เกษตรผสมผสานกลางไร่ ของโรงเรียนบ้านห้วยยาง ราชบุรี

แม้ระยะทางจากกรุงเทพมหานคร สถานที่ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ และจังหวัดราชบุรี จะอยู่ห่างไม่กี่ร้อยกิโลเมตร แต่ความเจริญทางวัตถุก็ยังคงเข้าไม่ถึงในทุกซอกมุมของชนบท เฉกเช่น การเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านห้วยยาง ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ที่เป็นโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษา มีนักเรียนทุกระดับชั้นรวม 134 คน และครูเพียง 9 คน




อาคารเรียนรูปทรงปกติ พบเห็นได้ทั่วไปตามโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษา มีอาคารหลังเล็กที่ดูเหมือนกล่องก่อสร้างด้วยซีเมนต์ สำหรับเป็นห้องธุรการแยกออกมาต่างหาก บริเวณอื่นปรับเป็นสนามหญ้าเขียว มีต้นไม้เรียงรายพอเหมาะ มองจากด้านหน้าโรงเรียนแทบไม่รู้เลยว่า สถานศึกษาแห่งนี้ซ่อนสวนเกษตรขนาดใหญ่ไว้ด้านหลัง

           กระแสข่าวก่อนเข้าไปสำรวจให้เห็นกับตา ทราบว่า โรงเรียนบ้านห้วยยาง ทำการเกษตรหลากหลาย อาทิ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยูคาลิปตัส พืชสมุนไพร ฟักข้าว กล้วย เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดนกยูง ปลาดุก  ไก่ และผักสวนครัวอีกหลากชนิด หาได้จากโรงเรียนแห่งนี้





อาจารย์ศรีราชา บัวเบา ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านห้วยยาง ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกการทำเกษตรในโรงเรียน และริเริ่มโครงการยุวเกษตรกร ของโรงเรียนแห่งนี้ เล่าให้ฟังว่า สวนเกษตรของโรงเรียนเกิดขึ้นราวปี 2522 แนวคิดนี้ผุดขึ้นจากความสงสารเด็กนักเรียนที่ห่อข้าวมากินมื้อกลางวัน ซึ่งเด็กนักเรียนแต่ละคนมีฐานะความเป็นอยู่ไม่เท่ากัน บางรายพอมีก็มีกับข้าวมากพอเหลือแบ่งเพื่อนได้ บางรายมีน้อยถึงไม่มี ก็ขอแบ่งกับข้าวจากเพื่อน หรืออดบ้างตามอัตภาพ จึงเริ่มปรับพื้นที่ด้านหลังโรงเรียนสำหรับปลูกกล้วย และเพาะเห็ดฟาง
           
กล้วย เป็นผลผลิตที่ได้ผลยิ่ง หลังกล้วยออกผล สุกเหลืองกินได้ อาจารย์ศรีราชาจะตัดเครือ นำหวีกล้วยมาแขวนไว้ให้เด็กกินฟรี ส่วนเห็ดฟาง หากได้ผลผลิตก็จะนำมาปรุงเป็นอาหารให้กับนักเรียนที่ขาดแคลน

ในยุคแรก นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำการเกษตรเฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 เพราะอาจารย์ศรีราชาเห็นว่า เป็นวัยที่มีความรับผิดชอบ และต้องการให้เด็กเรียนรู้และนำกลับไปปฏิบัติได้เองที่บ้าน





โรงเรียนบ้านห้วยยาง มีพื้นที่ทั้งหมด 5 ไร่ 1 งาน อาจารย์ศรีราชา จัดสรรพื้นที่เพียง 1 งาน สำหรับปลูกพืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ ผักสวนครัวที่ปลูก เป็นพืชอายุสั้น เติบโตเร็ว มีระยะเวลาปลูกถึงเก็บเกี่ยวไม่นาน เช่น ถั่วฝักยาว คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ถั่วงอก ส่วนการเลี้ยงสัตว์ เลือกเลี้ยงเพียง 2 ชนิด คือ ไก่ และปลาดุก






“ผมให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 เป็นผู้รับผิดชอบ ใช้เวลาเรียนในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ แบ่งให้เด็กลงสวน แบ่งกลุ่มกันเอง นักเรียนคนไหนชอบปลูกต้นไม้ก็ให้ดูแลในส่วนของแปลงผัก ใครชอบเลี้ยงสัตว์ก็แบ่งกลุ่มเลี้ยงไก่หรือปลาดุก บางส่วนชอบการทดลองหรือเรียนรู้ก็ให้เข้าโรงเพาะเห็ด ที่มีทั้งเห็ดฟาง และเห็ดนางฟ้า”

 อาจารย์ศรีราชา บอกว่า หลังจากริเริ่มปลูกกล้วย เพาะเห็ด ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงปลาดุกและไก่แล้ว ผลผลิตที่ได้เกือบทั้งหมดนำมาเป็นอาหารกลางวัน แต่ก็ยังต้องซื้ออาหารหลัก คือ ข้าว ซึ่งใช้เงินไม่ใช่น้อย




“ด้านหลังโรงเรียนมีพื้นที่ว่าง ปล่อยรกร้างประมาณ 40 ไร่ ผมทราบว่าเป็นของหญิงคนหนึ่ง จึงพยายามติดต่อขอเช่า เพื่อนำพื้นที่มาให้เด็กนักเรียนปลูกข้าวหรือทำการเกษตรอื่น เป็นความโชคดีของนักเรียนและครูที่นี่ เจ้าของที่ดินให้ใช้พื้นที่โดยไม่คิดค่าเช่า ผมจึงเริ่มทำนาปี 13 ไร่ ปลูกอ้อย ยูคาลิปตัส มันสำปะหลัง ข้าวโพด แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่เฉพาะเด็กนักเรียนทำเท่านั้น แต่ขอให้ผู้ปกครองที่มีเวลาพอร่วมลงแรง ส่วนที่ทำไม่ไหวก็แบ่งให้ชาวบ้านที่ต้องการพื้นที่เพาะปลูกเช่า และเก็บเป็นรายได้ของโรงเรียน”





นักเรียนที่เข้าโครงการยุวเกษตรกรทุกคน จะเรียนรู้การทำสวน ทำไร่ และทำนาจริงในทุกขั้นตอน อาจารย์ศรีราชา บอกว่า การให้นักเรียนลงมือทำเองทุกขั้นตอน แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่จะทำให้นักเรียนได้สัมผัสและรู้วิธีการปฏิบัติจริง เมื่อเกิดปัญหาในขั้นตอนใด นักเรียนจะเรียนรู้การแก้ปัญหาจากประสบการณ์ของตนเอง

ปัจจุบันมีนักเรียนที่เข้าโครงการยุวเกษตร จำนวน 30 คน เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นความสมัครใจของนักเรียนเอง

หลายปีมาแล้วที่โรงเรียนได้รับงบประมาณสนับสนุนเป็นค่าอาหารกลางวันจากรัฐบาล แต่ก็ยังถือว่าไม่เพียงพอ ผลผลิตจากการปลูกข้าว อ้อย ยูคาลิปตัส มันสำปะหลัง และพืชสวนครัวอื่น รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ จึงเป็นตัวสร้างรายได้เข้าโรงเรียน ซึ่งผลผลิตส่วนหนึ่งนำมาประกอบเป็นอาหารกลางวัน ส่วนที่เหลือนำออกจำหน่าย แบ่งสัดส่วนรายได้เข้าโรงเรียนแล้ว ยังแบ่งให้กับนักเรียนที่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบส่วนนั้นๆ

 งบประมาณสนับสนุนค่าอาหารกลางวันจากรัฐบาล อาจารย์ศรีราชา นำมาแปลงเป็นค่าจ้างแม่บ้านทำอาหารกลางวันให้กับนักเรียน ค่าวัตถุดิบที่ใช้ประกอบเป็นอาหารกลางวัน ไม่มีต้นทุน เพราะโรงเรียนเพาะปลูกได้เองเกือบทั้งหมด ปัจจุบันนักเรียนทุกคนมีอาหารกลางวันฟรีรับประทาน และยังมีงบประมาณเหลือส่วนหนึ่งนำไปพัฒนาโรงเรียนได้ด้วย

การแบ่งกลุ่มรับผิดชอบของยุวเกษตร นอกเหนือจากการใช้วิชาเรียนในชั่วโมงการงานพื้นฐานอาชีพแล้ว ในช่วงเช้าและเย็นของทุกวัน นักเรียนจะลงแปลง รดน้ำ พรวนดิน หรือให้ปุ๋ย

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการปลูก เก็บเกี่ยวผลผลิต ผลิตผลบางชนิดนำมาแปรรูปได้ เช่น ปลาดุก เมื่อปลาดุกมีขนาดใหญ่พอนำไปประกอบอาหารรับประทานภายในโรงเรียน นำไปขาย ปลาดุกบางส่วนถูกนำไปแปรรูปเป็นห่อหมกปลาดุก ปลาดุกฟู หรือผลฟักข้าว นำมาแปรรูปเป็นน้ำฟักข้าว แล้วนำไปขายที่ตลาดนัดของหมู่บ้าน เป็นต้น
 
อาจารย์สำรวย ศรีทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยยาง กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของโครงการยุวเกษตร ไม่แค่เพียงต้องการให้เด็กมีอาหารกลางวันรับประทานทุกคน แต่ต้องการสอนให้เด็กรู้จักอาชีพที่เป็นรากฐานของบรรพบุรุษ นำไปใช้ที่บ้าน โดยปลูกผักสวนครัว ไม้ผล หรือเลี้ยงสัตว์ เป็นงานอดิเรก ประหยัดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และยังสร้างรายได้ให้กับตัวของนักเรียนเองและครอบครัวได้ด้วย

 น้องเฟิร์น หรือ ด.ญ.อริสรา บุญมา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่าว่า เธอสมัครใจเข้าโครงการยุวเกษตรเอง เป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับตนเอง และได้ทำในสิ่งที่ชอบ เหมือนการใช้ชีวิตของตนเองในทางที่อิสระ

ต่างจากน้องเนย หรือด.ญ.วารุณี เกตุกาล ที่ตั้งใจว่า การเป็นยุวเกษตรนั้นจะทำให้เธอได้มีอาชีพ หากเรียนจบไม่มีงานรองรับ การทำเกษตรจะช่วยให้เธอมีอาชีพได้ นอกจากนี้ ในทุกวันน้องเนยจะเรียนรู้การเผาถ่านจากคุณตา การทำนาและทำไร่จากพ่อและแม่ไปพร้อมกัน

ด.ช.พงษ์พิพัฒ ศรีสุข หรือน้องฟิล์ม บอกว่า เกษตรกร คือ อาชีพในฝัน แม้ใจจริงอยากรับราชการตำรวจก็ตาม แต่การเกษตรที่ทำทุกวันนี้จะเป็นสิ่งที่ติดตัวเขาไปตลอดชีวิต และปลูกฝังความรับผิดชอบ ความใส่ใจให้กับตัวเขาเองด้วย

ด.ญ.โชติกา ม่วงไข่ หรือน้องมายด์ ผู้นิยมการเลี้ยงสัตว์มากกว่าการปลูกพืช แต่น้องมายด์ก็สมัครใจเข้าร่วมโครงการยุวเกษตรของโรงเรียน เพื่อฝึกฝนตนเองให้มีระเบียบวินัย ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ซึ่งนอกจากน้องมายด์จะรับผิดชอบการดูแลแปลงผักของโรงเรียนแล้ว ที่บ้านของน้องมายด์ยังเลี้ยงสัตว์อีกหลายชนิด เช่น ไก่ เป็ด และหมู ตามที่เธอชอบ

อาจารย์ศรีราชา อธิบายรวบยอดในตอนท้ายว่า การเลี้ยงสัตว์ในโรงเรียนปัจจุบันเหลือเพียง การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติค ส่วนการเลี้ยงไก่ยุติไปหลายปีก่อนหน้านี้ เพราะโรงเรือนผุพัง รวมทั้งโรงเรียนต้องการเพิ่มห้องเรียน จึงปรับโรงเรือนเลี้ยงไก่เดิมเป็นห้องเรียนเพิ่มขึ้นอีก 1 ห้อง

 ความมุ่งหวังของอาจารย์ศรีราชา ในฐานะที่เกิดและเติบโตเป็นชาวราชบุรีมา แค่เพียงต้องการปลูกฝังการทำเกษตรให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติให้รู้จักรักและเคารพในอาชีพของบรรพบุรุษ และสามารถหาเลี้ยงตนเองได้ยามไม่มีอาชีพ เพราะ “เกษตรกร” เป็นอาชีพเดียวที่เรียนรู้ด้วยประสบการณ์

 สนใจศึกษาแนวคิดหรือศึกษาการทำโครงการยุวเกษตรแบบโรงเรียนบ้านห้วยยาง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ศรีราชา บัวเบา ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านห้วยยาง ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ 089-8362619 เยาวชนที่นี่ ยินดีต้อนรับ


ที่มา :  https://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1464841469
 


จำนวนผู้สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 0 คน
   
รหัส ชื่อ - นามสกุล โรงเรียน ตอบคำถาม


 
RSSส่งหน้านี้ถึงเพื่อนพิมพ์บันทึก