ดันโยกโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้ง ‘เขมร’ ส่งกลับไทย โยงสายส่งถึงชุมพร-ทางเลือกแก้ปัญหาภาคใต้






ผุดทางเลือกพลังงานภาคใต้ ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4,000MW ในกัมพูชา ส่งผ่านสายกลับมาขายไทยในราคาถูก

นายบรรพต แสงเขียว รองประธานบริษัท เกาะกง ยูนิลิตี้ จำกัด เปิดเผยในเวทีเสวนา “ผ่าทางตัน: โรงไฟฟ้าถ่านหิน” เมื่อวันที่ 7 ก.พ.2561 ตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4,000 เมกะวัตต์ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา ซึ่งสามารถส่งกระแสไฟฟ้ามายังพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ภาคใต้ได้เสมือนมีโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ใน จ.ชุมพร เป็นทางเลือกแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา และ จ.กระบี่

ทั้งนี้ การส่งไฟฟ้าจากเส้นทางเกาะกง-ปอยเปต-อรัญประเทศ-หลังสวน ระยะทางกว่า 1,150 กิโลเมตร จะใช้เทคโนโลยีใหม่คือ ระบบสายส่งไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันสูง (HVDC) ที่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าได้เป็นระยะทางไกล ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะ 30-35 ปีกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในราคาเฉลี่ย 2.67-2.86 บาทต่อหน่วย หลังจากนั้นจะโอนกรรมสิทธิ์สายส่งให้กับ กฟผ. โดยโรงไฟฟ้าขนาด 1,000 เมกะวัตต์แรก มีความพร้อมที่จะจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ประมาณปี 2567 ส่วนโรงไฟฟ้าที่เหลือจะทยอยจ่ายในปี 2568-2570 ตามลำดับ

“ภาคใต้ไม่มีความมั่นคงด้านไฟฟ้า และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ครั้งนี้จะมีการประกาศเลื่อนออกไปอีกไม่ใช้เรื่องแปลก แต่มันจะสุดทางแล้ว เพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ฉะนั้นการแก้ปัญหาครั้งนี้เราควรมองยาวๆ แก้ไปเลย 20 ปี ซึ่งโครงการนี้จะทำให้คนไทยได้ใช้ไฟฟ้าในราคาถูกโดยที่ไม่ได้สร้างในภาคใต้ของเรา เรียกว่า Coal by Wire และเป็นวิธีที่ประเทศจีนใช้แก้ปัญหามลพิษในเมืองหลวงด้วยเช่นกัน” นายบรรพต กล่าว

นายบรรพต กล่าวว่า ในส่วนของตัวโครงการได้มีการศึกษาออกแบบไว้เป็นที่เรียบร้อย ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทจากประเทศจีนจะเป็นผู้ลงทุนหลัก ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้มีการยื่นข้อเสนอมายังรัฐบาลไทยแล้ว และหากได้รับการอนุมัติก็พร้อมดำเนินโครงการทันที

นายทวารัตน์ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ทิศทางของสถานการณ์การใช้พลังงานในปัจจุบัน พบว่าช่วงปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่กลับมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ลดลง ซึ่งลักษณะดังกล่าวประเมินได้ว่าทิศทางการผลิตไฟฟ้าใช้เองในอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เริ่มมีมากขึ้น เช่นภาพของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่บนหลังคาโรงงาน ที่อาจเห็นได้มากโดยเฉพาะในภาคกลาง แต่ลักษณะนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่จะตอบโจทย์ภาคใต้

“ส่วนที่ใช้ไฟฟ้าเยอะในภาคใต้ คือกลุ่มการท่องเที่ยวและพาณิชย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างจีดีพีและรายได้มากสุด รองลงมาคือร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และที่อยู่อาศัย ขณะที่โรงงานมีไม่มาก ซึ่งเป็นคนละแบบกับการใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ที่จะมีการใช้ในภาคอุตสาหกรรมมากที่สุด ดังนั้นพีคของภาคใต้จะเป็นช่วงกลางคืนแทนที่จะเป็นช่วงกลางวัน ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะมาช่วยพีคไฟฟ้าตอนกลางวัน จึงเป็นลักษณะที่ไม่ช่วยภาคใต้” นายทวารัตน์ กล่าว

นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า แม้ในภาพรวมประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตสำรองสูงประมาณ 30% แต่จำเป็นต้องดูด้วยว่าเป็นการผลิตมาจากเชื้อเพลิงประเภทใด เพราะถ้าพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดใดมากเกินไปจะเป็นความเสี่ยง รวมถึงความแตกต่างระหว่างกำลังการผลิตติดตั้งและกำลังการผลิตจริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจสร้างความเข้าใจผิด เพราะเมื่อดูกำลังการผลิตติดตั้งว่าอาจมีสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะผลิตได้ตามนั้นตลอดเวลา

นายธีรพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเกาะลันตา กล่าวว่า ปัจจุบัน จ.กระบี่ ใช้พลังงานหมุนเวียนเข้าระบบอยู่ที่ 40% แต่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบางแห่งผลิตออกมาแล้วรัฐกลับบอกว่าสายส่งเต็ม ต้องส่งไปขายที่ จ.นครศรีธรรมราช หรือล่าสุดมีโรงไฟฟ้าชีวมวลพร้อมผลิตแต่กลับต้องเผาก๊าซที่ผลิตได้ทิ้ง ทลายปาล์มที่เหลือทุกวันนี้ถูกส่งขายต่างประเทศเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า จึงถามว่าตอนนี้ไฟฟ้าขาดแคลนจริงหรือไม่ ศักยภาพที่มีอยู่เหตุใดจึงไม่ถูกนำออกมาใช้ก่อน




ที่มา : https://greennews.agency/?p=16389



 
RSSส่งหน้านี้ถึงเพื่อนพิมพ์บันทึก