Computer Interface โดยไม่ต้องมีการฝังชิป หรืออุปกรณ์ใดๆ ในสมอง หรือส่วนใดของร่างกาย ดังเช่น ระบบการทำงานเชื่อมต่อระหว่างสมองกับแขนหุ่นยนต์ ที่มีการพัฒนากันมาก่อน




กลางเดือนธันวาคม คณะนักวิทยาศาสตร์ ในสหรัฐอเมริกา รายงานความสำเร็จของการพัฒนาระบบทำงานร่วมกันระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ ทำให้มนุษย์สามารถใช้ความคิดสั่งโดยไม่ต้องใช้วิธีการฝังชิป หรืออุปกรณ์ใดๆ ในสมอง

คณะนักวิทยาศาสตร์ นำโดย บิน เฮ (Bin He) แห่ง University Of Minnesota College Of Science And Engineering ได้รายงาน (ตีพิมพ์ออนไลน์) ใน Science Reports วันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.2016 ความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการพัฒนาระบบทำงานร่วมกันระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ โดยใช้ หมวก อีอีจี (EEG Cap) ประกอบด้วย อิเล็กโตร 64 ชิ้น ทำงานกับคอมพิวเตอร์แบบ Brain–Computer Interface โดยไม่ต้องมีการฝังชิป หรืออุปกรณ์ใดๆ ในสมอง หรือส่วนใดของร่างกาย ดังเช่น ระบบการทำงานเชื่อมต่อระหว่างสมองกับแขนหุ่นยนต์ ที่มีการพัฒนากันมาก่อน





ในการทดลองระบบ โดยผู้ทดลอง 8 คน (ทุกคนเป็นคนปกติสมบูรณ์) แต่ละคนจะเริ่มจากการพยายามใช้ความคิดควบคุมการเคลื่อนไหวของ เคอร์เซอร์ (Cursor) บนจอคอมพิวเตอร์ จากนั้นจึงให้ทดลองกับแขนหุ่นยนต์ โดยพยายามสั่ง (โดยความคิด) ให้แขนหุ่นยนต์ หยิบวัตถุบนโต๊ะ เคลื่อนย้ายวัตถุบนโต๊ะ และหยิบวัตถุจากบนโต๊ะขึ้นไปวางอยู่ในชั้นต่างระดับ (เป็นชั้นวางของ 3 ชั้น) ผลการทดลองปรากฏว่า ได้ผลอย่างน่าทึ่ง เพราะโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ทดลองสามารถสั่ง แขนหุ่นยนต์ให้เคลื่อนย้ายวัตถุบนโต๊ะได้ตามต้องการมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และหยิบวัตถุวางบนชั้นต่างระดับ ได้ถูกต้องสูง โดยเฉลี่ยมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ 

ก้าวต่อไปของศาสตราจารย์ บิน เฮ คือ การพัฒนาระบบการทำงานร่วมกันของ สมองกับ คอมพิวเตอร์ให้ดียิ่งขึ้น โดยตั้งความคาดหวังว่า อาจจะสามารถช่วยให้คนแขนขาด หรือ แขนพิการ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น เพราะสามารถให้สมองสั่ง (โดยเพียงแค่คิด ดังเช่นคนปกติสมบูรณ์) 

เมื่อสามปีก่อน บิน เฮ ได้รายงานความสำเร็จการพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมการบิน ของเฮลิคอปเตอร์เล็กแบบสี่ใบพัด โดยใช้เพียงความคิด ผ่านเทคโนโลยีจับคลื่นสมอง อีอีจี แบบไม่ต้องมีการฝังชิป หรือ อุปกรณ์ใดๆ ในร่างกาย



ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/823410

ปราสาทเมืองสิงห์



ปราสาทเมืองสิงห์



สถานที่ตั้ง ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

ประวัติความเป็นมา
เป็นเมืองที่สร้างขึ้นตั้งแต่ขอมมีอำนาจ ประมาณ พ.ศ. ๑๔๐๐ - ๑๗๐๐ ครั้นเมื่อขอมหมดอำนาจและไทยได้เข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้แทน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คงเห็นว่าเมืองสิงห์เป็นเมืองเล็กไม่มีความสำคัญจึงมิได้แต่งตั้งผู้ใดมาเป็นเจ้าเมือง คงปล่อยให้ร้างไปหลังจากขอมหมดอำนาจลง เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงได้ทรงตั้งเมืองสิงห์ขึ้นใหม่อีกครั้ง และแต่งตั้งเจ้าเมืองมาครองในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านขึ้นอยู่กับจังหวัดกาญจนบุรี เมืองสิงห์คงมีสภาพเป็นเมืองมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่โดยจัดให้เป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองสิงห์ จึงถูกยุบลงกลายเป็นตำบล ขึ้นอยู่กับอำเภอไทรโยคมาจนปัจจุบัน

ลักษณะทั่วไป
ปราสาทเมืองสิงห์ เป็นโบราณสถานเพียงแห่งเดียวที่มีศาสนสถานสร้างอยู่ในบริเวณกึ่งกลางเมือง เป็นโบราณสถานที่มีศิลปะการก่อสร้างในยุคลพบุรีตอนปลาย มีลักษณะเป็นเมืองที่มีกำแพงทำด้วยศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบ กำแพงด้านในถมดินลาดเป็นคันกำแพง กำแพงเมืองมีขนาดกว้าง ๘๘๐ เมตร ยาว ๑,๕๐๐ เมตร สูง ๕ เมตร นอกกำแพงเมืองรอบนอกทางด้านทิศตะวันออกและด้านทิศเหนือมีกำแพงดินขาดเป็นตอน มีซากให้เห็น ๓ ชั้น และทางด้านทิศตะวันตกมีซากกำแพงดินเหลืออยู่อีก ๗ ชั้น

หลักฐานที่พบ
จากการขุดแต่งบริเวณปราสาทเมืองสิงห์ โดยเจ้าหน้าที่กองโบราณคดี ได้พบประติมากรรมศิลปะขอมแบบบายนในพุทธศาสนาลัทธิมหายานที่สำคัญหลายชิ้น ได้แก่ ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นางปรัชญาปารมิตา และชิ้นส่วนของพระพุทธรูป เป็นต้น

เส้นทางเข้าสู่ปราสาทเมืองสิงห์
ทางรถไฟ : ขึ้นรถไฟสายธนบุรี - น้ำตก จากสถานีกาญจนบุรีไปลงที่สถานีท่ากิเลน แล้วเดินทางไปตามทางรถยนต์ ประมาณ ๑,๗๐๐ เมตร
ทางรถยนต์ : ได้ ๒ ทาง สายกาญจนบุรี - ลุ่มสุ่ม ถึงทางแยกเข้าสถานีรถไฟท่ากิเลน เลี้ยวซ้ายตรงทางแยกไปประมาณ ๒๐๐ เมตร ส่วนอีกทางออกจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีไปตามถนนสายเอเซียประมาณ ๔๐ กิโลเมตร เข้าสถานีรถไฟท่ากิเลนเดินทางต่อไปอีกประมาณ ๗ กิโลเมตร
ทางเรือ : ขึ้นเรือที่ปราสาทเมืองสิงห์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๔ ชั่วโมง


ที่มา : http://www.prapayneethai.com/

ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ ห้วยขวาง (ห้องสมุดการ์ตูน)


ที่อยู่ :  ติดกับโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ  ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ


ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ ห้วยขวาง (ห้องสมุดการ์ตูน)


ที่อยู่ :  ติดกับโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ  ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ


ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ ห้วยขวาง (ห้องสมุดการ์ตูน)


ที่อยู่ :  ติดกับโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ  ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ



ห้องสมุดการ์ตูนเพื่อการเรียนรู้ ห้วยขวาง ให้บริการประชาชนเข้ามาอ่านหนังสือ มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน อาทิ การวาดการ์ตูน ห้องฉายภาพยนตร์แอนิเมชั่น มุมหนังสือการ์ตูน 3 มิติ เป็นต้น มีพื้นที่ให้บริการทั้งหมด 3 ชั้น  






ห้องสมุดการ์ตูนเพื่อการเรียนรู้ ห้วยขวาง ให้บริการประชาชนเข้ามาอ่านหนังสือ มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน อาทิ การวาดการ์ตูน ห้องฉายภาพยนตร์แอนิเมชั่น มุมหนังสือการ์ตูน 3 มิติ เป็นต้น มีพื้นที่ให้บริการทั้งหมด 3 ชั้น  






ห้องสมุดการ์ตูนเพื่อการเรียนรู้ ห้วยขวาง ให้บริการประชาชนเข้ามาอ่านหนังสือ มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน อาทิ การวาดการ์ตูน ห้องฉายภาพยนตร์แอนิเมชั่น มุมหนังสือการ์ตูน 3 มิติ เป็นต้น มีพื้นที่ให้บริการทั้งหมด 3 ชั้น  





วันและเวลาเปิดปิดทำการ : เปิดทุกวัน อังคาร - เสาร์ เวลา 08.30-20.00 น. อาทิตย์ เวลา  09.00-17.00 น.
เบอร์โทรศัพท์ ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ ห้วยขวาง (ห้องสมุดการ์ตูน) : 022460286
เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/pages/ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้-ห้วยขวาง/241450779237914

ที่มา : https://www.edtguide.com/edtwithkids/

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน



สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา (Institute of Marine Science, Burapha University)
หรือ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน” อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวบางแสน หรือสถานที่ท่องเที่ยวชลบุรี ไม่ควรพลาด หากได้มีโอกาศแวะเวียนมาเยือนบางแสน ชลบุรี
สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา หรือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน แห่งนี้เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 30 ปี เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่จัดแสดงเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางทะเล สิ่งมีชีวิตและความเป็นอยู่ของสัตว์ทะเลชนิดต่างๆที่อาศัยอยู่ในเขตน่านน้ำของไทย



สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา (Institute of Marine Science, Burapha University)
หรือ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน” อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวบางแสน หรือสถานที่ท่องเที่ยวชลบุรี ไม่ควรพลาด หากได้มีโอกาศแวะเวียนมาเยือนบางแสน ชลบุรี
สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา หรือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสน แห่งนี้เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 30 ปี เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่จัดแสดงเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางทะเล สิ่งมีชีวิตและความเป็นอยู่ของสัตว์ทะเลชนิดต่างๆที่อาศัยอยู่ในเขตน่านน้ำของไทย



พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสนอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยบูรพา ก่อนถึงชายหาดบางแสน มีเนื้อที่ 30 ไร่ ภายในแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล สถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ซึ่งมีสัตว์ทะเลนานาชนิดจัดแสดงไว้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และห้องปฏิบัติการวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล

สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล

1. สถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม เป็นส่วนที่จัดแสดงเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและความเป็นอยู่ของสัตว์ทะเลชนิดต่างๆที่อาศัยอยู่ในเขตน่านน้ำของไทย โดยหัวข้อต่างๆที่ให้ความรู้สามารถแบ่งออกได้เป็น 7 หัวข้อใหญ่ ได้แก่
1.สัตว์ที่อาศัยอยู่ในเขตน้ำขึ้นน้ำลง
2.ปลาในแนวปะการัง
3.การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต
4.สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังน้ำเค็ม
5.ปลาเศรษฐกิจ
6.ปลารูปร่างแปลกและปลามีพิษ
7.ปลาที่อาศัยในมหาสมุทร

2. พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล แบ่งการจัดแสดงนิทรรศการออกเป็น 2 ส่วน




พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแสนอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยบูรพา ก่อนถึงชายหาดบางแสน มีเนื้อที่ 30 ไร่ ภายในแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล สถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ซึ่งมีสัตว์ทะเลนานาชนิดจัดแสดงไว้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และห้องปฏิบัติการวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล

สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล

1. สถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม เป็นส่วนที่จัดแสดงเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและความเป็นอยู่ของสัตว์ทะเลชนิดต่างๆที่อาศัยอยู่ในเขตน่านน้ำของไทย โดยหัวข้อต่างๆที่ให้ความรู้สามารถแบ่งออกได้เป็น 7 หัวข้อใหญ่ ได้แก่
1.สัตว์ที่อาศัยอยู่ในเขตน้ำขึ้นน้ำลง
2.ปลาในแนวปะการัง
3.การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต
4.สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังน้ำเค็ม
5.ปลาเศรษฐกิจ
6.ปลารูปร่างแปลกและปลามีพิษ
7.ปลาที่อาศัยในมหาสมุทร

2. พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล แบ่งการจัดแสดงนิทรรศการออกเป็น 2 ส่วน



ส่วนแรก จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับพระราชกรณีกิจทางด้านการฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และด้านวิทยาศาสตร์การประมง




ส่วนแรก จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับพระราชกรณีกิจทางด้านการฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และด้านวิทยาศาสตร์การประมง



ส่วนที่สอง จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องราวของทะเล ระบบนิเวศ และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเล รวมทั้งความสำคัญของทะเลที่มีต่อมนุษย์

โชว์พิเศษ
สาธิตการดำน้ำให้อาหารปลา ตู้ปลาขนาดความจุ 1,000 ตัน ตื่นตาตื่นใจกับความน่ารักของปลาหมอทะเลในขณะที่ทานอาหารจากมือนักประดาน้ำ ที่ต้องป้อนอาหารให้ถึงปากปลาหมอทะเลที่มีน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม




ส่วนที่สอง จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเรื่องราวของทะเล ระบบนิเวศ และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในทะเล รวมทั้งความสำคัญของทะเลที่มีต่อมนุษย์

โชว์พิเศษ
สาธิตการดำน้ำให้อาหารปลา ตู้ปลาขนาดความจุ 1,000 ตัน ตื่นตาตื่นใจกับความน่ารักของปลาหมอทะเลในขณะที่ทานอาหารจากมือนักประดาน้ำ ที่ต้องป้อนอาหารให้ถึงปากปลาหมอทะเลที่มีน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม



วันธรรมดา (จันทร์-ศุกร์) เวลา 14.30 น.
วันหยุดราชการ (เสาร์-อาทิตย์) ,วันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.30 น. และ เวลา 14.30 น.

อัตราค่าธรรมเนียมการเข้าชม
ราคาปกติ(รายบุคคล)
คนไทย
เด็ก  คนละ 40  บาท
ผู้ใหญ่ คนละ 80  บาท
ชาวต่างชาติ
เด็ก  คนละ  120  บาท
ผู้ใหญ่ คนละ  220 บาท
สอบถามรายละเอียดการเข้าชม
งานประชาสัมพันธ์ โทร (038) 391671-3 ต่อ 184,126 ได้ทุกวัน ไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น.
เว็บไซต์ www.bims.buu.ac.th
อยู่ติดกับมหาวิทยาลัยบูรพา ก่อนถึงชายหาดบางแสน
ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี


ที่มา : http://www.chonburi-guru.com/institute-of-marine-science-bangsan/
ขอบคุณข้อมูลจาก www.saensukcity.com
ขอบคุณรูปภาพจาก www.aquariumthailand.com,www.saensukcity.com

ศูนย์กลางการศึกษาวิจัย รวบรวมวัสดุอุเทศ เผยแพร่ความรู้และจัดแสดงนิทรรศการด้านธรรมชาติวิทยาของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง




ศูนย์กลางการศึกษาวิจัย รวบรวมวัสดุอุเทศ เผยแพร่ความรู้และจัดแสดงนิทรรศการด้านธรรมชาติวิทยาของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง




ประวัติ ความเป็นมา

   พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาได้รับการจัดตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยด้านธรรมชาติวิทยาของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง และยังเป็นศูนย์จัดแสดงนิทรรศการความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งนำเสนอตั้งแต่การกำเนิดโลก สู่กำเนิดสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิต ที่ล้วนผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมานานและยังคงดำเนินเช่นนี้ต่อไป เพื่อดำรงไว้ซึ่งความหลากหลาย

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เป็นอาคาร 2 ชั้น ขนาดพื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางเมตร จัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
ส่วนสำนักงาน ประกอบด้วย ห้องทำงาน ห้องปฏิบัติการ ห้องสมุด ห้องควบคุม และอื่นๆ พื้นที่รวม 236 ตารางเมตร

ส่วนแสดงนิทรรศการ ประกอบด้วยส่วนแสดงนิทรรศการถาวร 1,000 ตารางเมตร ส่วนแสดงนิทรรศการหมุนเวียน และห้องแสดงนิทรรศการ น.พ. บุญส่งเลขะกุล พื้นที่ 574 ตารางเมตร พื้นที่รวมจัดแสดง 1,574 ตารางเมตร 

คลังเก็บวัสดุตัวอย่าง ประกอบด้วยคลังเก็บวัสดุตัวอย่างแห้ง และคลังเก็บวัสดุตัวอย่างเปียก พื้นที่ 1,200 ตารางเมตร วัสดุตัวอย่างเริ่มต้นจากการบริจาคตัวอย่างนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจากครอบครัวนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล และตัวอย่างปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ต่อมาจึงได้เก็บตัวอย่างพืชและสัตว์ทุกชนิดต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน 

Highlight

- อุทยานล้านปี




ประวัติ ความเป็นมา

   พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาได้รับการจัดตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยด้านธรรมชาติวิทยาของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง และยังเป็นศูนย์จัดแสดงนิทรรศการความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งนำเสนอตั้งแต่การกำเนิดโลก สู่กำเนิดสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิต ที่ล้วนผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมานานและยังคงดำเนินเช่นนี้ต่อไป เพื่อดำรงไว้ซึ่งความหลากหลาย

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เป็นอาคาร 2 ชั้น ขนาดพื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางเมตร จัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
ส่วนสำนักงาน ประกอบด้วย ห้องทำงาน ห้องปฏิบัติการ ห้องสมุด ห้องควบคุม และอื่นๆ พื้นที่รวม 236 ตารางเมตร

ส่วนแสดงนิทรรศการ ประกอบด้วยส่วนแสดงนิทรรศการถาวร 1,000 ตารางเมตร ส่วนแสดงนิทรรศการหมุนเวียน และห้องแสดงนิทรรศการ น.พ. บุญส่งเลขะกุล พื้นที่ 574 ตารางเมตร พื้นที่รวมจัดแสดง 1,574 ตารางเมตร 

คลังเก็บวัสดุตัวอย่าง ประกอบด้วยคลังเก็บวัสดุตัวอย่างแห้ง และคลังเก็บวัสดุตัวอย่างเปียก พื้นที่ 1,200 ตารางเมตร วัสดุตัวอย่างเริ่มต้นจากการบริจาคตัวอย่างนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจากครอบครัวนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล และตัวอย่างปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ต่อมาจึงได้เก็บตัวอย่างพืชและสัตว์ทุกชนิดต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน 

Highlight

- อุทยานล้านปี



- ห้องเขาสัตว์





- ห้องเขาสัตว์




- อาณาจักรสัตว์





- อาณาจักรสัตว์




- สัตว์สตัฟฟ์





- สัตว์สตัฟฟ์



การบริการ (วัน เวลา เปิด-ปิด)
  • พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา, พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ
    เปิดให้บริการวันอังคาร - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.30 - 16.00 น. 
    วันเสาร์ - วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.30 - 17.00 น. 
    ปิดทำการทุกวันจันทร์

  • จัตุรัสวิทยาศาสตร์
    จันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 - 18.00 น. 
    เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 10.30 - 18.30 น
    เปิดให้บริการทุกวัน




การบริการ (วัน เวลา เปิด-ปิด)
  • พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา, พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ
    เปิดให้บริการวันอังคาร - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.30 - 16.00 น. 
    วันเสาร์ - วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.30 - 17.00 น. 
    ปิดทำการทุกวันจันทร์

  • จัตุรัสวิทยาศาสตร์
    จันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 - 18.00 น. 
    เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 10.30 - 18.30 น
    เปิดให้บริการทุกวัน




การเดินทาง

รถยนต์
ถนนวิภาวดี-รังสิต ขาเข้าจากสระบุรี เข้าได้ 2 ทางคือ
1. เส้นทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลี้ยวซ้ายผ่านวัดธรรมกาย อ.คลองหลวง – หนองเสือ ถึงทางแยก 
แยกซ้ายไปหนองเสือ ให้เลี้ยวขวาไปพิพิธภัณฑ์ฯ ระยะทาง 2 กิโลเมตร พิพิธภัณฑ์ฯอยู่ซ้ายมือ
2. เส้นทางฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เลี้ยวซ้ายถนนรังสิต-นครนายก เส้นทางเดียวกันกับดรีมเวิลด์ โดยดรีมเวิลด์
จะอยู่ระหว่างคลอง 3 กับ คลอง 4 ตรงไปเรื่อยๆ สังเกตถนนวงแหวนตะวันออกคร่อมอยู่ ตรงไปอีก 200 เมตร เจอสะพานคลอง 5 ลงสะพานชิดซ้าย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลียบคลอง 5 อีก 4 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าเทคโนธานี ตรงไปถึงวงเวียนเลี้ยวซ้ายเข้าองค์การพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ

ถนนพิเศษ มอเตอร์เวย์ (ถนนหมายเลข 7) มาจาก ภาคตะวันออก
เข้าถนนพิเศษมอเตอร์เวย์ (ถนนหมายเลข 7) ตรงมายังถนนกาญจนาภิเษก วงแหวนตะวันออก (ถนนหมายเลข 9) ออกช่องทางบางปะอิน จะผ่านด่านเก็บเงินสองด่าน คือด่านทับช้าง และด่านธัญบุรี พอออกจากด่านธัญบุรีแล้ว ให้เลือกช่องทางนครนายกในการออกจากถนนกาญจนาภิเษก วงแหวนตะวันออก เข้าสู่ถนนรังสิต – นครนายก ขับตรงมาประมาณ 400 เมตร จะมีสะพานข้ามคลองห้าให้ข้ามสะพานแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลียบคลองห้า อีก 4 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าเทคโนธานี ตรงไปถึงวงเวียน เลี้ยวซ้ายเข้าองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

สอบถามเพิ่มเติม 025779999 ต่อ 2122, 2123 E-mail nsm_mkt@nsm.or.th








ที่มา : http://nsm.megazy.com/about-naturalhistory-museum/familiarize-naturalhistorty-museum.html

เที่ยว Siam Serpentarium เปิดโลกการเรียนรู้เรื่องงูแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ





เที่ยว Siam Serpentarium เปิดโลกการเรียนรู้เรื่องงูแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ





Siam Serpentarium (สยาม เซอร์เพนทาเรียม) พิพิธภัณฑ์งูที่แรกและที่เดียวในเอเชีย และเป็นที่ที่เปิดประสบการณ์สุดมหัศจรรย์ของชีวิตงู จนทำเอาคุณต้องทึ้งและอึ้ง ขณะเดียวกันก็ยังจะได้เรียนรู้งูหลากหลายสายพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก ผ่านนิทรรศการสื่อผสมและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ที่สร้างความตื่นเต้นแบบไม่เหมือนใคร จนอาจทำให้คุณเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับสัตว์อสรพิษนี้เสียใหม่ ว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด โดยภายใน Siam Serpentarium แบ่งพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ดังนี้

         พิพิธภัณฑ์งู ประสบการณ์เสมือนจริง





Siam Serpentarium (สยาม เซอร์เพนทาเรียม) พิพิธภัณฑ์งูที่แรกและที่เดียวในเอเชีย และเป็นที่ที่เปิดประสบการณ์สุดมหัศจรรย์ของชีวิตงู จนทำเอาคุณต้องทึ้งและอึ้ง ขณะเดียวกันก็ยังจะได้เรียนรู้งูหลากหลายสายพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก ผ่านนิทรรศการสื่อผสมและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ที่สร้างความตื่นเต้นแบบไม่เหมือนใคร จนอาจทำให้คุณเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับสัตว์อสรพิษนี้เสียใหม่ ว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด โดยภายใน Siam Serpentarium แบ่งพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ดังนี้

         พิพิธภัณฑ์งู ประสบการณ์เสมือนจริง




 โซนนี้คุณจะได้เรียนรู้วงจรชีวิตงู ตั้งแต่เกิด วิธีการล่า การเอาตัวรอด ตลอดจนการสืบพันธุ์ พูดง่าย ๆ ว่าคุณจะได้เรียนรู้อวัยวะทุกส่วนของงูตั้งแต่หัวจรดหาง ด้วยการท่องทะลุผ่านลำตัวงูยักษ์จำลองที่เสมือนมีชีวิต รับรองเลยว่าคุณสัมผัสได้ถึงความสนุกและความตื่นเต้นตลอดการเข้าชม รวมถึงการจำลองป่าและสัตว์ป่าต่าง ๆ ภายใต้สเกลการมองเห็นผ่านสายตาของงู

         สเนค แพลนเน็ต





 โซนนี้คุณจะได้เรียนรู้วงจรชีวิตงู ตั้งแต่เกิด วิธีการล่า การเอาตัวรอด ตลอดจนการสืบพันธุ์ พูดง่าย ๆ ว่าคุณจะได้เรียนรู้อวัยวะทุกส่วนของงูตั้งแต่หัวจรดหาง ด้วยการท่องทะลุผ่านลำตัวงูยักษ์จำลองที่เสมือนมีชีวิต รับรองเลยว่าคุณสัมผัสได้ถึงความสนุกและความตื่นเต้นตลอดการเข้าชม รวมถึงการจำลองป่าและสัตว์ป่าต่าง ๆ ภายใต้สเกลการมองเห็นผ่านสายตาของงู

         สเนค แพลนเน็ต





 โซนนี้คุณจะได้เรียนรู้วงจรชีวิตงู ตั้งแต่เกิด วิธีการล่า การเอาตัวรอด ตลอดจนการสืบพันธุ์ พูดง่าย ๆ ว่าคุณจะได้เรียนรู้อวัยวะทุกส่วนของงูตั้งแต่หัวจรดหาง ด้วยการท่องทะลุผ่านลำตัวงูยักษ์จำลองที่เสมือนมีชีวิต รับรองเลยว่าคุณสัมผัสได้ถึงความสนุกและความตื่นเต้นตลอดการเข้าชม รวมถึงการจำลองป่าและสัตว์ป่าต่าง ๆ ภายใต้สเกลการมองเห็นผ่านสายตาของงู

         สเนค แพลนเน็ต





 โซนนี้คุณจะได้เรียนรู้วงจรชีวิตงู ตั้งแต่เกิด วิธีการล่า การเอาตัวรอด ตลอดจนการสืบพันธุ์ พูดง่าย ๆ ว่าคุณจะได้เรียนรู้อวัยวะทุกส่วนของงูตั้งแต่หัวจรดหาง ด้วยการท่องทะลุผ่านลำตัวงูยักษ์จำลองที่เสมือนมีชีวิต รับรองเลยว่าคุณสัมผัสได้ถึงความสนุกและความตื่นเต้นตลอดการเข้าชม รวมถึงการจำลองป่าและสัตว์ป่าต่าง ๆ ภายใต้สเกลการมองเห็นผ่านสายตาของงู

         สเนค แพลนเน็ต




 โซนนี้คุณจะตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรงูหลากหลายสายพันธุ์ เช่น งูเห่าเผือก งูหลามทอง งูอนาคอนด้า เป็นต้น พร้อมเพลิดเพลินกับการโชว์รีดพิษในห้องแล็บ เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเซรุ่มและส่วนต่าง ๆ ของงู สัมผัสงูจริง และกิจกรรมเกี่ยวกับงูอีกมากมาย
 
         นาคา เธียเตอร์



 โซนนี้คุณจะตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรงูหลากหลายสายพันธุ์ เช่น งูเห่าเผือก งูหลามทอง งูอนาคอนด้า เป็นต้น พร้อมเพลิดเพลินกับการโชว์รีดพิษในห้องแล็บ เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเซรุ่มและส่วนต่าง ๆ ของงู สัมผัสงูจริง และกิจกรรมเกี่ยวกับงูอีกมากมาย
 
         นาคา เธียเตอร์



 โซนนี้คุณจะตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรงูหลากหลายสายพันธุ์ เช่น งูเห่าเผือก งูหลามทอง งูอนาคอนด้า เป็นต้น พร้อมเพลิดเพลินกับการโชว์รีดพิษในห้องแล็บ เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเซรุ่มและส่วนต่าง ๆ ของงู สัมผัสงูจริง และกิจกรรมเกี่ยวกับงูอีกมากมาย
 
         นาคา เธียเตอร์



 โซนนี้คุณจะตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรงูหลากหลายสายพันธุ์ เช่น งูเห่าเผือก งูหลามทอง งูอนาคอนด้า เป็นต้น พร้อมเพลิดเพลินกับการโชว์รีดพิษในห้องแล็บ เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเซรุ่มและส่วนต่าง ๆ ของงู สัมผัสงูจริง และกิจกรรมเกี่ยวกับงูอีกมากมาย
 
         นาคา เธียเตอร์


โซนที่จะทำให้คุณประทับใจกับสุดยอดการแสดงอันยิ่งใหญ่ไม่ซ้ำใคร กับการแสดงระหว่างคนกับงูรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครสัมผัสมาก่อน ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวตำนานและความเชื่อโบราณ พร้อมด้วยเทคนิคตระการตาด้วยแสง สี และเสียง ในโรงละครที่กว้างขวาง รองรับผู้ชมได้ถึง 400 ที่นั่ง รับรองว่าคุณจะได้รับความสนุก ตื่นเต้น และเร้าใจแน่นอน
 
         สิ่งอำนวยความสะดวก





โซนที่จะทำให้คุณประทับใจกับสุดยอดการแสดงอันยิ่งใหญ่ไม่ซ้ำใคร กับการแสดงระหว่างคนกับงูรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครสัมผัสมาก่อน ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวตำนานและความเชื่อโบราณ พร้อมด้วยเทคนิคตระการตาด้วยแสง สี และเสียง ในโรงละครที่กว้างขวาง รองรับผู้ชมได้ถึง 400 ที่นั่ง รับรองว่าคุณจะได้รับความสนุก ตื่นเต้น และเร้าใจแน่นอน
 
         สิ่งอำนวยความสะดวก





โซนที่จะทำให้คุณประทับใจกับสุดยอดการแสดงอันยิ่งใหญ่ไม่ซ้ำใคร กับการแสดงระหว่างคนกับงูรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครสัมผัสมาก่อน ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวตำนานและความเชื่อโบราณ พร้อมด้วยเทคนิคตระการตาด้วยแสง สี และเสียง ในโรงละครที่กว้างขวาง รองรับผู้ชมได้ถึง 400 ที่นั่ง รับรองว่าคุณจะได้รับความสนุก ตื่นเต้น และเร้าใจแน่นอน
 
         สิ่งอำนวยความสะดวก





ภายใน Siam Serpentarium มีร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ "สนาคา คาเฟ่" ที่ตกแต่งในธีมงู บรรยากาศดูดี เป็นพื้นที่นั่งเล่นให้คุณและครอบครัวได้เพลิดเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่มที่หลากหลาย

         ร้านขายของที่ระลึก







ภายใน Siam Serpentarium มีร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ "สนาคา คาเฟ่" ที่ตกแต่งในธีมงู บรรยากาศดูดี เป็นพื้นที่นั่งเล่นให้คุณและครอบครัวได้เพลิดเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่มที่หลากหลาย

         ร้านขายของที่ระลึก







ภายใน Siam Serpentarium มีร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ "สนาคา คาเฟ่" ที่ตกแต่งในธีมงู บรรยากาศดูดี เป็นพื้นที่นั่งเล่นให้คุณและครอบครัวได้เพลิดเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่มที่หลากหลาย

         ร้านขายของที่ระลึก





ภายใน Siam Serpentarium มีร้านจำหน่ายของที่ระลึก เก๋ไก๋ด้วยดีไซน์งูหลากหลายสี พร้อมด้วยขนม ผลิตภัณฑ์ OTOP และของขึ้นชื่อต่าง ๆ อีกมากมาย ใครได้ลองเข้าไปเป็นต้องได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วยกันทุกคน
 
         สนามเด็กเล่นเขาวงกตงู





ภายใน Siam Serpentarium มีร้านจำหน่ายของที่ระลึก เก๋ไก๋ด้วยดีไซน์งูหลากหลายสี พร้อมด้วยขนม ผลิตภัณฑ์ OTOP และของขึ้นชื่อต่าง ๆ อีกมากมาย ใครได้ลองเข้าไปเป็นต้องได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วยกันทุกคน
 
         สนามเด็กเล่นเขาวงกตงู





สนุกไปกับสนามเด็กเล่นเขาวงกตงูหลากหลายสีสันและรูปทรง ที่คอยสร้างสีสันและความสนุกสำหรับทุกคนในครอบครัว

            ทั้งหมดนี้จะเป็นความสุขและความสนุกสนานที่เกิดขึ้นใน Siam Serpentarium พิพิธภัณฑ์งูหนึ่งเดียวในประเทศ เชื่อแน่ว่าคุณจะได้รู้จักเกือบทุกแง่มุมของเจ้าสัตว์อสรพิษตัวนี้ดีขึ้น อย่างที่คุณเองอาจไม่เคยรู้มาก่อน ลองหาวันหยุดหรือวันว่าง ๆ สักวัน แล้วลองมาเที่ยวที่ Siam Serpentarium กันดูนะคะ ^ ^
 
         แผนที่การเดินทางมายัง Siam Serpentarium







สนุกไปกับสนามเด็กเล่นเขาวงกตงูหลากหลายสีสันและรูปทรง ที่คอยสร้างสีสันและความสนุกสำหรับทุกคนในครอบครัว

            ทั้งหมดนี้จะเป็นความสุขและความสนุกสนานที่เกิดขึ้นใน Siam Serpentarium พิพิธภัณฑ์งูหนึ่งเดียวในประเทศ เชื่อแน่ว่าคุณจะได้รู้จักเกือบทุกแง่มุมของเจ้าสัตว์อสรพิษตัวนี้ดีขึ้น อย่างที่คุณเองอาจไม่เคยรู้มาก่อน ลองหาวันหยุดหรือวันว่าง ๆ สักวัน แล้วลองมาเที่ยวที่ Siam Serpentarium กันดูนะคะ ^ ^
 
         แผนที่การเดินทางมายัง Siam Serpentarium






ภาพจาก เฟซบุ๊ก Siam Serpentarium

         การเดินทาง

         - สามารถใช้บริการรถแท็กซี่ โดยติดต่อสอบถามเส้นทางเพื่อบอกทางแก่คนขับได้ โดยโทร.เข้ามาที่ 02 326 5800
         - โดยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์  มาลงที่สถานีลาดกระบัง ออกที่ทางออกหมายเลข 2 (สามารถดูข้อมูลการเดินทางโดยแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เพิ่มเติมได้ที่ srtet.co.th) และเรียกบริการแท็กซี่ หรือรถสองแถวสาย 333 (สีขาว) ต่อเพียง 10 นาทีมายัง Siam Serpentarium
 
         เวลาเปิด-ปิด : ทุกวันเวลา 09.00-18.30 น. (จำหน่ายบัตรเข้าชมถึงเวลา 17.30 น. เพื่อความสะดวก กรุณานัดหมายเข้าชมล่วงหน้า

         ค่าเข้าชม : ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ ราคา 550 บาท, เด็ก (ส่วนสูง 90-135 เซนติเมตร) ราคา 250 บาท
                         คนไทย ผู้ใหญ่ ราคา 350 บาท, เด็ก (ส่วนสูง 90-135 เซนติเมตร) ราคา 150 บาท

                         ** ผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและเด็กที่มีความสูงน้อยกว่า 90 เซนติเมตร เข้าชมฟรี

                         ** นักเรียน/นักศึกษา ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-ปริญญาตรี แสดงบัตรนักเรียน/นักศึกษาที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วเพื่อรับส่วนลดพิเศษ

                         ** พิเศษ ตั้งแต่วันนี้-30 พฤศจิกายน 2559 เปิดให้คนไทยเข้าชมฟรี

         ที่อยู่ : 969 ถนนหลวงแพ่ง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ
         เบอร์โทรศัพท์ : 02 326 5800
         เว็บไซต์ : siamserpentarium.com และ เฟซบุ๊ก Siam Serpentarium


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
siamserpentarium.com, เฟซบุ๊ก Siam Serpentarium





นิทรรศการความตระหนักรู้ด้านพลังงาน (Energy Literacy)



นิทรรศการความตระหนักรู้ด้านพลังงาน (Energy Literacy)




นิทรรศการความตระหนักรู้ด้านพลังงาน (Energy Literacy) ดำเนินงานภายใต้โครงการสร้างกระบวนการความคิดในการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนและพัฒนาวิชาชีพด้านพลังงานแก่ประชาชน (Energy for Life) ได้รับการสนันสนุนงบประมาณจากกระทรวงพลังงานโดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นคณะที่ปรึกษาดำเนินโครงการเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมตามกรอบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านพลังงานแก่ประชาชนระหว่างสำนักงาน กศน.และกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2557 เรื่องการพัฒนาต้นแบบแหล่งเรียนรู้พลังงานโดยใช้ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาเป็นศูนย์กลางเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป เห็นความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ร่วมกันอนุรักษ์พลังงานและสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

นิทรรศการความตระหนักรู้ด้านพลังงาน จัดแสดงภายใต้แนวคิด “รู้ปัญหา รู้ความจริง ร่วมแก้ไข”เป็นนิทรรศการมีชีวิต มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม และสร้างประสบการณ์เรียนรู้ด้วยตนเองแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วยเรื่องต่างๆ ดังนี้

1) เครื่องตรวจวัดสภาพภูมิอากาศ (Weather Station System)ให้ความรู้เรื่องสภาพภูมิอากาศและศักยภาพพลังงาน มีการแสดงข้อมูลแบบ real-time จากเครื่องตรวจวัดสภาพภูมิอากาศของจริงที่ติดตั้งอยู่ภายนอกอาคาร

2) ความตระหนักรู้ด้านพลัง (Energy Literacy) จัดแสดง 3แนวคิดสำคัญในเรื่องความตระหนักรู้ด้านพลังงานคือ “รู้ปัญหา รู้ความจริง ร่วมแก้ไข”และให้ความรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้า ตั้งแต่การจัดหา การส่งผ่าน และการใช้งานจัดแสดงผ่านชุดโมเดลจำลองพร้อมสื่อประสมเชิงโต้ตอบ (interactive multimedia)ที่ให้ผู้ชมได้ทดลองเรียนรู้ด้วยตนเอง

3) พลังงานทดแทน (Alternative Energy)ให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานในอนาคตจัดแสดงในรูปแบบชุดโมเดลจำลองพร้อมสื่อประสมเชิงโต้ตอบที่ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์ได้

4) การอนุรักษ์พลังงาน (Energy Conservation) เรียนรู้เรื่องกลยุทธ์การประหยัดพลังงาน 3 อ. (อ.1 อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า อ.2 อาคารประหยัดไฟฟ้า และ อ.3 อุปนิสัยประหยัดไฟฟ้า) ผ่านชุดเครื่องเล่นที่ตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ชมได้ เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการเรียนรู้







ที่มา : http://sciplanet.org/?p=262


ทำเรือของเล่น จาก ฟองน้ำ ไม้ไอติม และสก็อตเทป



ทำเรือของเล่น จาก ฟองน้ำ ไม้ไอติม และสก็อตเทป


เรือของเล่น ทำจากไม้ไอติม และ ฟองน้ำ

อุปกรณ์

  • ฟองน้ำ
  • ไม้ไอติม
  • สก็อตเทป
  • คัตเตอร์
  • กรรไกร

วิธีทำ

  1. นำฟองน้ำ มาตัดให้เป็นรูปบ้าน
  2. เจาะรูตรงกลาง ให้พอดี เสียบไม้ไอติมได้
  3. นำสก็อตเทป ติดไม้ไอติม ทำเป็นใบเรือ
  4. จากนั้นนำไปเรือที่ทำเสร็จแล้ว ไปติดกับฟองน้ำ
  5. นำไปลอยน้ำ ให้เด็กเล่น

ไอเดียทำของเล่นสนุกๆ ทำง่ายๆ ลองนำไปให้เด็กเล่นกันนะคะ



ที่มา : http://p-dit.com/2013/12/01/3566/


พัดลมไฟฟ้า ( Electric fan )


ประวัติความเป็นมา ของพัดลมไฟฟ้า

       พัดลมไฟฟ้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากจะช่วยคลายความร้อนจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวแล้ว หลักการของพัดลมไฟฟ้ายังเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายความร้อน ที่ถูกใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน จนถึงระบบระบบความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

       พัดลมไฟฟ้าเครื่องแรกของโลกเกิดขึ้นจากการประดิษฐ์ของ ชอยเลอร์ วีลเลอร์ วิศวกรชาวอเมริกัน ที่จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์จากวิทยาลัยโคลัมเบีย  โดยก่อนการประดิษฐ์พัดลมไฟฟ้า วีลเลอร์ ในวัย21ปี เริ่มต้นทำงานเป็นผู้ช่วยช่างไฟฟ้าที่บริษัท จาบลอชคอฟฟ์ และมีโอกาสร่วมงานเป็นวิศวกรกับ โทมัส เอดิสัน เพื่อวางระบบไฟฟ้าใต้ดิน ก่อนที่เขาจะออกมาร่วมงานกับบริษัท ซีแอนด์ซี มอเตอร์ไฟฟ้า ที่นี่ถือได้ว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกการผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก และนำไปสู่การผลิตพัดลมไฟฟ้าโดยใช้ไฟฟ้ากระแสตรงและพัฒนารูปแบบมาใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ  ในปี พ.ศ.2431 วีลเลอร์ ร่วมกับฟรานซิส คร๊อคเกอร์ ก่อตั้งบริษัท คร๊อคเกอร์แอนด์ วีลเลอร์ มอเตอร์ และขยายกิจการอุตสาหกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ จนใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหรัฐอเมริกา




ประวัติความเป็นมา ของพัดลมไฟฟ้า

       พัดลมไฟฟ้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากจะช่วยคลายความร้อนจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวแล้ว หลักการของพัดลมไฟฟ้ายังเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายความร้อน ที่ถูกใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน จนถึงระบบระบบความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

       พัดลมไฟฟ้าเครื่องแรกของโลกเกิดขึ้นจากการประดิษฐ์ของ ชอยเลอร์ วีลเลอร์ วิศวกรชาวอเมริกัน ที่จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์จากวิทยาลัยโคลัมเบีย  โดยก่อนการประดิษฐ์พัดลมไฟฟ้า วีลเลอร์ ในวัย21ปี เริ่มต้นทำงานเป็นผู้ช่วยช่างไฟฟ้าที่บริษัท จาบลอชคอฟฟ์ และมีโอกาสร่วมงานเป็นวิศวกรกับ โทมัส เอดิสัน เพื่อวางระบบไฟฟ้าใต้ดิน ก่อนที่เขาจะออกมาร่วมงานกับบริษัท ซีแอนด์ซี มอเตอร์ไฟฟ้า ที่นี่ถือได้ว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกการผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก และนำไปสู่การผลิตพัดลมไฟฟ้าโดยใช้ไฟฟ้ากระแสตรงและพัฒนารูปแบบมาใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ  ในปี พ.ศ.2431 วีลเลอร์ ร่วมกับฟรานซิส คร๊อคเกอร์ ก่อตั้งบริษัท คร๊อคเกอร์แอนด์ วีลเลอร์ มอเตอร์ และขยายกิจการอุตสาหกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ จนใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสหรัฐอเมริกา





ที่มา : http://electricfanme24.blogspot.com/2017/10/21.html

ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์



ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์


ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์
Learning center for Earth Science and Astronomy (LESA) 


"หอดูดาวเกิดแก้ว" ได้รับทุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อดำเนินการโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์” (LESA: Learning center for Earth Science and Astronomy) มาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2546 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างจินตนาการและแรงบันดาลใจให้เยาวชนเกิดความสนใจเรียนรู้เรื่องระบบโลกและดาราศาสตร์ ที่เชื่อมโยงเรื่องราวของธรรมชาติและการปกป้องโลก ตลอดจนเป็นแหล่งพัฒนาศักยภาพของครูด้านการสอนวิชาวิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ โดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นกิจกรรมที่สำคัญ รวมถึงการสร้าง Science awareness, Environmental awareness และ Science literacy ให้กับสังคม โดยจัดทำข้อความรู้ กิจกรรม และสื่อการเรียนรู้ ที่ทันสมัย ทันยุคและเหตุการณ์  เผยแพร่บนแผ่นซีดี และเว็บไซต์ www.lesaproject.com โดยบรรจุไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถดัดแปลงใช้งาน ให้เหมาะสมกับระดับชั้นการศึกษาที่ต้องการ  ง่ายต่อการใช้งาน รวดเร็ว และประหยัดเวลา เพราะอยู่ในรูปแบบเว็บเพจ และไฟล์ MS Word และ MS PowerPoint ซึ่งครูและนักเรียนทุกคนใช้งานเป็นอยู่แล้ว  โดย มีสถานที่ฝึกอบรมอยู่ที่ หอดูดาวเกิดแก้ว อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี  ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมนักเรียนให้เป็นนักวิจัยรุ่นเยาว์  โดยมีหลักสูตรฝึกนักวิจัยรุ่นเยาว์จำนวน 3 หลักสูตร คือ  

  • Earth School ให้นักเรียนศึกษาระบบภูมิอากาศของตนเอง จัดตั้งสถานีตรวจจับรายงานและพายุที่โรงเรียน โดยมีเครื่องมือตรวจอากาศ และรับสัญญานภาพถ่ายสภาพอากาศจากดาวเทียม NOAA
  • Astronomy School วางรากฐานการเรียนรู้ดาราศาสตร์ ฝึกสังเกตการณ์ภาคสนาม  และวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายจากเครือข่ายกล้องโทรทรรรศน์ ROTSE มุ่งเน้นการทำวิจัยด้วยการวิเคราะห์กราฟแสง (Light curve) และการสร้างแบบจำลองของดาว
  • Astrophysics School มุ่งเน้นการศึกษาเทห์วัตถุท้องฟ้าด้วยการวิเคราะห์ภาพถ่ายในช่วงคลื่นต่างๆ (Multispectrum) จากกล้องโทรทรรศน์ชนิดต่างๆ เช่น ROTSE, Spitzer Infrared Telescope และ Chandra X-rays Telescope เป็นต้น

ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมเครือข่าย LESA จำนวน 319 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เข้าร่วมหลักสูตรระดับวิจัย 28 แห่ง  มีนักวิจัยรุ่นเยาว์ในความดูแลจำนวน 94 คน ครูที่ปรึกษา 33 คน  ทำการขยายผลด้วยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากการศึกษาเชิงวิจัยแล้ว ศูนย์ฯ ยังได้จัดกิจกรรมการศึกษาในวงกว้างอีกด้วย เช่น โครงการบูรณาการภูมิปัญญาไทยและเทคโนโลยี เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (MONGKUT Longitude) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนทำกิจกรรมเรียนรู้ตามรอย ร.4 โดยการศึกษาเวลามาตรฐานและตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เพื่อคำนวณกลับหาพิกัดภูมิศาสตร์ของโรงเรียนตนเอง   นอกจากนั้นยังจัดตั้งศูนย์ดาราศาสตร์อิสลามเพื่อครูและนักเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความสามัคคีของชาติด้วยหลักการ “เรียนรู้ร่วมกันอย่างไร้พรมแดน”​​​ 




ที่มา : https://www.trf.or.th/