USERNAME : PASSWORD :
คู่มือการลงทะเบียน : คู่มือการใช้งาน
 
 
มุมแลกเปลี่ยนความรู้
หน้าแรก >> เม้าท์กัน...มันส์ดี >> มุมแลกเปลี่ยนความรู้
 
 
 
 
 
   
   
   
   
   
 
 

โครงงานดักจับแมลงวันทอง


ชือแสดง wanrock
ชื่อ : เด็กชายเตชิต
วันที่ : 2010-11-29 09:42:16
ผู้อ่าน : 4882
ตำแหน่ง : สิบโท




IP:
 
 

ละเอียดดีจังค่ะ.น้องว่าน

เก่งๆๆ เยี่ยมๆๆๆ

ทานตะวัน. | 2011-01-10 15:47:28 | 125.25.142.109
 

บทคัดย่อ
ชื่อโครงงาน กำจัด แมลงวันทอง
ประเภท ชีวภาพ
โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง(ฝ่ายประถม)
ผู้จัดทำ 1. เด็กชายเตชิต เส็งกลิ่น ป4/3เลขที่ 17
2.เด็กชายภาสกร พรหมสุวรรณ ป 4/3 เลขที่16
อาจารย์ที่ปรึกษา นายสมชาย อุ่นแก้ว
โครงงานเรื่อง ขจัดสิ้น แดดิ้น แมลงวันทอง มีวัตถุประสงค์ของโครงงาน เพื่อจะนำพืชผักสวนครัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์คือ กะเพรา เนื่องด้วยปัจจุบันนี้พบว่าแมลงวันทองนั้นสร้างปัญหาให้กับสวนผลไม้ เพราะแมลงวันทองจะมาวางไข่ใต้ผิวเปลือกของผลไม้ ไข่จะฟักตัวเป็นหนอนทำให้ผลไม้เน่าเสีย ทางกลุ่มได้สังเกตว่าแมลงวันทองชอบตอมต้นกะเพรา จึงนำใบกะเพรามาสกัดเป็นสารล่อแมลงวันทอง โดยใช้ใบกะเพราขาวและกะเพราแดงมาหมักกับตัวทำละลายของเอทิลแอลกอฮอล์ น้ำ และเหล้าขาว ในความเข้มข้น 60 % นำไปทดลองล่อแมลงวันทองเพื่อหาตัวทำละลายที่ดีที่สุด ในการสกัดใบกะเพรา ผลที่ได้ในการทดลอง คือ เอทิลแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายที่ดีที่สุด ขั้นตอนต่อไปก็นำใบกะเพราขาวและกะเพราะแดงมาหมักกับเอทิลแอลกอฮอล์ ในความเข้มข้น 40,60 และ 80 % แล้วนำมาล่อแมลงวันทองโดยใช้สำลีขนาด 4 6 เซนติเมตร ชุบสารในปริมาณ 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร ใส่ไว้ในขวดดักแมลงวันทองทั้ง 6 ขวดทำ 3 ซ้ำจำนวน 10 วัน ผลปรากฏว่าทั้งกะเพราขาวและกะเพราแดงที่ความเข้มข้น 80 % ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุดจากนั้นหาระยะเวลาที่ดีที่สุดในการหมักใบกะเพรากับเอทิลแอลกอฮอล์ในระยะเวลา 12 , 24 และ 36 ชั่วโมง ที่ความเข้มข้น 80 % ผลปรากฏว่าระยะเวลาในการหมักที่ดีที่สุด คือ 24 ชั่วโมงทั้งกะเพราขาวและกะเพราแดง ขั้นตอนสุดท้ายคือการเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างสารสกัดจากใบกะเพราขาวและกะเพราแดงที่ปรากฏว่าสารล่อแมลงวันทองที่สกัดขึ้นและสารเมธิลยูจินอลพบว่าสามารถล่อแมลงวันทองได้ผลใกล้เคียงกันมาก นอกจากนี้ทางกลุ่มยังนำความรู้จากการสกัดสารล่อแมลงวันทองไปบอกกับชาวสวนให้ได้รับความรู้อีกด้วย ตอนนี้ก็ทราบแล้วว่าสารที่ทางกลุ่มสกัดขึ้นเองนั้นมีคุณภาพไม่แพ้ตามท้องตลาดซึ่งสารที่ทางกลุ่มสกัดขึ้นยังเป็นการประหยัด ปลอดภัย และเป็ นการนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วย จึงสรุปได้ว่าสารสกัดใบกะเพรา 80 % หมักในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ใช้แทนเมธิลยูจินอลที่ขายตามท้องตลาด ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน ทั้งยังราคาถูก ไม่มีสารพิษตกค้าง ยังช่วยลดต้นทุนการเกษตรของชาวสวนอีกด้วย
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานวิทยาศาสตร์คณะผู้ดำเนินการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนและความอนุเคราะห์จาก คุณอาจารย์สมชาย อุ่นแก้ว , นางศิริพร เส็งกลิ่น, นางมัลลิกาพรหมสุวรรณ ผู้ให้ความรู้เรื่องแมลงวันทองเพื่อใช้ในการทดลอง คุณวัชภณ อมรกุล, คุณอดิเรก วาทนเสวีที่ให้การสนับสนุน หมวดวิทยาศาสตร์ที่ให้คำปรึกษาแนะนำตลอดจนชี้แนะแนวทางการแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินการจัดทำโครงการครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี และขอขอบคุณบริษัทลลิล พร็อพเพอร์ตี้จำกัด (มหาชน) ที่อำนวยความสะดวกด้านการพิมพ์ขอขอบคุณ ห้องสมุดโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง(ฝ่ายประถม)เป็นสถานที่ใช้ศึกษาค้นคว้าบทเอกสารจรึงขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้
คณะผู้จัดทำ
เด็กชายเตชิต เส็งกลิ่น
เด็กชายภาสกร พรหมสุวรรณ
สารบัญ
เรื่อง หน้า
บทคัดย่อ ก
กิตติกรรมประกาศ ข
สารบัญ
สารบัญกราฟ ค
สารบัญภาพ ง
บทที่1บททำ 1- 3
ความสำคัญของโครงงาน
แนวคิดและความเป็นมาของโครงงาน
จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า
ประโยชน์ของโครงงาน
ขอบเขตของการศึกษา
นิยามเชิงปฏิบัติการ
บทที่2เอกสารที่เกี่ยวข้อง 4-10
กะเพรา
แมลงวันทอง
เอทานอล
สารเมธิลยูจินอล
บทที่3อุปกรณ์และวิธีการทดลอง 11-15
วัสดุอุปกรณ์
ขั้นตอนการทดลอง
บทที่4ผลการทดลอง 16
บทที่5อภิปรายและสรุปผลการทดลอง 17-19
สรุปผลการทดลอง
อภิปรายผลการทดลอง
ข้อเสนอแนะ
ภาคผนวก
บรรณานุกรม
สารบัญกราฟ
เรื่อง หน้า
กราฟที่ 1 เปรียบเทียบหาสารสกัดที่เหมาะสมในการสกัดกะเพราขาว
และกะเพราแดงเพื่อใช้ล่อแมลงวันทอง
กราฟที่ 2 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารสกัดจากกะเพราขาวและ
กะเพราแดงในการล่อแมลงวันทองที่ความเข้มข้นต่างๆ
กราฟที่ 3 เปรียบเทียบระยะเวลาในการหมักสารสกัดจากกะเพราขาวและ
กะเพราแดงเพื่อใช้ในการล่อแมลงวันทอง
กราฟที่ 4 เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการล่อแมลงวันทองของสารสกัดจาก
กะเพราขาว,กะเพราแดง ความเข้มข้นและระยะเวลาที่ดีที่สุด
กับสารเมธิลยูจินอล
สารบัญภาพ
เรื่อง หน้า
ภาพที่ 1 ใบกะเพรา
ภาพที่ 2 แมลงวันทอง
ภาพที่ 3 การทำขวดดักแมลงวันทอง
ภาพที่ 4 การทดลองหาความเข้มข้นของสารสกัดใบกะเพราขาวและสารสกัดจาก
ใบกะเพราแดงที่มีผลต่อการล่อแมลงวันทอง
ภาพที่ 5 การทดลองหาระยะเวลาที่เหมาะสมในการหมักสารสกัดใบกะเพราขาว
และสารสกัดจากใบกะเพราแดงที่มีผลต่อการล่อแมลงวันทอง
ภาพที่ 6 การทดลองหาความเข้มข้นของสารสกัดใบกะเพราขาว กะเพราแดง
และเมทิลยูจินอลที่มีผลต่อการล่อแมลงวันทอง__
1
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ความสำคัญของโครงงาน
จังหวัดระยองเป็นแหล่งปลูกผลไม้ที่สำคัญของประเทศไทย มีผลไม้หลายชนิด คือ ทุเรียน เงาะ มังคุดลองกอง ชมพู่ กระท้อน ฯลฯ ซึ่งทำรายได้ให้แก่เกษตรกรของจังหวัดระยองเป็นจำนวนมาก แต่มีปัญหาที่สำคัญ คือแมลงวันทอง แมลงวันทองจะมาวางไข่ใต้ผิวของผลไม้ ไข่จะฟักตัวเป็นหนอนและทำลายผลไม้ทำให้ผลไม้ร่วงหล่นสร้างความเสียหายแก่ผลไม้และส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อนเพราะผลไม้มีราคาตกต่ำ ในการที่จะกำจัดแมลงศัตรูพืชเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้ต้นทุน สารเคมีและแรงงานาจำนวนมาก เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงที่
เป็นศัตรูพืช ซึ่งก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในผลไม้ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและทำให้ต้นทุนในการผลิตสูง
1.2 แนวคิดและความเป็นมาของโครงงาน
ชาวสวนนิยมใช้สารล่อแมลงวันทองที่มีวางจำหน่ายตามท้องตลาดซึ่งมีราคาแพง เพื่อป้ องกันแมลงวันทองที่จะมาวางไข่ใต้ผิวของผลไม้ เราได้ตระหนักและเห็นความสำคัญ ห่วงใยในสุขภาพของผู้บริโภค ผู้จัดทำได้ฟังคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ว่าแมลงวันทองชอบตอมและอยู่บริเวณต้นกะเพรา ผู้จัดทำจึงได้คิดวิธีที่จะสกัดสารล่อแมลงวันทองขึ้นมาโดยใช้พืชผักสวนครัวที่หาง่ายตามท้องถิ่น ซึ่งได้จากใบกะเพรา ต้นทุนการผลิตต่ำ และไม่มีอันตรายต่อผู้ที่รับประทานผลไม้เข้าไป เพื่อเกษตรกรจะได้ใช้ในการกำจัดแมลงวันทอง ผลไม้ไม่เน่าเสีย ไม่มีสารพิษตกค้าง
1.3 จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
1.3.1 เพื่อประดิษฐ์ขวดการทดลองที่ใช้ดักแมลงวันทอง
1.3.2 เพื่อหาตัวทำละลายที่เหมาะสมในการสกัดสารที่ใช้ล่อแมลงวันทองจากใบกะเพรา
1.3.3 เพื่อศึกษาหาความเข้มข้นของสารสกัดจากใบกะเพราขาว และสารสกัดจากใบกะเพราแดงที่ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุด
1.3.4 เพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาในการหมักใบกะเพราขาว และกะเพราแดงที่ใช้ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุด
1.3.5 เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการล่อแมลงวันทองของสารสกัดจากกะเพราขาว กะเพราแดงที่ความเข้มข้น และระยะเวลาที่ใช้ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุดกับสารเมธิลยูจินอลที่ขายตามท้องตลาด
2
1.4 สมมติฐานของกานศึกษาค้นคว้า
1.4.1 ขวดที่ประดิษฐ์ขึ้นสามารถดักแมลงวันทองไม่ให้บินออกได้
1.4.1.1 ตัวแปรต้น ขวดสำหรับล่อแมลงวันทอง
1.4.1.2 ตัวแปรตาม แมลงวันทองไม่สามารถบินออกได้
1.4.1.3 ตัวแปรควบคุม ขนาดของขวด , ปริมาณสาร , ระยะเวลาและสภาพแวดล้อม
1.4.2 สามารถใช้เอทิลแอลกอฮอล์สกัดสารจากใบกะเพราได้ดีกว่านํ้าเปล่าและเหล้าขาว
1.4.2.1 ตัวแปรต้น สารสกัดจากใบกะเพราโดยมีเอทิลแอลกอฮอล์ , เหล้าขาว
และน้ำ เป็นตัวทำละลาย
1.4.2.2 ตัวแปรตาม แมลงวันทองที่เข้ามาติดขวดดัก
1.4.2.3 ตัวแปรควบคุม ปริมาตรสาร , ปริมารกะเพรา , ขนาดสำลีที่ใช้ชุบ ,
ขวดเก็บสาร และระยะเวลาในการหมัก
1.4.3 สารสกัดจากใบกะเพราขาว และกะเพราแดงที่มีความเข้มข้น 80 % สามารถล่อแมลงวันทองได้ดีกว่าสารสกัดจากใบกะเพราที่มีความเข้มข้น 40 % และ 60 %
1.4.3.1 ตัวแปรต้น สารสกัดจากใบกะเพราขาว และกะเพราแดงที่มี
ความเข้มข้น 40 % , 60 % และ 80 %
1.4.3.2 ตัวแปรตาม แมลงวันทองที่ติดขวดดัก
1.4.3.3 ตัวแปรควบคุม ปริมาตรสารสกัดจากใบกะเพรา , ระยะเวลาในการทดลอง
ขนาดขวดดักแมลงวันทอง , ขนาดของสำลีที่ชุบสารสกัด และสภาพแวดล้อม
1.4.4 สารสกัดจากใบกะเพราขาวและกะเพราแดงที่หมักในระยะเวลา 36 ชั่วโมง สามารถล่อแมลงวันทองได้ดีกว่าระยะเวลา 12 และ 24 ชั่วโมง
1.4.4.1 ตัวแปรต้น ระยะเวลาในการหมัก คือ 12 , 24 และ 36 ชั่วโมง
1.4.4.2 ตัวแปรตาม แมลงวันทองที่เข้ามาติดขวดดัก
1.4.4.3 ตัวแปรควบคุม ปริมาตรสารสกัดจากใบกะเพรา , ความเข้มข้น
ขนาดขวดดักแมลงวันทอง , ขนาดของสำลีที่ชุบสารสกัด และสภาพแวดล้อม
1.4.5 สารสกัดจากใบกะเพราขาวและกะเพราแดงที่ความเข้มข้น 80 % ระยะเวลาในการหมัก 24 ชั่วโมง
สามารถหล่อแมลงวันทองได้ใกล้เคียงกับสารเมธิลยูจินอล
1.4.5.1 ตัวแปรต้น สารสกัดจากใบกะเพราขาวและกะเพราแดงที่ความเข้มข้น
ที่ใช้ล่อแมลงวันได้ดีที่สุด และสารเมธิลยูจินอล
1.4.5.2 ตัวแปรตาม แมลงวันทองที่เข้ามาติดขวดดัก
1.4.5.3 ตัวแปรควบคุม ปริมาตรสารสกัดจากใบกะเพรา , ระยะเวลาในการทดลอง
ขนาดขวดดักแมลงวันทอง , ขนาดของสำลีที่ชุบสารสกัด และสภาพแวดล้อม
3
1.5 ประโยชน์ของโครงงานวิทยาศาสตร์
1.5.1 ผลไม้จะปลอดภัยจากสารเคมี
1.5.2 ผลไม้จะปลอดภัยจากแมลงวันทอง
1.5.3 ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารล่อแมลงวันทอง
1.5.4 ลดเชื้อโรคที่เกิดจากแมลงวันทอง
1.5.5 ผลไม้มีผลที่สวยงามสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
1.6 ขอบเขตของการศึกษา
1. การหาชนิดของพืชที่นำมาเป็นตัวสกัด ทางกลุ่มจะนำใบกะเพราขาวและใบกะเพราแดงมาทำเป็นสารละลาย
2. การหาตัวทำละลาย ทางกลุ่มใช้สารตัวทำละลายเพื่อนำมาใช้เปรียบเทียบ 3 ชนิด คือ น้ำ
เหล้าขาว และเอทิลแอลกอฮอล์
3. การหาความเข้มข้นของสารสกัดเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพที่ดีที่สุดของใบกะเพราขาวและ
ใบกะเพราแดง ทางกลุ่มได้ใบกะเพราขาวและใบกะเพราแดงมาหมักกับตัวทำละลายคือเอทิล
แอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้น 40 % 60 % และ 80 %
4. เปรียบเทียบสารสกัดจากใบกะเพราขาวและกะเพราแดงกับสารเมธิลยูจินอล
1.6 นิยามเชิงปฏิบัติการ
การหาความเข้มข้นของสารสกัดเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพที่ดีที่สุดของใบกะเพราขาวและใบกะเพราแดง
การหาความเข้มข้นจากการหมักใบกะเพราขาวและใบกะเพราแดงกับตัวทำละลายเอทิลแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้น 40 %60 % และ 80 % คือ ใช้อัตราส่วนระหว่างใบกะเพราขาวและใบกะเพราแดง : ตัวทำละลายเอทิลแอลกอฮอล์ ในอัตราส่วน 40:100 60:100 และ 80:100 (กรัม : ลูกบาศก์เซนติเมตร) ทั้งใบกะเพราขาวและใบกะเพราแดง
4
บทที่ 2
2.1 กะเพรา
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
2.1.1 ชื่อท้องถิ่น กะเพราแดง กะเพราขา ก้อมก้อ กอมก้อดำ กอมก้อขาว
2.1.2 ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimun sanctum Linn
2.1.3 วงศ์ Labiatae
2.1.4 ลักษณะ
เป็นไม้ยืนต้นล้มลุกขนาดเล็กอายุหลายปี สูงประมาณ 30 - 90 cm ทั้งต้นมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว สำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม โคนต้นที่แก่เป็นไม้ที่เนื้อแข็ง ลำต้นและใบมีขนอ่อน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ขอบไม้หยิกคล้ายฟันเลื่อยห่างๆปลายแหลม กะเพรามี 3 พันธุ์ คือ กะเพราแดง กะเพราขาว และกะเพราลูกผสมระหว่างกะเพราแดงกับกะเพราขาว ใบกะเพราแดงจะมีสีเขียวแกมม่วง แดง ส่วนใบกะเพราขาวมีสีเขียวอ่อน ดอกย่อยสีชมพูแกมม่วง ดอกกะเพราแดงสีเข้มกว่ากะเพราขาว เป็นไม้ล้มลุก
2.1.5 การปลูก
ในประเทศไทยนิยมปลูกเป็นผักสวนครัว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดแก่ โดยวิธีทำ คือ
2.1.5.1 เตรียมดินละเอียด หว่านเมล็ดทั่วแปลงใช้ฟางคลุม หรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว โรยทับบางๆรดน้ำทันทีด้วยบัวรดน้ำตาถี่
2.1.5.2 เมล็ดจะออกเป็นตัวกล้าภายใน 7 วัน
2.1.5.3 เมื่อต้นกล้าอายุ 16 เดือน ถอดแยกจากระยะต้นให้โปร่งหรือห่างประมาณ 20 - 20 cm
2.1.5.4 เก็บเกี่ยวได้หลังหยอดเมล็ดได้ 40 - 50 วัน
2.1.5.5 ในระยะระหว่างการเจริญเติบโตให้หมั่นเด็ดดอกทิ้งเพื่อให้ใบและลำต้นโตเต็มที่
5
2.1.6 รสและสรรพคุณทางยา
รสเผ็ดร้อน แก้ปวดท้อง ขับเสมหะ ขับเหงื่อ แก้โรคผิวหนัง แก้ไขธาตุพิการ ฆ่ายุงแมลงและเชื้อจุลินทรีย์ ใช้ใบปรุงอาหาร คนตั้งครรภ์กินไว้เพื่อขับน้ำนม
2.1.7 ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
ใบกะเพรามีสาระสำคัญคือน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) ประมาณ 0.35 % ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิดเช่น Apigenin , Ocimol , Plenols , Chavibetol , Linaloool , Organic , Acld หลายชนิด ฯลฯ ใบกะเพรามีฤทธิ์นการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและช่วยขับลม ฤทธิ์ิขับลมเนื่องจากมีน้ำมันหอมระเหย(ที่มี : นางอรพรรณ บุญสังข์ www.doae.go.th/library/html/detail/kapraw/)
6
2.2 แมลงวันทอง
2.2.1 แมลงวันผลไม้
2.2.2 ชื่อสามัญ Oriental fruit fly
2.2.3 ชื่ออันดับ : วงศ์ Diptera:Tephritidae
2.2.4 พืชอาหาร มะม่วง ส้ม ชมพู่ กระท้อน น้อยหน่า มะละกอ พุทรา ฝรั่ง เงาะ กล้วย
ลำไย ลิ้นจี่ ขนุน ลางสาด ท้อ มะไฟ
2.2.5 ลักษณะสังเกต
ตัวเต็มวัยของแมลงวันผลไม้ขนาดยาวกว่าแมลงวันบ้านเล็กน้อย สีน้ำตาลอ่อน ที่ส้นหลังอกมีแถบสีเหลืองทองเป็นแห่ง ๆ ปีกใส จากปลายปีข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งกว้าง 15 มิลลิเมตร ตัวหนอนไม่มีขา ส่วนหัวเรียวเล็ก ปากมีขอสีดำ 1 คู่ มีโตเต็มที่ขนาด 8 - 10 มิลลิเมตร หลังการผสมพันธุ์ตัวเมียจะวางไข่โดยใช้อวัยวะวางไข่แทงลงในใต้ผิวผลไม้ ไข่มีลักษณะยาวรี ระยะไข่ 2 - 4 วัน เมื่อฟักออกจากไข่ใหม่ๆ ตัวหนอนมีสีขาวใสเมื่อโตเต็มที่มีขนาด 8 - 10มิลลิเมตร ระยะหนอน 7- 8 วัน เมื่อเข้าดักแด้เริ่มแรกมีสีนวลหรือเหลืองอ่อนและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ระยะดักแด้ 7 -9 วัน แล้วจึงออกเป็นตัวเต็มวัย เมื่อตัวเต็มวัยอายุประมาณ 12 - 14 วัน จะเริ่มผสมพันธุ์ และวางไข่ ตัวเมียมีการผสม
พันธุ์และวางไข่ ตัวเมียมีการผสมพันธุ์กับตัวผู้หลายครั้ง ตัวเมียตัวหนึ่งๆ สามารถวางไข่ได้ประมาณ 1,300 ฟอง วงจรชีวิตใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์
7
2.2.6 การแพร่กระจายและฤดูระบาด
แมลงวันผลไม้ระบาดในทวีปอเมริกา ยุโรป เอเชีย หมู่เกาะแปซิฟิก ไต้หวัน ปาปัวกีนี ญี่ปุ่น ฮาวาย ฯลฯในประเทศไทยพบระบาดทั่วทุกภาค ทั้งเขตในป่ าและในบ้าน และสามารถอยู่ได้แม้มีระดับความสูงถึง 2,760 เมตร จากระดับน้ำทะเล และยังพบตลอดทั้งปี เนื่องจากมีพืชมีอาหารมาก
มาย แต่จะมีปริมาณแมลงวันผลไม้สูงสุดในช่วงเดือนที่มีผลไม้สุกคือในช่วงเดือนมีนาคม - มิถุนายน อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 25 - 28 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพันธ์ประมาณ 70 - 80 %
2.2.7 ชีวประวัติโดยสังเขปแมลงวันทองหรือแมลงวันผลไม้ จัดเป็นศัตรูพืชสวนชนิดหนึ่งเหมือนกันทั่วโลก ประมาณว่าแมลงวันผลไมเมากกว่า 4,000 ชนิด ประมาณราว 1,000 ชนิด อยู่ในแถบเอเชียส่วนเมืองไทย คะเนว่ามีไม่น้อยกว่า 200 ชนิดแมลงวันผลไม้ที่จัดว่ามีความสำคัญทางเศรษฐกิจมีอยู่ 10 ชนิดด้วยกัน แต่เกษตรกรไทยรู้จักกันดีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น
คือ Bactrocera dorsalis หรือแมลงวันทอง อีกชนิดก็คือ Bactrocera cucurbitrac หรือแมลงแตง ส่วนแมลงวันที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสาธารณะสุขในเมืองไทยสามารถแบ่งออกได้ 3 ชนิด คือ แมลงวันบ้าน แมลงวันหัวเขียว และแมลงหลังลาย การเจริญเติบโตของแมลงวัน (ทองและบ้าน) แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ไข่ ,หนอน , ดักแด้และตัวเต็มวัย การฟักตัวของแมลงวันทองจะอาศัยอยู่ในผลไม้จนถึงระยะดักแด้ ระยะช่วงนี้หากเราจะทำลายแมลงวันนั้นจะทำได้ยาก ส่วนแมลงวันบ้านนั้นจะฟักตัวตามกองขยะปฏิกูล หรือเศษอาหาร การกำจัดหรือลดจำนวนแมลงวันชนิดนี้จึงทำได้
ง่าย หากเราจัดการกับสิ่งแวดล้อมให้ดีวิธีที่ชาวสวนส่วนใหญ่นิยมกันคือ การฉีดยาว่าแปลงเพื่อกำจัดแมลงวันทอง วิธีนี้อาจได้ผลทันตา แต่ผลกระทบที่ตามมาก็มีมากมายอย่างที่เรารู้ๆกัน
2.2.8 การเข้าทำลาย
ความเสียหายของแมลงวันผลไม้มักจะเกิดขึ้นเมื่อ เพศเมียใช้อวัยวะวางไข่ (ovipositor) แทงเข้าไปในผลไม้ตัวหนอนที่ฝักจากไข่จะอาศัยและชอนไขอยู่ภายใน ทำให้ผลไม้เน่าเสียและร่วงหล่นลงพื้น ตัวหนอนจะออกมาเพื่อเข้าดักแด้ในดินแล้วจึงออกเป็นตัวเต็มวัย แมลงวันผลไม้วางไข่ในผลไม้ที่ใกล้สุกและมีเปลือกบาง ในระยะเริ่มแรกจะสังเกตได้ยากอาจพบอาการช้ำบริเวณใต้ผิวเปลือก เมื่อหนอนโตขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ผลไม้เน่าและมีน้ำไหลเยิ้มออกทางรูที่หนอนเจาะออกมาเพื่อเข้าดักแด้ ผลไม้ที่ถูกทำลายนี้มักจะมีโรคและแมลงชนิดอื่นๆเข้าทำลายซ้ำ ดังนั้นความเสียหายที่เกิดกับ
ผลผลิตโดยตรงนี้จึงมีมูลค่ามหาศาล ก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจในระดับชาติเป็นอย่างมาก
(ที่มา : อินทวัฒน์ บุรีคำ , บทปฏิบัติการกีฏวิทยาทางการเกษตร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์รุ่งวัฒนา 2537 2.2.9 ศัตรูธรรมชาติ
มีแตนเบียน หนอน แมลงวันผลไม้วางไข่ตามรอยแผลบนผลไม้ตรงที่แมลงวันวางไข่ไว้ ที่พบในประเทศไทย (โกศล,2533) ได้แก่ Biosteres arisanus (Sonan) , Biosteres longicaudatus ashmead
8
2.2.10 การป้องกันกำจัด
2.2.10.1 ทำความสะอาดบริเวณแปลงเพาะปลูก แมลงวันผลไม้สามารถเพิ่มจำนวนประชากรได้อย่างรวดเร็วในขณะที่มีพืชอาศัยอยู่มาก โดยการรวบรวมทำลายผลไม้ที่เน่าเสีย อันเนื่องมาจากถูกแมลงวันผลไม้เข้าทำลายสามารถหยุดยั้งการเพิ่มจำนวนของประชากรอย่างรวดเร็วของแมลงได้
2.2.10.2 การห่อผลไม้ เป็นการป้องกันการเข้าไปวางไข่ในผลไม้ที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่งอีกทั้งยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยจากการใช้สารฆ่าแมลง การห่อผลไม้นี้ควรจะห่อให้มิดชิดไม่ให้มีรูหรือรอยฉีกขาดเกิดขึ้น มิฉะนั้นแมลงจะเข้าไปวางไข่ได้
2.2.10.3 การควบคุมโดยชีวะวิธีในธรรมชาติแล้ว แมลงวันผลไม้มีแปลงศัตรูธรรมชาติอยู่แล้วมีอัตราการทำลายตั้งแต่ 15 - 53 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากแมลงวันผลไม้มีความเสียหายโดยตรงกับผลผลิต การใช้วิธีนี้จึงน่าจะใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆ ในการลดจำนวนประชากรในแปลง
2.2.10.4 การฉีดพ่นด้วยสารฆ่าแมลง การใช้สารฆ่าแมลงนั้นเป็นการลดปริมาณประชากรของแมลงวันผลไม้ในธรรมชาติได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลได้ชัด แต่ในขณะเดียวกันแมลงก็มีการเคลื่อนย้ายจากแหล่งที่ไม่ได้พ่นสารฆ่าแมลงเข้าทำลายอีก และต้องพ่นซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อป้ องกันไม่ให้แมลงเข้าทำลายซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสารพิษตกค้างและการทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติ
2.2.10.5 การทำหมันแมลง โดยใช้วิธีการฉายรังสีในดักแด้แมลงวันผลไม้
2.2.10.6 การเขตกรรม คือการนำผลไม้ที่ถูกทำลายไปเผาหรือขุดหลุมฝัง
2.2.10.7 การใช้สารล่อ
(ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร , แมลงวันผลไม้. กรุงเทพฯ โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด ; หน้า 1-11)
2.2.11 การใช้สารล่อแมลงวันตัวผู้
สารเคมีที่ใช้จะดึงดูดได้เฉพาะแมลงวันตัวผู้เท่านั้นและการใช้สารล่อนั้นจะต้องคำนึงถึงแมลงที่ต้องการเข้ามาในกับดักด้วย เพราะแมลงวันผลไม้จะมีความเฉพาะเจาะจงกับสารล่อแต่ละชนิด เช่น เมธิลยูจินอล (MethylEugenol) ใช้ล่อ Dacus dorsalis
(ที่มา : www.ru.ac.th/butterfly/ butterfly/nevupdatelupdateoiog43/otervinsects/frultfly.htm)
2.3 เอทานอล (เอทิล แอลกอฮอล์)
2.3.1 ชื่อสารเคมี เอทานอล (เอทิล แอลกอฮอล์)
2.3.1 สูตรทางเคมี C2H5OH หรือ CH3CH2OH
2.3.3 การใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรม
ใช้ในการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การผลิตสารเคมีอื่นๆ ใช้เป็นสารทำละลายในอุตสาหกรรมผลิต
เครื่องสำอาง น้ำหอม ยาและเวชภัณฑ์ พลาสติก ยาสังเคราะห์
2.3.4 ลักษณะสีและกลิ่น เป็นของเหลวใสไม่มีสี ระเหยได้ ไวไฟ มีกลิ่นเฉพาะตัว รสเผ็ดฉุน
2.3.5 จุดเดือด 78.4 องศาเซลเซียส
9
2.3.6 จุดหลอมเหลว - 114 องศาเซลเซียส
2.3.7 ความดันไอ 43.9 มิลลิเมตรปรอท ที่ 20 องศาเซลเซียส
2.3.8 ความหนาแน่นไอ 1.6 (เมื่อเทียบกับอากาศ , อากาศ = 1)
2.3.9 การละลายนํ้า ละลายได้ในน้ำ และละลายได้ในสารทำละลายอินทรีย์ส่วนใหญ่
2.3.10 จุดวาบไฟ 13 องศาเซลเซียส
2.3.11 อุณหภูมิสามารถติดไฟได้เอง 363 องศาเซลเซียส
2.3.12 อันตรายจากไฟและการระเบิด
ไอระเหยของสารเคมีจะฟุ้งกระจายและจุดติดไฟในที่ไกลจากจุดกำเนิดได้และจะเกิดระเบิดในที่อับ
อากาศเมื่อถึงระดับความเข้มข้นที่สามารถติดไฟได้
2.3.13 สารเคมีในการดับเพลิง
ผงเคมีแห้ง คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ โฟม (Alcohol-resistant foam) หรือละอองน้ำ (ไม่ใช้ฉีดน้ำ
โดยตรง) ถ้าเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ ให้ฉีดน้ำเป็นละอองจากระยะไกล เพื่อลดไอของสาร และลดอุณหภูมิ แต่ห้ามฉีดน้ำโดยตรงใส่เพลิง/สารเคมี
2.3.14 พิษวิทยาของสารเคมี
2.3.14.1 ทางเข้าสู่ร่างกายการหายใจ สัมผัสและรับประทาน
2.3.14.2 อันตรายเฉียบพลัน
ก. การสัมผัสผิวหนัง
ระคายเคือง มีรอยแดงและเจ็บปวด
ข. การสัมผัสตา
ระคายเคือง ตาแดงและปวด
ค. การหายใจ
ระคายคอ ไอ มึนงง ตื้อ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เชื่อง ซึม และหมดสติ
ง. การกลืนกินปวดศีรษะ วิงเวียน
2.3.14.3 อันตรายเรื้อรัง
สารเคมีในรูปของเหลวจะทำลายชั้นไขมันของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแห้ง แตกและอักเสบ มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง (ปวดศีรษะ เชื่องช้า สมาธิลดลง สั่น อ่อนเพลีย)มีผลต่อตับ หัวใจ ระบบเลือด และมีอาการโลหิตจาง
2.3.15 การปฐมพยาบาล
ก. เมื่อถูกผิวหนัง ล้างด้วยน้ำปริมาณมาก ๆ นาน ๆ
ข. เมื่อเข้าตา ใช้อ่างน้ำพุล้างตา โดยปล่อยน้ำอุ่นพอประมาณไหลผ่านเบา ๆ นาน ๆอย่างน้อย
20 นาที จนกว่าอาการระคายเคืองจะหายไป ปลิ้นเปลือกตาบนและล่างออกล้างด้วย นำส่งแพทย์
ค. เมื่อหายใจเข้าไป เคลื่อนย้ายผู้ป่ วยออกจากที่เกิดเหตุไปยังที่ที่มีอากาศถ่ายเทดีหรือย้ายแหล่ง
ปนเปื้อนสารออก-หากหายใจลำบาก ให้ออกซิเจนช่วยหายใจ-จัดให้นอนในท่าที่สบาย
10
และผ่อนคลาย-นำส่งแพทย์
ง. เมื่อกินเข้าไป ห้ามกระตุ้นให้อาเจียน! ถ้ารู้สึกตัวดีล้างปากกลั้วคอด้วยน้ำและให้ดื่มน้ำมาก ๆ
ในปริมาณ 240 – 300 ซีซี ถ้ามีการอาเจียน ให้จัดท่าป้องกันการสำลักเข้าปอด บ้วนปากและ
ดื่มน้ำซ้ำอีก-ถ้ามีอาการหมดสติ ชัก สะลืมสะลือ ห้ามกระตุ้นการอาเจียนและงดให้
ทุกอย่างทางปาก-นำส่งแพทย์
2.4 สารเมธิลยูจินอล
วิธีใช้สาร หยดสารเมธิลยูจินอลลงบนด้ายหรือสำลีในกับดัก 10 – 15 หยด แล้วหยดสารเคมีฆ่าแมลง เช่น มาลาไธออนดด้วย 5 – 8 หยด เพื่อฆ่าแมลงวันผลไม้ที่เข้ามาในกับดัก กับดักควรไว้บริเวณกึ่งกลางทรงพุ่มไม้ให้อยู่ในร่มเงา เนื่องจากสารนี้ถูกทำลายได้ง่ายถ้าโดนแสงแดดหรือความร้อน แขวนกับดักห่างกัน 20 เมตร ไร่ละ 5 จุด แล้วเติมสารทุก ๆ 3 – 5 อาทิตย์ การใช้สารล่อควรใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – มิถุนายน จะได้ผลยิ่งขึ้น(ที่มา : กรมส่งเสริมการเกษตร , แมลงวันผลไม้.กรุงเทพฯ โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด หน้า 12 –15 )
11
บทที่ 3
อุปกรณ์และวิธีการทดลอง
3.1 ตอนที่ 1 การประดิษฐ์ขวดการทดลองเพื่อใช้ล่อแมลงวันทอง
3.1.1 วัสดุอุปกรณ์
3.1.1.1 ขวดพลาสติกขนาด 1.25 ลิตร 2 ขวด
3.1.1.2 คัตเตอร์ 1 อัน
3.1.1.3 สำลีขนาดเล็ก จำนวน 10 แผ่น
3.1.1.4 ตะปู 1 ตัว
3.1.1.5 เทปใส 1 ม้วน
3.1.1.6 เชือก 50 เซนติเมตร
3.1.2 ขั้นตอนการประดิษฐ์
3.1.2.1 นำขวดน้ำอัดลม มาล้างทำความสะอาด แกะพลาสติกที่เป็นยี่ห้อออก
3.1.2.2 ใช้คัตเตอร์ เจาะรูด้านล่าง 4 รู
3.1.2.5 นำเชือกที่เตรียมไว้มาผูกเข้ากับสำลีและเหลือปลายไว้ผูกที่หัวขวด
3.1.2.6 หยดสารละลายทั้ง 3 ชนิดที่หมักไว้แล้วหย่อนลงไปในขวด
12
ทำการเจาะรูขวดพลาสติก เพื่อล่อแมลงวันทอง ประมาณ4 รู


นำเชือกที่ผูกสำลีชุปสารละลายทั้ง 3 ชนิดหย่อนลงไปในขวด แล้วนำไปผูกที่ต้นผลไม้ ระยะเวลาสังเกตุการณ์ 15 วัน
13
3.2 ตอนที่ 2 เพื่อหาตัวทำละลายที่เหมาะสมในการสกัดสารล่อแมลงวันทองจากใบกะเพราขาว และกะเพราแดง คือนํ้า , เอทิลแอลกอฮอล์ และเหล้าขาว
3.2.1 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี
3.2.1.1 กะเพราขาว 180 กรัม
3.2.1.2 กะเพราแดง 180 กรัม
3.2.1.3 เอทิลแอลกอฮอล์ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร
3.2.1.4 น้ำ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร
3.2.1.5 เหล้าขาว 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร
3.2.1.6 บีกเกอร์ขนาด 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร 3 อัน
3.2.1.7 ขวดแก้ว (ไว้สำหรับหมัก) 3 ขวด
3.2.1.8 สำลีขนาด 4ื6 เซนติเมตร 90 แผ่น
3.2.1.9 หลอดฉีดยา 3 อัน
3.2.1.10 ขวดสำเร็จในการประดิษฐ์
3.2.1.11 เครื่องชั่ง 1 เครื่อง
3.2.2 ขั้นตอนการทดลอง
3.2.2.1 นำใบกะเพรา 60 กรัม ล้างให้สะอาดนำมาหมักกับน้ำปริมาตร 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร ทิ้งไว้นาน 12 ชั่วโมง
3.2.2.2 ทำเช่นเดียวกับข้อ 3.2.2.1 แต่เปลี่ยนจากน้ำเป็นเอทิลแอลกอฮอล์
3.2.2.3 นำสารที่ได้ไปทดลองล่อแมลงวันทองทั้ง 3 ขวด คือ ขวดที่หนึ่งชุบสารจากใบกะเพราที่มีน้ำ
เป็นตัวทำละลาย , ขวดที่สองชุบสารจากใบกะเพระที่มีเอทิลแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย และขวดที่สามชุบสารจากใบกะเพระที่มีเหล้าขาวเป็นตัวทำละลาย โดยใช้สำสีขนาด 4ื6 เซนติเมตรชุบสารสกัดที่เท่ากันคือ 10 ลูกบาศก์เซนติเมตรนำไปวางใต้ต้นผลไม้บริเวณเดียวกัน ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง ทำ 3 ซ้ำเป็นเวลา 10 วัน แล้วบันทึกผล
3.3 ตอนที่ 3 เพื่อหาความเข้มข้นของสารสารสกัดจากใบกะเพราขาว และสารสกัดจากกะเพราแดงที่ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุด
3.3.1 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี
3.3.1.1 กะเพราขาว 180 กรัม
3.3.1.2 กะเพราแดง 180 กรัม
3.3.1.3 เอทิลแอลกอฮอล์ 600 ลูกบาศก์เซนติเมตร
3.3.1.4 บีกเกอร์ขนาด 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร 6 อัน
14
3.3.1.5 ขวดแก้ว (ไว้สำหรับหมัก) 6 ขวด
3.3.1.6 สำลีขนาด 4ื6 เซนติเมตร 90 แผ่น
3.3.1.7 หลอดฉีดยา 6 อัน
3.3.1.8 ขวดสำเร็จในการประดิษฐ์ตอนที่ 1 18 ขวด
3.3.1.9 เครื่องชั่ง 1 เครื่อง
3.3.2 ขั้นตอนการทดลอง
3.3.2.1 นำกะเพราขาว 40 กรัม กับเอทิลแอลกอฮอล์ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร หมักทิ้งไว้ 12 ชั่ว ใน
ขวดหมักสาร เมื่อครบ 12 ชั่วโมง นำใบกะเพราออก จะได้สารสกัดจากใบกะเพราที่มีความเข้มข้น 40 %
3.3.2.2 จากนั้นสกัดสารใหม่โดยใช้กะเพราขาวเป็น 60 และ 80 กรัม ต่อเอทิลแอลกอฮอล์ 100
ลูกบาศก์เซนติเมตร ทำเช่นเดียวกับ ข้อ 3.3.2.1 หมักไว้ 12 ชั่วโมงแล้วกรองน้ำสารไปใส่ขวด จะได้สารสกัดจากใบกะเพราขาวที่มีความเข้มข้น 60 % และ 80 % ปริมาตร 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร
3.3.2.3 จากนั้นทำเช่นเดิมแต่เปลี่ยนจากใบกะเพราขาวเป็นใบกะเพราแดง เช่นเดียวกับข้อ 3.3.2.1-
3.3.2.2 จะได้สารสกัดจากใบกะเพราแดง 3 อัตราส่วนที่มีความเข้มข้น 40 % , 60 % และ 80 %
3.3.2.4 การทดลองหาความเข้มข้นที่เหมาะสมของสารสกัดจากกะเพราขาวและกะเพราแดงในการล่อแมลงวันทองสถานที่ทดลอง คือ บริเวณสวนผลไม้ อยู่ที่ บ้านชำม่วง ต. กองดิน อ. แกลง จ. ระยอง บริเวณเนื้อที่ 20ไร่
3.3.2.5 วิธีการทดลองคือ ใช้หลอดฉีดยาดูดสารสกัดจากใบกะเพราขาวความเข้มข้น 40 % , 60 %
และ 80 % มาปริมาตร 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร และนำสำลีขนาด 4ื6 เซนติเมตร มาชุบสารละลายทั้ง 3 ความเข้มข้น
3.3.2.6 นำสำลีที่ชุบสารสกัดไปใส่ในขวดดักแมลงวันทั้ง 3 ขวด แล้วนำไปวางไว้ใต้ต้นผลไม้ต้น
เดียวกัน เพื่อทดสอบความเข้มข้นที่เหมาะสมของสารล่อแมลงวันทอง
3.3.2.7 ทำการทดลอง 3 ซ้ำ ใช้ระยะการทดลองเป็ นเวลา 12 ชั่วโมง แล้วเก็บขวดมานับจำนวน
แมลงวันทองที่ติดกับดัก และบันทึกผล เป็นเวลา 10 วัน แล้วหาค่าเฉลี่ย
3.3.2.8 จากนั้นทำตั้งแต่ 3.3.2.5-3.3.2.7 แต่เปลี่ยนเป็นสารสกัดจากใบกะเพราขาวความเข้มข้น 40 % ,
60 % และ 80 % เป็นสารสกัดจากใบกะเพราแดงความเข้มข้น 40 % , 60 % และ 80 %
3.4 ตอนที่ 4 เปรียบเทียบระยะเวลาในการหมักใบกะเพราขาว และใบกะเพราแดงคือ 12 , 24 และ 36ชั่วโมง ที่มีความเข้มข้น 80 % เพื่อใช้ล่อแมลงวันทอง
3.4.1 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี
3.4.1.1 กะเพราขาว 240 กรัม
3.4.1.2 กะเพราแดง 240 กรัม
3.4.1.3 เอทิลแอลกอฮอล์ 600 ลูกบาศก์เซนติเมตร
3.4.1.4 บีกเกอร์ขนาด 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร 6 อัน
15
3.4.1.5 ขวดแก้ว (ไว้สำหรับหมัก) 6 ขวด
3.4.1.6 สำลีขนาด 46 เซนติเมตร
3.4.1.7 หลอดฉีดยา 6 อัน
3.4.1.8 ขวดสำเร็จในการประดิษฐ์
3.4.1.9 เครื่องชั่ง 1 เครื่อง
3.4.2 ขั้นตอนการทดลอง
3.4.2.1 นำสารละลายที่ใช้ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุดคือสารสกัดจากใบกะเพราขาวและ
กะเพราแดงที่ความเข้มข้น 80 % มาทดลอง โดยเริ่มต้นหมักใหม่ คือ ขวดที่ 1 ใบกะเพรา 80 กรัม เอทิลแอลกอฮอล์ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร มาหมัก 12 ชั่วโมง ขวดที่ 2 และขวดที่ 3 หมักที่ระยะเวลา 24 และ 36 ชั่วโมง ตามลำดับ
3.4.2.2 ทำการทดลองเช่นเดียวกับข้อ 3.5.1 แต่เปลี่ยนเป็นกะเพราแดง
3.4.2.3 เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดไว้กรองสารสกัดเก็บไว้ในขวดเก็บสาร จะได้สารสกัดจากใบ
กะเพราขาว 80 % ที่ระยะเวลา 12 , 24 และ 36 ชั่วโมง จำนวน 3 ขวด และสารสกัดจากใบกะเพราแดง 80 % ที่ระยะเวลา 12 , 24 และ 36 ชั่วโมง จำนวน 3 ขวด
3.4.2.4 ใช้หลอดฉีดยาดูดสารสกัดแต่ละขวดมา 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร นำสำลีขนาด 46 เซนติเมตร
มาชุบสารละลายทั้ง 6 ขวด ของข้อ 3.5.3 ไปใส่ขวดดักแมลงวันทองนำไปวางใต้ต้นผลไม้ทำการทดลอง 3 ซ้ำ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง เก็บขวดมานับจำนวนแมลงวันทองที่ล่อได้ ทำเช่นนี้ทั้งหมด 10 วัน
3.5 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบกะเพราขาว และกะเพราแดงความเข้มข้น และระยะเวลาที่หมักแล้วใช้ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุดมาเปรียบเทียบกับสารเคมีที่ขายตามท้องตลาด คือ สารเมทิลยูจินอล
3.5.1 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี
3.5.1.1 กะเพราขาว 240 กรัม
3.5.1.2 กะเพราแดง 240 กรัม
3.5.1.3 เอทิลแอลกอฮอล์ 600 ลูกบาศก์เซนติเมตร
3.5.1.4 บีกเกอร์ขนาด 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร 6 อัน
3.5.1.5 ขวดแก้ว (ไว้สำหรับหมัก) 6 ขวด
3.5.1.6 สำลีขนาด 46 เซนติเมตร
3.5.1.7 หลอดฉีดยา 6 อัน
3.5.1.8 ขวดสำเร็จในการประดิษฐ์
3.5.1.9 เครื่องชั่ง 1 เครื่อง
3.5.1.10 สารเมทิลยูจินอล 300 ลูกบาศก์เซนติเมตร
16
3.5.2 ขั้นตอนการทดลอง
3.5.2.1 นำสารสกัดจากใบกะเพราที่มีประสิทธิภาพล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุดในการทดลองตอนที่ 4 ทั้งใบกะเพราขาว และกะเพราแดงมาใช้ล่อแมลงวันทองเปรียบเทียบกับสารเมทิลยูจินอลที่ขายตามท้องตลาด ใช้หลอดฉีดยาดูดสารสกัดแต่ละขวดมา 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร นำสำลีขนาด 46เซนติเมตร มาชุบสารละลายทั้ง 3 ขวด
3.5.2.2 นำสำลีที่ชุบสารสกัดไปใส่ในขวดดักแมลงวันทองทั้ง 3 ขวด แล้วนำไปวางไว้ใต้ต้นผลไม้ต้นเดียวกัน เพื่อล่อแมลงวันทอง ทำการทดลอง 3 ซ้ำ ใช้ระยะเวลา 12 ชั่วโมง แล้วเก็บขวดมานับจำนวนแมลงวันทองที่ติดและบันทึกผล ทำการทดลองเป็นเวลา 10 วัน แล้วหาค่าเฉลี่ย
17
บทที่ 4
ผลการทดลอง
4.1 ผลการทดลองตอนที่ 1 การประดิษฐ์ขวดการทดลอง
ขวดที่ได้จากการประดิษฐ์โดยประกอบเสร็จแล้วจะมีลักษณะด้านล่างเป็นสีดำด้านล่างมีรู 4 รู สำหรับแมลงวันทองบินเข้ามีเชือกร้อยรูด้านบน มีความจุประมาณ2 ลิตร มีที่แขวนสำลีอยู่ด้านบนของขวด สามารถนำขวดพลาสติกทั่วไปได้และขนาดของขวดได้ทุกขนาด
ภาพขวดล่อแมลงวันทอง
4.2 ผลการทดลองตอนที่ 2 เพื่อหาตัวทำละลายที่เหมาะสมในการสกัดสารล่อแมลงวันทองจากใบกะเพราขาวและกะเพราแดง
4.3 ผลการทดลองตอนที่ 3 เพื่อหาความเข้มข้นของสารสกัดจากกะเพราขาวและสารสกัดจากกะเพราแดงที่ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุด
4.4 ผลการทดลองตอนที่ 4 เพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาในการหมักใบกะเพราขาว และกะเพราแดงที่ใช้ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุด
4.5 เพื่อนำสารสกัดจากใบกะเพราขาว และกะเพราแดงที่มีความเข้มข้นและระยะเวลาที่ใช้ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุดมาเปรียบเทียบกับสารเมทิลยูจินอล
18
บทที่ 5
สรุปและอภิปรายผลการทดลอง
5.1 สรุปผลการทดลอง
5.1.1 สรุปผลการทดลองตอนที่ 1 การประดิษฐ์ขวดการทดลอง
เมื่อนำขวดพลาสติกมาประดิษฐ์เป็นขวดดักแมลงวันทองมีลักษณะดังนี้ ขวดมีลักษณะเป็นสีดำด้านล่างมีรู 4 รูด้านล่างสำหรับแมลงวันทองบินเข้า และไม่สามารถบินออกได้ มีเชือกร้อยรูด้านบน มีความจุประมาณ 2 ลิตร
5.1.2 สรุปผลการทดลองตอนที่ 2 หาตัวทำละลายที่เหมาะสมในการสกัดสารล่อแมลงวันทอง จากใบกะเพราขาวและกะเพราแดง
ตัวทำละลายต่าง ๆ ซึ่งคือ น้ำ เหล้าขาว และเอทิลแอลกอฮอล์ มาเป็นตัวทำละลายของกะเพรา ในระยะเวลาในการหมัก 12 ชั่วโมงและความเข้มข้น 60 % จะเห็นได้ว่าสารสกัดที่ใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย ใช้ในการล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุด
5.1.3 สรุปผลการทดลองตอนที่ 3 เพื่อหาความเข้มข้นของสารสกัดจากกะเพราขาวและสารสกัดจากกะเพราแดงที่ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุด
นำเอาเอทิลแอลกอฮอล์ มาเป็นตัวทำละลายของกะเพราในความเข้มข้น 40 , 60 และ 80 % ผลออกมาว่าความเข้มข้น 80 % ของกะเพราขาวและกะเพราแดงสามารถล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุด
5.1.4 สรุปผลการทดลองตอนที่ 4 เพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาในการหมักใบกะเพราขาว และกะเพราแดงที่ใช้ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุด
นำเอาเอทิลแอลกอฮอล์ มาเป็นตัวทำละลายของกะเพราขาว และกะเพราแดงในความเข้มข้น 80 % ในระยะเวลาในการหมักสาร 12 , 24 และ 36 ชั่วโมง ผลออกมาว่า ในระยะเวลาในการหมักสารเป็นเวลา 24 ชั่วโมงได้ผลดีที่สุดรองลงมาคือ 36 ชั่วโมง ส่วนสารที่หมักด้วยเวลา 12 ชั่วโมงสามารถล่อแมลงวันทองได้น้อยที่สุด
19
5.1.5 สรุปผลการทดลอง เพื่อนำสารสกัดจากใบกะเพราขาว และกะเพราแดงที่มีความเข้มข้นที่ใช้ล่อแมลงวันทองได้ดีที่สุดมาเปรียบเทียบกับสารเคมีที่ขายตามท้องตลาด คือ สารเมทิลยูจินอล
เมื่อนำสารที่ได้จากกะเพราขาวและกะเพราแดงในปริมาณความเข้มข้นที่ใช้ล่อแมลงวันทองที่ดีที่สุด คือ 80 % หมักเวลา 24 ชั่วโมง มาเปรียบเทียบกับสารเคมีที่ขายตามท้องตลาด คือ สารเมทิลยูจินอล ผลปรากฏว่าสารที่ได้จากกะเพราแดงสามารถล่อแมลงวันทองได้ดีใกล้เคียงกับสารเมทิลยูจินอลมาก ส่วนสารที่ได้จากกะเพราขาวสามารถล่อแมลงวันทองได้น้อยที่สุด
5.2 อภิปรายผลการทดลอง
จากการที่เราคิดจะนำกะเพรามาหาตัวทำละลายที่จะนำมาทำเป็นสารสำหรับล่อแมลงวันทองนั้นแล้วได้ผล เพราะเราพบว่าแมลงวันทองจะมาวางไข่ใต้ผิวเปลือกของผลไม้ ไข่จะฟักตัวเป็นหนอนแลทำลายผลไม้ ทำให้ผลไม้เน่าและร่วงหล่น ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของเกษตรกรและจากการสังเกตเราพบว่าแมลงวันทองชอบตอมกะเพราซึ่งสังเกตได้ค่อนข้างชัดเจน เราจึงคิดที่จะลองนำกะเพราและหาตัวทำละลายมาหมักรวมกับกะเพรา เราได้นำตัวทำละลายท่าจะมาทดลอง 3 ชนิด คือ เหล้าขาว น้ำ และเอทิลแอลกอฮอล์ ในความเข้มข้น 60 % และระยะเวลาในการหมัก 12ชั่วโมงเท่ากัน ทั้งกะเพราขาวและกะเพราแดง ผลออกมาว่าเอทิลแอลกอฮอล์ เป็นตัวทำละลายที่ดีที่สุด รองลงมาคือน้ำและเหล้าขาวตามลำดับ เมื่อเรารู้ว่า เอทิลแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายที่ดีที่สุดแล้ว เราก็จะนำมาหาอัตราส่วนต่าง ๆ ที่ได้ผลดีที่สุด เราใช้เอทิลแอลกอฮอล์สกัดตามความเข้มข้น 40 , 60 และ 80 % ทั้งของกะเพราขาวและกะเพราแดง ในระยะเวลาในการหมัก 12 ชั่วโมงเท่ากัน ความเข้มข้นที่ได้ผลดีที่สุดคือ 80 % ทั้งของกะเพราขาวและกะเพราแดง เมื่อเราได้ความเข้มข้นที่ดีที่สุดแล้วเราก็นำมาหาระยะเวลาในการหมักที่ได้ผลดีที่สุด ทดลองมีระยะเวลา 12 , 24 และ 36ชั่วโมงตามลำดับ เมื่อเราได้ระยะเวลาที่ดีที่สุดเราก็นำมาทดลองพร้อมกับสารเมทิลยูจินอลเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารที่เราสกัดขึ้นกับสารล่อแมลงวันทองที่มีขายตามท้องตลาด ผลการทดลองออกมาว่าค่าเฉลี่ยของสารสกัดที่เราทดลองทำขึ้นเองของกะเพราแดงมีคุณภาพใกล้เคียงกับสารเมทิลยูจินอลที่มีขายตามท้องตลาด เราก็ทราบแล้วว่าสารที่เราผลิตขึ้นเองนั้นมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับสารเมทิลยูจินอลที่มีขายตามท้องตลาด และเมื่อเราเทียบกับราคาต้นทุนของสารความปลอดภัยและความประหยัดแล้ว เราจะพบว่าสารที่เราผลิตขึ้นนั้นมีปริมาณมากกว่าสารเมทิลยูจินอลที่มีขายตามท้องตลาด ทั้งยังเก็บได้ในระยะเวลานาน ดังนั้นเราควรใช้สมุนไพรพื้นบ้านที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าที่สุด ของกะเพราขาวและกะเพราแดง
20
สารบัญกราฟ
22
5.3 ข้อเสนอแนะ
5.3.1 ควรมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโดยใช้พืชชนิดอื่น ๆ บ้าง
5.3.2 ควรมีการปรับสีของขวดที่มีผลต่อการล่อแมลงวันทองเพื่อสังเกตพฤติกรรม
5.3.3 ควรนำสารสกัดที่ได้จากใบกะเพรามาสกัดเพื่อใช้ล่อแมลงชนิดอื่น ๆ บ้าง__
บรรณานุกรม
รุจินาถ ปรรถสิษฐ. ลักขณา เติมศิริกุลชัยอาทร. ริ้วไพบูลย์. , หนังสือสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ,พิมพ์ครั้งที่ 1 , โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก , พฤศจิกายน 2530
อินทวัฒน์ บุรีคำ , หนังสือบทปฏิบัติการกีฏวิทยาทางการเกษตร , พิมพ์ครั้งที่ 1 , กรุงเทพ : พิมพ์
รุ่งวัฒนา , 2537ปรารภ ช่างเจริญ. เรณู ดอกไม้หอม. , แมลงวันผลไม้ , เอกสารวิชาการที่ 63 เรื่องผลไม้ กรมส่งเสริมการเกษตร ,พิมพ์ครั้งที่ 1 , โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย , กรกฎาคม 2536
www.ata.or.th/ata/hovto/howtodetail.htm
นางอรพรรณ บุญสังข์ , www.doae.go.th/library/html/detail/kapraw/
ว่านเศรษฐี | 2011-01-10 08:45:32 | 110.77.228.84
 

รุ้งกินน้ำทำยังไงเหรอค่ะ อยากรู้จัง???

niirunew | 2011-01-04 14:16:23 | 58.181.157.122
 

บอกวิธีทำหน่อยสิน้องว่าน รออยู่นะ*-*

งุงิงุงิ | 2011-01-02 19:57:22 | 182.53.21.189
 

อ๋อ แอลกอฮอลล์ กระเพราขาว กระเพราแดง ขวดนำดื่ม เชือก สำลี วิธีทำจะมาบอกอีกคร้งนะครับ

ว่านเศรษฐี | 2010-12-22 08:41:32 | 110.77.134.65
 

ใช้ไรบ้างนิคะ ? : D

❀ไอ่ สัส™ ϟ׃﴿ | 2010-12-22 08:02:00 | 125.24.216.202
 

เดี่ยวนี้รุ้งกินน้ำยาก เปลียนมากินอะไรแทนอะคะ

ว่างๆจาพารุ้ง ไปกิน พิซซ่า ซะหน่อย มะรุ้ชอบอะป่าว.. อิอิ

แต่ชอบที่ว่านดักจับแมลงวันจังไว้ว่างๆทำที่จับยุงดีดีหน่อยสิคะ ที่หอ ยุงดุ๊ดุ.

นู๋แกะ | 2010-11-30 12:16:03 | 125.25.137.166
 

ตอนแรกจะทำรุ้งกินนำครับ แต่ครูบอกว่า สมัยนี้หารุ้งกินน้ำยาก แม่ก็เลยเปลี่ยนเป็นดักจับแมลงแทน

ว่านเศรษฐี | 2010-11-30 09:07:20 | 110.77.134.216
 

เยี่ยมคับ

namwa | 2010-11-29 15:56:00 | 183.89.176.93
 

Mon 29, Nov 2010 15:12:50

Mon 29, Nov 2010 15:15:14

Mon 29, Nov 2010 15:14:30

Mon 29, Nov 2010 15:16:10

Mon 29, Nov 2010 15:17:01

ว่านเศรษฐี | 2010-11-29 15:16:23 | 110.77.134.86
previous << 1 2 >> next
 
 
  หน้าแรก ยังเอ็มอีเอ แอ็คชั่น อัลบั้มและวีดีโอ ติดต่อเรา
    บทความนักเขียน อัลบั้มกิจกรรม  
  ข้อมูลองค์กร ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ SPOT การไฟฟ้านครหลวง สมาชิก
  ประวัติความเป็นมา กฟน. การ์ตูนครอบครัวพลังงาน DEE MISSION 2553 สมาชิกเข้าระบบ
  ประวัติความเป็นมาเว็บไซต์ คนเก่งประจำบ้าน DEE MISSION 2554 สมัครสมาชิก
  ช้อมูลโครงการที่ผ่านมา   DEE MISSION 2555  
  สถานที่ตั้ง / แผนที่   DEE MISSION 2556  
      ในหลวงในดวงใจ DEE MISSION 2557  
         
  ข่าวสารยังเอ็มอีเอ สาระน่ารู้ มุมสมาชิก  
  ข่าวสารทั่วไป มองโลกสิ่งแวดล้อม เพื่อนคนเก่ง  
  รับสมัครเข้าร่วมกิจกรรม แหล่งเรียนรู้ เม้าท์กัน...มันส์ดี  
  ประกาศผลการคัดเลือก   BLOG...บทความน่ารู้  
  โครงการประกวด   เกมส์  
  ปฏิทินกิจกรรม      
 
COPYRIGHT © 2014 YOUNG MEA. ALL RIGHTS RESERVED. BEST VIEW 1024*768 PIXEL, IE BROWSER
เยาวชน อนุรักษ์พลังงาน สิ่งแวดล้อม ประหยัดไฟ โดย การไฟฟ้านครหลวง